Thursday, 4 June 2026
กฟผ

‘พีระพันธุ์’แจงปมสัญญาซื้อไฟ 5,200 MW ลั่น!! พบผิด‘ยกเลิกสัญญา’ได้ทันที

(20 เม.ย. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า เรื่อง การเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามในสภาเมื่อเดือนที่ผ่านมา และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ตอบไปอย่างครบถ้วนแล้ว

Lesiy[โครงการประมูลดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ปี 2565 ในรัฐบาลที่ผ่านมา ในรอบแรกมีการประมูลขนาด 5,200 เมกะวัตต์ ซึ่งหลังจากการประมูลเสร็จสิ้น ผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถเซ็นสัญญาได้ แต่ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยยกฟ้องทุกกรณีแล้ว จึงไม่มีข้อกฎหมายใดเป็นอุปสรรคต่อการลงนามในสัญญาอีกต่อไป และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งจึงเริ่มทยอยดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นยังมีเงื่อนไขกำหนดให้ กฟผ.ต้องลงนามในสัญญาภายในสอง 2 ปี โดยในส่วนของไฟฟ้าจากแสงแดดจะครบกำหนดในวันที่ 18 เมษายน 2568 ส่วนพลังลมครบกำหนดภายในปี 2569

สำหรับการซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 5,200 เมกกะวัตต์ในเฟสแรกนั้น มีการประมูลที่ 4,852 เมกกะวัตต์ มีสัญญาทั้งสิ้น 175 ฉบับ มีโครงการ  ที่ กฟผ.เกี่ยวข้อง 83 โครงการ และเซ็นสัญญาแล้ว 67 โครงการ โดยเป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2565  และทางกฤษฎีกาได้ให้ข้อเสนอแนะว่า เนื่องจากมีการเซ็นลงนามสัญญาไปแล้วหากยกเลิกหรือชะลอการเซ็นลงนามสัญญาส่วนที่เหลืออาจจะทำให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย

ในส่วนของ 16 โครงการที่ยังไม่ได้ลงนามนั้น หากจะหยุดกระบวนการทันที จะทำให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย  เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนที่มีการดำเนินการล่วงหน้าแล้ว และ กฤษฎีกาได้แนะนำให้ กฟผ. ใส่เงื่อนไขในสัญญาเพิ่มเติมว่า หากภายหลังพบว่าการประมูลมีปัญหาทางกฎหมายหรือผิดขั้นตอนใด ๆ ก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ โดยไม่ต้องรอให้ครบสัญญา 25 ปี  ดังนั้น ทั้ง 3 สัญญาที่ลงนามไปเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา จึงได้มีการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ต้องลงนามในสัญญาภายใน 2 ปีและมีการปรับเงื่อนไขของสัญญาตามคำแนะนำของกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ขอให้วางใจได้

ขณะเดียวกัน สำหรับ 16 สัญญาที่เหลือ นายพีระพันธุ์ได้หารือกับผู้ว่าการ กฟผ.เพื่อหาช่องทางทางกฎหมายในการชะลอการลงนามเพื่อให้มีเวลาตรวจสอบประเด็นที่สังคมกังวลอย่างรอบคอบ โดยส่วนใหญ่เป้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม โดยจะครบกำหนดในปี 2569 ซึ่งขณะนี้ ผู้ว่าฯ กฟผ. กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางดำเนินการให้สอดคล้องกับกรอบอำนาจที่มี จึงขอให้มั่นใจว่าการเซ็นสัญญาครั้งนี้จะไม่เป็นข้อผูกมัดไป 25 ปี เพราะสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที หากพบว่ามีการกระทำผิด

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดโดย กกพ. ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565   และรัฐมนตรีพลังงานไม่มีอำนาจใน กกพ. เลย  ส่วน กฟผ. นั้น รัฐมนตรีพลังงานมีอำนาจแค่กำกับ จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในเชิงโครงสร้างที่ต้องมีการแก้ไข  ซึ่งนายพีระพันธุ์ระบุชัดว่า หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการปฏิรูปพลังงานคือ ปัญหากฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยกฎหมายพลังงานที่มีอยู่จำกัดอำนาจรัฐมนตรีในการกำกับดูแลอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างการเร่งแก้ไขกฎหมายเหล่านี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใด ๆ ในอนาคต

“ขอยืนยันว่า หากมีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าโครงการใดผิดกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยขั้นตอน ก็สามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบอายุสัญญา 25 ปี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะดำเนินการทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

ทั้งนี้  รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกเสียงของประชาชนและฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ แต่ขอให้การนำเสนอข้อกล่าวหาเป็นไปอย่างรอบคอบและยึดข้อเท็จจริง มิใช่การบิดเบือนเพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว อ้างว่า การลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบ 5,200 เมกะวัตต์ จะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่าที่ควรเป็นกว่า 1 แสนล้านบาทตลอดระยะเวลา 25 ปี

‘ดร.หิมาลัย’ ข้องใจ เหตุใดสัญญาที่ กฟผ.ทำกับเอกชนจึงลึกลับ แม้แต่รัฐมนตรี ยังขอดูไม่ได้

เมื่อวันที่ (24 เม.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ได้แชร์ข้อความ “ประชาชนที่ได้รับข้อมูลครบถ้วนถือเป็นข้อกำหนดเบื้องต้นของระบอบประชาธิปไตย” ของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ อเมริกา

พร้อมโพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า อยากรู้สัญญาที่ กฟผ.ทำกับเอกชนจัง มันลึกลับอะไรนักหนา รมต. ยังขอดูไม่ได้

'กฟผ.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ฝ่าย' นำสื่อมวลชนภาคอีสาน เยี่ยมชมการผลิตกระแสไฟฟ้า พร้อมส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้ ปชช

กฟผ. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 ฝ่าย ร่วมกับ กฟผ. กชส-ย. จัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ ประจำปี 2568 นำสื่อมวลชนจากจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา จำนวน 42 คน เข้าเยี่ยมชมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา, ศูนย์เรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และโรงไฟฟ้าศรีราชา (GSRC) จ.ชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ร่วมกับสื่อมวลชนที่มีการจัดกิจกรรมขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำเสนอภารกิจ กฟผ. ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อส่งต่อไปยังประชาชนต่อไป

เมื่อวันที่ (7 พ.ค.68) ที่ สฟ. นครราชสีมา 1 นายสหชาติ พิลาออน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อปอ. ) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธาน ในพิธีเปิดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2568 และบรรยายเรื่อง 'กฟผ. ก้าวต่อไปอย่างมั่นคง' โดยโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2568  นำสื่อมวลชนจากจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ และนครราชสีมา จำนวน 42 คน เข้าเยี่ยมชมการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา, ศูนย์เรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และโรงไฟฟ้าศรีราชา (GSRC) จ.ชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์ร่วมกับสื่อมวลชนที่มีการจัดกิจกรรมขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำเสนอภารกิจ กฟผ. ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและส่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อส่งต่อไปยังประชาชนต่อไป, สถานการณ์ ระบบไฟฟ้าของประเทศไทย

ปัจจุบันและอนาคต สาธิตการบำรุงรักษาเสาและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และขอความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูล กฟผ. ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนให้ช่วยดูแลรักษาสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ป้องกันไฟฟ้าดับจากการกระทำที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาทิ ข้อกำหนดความปลอดภัยในเขตเดินสายส่งไฟฟ้าแรงสูง การงดปลูกต้นไม้ยืนต้น และบ้านเรือนใกล้แนวสายส่งฯ, งดเผาหญ้าไร่อ้อยใต้สายส่งฯ, การระมัดระวังอันตรายต่อชีวิตในการขับรถแม็คโคร รถขุด รถตัก ต้องลดระดับลงเมื่อลอดสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ฯลฯ 

ในโอกาสนี้มี คณะผู้บริหาร และคณะทีมงาน กฟผ. ร่วมให้การต้อนรับและร่วมเดินทางไปกับคณะสื่อมวลชน อาทิ นายวิษณุ วัฒนเวชรัตน์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 (ช.อปอ.2), นางสาวเกษณภา มหารัตนวงศ์  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ความยั่งยืน 1, นายพลากร บุญห่อ หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ระบบส่ง (กชส-ย.), นายอนุพงษ์  เมืองครุธ หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าน้ำพอง(หชฟพ-ย.), นายจีราวัฒน์ กมลวิศาล หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หชฟอ-ย.) และ น.ส. อภิสราธรณ์ ปัณณะมณีธนโชติ วิทยากรระดับ 8  แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ระบบส่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หชสอ-ย.) ฝ่ายปฏิบัติการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  (อปอ.) ร่วมด้วย คณะ กฟผ. จาก สถานีไฟฟ้าแรงสูงนครราชสีมา 1 คือ นายวิโรจน์ มณีเนตร หัวหน้าสำนักงานนครราชสีมา และ หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาสถานีไฟฟ้าแรงสูง 2 , นายปรีชา สุขสวาท หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาสายส่ง 2, นายมานพ หิรัญพิศ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการและบำรุงรักษาสายส่งนครราชสีมา 1, นายบุญเชิด กระจายกลาง หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการและบำรุงรักษาสายส่งชัยภูมิ พร้อมทีมงาน

การจัดโครงการสื่อมวลชนสัมพันธ์ประจำปี 2568 ดำเนินการโดย แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ระบบส่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หชสอ-ย.), แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟัาน้ำพอง (หชฟพ-ย.) และ แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (หชฟอ-ย.) ร่วมกับ กองประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ระบบส่ง (กชส-ย.) ฝ่ายกลยุทธ์ความยั่งยืน (อกย.) ซึ่งสื่อมวลชนที่ร่วมโครงการฯ ได้ให้ความสนใจ มีความเข้าใจตามวัตถุประสงค์โครงการฯ และยินดีจะนำข้อมูลของ กฟผ.ไปเผยแพร่ต่อประชาชนผ่านสื่อในสังกัดตนเองต่อไป

ด้าน นายสหชาติ พิลาออน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.มีหน้าที่ผลิต และส่งจ่ายไฟฟ้า เพราะส่วนมากโรงไฟฟ้าหลักๆ จะอยู่ห่างไกลจากผู้ใช้ไฟฟ้า ต้องอาศัยสายส่งไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมในการทำงานที่นี้ใช้ส่งไฟฟ้าแรงสูง เพราะกว่าจะได้มาต้องอาศัย การใช้รอนสิทธิ์จากพี่น้องประชาชน กว่าจะได้ใช้ส่งไฟฟ้าแรงสูงมา เพราะสายส่งเราเชื่อมโยงรับไฟมา และเชื่อมโยงระหว่างกัน จากสถานีไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังสถานีจังหวัด และอำเภอ ต่างๆและส่งให้ไฟฟ้าไปจำหน่าย ส่วนในการดูแลสายส่งไฟฟ้าแรงสูง เราต้องอาศัยในการดูแลจากพี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้ๆ เพื่อช่วยเหลือสายส่งในการทำหน้าที่ ขนส่งไฟฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงในการทำให้สายส่งไฟฟ้าทำงานไม่ได้ เช่นไปจุดไฟใต้สายส่งไฟฟ้าแรงสูง การเผาอ้อย หรือแม้แต่ไปปลูกต้นไม้ใกล้เกินไป ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยดูแล สายส่งไฟฟ้าแรงสูงของกฟผ.ด้วยกัน

นายสหชาติ  กล่าวอีกว่า ส่วนความต้องการในการใช้ไฟฟ้าถ้ามองตาม GDP แล้ว ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว จากการนับ ณ ปัจจุบัน การสร้างโรงงานไฟฟ้า นั้นจะกระจุกอยู่ในตัวในพื้นที่ที่เหมาะสม กับเชื้อเพลิงที่จะผลิตไฟฟ้านั้น โดยการส่งไฟฟ้าแรงสูงอีกมาก ซึ่งสายส่งไฟฟ้าแรงสูงถ้าจะส่งไฟฟ้าได้จำนวนมาก จะต้องใช้แรงดันไฟฟ้าสูง ๆ เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดความมั่นคง ตอนนี้มีสายส่งทีเชื่อมโยงใกล้ที่จะมั่นคงมาก ๆ แล้ว  โดยมีการเชื่อมโยงกับ สปป.ลาว เชื่อมโยงกับ ภาคเหนือ ภาคกลาง เมื่อได้สายส่งที่เชื่อมโยงอย่างนี้แล้วจะมีความมั่นคงอย่างมาก 

นายสหชาติ กล่าวท้ายสุดว่า จากสถานการณ์ไฟฟ้าดับในยุโรป คือโปรตุเกส และสเปน นั้นส่วนหนึ่งมากจากการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มาก เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าหลักและประเทศนั้น ๆ มีสายส่งเชื่อมโยงกับประเทศฝรั่งเศส แต่เผอิญว่าพลังงานที่มันหายไปมันเยอะ กว่าพลังงานที่อื่นจะส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าเข้ามาได้ ในส่วนของ กฟผ.เรามีสายส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงกันที่แข็งแกร่ง ค่อนข้างมาก มันทำให้สามารถที่จะส่งไฟอีกภาคหนึ่งมาช่วยอีกภาคหนึ่งได้ เช่น ถ้าภาคอีสานมีฟ้าจากโรงไฟฟ้าใหญ่ ๆ หายไปแต่เรายังสามารถรับไฟจากภาคเหนือ หรือภาคกลาง มาช่วยเสริมความมั่นคงในภาคอีสานได้

กฟผ. เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ของที่ต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่ใครว่าไร้ค่า สู่คอนกรีตรักษ์โลก

กฟผ. เดินหน้านำของที่ต้องทิ้งจากกระบวนการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าที่ใคร ๆ อาจมองว่าไร้ค่า แปรรูปกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ กลายเป็นคอนกรีตรักษ์โลก สู่อนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยวางแผนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย และ สร้างคุณค่าให้กับของที่จะต้องทิ้งจากโรงไฟฟ้า ให้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงวันละกว่า 4 หมื่นตัน ซึ่งการเผาไหม้ถ่านหินลิกไนต์จะเกิดเป็นเถ้าลอยประมาณวันละ 6 พันตัน ซึ่งใครหลายคนอาจมองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องกำจัด หารู้ไม่ว่านั่นคือ วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมไทยในการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน
 
กฟผ. ได้นำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์เพื่อผลิตเป็นคอนกรีตรักษ์โลก หรือ “Inno-Green Concrete” หรือบางคนอาจจะเรียกว่า คอนกรีตสีเขียว โดยสามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้ 100% ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของคอนกรีตและวัสดุในงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตบล็อกสำหรับก่อผนัง คอนกรีตตัวหนอนปูผิวทางเดินเท้า และยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตคอนกรีต สามารถประหยัดปูนซีเมนต์ได้ถึง 20 – 40 %

คุณสมบัติพิเศษของการนำเถ้าลอยมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ คือทำให้คอนกรีตก่อตัวเร็ว ทนทานต่อความร้อนและกรดสูง อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 228 กิโลกรัมต่อการผลิตคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร หรือลดลง 57.5% เมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตจากปูนซีเมนต์และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

จากของที่ต้องทิ้งสู่สิ่งที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง เป็นการนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบโจทย์แนวคิดด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงสร้างความยั่งยืนให้องค์กร แต่ยังเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมให้เดินหน้าสู่ความยั่งยืนอีกด้วย

กฟผ.ชูแนวคิด 'Ending Plastic Pollution' จุดประกายสังคมลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

ทุกวันนี้ เราใช้พลาสติกกันแทบทุกวันแบบไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นแก้วกาแฟ ถุงขนม กล่องดิลิเวอรี่ ของพวกนี้ใช้งานไม่กี่นาที แต่กลับใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย

ประเทศไทยผลิตขยะมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี และขยะพลาสติกจำนวนมากยังคงถูกทิ้งแบบไม่ถูกวิธี บางส่วนลงทะเล บางส่วนกลายเป็นมลพิษในอากาศ บางส่วนถูกฝังกลบ แต่ไม่เคยหายไปไหนจริงๆ

แล้วเราจะเริ่มตรงไหนได้บ้าง? หนึ่งในคำตอบที่น่าสนใจ คือกิจกรรม 'Ending Plastic Pollution' โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่จัดขึ้นเพื่อชวนให้คนไทยหันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง

ภายในงานมีนิทรรศการให้ความรู้เรื่องขยะตั้งแต่พื้นฐานว่าพลาสติกแต่ละชนิดคืออะไร รีไซเคิลได้ไหม แยกอย่างไร ไปจนถึงเวิร์กชอปแฮนด์เมดจากของเหลือใช้ ที่ให้เราลองลงมือเปลี่ยน 'ขยะ' ให้กลายเป็น 'ของใช้' ได้จริงๆ

ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ กฟผ. ยังมีแนวคิด EGAT Zero Waste ที่รณรงค์ให้พนักงานแยกขยะอย่างเป็นระบบ ลดการสร้างขยะทั่วไปให้น้อยที่สุด และผลักดันการเป็น องค์กรที่ไม่สร้างของเสีย (Zero Waste Organization) อย่างแท้จริง เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนจากแนวคิด...สู่การลงมือทำจริงในระดับองค์กร

อีกไฮไลต์คือเวที 'Ending Plastic Talk' ที่เปิดให้ผู้คนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องการใช้ชีวิตแบบ Low Waste ให้ความรู้แบบไม่เครียด พร้อมแนวทางง่ายๆ ที่เรานำไปใช้ได้ในชีวิตจริง

กิจกรรมนี้จัดที่ ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568 (หยุดทุกวันจันทร์) ใครที่อยากเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวแบบการแยกขยะ แนะนำให้แวะไป อาจได้แรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เปลี่ยนโลกเล็ก ๆ ของเราไปตลอดเลยก็ได้

บอร์ด กฟผ. เสนอชื่อ ‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17

บอร์ด กฟผ. มีมติเสนอชื่อ นายนรินทร์ เผ่าวณิช เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เตรียมเสนอกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 68) คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บอร์ด กฟผ.) ในการประชุมฯ ครั้งที่ 8/2568 มีมติเห็นชอบให้ นายนรินทร์ เผ่าวณิช ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการเสนอ สืบแทนนายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยขั้นตอนจากนี้ กฟผ. จะนำเสนอกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับประวัตินายนรินทร์ ปัจจุบัน อายุ 51 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2567 พร้อมกับรองอีก 4 คน คือ น.ส.พนา สุภาวกุล เป็นรองผู้ว่าการบริหาร นายธวัชชัย สำราญวานิช เป็นรองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ นายณัฐวุฒิ ผลประเสริฐ เป็นรองผู้ว่าการระบบส่ง นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ เป็นรองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ประวัติการทำงานใน กฟผ. ที่สำคัญ
1 พ.ค. 2567 : รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง
1 ต.ค. 2565 : ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง
1 ต.ค. 2564 : ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรม และก่อสร้างโรงไฟฟ้า

คุณวุฒิการศึกษา
Ph.D. Georgia Institute of Technology, U.S.A.
M.S.C.E.Georgia Institute of Technology, U.S.A.
ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘กฟผ. – ภูฏาน’ ต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด เดินหน้าพัฒนา!! สู่ความมั่นคง และยั่งยืน ระดับภูมิภาค

(28 มิ.ย. 68) นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานระหว่าง กฟผ. และภูฏาน ซึ่งนำโดย ฯพณฯ เก็ม เชอริ่ง (H.E. Lyonpo Gem Tshering) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติราชอาณาจักรภูฏาน พร้อมด้วยดาโช ชว๊อง รินจิน (Dasho Chhewang Rinzin) กรรมการผู้จัดการ Druk Green Power Corporation Limited (DGPC) และนายโซนัม ท็อปเจ (Mr. Sonam Tobjey) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bhutan Power Corporation Limited (BPC) เพื่อกระชับความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 18 – 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. เผยว่า กฟผ. และภูฏาน มุ่งมั่นยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานของทั้งสองประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืนซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี โดยคณะทำงานร่วมระหว่าง กฟผ. และ BPC ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Joint Working Committee–JWC) ร่วมประชุมกำหนดแผนงานในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงาน อาทิ การก่อสร้างระบบส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง การบำรุงรักษาระบบส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง ตลอดจนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาระบบพลังงานอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค รวมถึงการแสวงหาโอกาสธุรกิจใหม่ ๆ ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม กฟผ. อาทิ การลงทุนสถานีชาร์จ EV และพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำใหม่ ๆ เพิ่มเติม

นอกจากนี้ กฟผ. และ DGPC ได้ร่วมลงนามต่ออายุบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านเทคนิควิชาการพลังน้ำ ซึ่งเป็นการต่ออายุครั้งที่ 5 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านพลังน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรหลักของภูฏาน ทั้งการฝึกอบรมเพิ่มศักยภาพและแลกเปลี่ยนบุคลากรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของทั้งสองประเทศและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว 

กฟผ. กับภารกิจรักษาความมั่นคงปลอดภัยเขื่อน ด้วยหัวใจของทีมผู้เชี่ยวชาญและนักประดาน้ำ

(2 ก.ค.68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไม่เพียงแต่มีหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งต่อพลังงานสู่บ้านเรือนและภาคเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่เบื้องหลังพลังงานเหล่านี้ ยังเต็มไปด้วยภารกิจที่ท้าทาย และทีมงานที่ทุ่มเทดูแล 'เขื่อน' ซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวด

เพราะเขื่อนไม่ใช่แค่ที่เก็บน้ำ...

เขื่อนไม่ใช่เพียงแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในด้านชลประทาน การเกษตร อุปโภคบริโภค หรือการรักษาระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงสร้างที่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานโดยตรง น้ำที่ระบายจากเขื่อนเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยหมุนกังหันของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้คนไทยใช้ทุกวัน

ดังนั้น ความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยของเขื่อน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญของ กฟผ. ซึ่งแบ่งหน้าที่ตรวจสอบออกเป็นหลายด้าน ทั้งบนบก ใต้ดิน และใต้น้ำ

ตรวจสอบแม่นยำด้วยเทคโนโลยี

การตรวจสอบความมั่นคงของเขื่อนแต่ละแห่ง ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ ทีมผู้เชี่ยวชาญจะเริ่มตรวจด้วยสายตา โดยการเดินสำรวจแนวหินถมบนสันเขื่อน ซึ่งสูงกว่า 140 เมตร เพื่อดูการทรุดตัวของแนวหินและสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจสอบทางเทคนิคด้วยระบบฐานข้อมูล DS-RMS (Dam Safety – Remote Monitoring System) ระบบนี้สามารถวัดพฤติกรรมเขื่อนได้แบบเรียลไทม์ โดยจะเก็บข้อมูลจากเครื่องมือต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ทั้งในตัวเขื่อนและบริเวณโดยรอบ แล้วแสดงผลออกมาเป็นกราฟ โดยสามารถตรวจสอบครอบคลุมทั้งสภาวะปกติ สภาวะแผ่นดินไหว และสภาวะน้ำหลาก โดยแบ่งสถานะความปลอดภัยเป็น 3 ระดับ คือ

• ปกติ
• แจ้งเตือน
• เฝ้าระวัง
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าควรเข้าดำเนินการหรือไม่

ภารกิจใต้ดินในอุโมงค์ความมั่นคง

นอกจากภายนอกเขื่อนแล้ว ภายในก็ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยเฉพาะ 'อุโมงค์ตรวจสอบเขื่อน' ซึ่งเป็นพื้นที่อับอากาศ มีความชื้นสูง และบางจุดมีความแคบมาก เช่น ที่เขื่อนศรีนครินทร์ มีความกว้างของรากฐานกว่า 586 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องลงบันไดชันที่สูงเทียบเท่าตึก 15 ชั้น และต่อด้วยบันไดเวียนอีกกว่า 250 ขั้น

ภารกิจนี้ไม่เพียงแต่ใช้ความแข็งแรงทางร่างกาย แต่ยังต้องมีความละเอียดและชำนาญสูง เพื่อสำรวจสภาพคอนกรีตและโครงสร้างภายในอย่างละเอียดที่สุด

เบื้องหลังใต้น้ำ : ทีม 'นักประดาน้ำ กฟผ.'

ภารกิจสำคัญอีกด้านที่ไม่อาจมองข้าม ก็คือ 'งานใต้น้ำ' ซึ่งต้องพึ่งพาทีมนักประดาน้ำ กฟผ. โดยตรง ซึ่งนักประดาน้ำ กฟผ. เป็นหนึ่งในหน่วยงานเฉพาะทางขององค์กร ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2519 และในปัจจุบันมีเพียง 48 คนทั่วประเทศ หน้าที่ของพวกเขาคือการ ดำดิ่งลงไปลึกกว่า 50–60 เมตร เพื่อบำรุงรักษาอุปกรณ์ใต้น้ำที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังความร้อน

ภารกิจที่ต้องทำในความมืดมิด เช่น

• เชื่อมและตัดต่ออุปกรณ์ใต้น้ำ
• ขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ
• ตรวจสอบหอหล่อเย็นในพื้นที่แคบ
• ดูแลอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นมาซ่อมบนบกได้
ประสาทสัมผัสจากมือ ความชำนาญเฉพาะด้าน และการตัดสินใจภายใต้แรงดันน้ำมหาศาล จึงเป็นสิ่งที่ทีมนี้ต้องฝึกฝนอย่างเข้มข้น

ความเสี่ยงที่ต้องซ้อมซ้ำทุกปี

เพื่อให้มั่นใจว่า 'นักประดาน้ำ กฟผ.' พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกสถานการณ์ จึงได้จัดฝึกอบรมและทดสอบสมรรถภาพนักประดาน้ำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้งในด้านทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่านักประดาน้ำมีความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ และความรู้ด้านงานช่างตลอดเวลา

เมื่อมนุษย์ไม่อาจเข้าถึง... กฟผ. จึงใช้ ‘ยานใต้น้ำ’

ในบางจุดที่ลึกเกินไปหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าถึง กฟผ. ยังมีการใช้ 'ยานสำรวจใต้น้ำ' (ROV – Remotely Operated Vehicle) ซึ่งสามารถบันทึกภาพแบบวิดีโอเพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนบำรุงรักษาต่อไปได้อย่างปลอดภัยและแม่นยำยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยของเขื่อน คือ ความมั่นคงของชาติ

ทุกฟันเฟืองที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกร ผู้ตรวจสอบ นักประดาน้ำ หรือผู้วิเคราะห์ข้อมูล ล้วนมีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อน และส่งต่อความมั่นคงทางพลังงานให้คนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

กฟผ. พร้อมรับมือพายุ ‘วิภา’ ดูแลระบบไฟฟ้าทั่วประเทศ คุมการระบายน้ำเขื่อนสิริกิติ์ ยืนยันยังรับได้อีกมาก

(23 ก.ค. 68) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ติดตามสถานการณ์พายุ 'วิภา' อย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้ดูแลระบบผลิตและส่งไฟฟ้าอย่างรอบคอบทั่วประเทศ เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่หลายพื้นที่เผชิญฝนตกหนัก

อย่างที่ทราบกันดีว่า พายุ 'วิภา' ขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ทำให้ไทยตอนบน รวมถึงภาคกลางตะวันตกและภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากระหว่าง 22-24 ก.ค. ส่งผลให้ กฟผ. ต้องเฝ้าระวังทั้งระบบไฟฟ้าและสถานการณ์น้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ในเส้นทางพายุ ปัจจุบันมีน้ำในอ่างอยู่ 63% ของความจุ และยังสามารถรับน้ำได้อีก 37% กฟผ. จึงปรับลดการระบายน้ำลงจากวันละ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เหลือ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน

หลังจากฝนลดลงในวันที่ 25-27 ก.ค. กฟผ. จะกลับมาเพิ่มการระบายน้ำอีกครั้ง เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนให้สมดุล ทั้งนี้เขื่อนใหญ่ของ กฟผ. ทั่วประเทศยังสามารถรองรับน้ำได้อีกมากกว่า 22,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 37% ของความจุ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ได้ผ่านเว็บไซต์ water.egat.co.th หรือแอปพลิเคชัน 'EGAT ONE' เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับระดับน้ำในเขื่อนและสถานการณ์พายุ

‘กระทรวงพลังงาน - กฟผ.’ ลงพื้นที่!! ‘ศรีสะเกษ – สุรินทร์’ ให้กำลังใจ พร้อมหนุนเสบียงช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยชายแดน

เมื่อวานนี้ (27 ก.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายวิภู พิวัฒน์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และ กฟผ. ลงพื้นที่สร้างขวัญกำลังใจ เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนอาหารปรุงสุก ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,500 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนวัตถุดิบประกอบอาหาร ขนมสำหรับเด็ก และน้ำดื่มจำนวน 1,000 ขวด แก่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ผู้ประสบภัยจังหวัดสุรินทร์ 

นอกจากนี้ กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและยานพาหนะ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที และพร้อมเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top