Thursday, 4 June 2026
กองทัพเรือ

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมตรวจสอบความพร้อม การปฏิบัติการทางเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศยาน ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนทางทะเล ภาคตะวันออก

เมื่อวานนี้ (20 มิ.ย. 68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมด้วย พลเรือตรี รังสรรค์ บัวเผือก รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการตรวจสอบความพร้อม การปฏิบัติการทางเรือสนับสนุนการปฏิบัติการทางอากาศยาน ด้วยอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ของหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนทางทะเล ภาคตะวันออก ในพื้นที่รับผิดชอบของ ทรภ.1 

การตรวจสอบความพร้อมในครั้งนี้สืบเนื่องจาก เรือหลวงนเรศวร ซึ่งเป็นเรือฟรีเกตสมรรถนะสูง ได้ออกปฏิบัติราชการตามแผนลาดตระเวนประจำวงรอบ ปกติในเขตพื้นที่ชายแดนทางทะเลฝั่งตะวันออก จึงได้ใช้โอกาสนี้บูรณาการร่วมกับหน่วยกำลังต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพการฝึก

การฝึกประกอบด้วย การปฏิบัติการร่วมระหว่างเรือกับอากาศยานไร้คนขับ การติดต่อสื่อสาร การแลกเป้าหมายทางยุทธวิธี รวมถึงการฝึกสนับสนุนการยิงฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ร่วมกันระหว่าง ร.ล.นเรศวร อากาศยาน ในทรภ.1 เรือใน มชด./1 และหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่บริเวณเกาะกูด จว.ตราด 

การฝึกในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบขีดความสามารถของหน่วยในพื้นที่ รวมถึงความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ขั้นตอนการปฏิบัติ และการแก้ไขข้อขัดข้องที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้หน่วยสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ และผลประโยชน์ของประเทศในพื้นที่ทางทะเล บรรลุวัตถุประสงค์ของกองทัพเรือ คือเป็นกองทัพเรือ ที่ประชาชนเชื่อมั่นและภาคภูมิใจ

28 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ‘วันทหารนาวิกโยธิน’ หน่วยรบที่เปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ดั่งเพลงมาร์ชราชนาวิกโยธิน ชูเกียรติยศและความจงรักภักดี

วันที่ 28 มิถุนายน 2502 เป็นวันที่หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือได้รับพระราชทานทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ช “ราชนาวิกโยธิน” จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อทหารนาวิกโยธินทุกนาย และต่อมาได้กำหนดให้วันที่ 28 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันทหารนาวิกโยธิน” เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญนี้

ความเป็นมาของวันทหารนาวิกโยธินเริ่มจาก นาวาเอก สนอง นิสาลักษณ์ อดีตผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธิน ที่ได้มีโอกาสรับใช้ในพระราชวังไกลกังวล หัวหิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้นาวาเอกสนองร้องเพลงนาวิกโยธิน แต่ยังไม่มีเพลงประจำหน่วย จึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานเพลงจากพระองค์ท่าน

ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2502 พระองค์ได้พระราชทานทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ช “ราชนาวิกโยธิน” แด่ทหารนาวิกโยธิน และหลังจากนั้นคณะนายทหารนาวิกโยธินได้ร่วมกันประพันธ์คำร้องจนกลายเป็นเพลงประจำหน่วยอย่างสมบูรณ์ นับเป็นสัญลักษณ์ความเข้มแข็งและความภาคภูมิใจของทหารนาวิกโยธิน

ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2502 วงโยธวาทิตของนาวิกโยธินสหรัฐและวงดุริยางค์ราชนาวี ได้บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์นี้เป็นครั้งแรก ณ สนามศุภชลาศัย และตั้งแต่นั้นเพลง มาร์ช “ราชนาวิกโยธิน” ก็กลายเป็นเพลงประจำหน่วยที่มีคุณค่าและความหมายลึกซึ้งสำหรับทหารนาวิกโยธินตลอดมา

ทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 ฝึกยิงอาวุธประจำกายด้วยกระสุนจริง เพื่อสร้างพื้นฐานการเป็นนักรบ ของกองทัพเรือ🇹🇭 

(27 มิ.ย. 68) น.อ. ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) ตรวจเยี่ยมการฝึกยิงอาวุธประจำกาย ด้วยกระสุนจริงของทหารใหม่ ผลัดที่ 1/68 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูฝึก เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง และทหารใหม่ฯ ณ สนามยิงปืน ศูนย์ฝึกทหารใหม่กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การฝึกยิงอาวุธประจำกาย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ ความภาคภูมิใจและมีความพร้อมด้านจิตใจ ให้แก่ทหารใหม่ที่จะปฎิบัติหน้าที่ให้กับหน่วยต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยกำลังรบ ของกองทัพเรือต่อไป

ทั้งนี้การฝึกดำเนินการภายใต้การปฏิบัติในการยิงอาวุธอย่างเคร่งครัดเป็นไปตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือที่กำหนดให้เป็นปีแห่งความปลอดภัย

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา 'เราทำความดี ด้วยหัวใจ' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

เมื่อวานนี้ (21 ก.ค.68) กองทัพเรือ โดยทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเทิดพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ณ หอประชุม ชั้น 3 โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในการนี้ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลบางเสร่ อาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก และนักเรียนจ่าทหารเรือ เข้าร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง

กิจกรรมที่ดำเนินการ ประกอบด้วย
- กิจกรรมบริจาคโลหิต ณ ห้องรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 21 – 25 กรกฎาคม 2568
- กิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำความสะอาดพื้นที่ชายหาดและบริเวณโดยรอบ ณ ชายหาดบางเสร่ ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของกำลังพลกองทัพเรือ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ ที่พร้อมใจร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างพร้อมเพรียง

‘กองทัพเรือ’ เปิดยุทธการ!! ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ ผลักดัน!! ทำลายพื้นที่ ‘ทหารกัมพูชา’ ให้ถอยออกไป

(26 ก.ค. 68) ทหารกัมพูชาเปิดพื้นที่ใหม่เริ่มโจมตีทหารไทยเวลา05.10 น.
บริเวณบ้านชำราก จ.ตราด ทางทหารจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ตอบโต้ เริ่มการปะทะ 

กองทัพเรือ จึงได้เปิดยุทธการ 'ตราดพิฆาตไพรี1' ทำการผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาวางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด กระทั่งเวลา 05.40 น. กำลังทหารเรือได้สามารถผลักดัน ฝั่งกัมพูชาได้ถอยออกไป

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประกาศ เรื่องให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ โดยที่ปรากฏว่า ประเทศกัมพูชาใช้กำลังและอาวุธรุกรานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดแนวชายแดน จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามอันมีที่มาจากภายนอกราชอาณาจักรดังกล่าว

เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 176 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ 2457

จึงให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

1.จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอเขาคิชฌกุฏ

2.จังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ต่อมามีประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(เฉพาะ) ที่ 1290/2568 
เรื่อง การปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่ จ.จันทบุรี และพื้นที่ จ.ตราด

โดยกำหนดมาตรการดังนี้

1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 

2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย 

3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

‘ปตท.สผ.’ สนับสนุน!! การจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ให้!! ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ

(2 ส.ค. 68) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนายนิรันดร โรจนสมสิทธิ์ (ซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานวิศวกรรมศาสตร์ การพัฒนา และบำรุงรักษา มอบเงินสนับสนุนจำนวน 2,500,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ให้แก่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ โดยมีพลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ (ขวา) ผู้บัญชาการทหารเรือ ให้เกียรติรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ปตท.สผ. ได้สนับสนุนศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ผ่านการดำเนินโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ภายใต้กลยุทธ์ ‘ทะเลเพื่อชีวิต’ ของบริษัท โดยการสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงอาคารบ่ออนุบาล และโรงพยาบาลเต่าทะเล ตลอดจนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อการอนุบาลและการรักษาพยาบาลเต่าทะเล ก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของเต่าทะเล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดทำนิทรรศการและสื่อการเรียนรู้ เพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลแก่ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

เพจเสียงจากทหารเรือ ขอกำลังใจแนวหลัง สู่แนวหน้า วันหยุด!! แต่ไม่หยุดทำหน้าที่ ปกป้องแผ่นดินไทย

(3 ส.ค. 68) เพจเสียงจากทหารเรือ โพสต์ข้อความ 1 ข้อความของท่าน “คือกำลังใจของเรา” พร้อมระบุว่า เสียงจากทหารเรือ “ขอกำลังใจแนวหลัง สู่แนวหน้า” วันหยุด แต่ไม่หยุดทำหน้าที่ ปกป้องแผ่นดินไทย

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร จังหวัดระยอง

(4 ส.ค. 68) ระหว่างวันที่ 2–3 สิงหาคม 2568 กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรม “ผู้นำเยาวชนพัฒนาสัมพันธ์ กองทัพเรือ” ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยมี พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายทัศกร โนชัย รองผู้อำนวยการโรงเรียน และคณะครูอาจารย์ให้การต้อนรับ

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1) และตอนปลาย (ม.4) จำนวนกว่า 1,400 คน วัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อส่งเสริมเยาวชนให้เกิดความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการนำสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเผยแพร่แนวคิดแห่งความสมานฉันท์ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ในการนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้นำกำลังพลจิตอาสา ร่วมกับนักจิตวิทยาจาก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ และ ชุดปฏิบัติการจิตวิทยา ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรมอบรม ความรู้ และนันทนาการ อาทิ การเล่นเกม การฝึกทักษะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีและจิตสำนึกความเป็นไทย แ และนอกจากนี้กลุ่มอาสาสมัคร “ใจถึงใจ คนไทยไม่ทิ้งกัน” นำโดย นายฝันเด่น จรรยาธนากร (พี่เล็ก) ได้จัดทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียน ครู และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และความประทับใจจากน้อง ๆ เยาวชน ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กองทัพเรือมุ่งมั่นในการพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นพลังสำคัญของชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

กลับมาแล้ว!  เขี้ยวเล็บกองทัพเรือ เรือดำน้ำจำลองหน้า กองเรือยุทธการสัตหีบ หลัง ครม.ไฟเขียวเดินหน้าโครงการ S26T ต่อ

(7 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการกองเรือยุทธการ ริมถนนสุขุมวิท อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตั้ง “เรือดำน้ำจำลอง” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุทโธปกรณ์ทางเรือ กลับมาจัดแสดงอีกครั้ง หลังถูกรื้อถอนไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงพื้นที่ นำเรือตรวจการณ์ ต.99 มาตั้งแสดง

การนำกลับมาติดตั้งในครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ซึ่งเป็นความร่วมมือในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอนุมัติให้เปลี่ยนเครื่องยนต์จากรุ่น MTU396 ของเยอรมนี เป็นเครื่องยนต์ CHD620 ของจีน พร้อมขยายระยะเวลาการต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 โดยกองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC ของจีน วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด ยังคงเหลืออีก 8 งวด คิดเป็นวงเงินคงค้างประมาณ 5,500 ล้านบาท โครงการต้องหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมได้

นอกจากเรือดำน้ำจำลองแล้ว บริเวณโดยรอบหน้าหน่วยยังมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แฮริเออร์ AV-8S ที่เคยประจำการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และปลดประจำการไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน รวมถึงเรือตรวจการณ์ ต.99 ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยประจำการมายาวนานถึง 34 ปี ก่อนปลดระวางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565

การนำเรือดำน้ำจำลองกลับมาตั้งโชว์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับภูมิทัศน์ของกองเรือยุทธการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคืบหน้าและความหวังของกองทัพเรือไทย ที่จะมีเรือดำน้ำลำแรกประจำการในอนาคตอันใกล้ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ผบ.ทร. ยืนยัน 3 ปี ได้เรือดำน้ำเข้าประจำการ กำลังเร่งปรับแผนต่อเรือ หลังโครงการหยุดชะงักเกือบ 3 ปี

(13 ส.ค. 68) พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ยืนยันโครงการเรือดำน้ำจะเดินหน้าต่อ โดยหลังแก้ไขข้อตกลงและได้รับความเห็นชอบจากอัยการสูงสุด จะนับสัญญาใหม่และใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี จึงจะได้เรือดำน้ำเข้าประจำการ พร้อมเร่งเตรียมกำลังพลและปรับแผนการต่อเรือ หลังโครงการหยุดชะงักเกือบ 3 ปี

ผู้บัญชาการทหารเรือ ระบุว่า ครม.อนุมัติให้ต่อเรือดำน้ำ 1 ลำก่อน ส่วนโครงการเรือฟริเกตยังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้งบปีนี้จะได้เพียงลำเดียว แต่ถือเป็นการเปิดทางให้ลำที่ 2 หากรัฐบาลอนุมัติเพิ่ม พร้อมผลักดันให้อุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถภายใน

ส่วนท่าจอดเรือดำน้ำ นั้น ผบ.ทร. ระบุว่า ได้ดำเนินการตั้งแต่ เริ่มเซ็นสัญญา และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันต้องไปเก็บงานว่าในส่วนใดยังไม่เรียบร้อยและส่วนใดเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ กองทัพเรืออยู่ระหว่างทบทวนสถานการณ์และงบประมาณ เพื่อกำหนดทิศทางพัฒนาท่าเรือว่าจะเน้นฝั่งอันดามันหรืออ่าวไทย โดยต้องเลือกลงทุนในโครงการที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และคุ้มค่าต่อการเสริมศักยภาพทางทะเลของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top