‘มะม่วงหิมพานต์ ควีน’ จากบ้านหาดไก่ต้อยสู่ความสำเร็จ ด้วยแรงหนุน ‘กฟผ.’ ต่อเนื่องกว่า 10 ปี ร่วมฟื้นผืนดินแห้งแล้งสร้างสินค้า OTOP 5 ดาว
ในโลกของธุรกิจ มักกล่าวกันว่า "วิกฤตคือโอกาส" แต่สำหรับชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงปรัชญาที่ฟังดูไพเราะ หากแต่เป็นความจริงที่ถูกหล่อหลอมด้วยเหงื่อ น้ำตา และความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของคนในชุมชน จนกลายเป็นเรื่องราวแห่งความสำเร็จ
จากผืนดินแห้งแล้งสู่ความท้าทายครั้งใหญ่
เรื่องราวของ ‘วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย’ เริ่มต้นด้วยความท้าทายที่หนักหน่วง ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นจากผู้คนที่ต้องอพยพจากถิ่นเดิมหลังการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ พวกเขามาตั้งถิ่นฐานบนผืนดินที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่านจัดสรรให้ ซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาหินลูกรัง ลอนลูกคลื่น และที่สำคัญคือความแห้งแล้งที่ทำให้พื้นที่นี้เกือบจะไม่เหมาะสมต่อการทำการเกษตรใด ๆ เลย
ผู้คนในชุมชนต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้าย ว่าผืนแผ่นดินที่พวกเขาได้รับนั้นแทบไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ บางคนเริ่มสิ้นหวัง บางคนคิดจะย้ายถิ่น แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะอดทนและหาทางออก
จุดเปลี่ยนจากภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในปี พ.ศ. 2520 ความหวังริบหรี่เริ่มสว่างขึ้นเมื่อหน่วยงานราชการเข้ามาส่งเสริมให้ปลูก "มะม่วงหิมพานต์" ซึ่งเป็นพืชที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดีเยี่ยม ชาวบ้านจึงพากันปลูกด้วยความหวังว่าจะเป็นทางออกของปัญหา
แต่ความหวังนั้นกลับกลายเป็นความผิดหวังอีกครั้ง เมื่อต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มให้ผลผลิต ชาวบ้านกลับไม่รู้จะทำอย่างไรกับเม็ดที่มีเปลือกแข็งและหนา ไม่มีใครรู้วิธีกะเทาะ ไม่รู้จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ควรจะเป็นทรัพย์สิน กลับกลายเป็นภาระ บางคนเริ่มโค่นต้นทิ้ง เหมือนกับโค่นความหวังลงไปพร้อมกัน
แล้ววันหนึ่ง ความหวังก็กลับมาอีกครั้งจากคู่สามีภรรยาผู้ไม่ยอมแพ้ นายบุญและนางบุญ ปิสา ชาวบ้านหมู่ที่ 3 สองตายายคู่นี้ได้อุทิศเวลาทดลองหาวิธีกะเทาะเปลือกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ลองผิดลองถูกหลายครั้งหลายหน จนในที่สุดก็ค้นพบวิธีการที่ประสบความสำเร็จ โดยนำเม็ดดิบมาแช่น้ำ ต้ม แล้วใช้มีดแกะเอาเม็ดออกมา
สิ่งที่พวกเขาค้นพบนั้นมีค่าดั่งทองคำ เพราะเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอำเภอท่าปลามีรสชาติที่โดดเด่น คือ "หวาน มัน เนื้อแน่น อร่อย" เมื่อสองตายายนำเม็ดที่กะเทาะแล้วไปขาย ก็สามารถสร้างรายได้จริง เรื่องราวแห่งความสำเร็จนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาเรียนรู้วิธีการ และเมื่อทุกคนสามารถกะเทาะเม็ดได้ ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่เคยจะถูกโค่นทิ้ง กลับกลายเป็นต้นไม้แห่งความหวัง
ความสามัคคีของชุมชนสู่ความสำเร็จ
เมื่อผลผลิตเริ่มมีมากขึ้น ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น นั่นคือ การต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อเม็ดดิบไปแปรรูป ราคาไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับอำเภอใจของพ่อค้า ชาวบ้านตระหนักว่าหากต้องการสร้างความมั่นคงที่แท้จริง พวกเขาต้องรวมตัวกันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของตนเอง
นางวันทรา ผ่านคำ หรือที่คนในชุมชนเรียกขานด้วยความเคารพว่า "พี่แอ๊ด" ได้นำพาชุมชนจัดตั้ง "วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านหาดไก่ต้อย" ขึ้น เพื่อรวมพลังและสร้างอำนาจต่อรอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตผ่านการแปรรูป
พันธมิตรแห่งความสำเร็จ: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คือการได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มานานกว่า 10 ปี
พี่แอ๊ดเล่าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งว่า "กฟผ. ช่วยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับชาวบ้าน มีปัญหาอะไรก็ปรึกษา กฟผ. ได้ตลอด" การสนับสนุนจาก กฟผ. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเดียว แต่ครอบคลุมทุกมิติที่จำเป็นต่อการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาชีพให้กับชาวบ้าน
ตั้งแต่การสนับสนุนงบประมาณในการตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งพบว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์จากอุตรดิตถ์มีสาร Beta Sitosterol มากที่สุดในประเทศไทย ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดการอักเสบ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงมีสาร GABA ที่ช่วยระบบประสาทและสมอง และเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ไม่เพียงเท่านั้น กฟผ. ยังช่วยพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและสวยงาม สนับสนุนงานวิจัยการทำน้ำมะม่วงหิมพานต์เข้มข้นร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ร่วมกับสถาบันอาหาร และที่สำคัญคือการนำกลุ่มไปจัดแสดงสินค้าในงานต่างๆ เพื่อขยายช่องทางการตลาดอีกด้วย
นวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง: จากผลิตภัณฑ์เดียวสู่ 14 รายการ
ด้วยการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ กฟผ. และความมุ่งมั่นของคนในชุมชน วันนี้กลุ่มฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไปแล้วกว่า 14 รายการ ตั้งแต่รสดั้งเดิม รสต้มยำ รสปาปริก้า รสโนริสาหร่าย รสบาร์บีคิว รสงาขี้ม่อน ไปจนถึงคุกกี้มะม่วงหิมพานต์ น้ำมะม่วงหิมพานต์ และน้ำนมเม็ดมะม่วงหิมพานต์
แต่ผลิตภัณฑ์ขายดีที่สุด ยังเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบน้ำเกลือ ที่ได้รสชาติธรรมชาติแท้ ๆ มีความอร่อยที่กินแล้วแทบหยุดไม่ได้ และที่สำคัญคือดีต่อสุขภาพ เพราะใช้การอบแทนการทอด ทำให้มียอดการซื้อซ้ำสูงมาก
ปรัชญา Zero Waste: เมื่อทุกส่วนมีคุณค่า
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดของกลุ่มฯ คือการนำปรัชญาเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้อย่างแท้จริง พวกเขาใช้ประโยชน์จากมะม่วงหิมพานต์ทุกส่วนโดยไม่มีสิ่งใดถูกทิ้ง เม็ดนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เนื้อผลทำน้ำ ส่วนจมูกและเม็ดป่นทำน้ำนม เมล็ดใช้เพาะพันธุ์ เยื่อทำปุ๋ยหมัก เปลือกขายให้โรงงานสกัดน้ำมัน และกิ่งไม้ที่ตัดแต่งก็นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการต้มเม็ด
นี่ไม่ใช่เพียงการประหยัดต้นทุน แต่คือการแสดงให้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ไร้ค่า ถ้าเรารู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เทคโนโลยีสีเขียว: พลังแสงอาทิตย์กับความยั่งยืน
จุดเด่นอีกประการของกลุ่มฯ คือการนำเทคโนโลยีตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก กฟผ. มาใช้ในกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 100 กรัม ปล่อย CO2 เพียง 0.119 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
เม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ "Queen" จึงได้รับตราสัญลักษณ์ "ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน" จากกระทรวงพลังงาน เป็นการรับรองว่าเป็นสินค้ารักษ์โลกที่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเข้าสู่ตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม












