Friday, 5 June 2026
กัมพูชา

'ฮุนมาเนต' ประกาศวันเดียว ลุยจับทันทีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบคนเวียดนาม-กัมพูชากว่า 200 ราย ไม่มีชาวจีน

(16 ก.ค. 68) พลเอก สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามประกาศกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ทั่วประเทศอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 15 ก.ค. หลังพบว่าขบวนการเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค และยังมีเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติแฝงตัวอยู่ โดย สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ก็เคยระบุว่ากัมพูชาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ถัดมาไม่นาน เจ้าหน้าที่กรุงพนมเปญเข้าตรวจค้นอาคารต้องสงสัยเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีหลอกลวงทางออนไลน์ได้ถึง 234 ราย เป็นชาวเวียดนาม 149 คน (หญิง 23 คน) และชาวกัมพูชา 85 คน (หญิง 17 คน) โดยบางรายเคยทำอาชีพช่างไฟ, รปภ., พ่อครัว และแม่บ้าน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในขบวนการได้อีกจำนวนมาก และจะดำเนินคดีกับชาวเวียดนามทั้งหมด พร้อมตรวจสอบสถานะการเข้าประเทศว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ 'สมเด็จฮุน เซน' ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า กัมพูชาเป็นเหยื่อของขบวนการที่เริ่มต้นในไทย โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านเข้ามาก่อเหตุในกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยหยุดโยนความผิดให้กัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว

ผู้ลี้ภัยกัมพูชาลั่นฟ้อง ‘ฮุน เซน’ หลังถูกสั่งเก็บในไทย ฮือฮา!! แฉคลิปเสียงมัดอดีตผู้นำเขมร เป็นหลักฐานเด็ด

(17 ก.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กว่า..ฮือฮา! ผู้ลี้ภัยกัมพูชาประกาศยื่นฟ้อง “ฮุน เซน” หลังแฉถูกสั่งลอบสังหารบนแผ่นดินไทย!

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 “พร พรรณนา” ผู้ลี้ภัยชาวกัมพูชาในสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ใหญ่ ประกาศจะยื่นคำร้องอาญาต่อศาลไทย ฟ้องอดีตผู้นำกัมพูชา “ฮุน เซน” โดยตรง! ข้อหาหนักคือ “สั่งลอบสังหารเขาบนผืนแผ่นดินไทย” เมื่อปี 2567

พรเล่าว่า ตอนนั้นเขาลี้ภัยมาอยู่ไทยชั่วคราว ก่อนจะมีหลักฐานเด็ดหลุดออกมาเป็นคลิปเสียง ที่ฮุน เซนสั่งคนสนิทชื่อ Khleang Huot ให้ “จัดการพรให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย” เพื่อพากลับไปกัมพูชาให้ได้

หลักฐานชิ้นนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีคลิปเสียงจริง ๆ และพรบอกว่าผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วด้วย ใครอยากฟังเองก็มีลิงก์ให้

หลักฐานคลิปเสียงคำสั่ง “ฮุน เซน” ที่พร พรรณนาอ้างถึง โดยคลิปตัดตอนจาก Al Jazeera (1 นาที 15 วินาที) https://www.youtube.com/shorts/RiJtOCZ78P8

ฮุน เซน พูดชัดว่าให้จัดการ “พร พรรณนา” ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย – รายงานโดย Al Jazeera คลิปฉบับเต็มจาก Radio Free Asia (1 นาที 30 วินาที) https://www.facebook.com/rainsy.sam.5/videos/1961706070907084 คำสั่งตรง ๆ ของฮุน เซน ที่พรใช้เป็นหลักฐานยื่นฟ้องในไทย

เรื่องนี้พรบอกว่าไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อน “พฤติกรรมไล่ล่าข้ามประเทศ” ของฮุน เซน ที่ไม่ได้หยุดแค่ในกัมพูชา แต่ออกตามล่าเสียงวิจารณ์ถึงต่างแดน!

“ผมโชคดีที่หนีทัน ถูกส่งตัวออกจากไทยมายังสหรัฐฯ ปลายปี 2024 ไม่งั้นอาจไม่ได้พูดอยู่ตรงนี้แล้ว” พรกล่าว

หลังจากเขารอดมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็เกิดเหตุการณ์สั่นสะเทือนเมื่อ ลิม กิมยา อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านคนสำคัญ ถูกยิงตายกลางกรุงเทพฯ แบบไม่เกรงใจแสงแดดตอนบ่ายเลย…

พรบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันต่อเนื่องกัน และชี้ให้เห็นว่าการคุกคามทางการเมืองข้ามพรมแดน “ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

ตอนนี้เขากำลังรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่ไทย พร้อมทนายความด้านสิทธิมนุษยชนระดับอินเตอร์ แถมยังทิ้งท้ายไว้ด้วยความมุ่งมั่น

“ผมทำเพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง และเพื่อส่งเสียงแทนเพื่อนร่วมชาติที่ถูกคุกคาม ถูกอุ้ม หรือถูกฆ่า เพียงเพราะกล้าคิดต่าง”

กัมพูชาพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างชาติ 100% ทุ่มกว่า 1.2 พันล้านดอลล์ นำเข้า 'น้ำมัน-ก๊าซ'

(17 ก.ค. 68) กระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชารายงานว่าการนำเข้าน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และก๊าซที่สามารถเผาไหม้ได้ (combustion gas) ของกัมพูชา ในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน) ของปี 2025 ลดลงร้อยละ 13.2

ในรายละเอียด กัมพูชานำเข้าน้ำมันดีเซลเป็นวงเงิน 680 ล้านดอลลาร์ ลดลงร้อยละ 10 ขณะน้ำมันเบนซินอยู่ที่ 395 ล้านดอลลาร์ ลดลงราวร้อยละ 23 ส่วนการนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.43 หรือราว 168 ล้านดอลลาร์

แม้ยอดนำเข้าจะลดลงในปีนี้ แต่กัมพูชายังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีการขุดเจาะแหล่งพลังงานในประเทศ โดยกระทรวงเหมืองแร่ฯ คาดว่าความต้องการพลังงานภายในประเทศจะพุ่งแตะ 4.8 ล้านตันในปี 2030

ปัจจุบันกัมพูชาจึงอยู่ในสถานะผู้นำเข้าพลังงานเต็มรูปแบบ และต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด ขณะที่ความพยายามในการพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

สื่อเขมร วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ จบเห่แน่!! หาก ‘ฮุนเซน’ เปิดหลักฐาน ชี้!! สังคมไทย รับไม่ได้!! กับการดูหมิ่น สถาบันเบื้องสูง ที่เคารพรัก

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ภายหลังจากที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยกล่าวว่า เขามีหลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยทั้งรัชกาลก่อนและรัชกาลปัจจุบัน และอาจจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงในการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ได้กล่าวในงาน 'ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย' ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านายฮุนเซนเป็นคนไม่มีจริยธรรม ขอให้คนไทยอย่าเชื่อไปคำพูดนั้น ล่าสุด วันนี้(18 ก.ค.) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา นำเสนอรายงานพิเศษในหัวข้อ ชะตากรรม ‘ทักษิณ’ ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า ในระบบการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การสูญเสียอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวแต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศแล้ว หากดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถสูญเสียอำนาจได้ทันที

ดังนั้น เมื่อนายฮุน เซน กล่าวว่าจะสละเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อเปิดโปงการกระทำของทักษิณผู้ซึ่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย ชีวิตทางการเมืองของตระกูลทักษิณก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทันที

ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในประเทศไทย หลังวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อตระกูลชินวัตรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง ที่กำลังมองหาโอกาสในการขจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย และเปิดประตูสำหรับกลุ่มอำนาจใหม่

คำแถลงของนายฮุนเซนที่ว่าพร้อมที่จะเปิดโปงการกระทำของทักษิณต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือสร้างการแสดงทางการเมือง อันที่จริง คำแถลงเพียงคำเดียวนี้เองที่ทำให้คนไทยบางส่วนเชื่อว่าชีวิตทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรอาจกำลังจะถึงจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อำนาจอธิปไตยของกัมพูชากำลังถูกไทยรุกล้ำ

รายงานพิเศษ Fresh News ระบุอีกว่า สำหรับกัมพูชา ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของสมเด็จเดโชไม่เพียงช่วยปกป้องประเทศจากแผนการร้ายของศัตรูเท่านั้น แต่ยังปลุกปั่นสถานการณ์ทางการเมืองของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษิณ ซึ่งจากรายงานของประเทศไทยระบุว่า เขากำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Fresh News อ้างอิงรายงานของ Thai PBS World เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ทักษิณได้วิงวอนประชาชนชาวไทยว่า “อย่าเชื่อคำพูดของสมเด็จเดโชฮุนเซน” โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูถูกความรู้สึกของคนไทยที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และไม่จำเป็นต้องให้ทักษิณสั่งน้ำมูกใส่อีกต่อไป และเป็นการดูถูกว่าคนไทยขาดสำนึกของตัวเอง คำพูดของทักษิณยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและความสามารถทางการเมืองของเขา

นอกจากนี้ ทักษิณได้ประกาศไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลหลังจากมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายฮุนเซนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

ในการกล่าวปาฐกถาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทักษิณได้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นชาวเขมรหรือคนไทย” ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของเขาต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางหลักฐานที่ชัดเจนว่าครอบครัวทักษิณอยู่เบื้องหลังและถูกเปิดโปงโดยกัมพูชา

คำแถลงของนายฮุนเซน ที่ระบุว่าตนพร้อมที่จะใช้เวลาสามชั่วโมงในการเปิดโปงการกระทำของทักษิณที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องตลกหรือเป็นเพียงคำแถลงทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทักษิณได้กระทำการทรยศหักหลังและอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

*หากพบหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการดำเนินคดีกับทักษิณหรือไม่??

Fresh News ระบุว่า นี่เป็นคำถามที่ประชาชนไทยบางส่วนตั้งคำถาม แต่ประเทศไทยไม่ควรลำเอียงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นคุณค่าของชาติ คำถามที่ถูกถามในประเทศไทยคือ หากนายฮุนเซนแสดงหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ จะมีการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่??

ในสังคมไทย หากมีเอกสารราชการหรือหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ แล้วหากปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคมอนุรักษ์นิยมจะรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และสถาบันต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจทางการเมือง สังคมไทยที่เคยลงโทษผู้ประท้วงหรือนักศึกษาในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อน อาจเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือศาลไม่ดำเนินการกับผู้ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจทางการเมืองบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตทางการเมืองของตระกูลทักษิณโดยรวมและพรรคเพื่อไทย และหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในเกมแห่งความไม่สมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและค่านิยมของชาติ

ทักษิณผ่านเรื่องราวทางการเมืองมามากมายในชีวิต และอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและการเมืองในอดีตของเขาคืออิทธิพลของสมเด็จเดโชฮุนเซน ความไม่ซื่อสัตย์และการขาดความเคารพในความจงรักภักดีของทักษิณจะไม่สามารถกลบหรือลบล้างคุณงามความดีอันล้ำค่าที่สมเด็จเดโชฮุนเซนเคยทำเพื่อเขาในอดีตได้

ขณะนี้ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย กำลังสอบสวนคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2558 เช่นกัน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กองทัพและกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาระดับสูงในประเทศไทยก็กำลังเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทักษิณและบุตรสาวต่อไป

หากนายฮุนเซนเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของทักษิณต่อสาธารณะ ไม่เพียงแต่จะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ต่อทักษิณอีกด้วย ดังนั้น แม้ว่าคดีเก่าจะยังไม่จบ แต่เอกสารในมือของนายฮุนเซนอาจเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่จะทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน

หากหลักฐานได้รับการพิสูจน์ นายทักษิณจะเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรครัฐบาลที่กระทำการล้ำ “เส้นแดง” ในสังคมไทย สังคมที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าทักษิณจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนไทยไม่ไว้วางใจสมเด็จเดโชฮุนเซนได้ แต่หลังจากการเปิดเผยนี้ เขาก็จะไม่มีที่ว่างให้เขาเรียกร้อง หรือเขียนเรื่องราวทางการเมืองของเขาอีกต่อไป แต่ทักษิณจะสามารถเขียนคำว่า “จุดจบของจักรวรรดิ” ด้วยมือของเขาเองได้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานพิเศษของ Fresh News ชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่านายฮุนเซนจะเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยของนายทักษิณเมื่อใด และอย่างไร เป็นเหมือนบทความตอบโต้คำพูดของนายทักษิณที่พูดถึงนายฮุนเซนในงาน “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า นายฮุนเซนได้เริ่มพูดถึงการที่นายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ระหว่างปราศรัยกับประชาชนที่จังหวัดพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.ก็บอกว่าถ้าหากทางการไทยอยากได้ข้อมูลก็ให้ส่งทูตพิเศษไปขอ เขาพร้อมที่จะให้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ขู่ว่าจะใช้เวลาสัก 3 ชั่วโมงพูดถึงพฤติกรรมการหมิ่นเบื้องสูงของทักษิณ แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

‘กองทัพไทย’ ประณาม!! การรุกล้ำชายแดนของกัมพูชา พร้อมเรียกร้อง!! ความรับผิดชอบ อย่างเป็นรูปธรรม

(20 ก.ค. 68) พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ซึ่งทหารกัมพูชาได้รุกล้ำเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ของประเทศไทย กองทัพไทยขอยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนี้เป็นเรื่องที่ ไม่อาจยอมรับได้ และ กัมพูชาจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม

แม้เราจะยึดมั่นในหลักการของสันติวิธีและความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่การละเมิดอธิปไตยและสร้างภัยคุกคามต่อชีวิตของประชาชนและกำลังพลของเราเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความไว้วางใจและความร่วมมือที่เราพยายามสร้างสรรค์มา กองทัพไทยตระหนักดีว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใด ดังนั้น เราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้

เราคาดหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความรับผิดชอบโดย:

* ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส: การสอบสวนอย่างละเอียดและเปิดเผยถึงสาเหตุและผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

* ดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิด: ผู้ที่รับผิดชอบต่อการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ของไทยจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการจัดการปัญหาและป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการนอกขอบเขตอำนาจอีก

* ให้หลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกกัมพูชาต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีการรุกล้ำอธิปไตยหรือการกระทำที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยเกิดขึ้นอีกในอนาคต

* เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น: การประเมินและชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชีวิต ทรัพย์สิน และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบที่จำเป็น

กองทัพไทยเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกัน และปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด หากไม่มีการดำเนินการเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อบรรยากาศความร่วมมือและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างสองประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะทำให้สถานการณ์ชายแดนไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้

เราพร้อมเสมอที่จะหารือและร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพไทยก็มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน

‘ฮุนเซน’ อ้างไทยรุกราน - โจมตีก่อน ลั่นกัมพูชาไร้ทางเลือกนอกจากตอบโต้

(24 ก.ค. 68) ‘ฮุนเซน’ อ้างไทยโจมตีก่อน หลังประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากตอบโต้ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่ากักตุนหรือขึ้นราคาสินค้า

ภายหลังจากเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชนี้ เมื่อวันนี้ (24 ก.ค.) ล่าสุด เมื่อเวลา 09.40 น. ในเฟซบุ๊ก Samdech Hun Sen of Cambodia

ของนายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา มีการโพสต์ข้อความว่า “การรุกรานครั้งนี้ กองทัพไทยประกาศว่าจะปิดปราสาทตาเมือนธมในวันนี้ ซึ่งได้รับคำสั่งเมื่อวานนี้ ทหารไทยได้เริ่มโจมตีกองทัพกัมพูชา กองทัพกัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้ตอบโต้ ขอพี่น้องชาวกัมพูชา โปรดอย่าตื่นตระหนก ซื้อข้าวสารและกักตุนหรือขายสินค้าในราคาที่สูงกว่า ฯลฯ”

“โปรดดำเนินธุรกิจตามปกติในทุกภาคส่วนและทุกแห่ง ยกเว้นพื้นที่ชายแดนของจังหวัดอุดรมีชัยและจังหวัดพระวิหาร ซึ่งถูกกองทัพไทยที่รุกรานยิงถล่ม

“ขอพี่น้องประชาชน โปรดไว้วางใจในรัฐบาลและกองกำลังทหารของเรา”

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กรณีใช้อาวุธโจมตีเป้าหมายพลเรือนในเขตแดนไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพบกขอประณามการกระทำอันรุนแรงและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากกรณีที่มีการใช้อาวุธจรวด BM-21 จำนวน 2 นัด ยิงเข้ามาในพื้นที่ชุมชนภายในศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเวลา 09.40 น. ของวันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่โดยทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

ในขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพบกกำลังเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะได้รายงานให้ทราบต่อไปโดยเร็วที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top