Sunday, 5 July 2026
WORLD

‘ญี่ปุ่น’ หล่นจากบัลลังก์ ครั้งแรกในรอบ 34 ปี หลังเสียแชมป์เจ้าหนี้โลกให้กับ ‘เยอรมนี’

(27 พ.ค. 68) ญี่ปุ่นสูญเสียสถานะประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี แม้ว่าสินทรัพย์สุทธิในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดก็ตาม 

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นระบุว่า ณ สิ้นปี 2024 สินทรัพย์สุทธิในต่างประเทศของญี่ปุ่นอยู่ที่ 533.05 ล้านล้านเยน (ราว 127.93 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นประมาณ 13% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม เยอรมนีมีสินทรัพย์สุทธิในต่างประเทศรวม 569.7 ล้านล้านเยน (136.73 ล้านล้านบาท) แซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสามด้วยสินทรัพย์สุทธิ 516.3 ล้านล้านเยน (123.91 ล้านล้านบาท)

การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์สุทธิของญี่ปุ่นส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้มูลค่าของสินทรัพย์ในต่างประเทศเมื่อแปลงเป็นเงินเยนสูงขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินทรัพย์สุทธิของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ในทางกลับกัน การที่เยอรมนีขึ้นเป็นประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก สะท้อนถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลอย่างมาก ซึ่งในปี 2024 อยู่ที่ 248.7 พันล้านยูโร (ราว 9.45 ล้านล้านบาท) เป็นผลมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง

ชาวอเมริกันขอสัญชาติอังกฤษพุ่ง ยอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 20 ปี

(27 พ.ค. 68) ในช่วงปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอเป็นพลเมืองสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

ข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรระบุว่า ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 มีชาวอเมริกันยื่นขอสัญชาติอังกฤษจำนวน 6,618 ราย ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี พ.ศ. 2547 และเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2568 มีการยื่นขอถึง 1,930 ราย เพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อนหน้า

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแนวโน้มนี้คือความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเริ่มต้นวาระที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 

ทนายความด้านการย้ายถิ่นฐานระบุว่าผู้คนกำลังย้ายออกจากสหรัฐฯ เนื่องจากความกลัว ความไม่พอใจ และความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยส่วนบุคคล นอกจากนี้ นโยบายการจำกัดการย้ายถิ่นฐานและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ ยังส่งผลให้ชาวอเมริกันบางส่วนมองหาความมั่นคงและโอกาสใหม่ ๆ ในสหราชอาณาจักร 

‘มาครง’ แจงคลิปภรรยา ‘ผลักหน้า’ บนเครื่องบิน แค่หยอกกันเล่น!..ไม่ได้ทะเลาะตามที่สื่อเดา

(27 พ.ค. 68) ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ออกมาชี้แจงกรณีคลิปวิดีโอที่ดูเหมือนสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง บริจิตต์ มาครง ผลักหน้าสามีขณะลงจากเครื่องบินในเวียดนาม โดยยืนยันว่าเป็นแค่การหยอกล้อกันตามปกติ ไม่ใช่การทะเลาะกันอย่างที่สื่อคาดเดา

คลิปดังกล่าวถูกบันทึกในขณะที่ประตูเครื่องบินเปิดออก เผยให้เห็นมาครงยืนคุยอยู่กับใครบางคน จากนั้นมีแขนในเสื้อแดงซึ่งคาดว่าเป็นของภริยา ยื่นมาผลักที่หน้าและกรามของเขา ก่อนที่มาครงจะหันหน้าหลบและยิ้มพร้อมโบกมือให้กล้อง

ต่อมา มาครงกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราหยอกล้อกันตามประสาสามีภรรยา มันกลายเป็นเรื่องใหญ่เกินจริง” พร้อมระบุว่าคลิปอื่น ๆ ที่มีการกล่าวอ้างถึงตนอย่างผิด ๆ ก็ไม่เป็นความจริง และขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นลง

ด้าน ทำเนียบประธานาธิบดีก็ออกแถลงการณ์ในทำนองเดียวกัน โดยระบุว่าเป็นช่วงเวลาส่วนตัวของทั้งคู่ก่อนเริ่มทัวร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการหยอกล้อที่เปิดช่องให้กลุ่มชอบทฤษฎีสมคบคิดนำไปขยายความ

ทั้งนี้ เอ็มมานูเอล มาครง และบริจิตต์ แต่งงานกันในปี 2007 หลังพบกันที่โรงเรียน ซึ่งเธอเป็นครูและเขาเป็นนักเรียน บริจิตต์เคยแต่งงานและมีลูกสามคน ก่อนหย่าร้างและย้ายตามมาครงไปอยู่ที่ปารีส

ศาลเมืองหนานหนิงตัดสินประหารชีวิต ‘หาน หย่ง’ อดีตผู้ทรงอิทธิพล คดีรับสินบนกว่า 261 ล้านหยวน แต่รอลงอาญา

(27 พ.ค. 68) ศาลประชาชนระดับกลางในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้พิพากษาประหารชีวิตนายหาน หย่ง วัย 68 ปี อดีตประธานคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ประจำมณฑลส่านซี โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ฐานรับสินบนมูลค่ากว่า 261 ล้านหยวน (ราว 1,184 ล้านบาท) ระหว่างปี 1993 ถึง 2023 

นายหานถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจในตำแหน่งต่าง ๆ ในมณฑลจี๋หลิน ซินเจียง และส่านซี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลและองค์กรต่าง ๆ ในด้านการดำเนินธุรกิจ การประมูลงานโครงการ และการแต่งตั้งบุคลากร โดยได้รับสินบนเป็นการตอบแทน

นอกจากโทษประหารชีวิต ศาลยังสั่งริบสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต และยึดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของนายหาน โดยทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดจะถูกส่งมอบให้กับกระทรวงการคลังของรัฐ

การตัดสินโทษดังกล่าวสะท้อนถึงความเข้มงวดของรัฐบาลจีนในการปราบปรามการทุจริต โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน ศาลจีนได้พิพากษาประหารชีวิตนายจ้าว เว่ยกั๋ว อดีตประธานบริษัท Tsinghua Unigroup ในข้อหาคอร์รัปชันและยักยอกทรัพย์ 

จีนเปิดตัว ‘รถไฟแพนด้า เฉิงตู’ ใช้เวลาเดินทาง 16 วัน ชมวิวหลักล้าน ราคาเฉียดสามแสน แต่นักท่องเที่ยวแห่จอง

(27 พ.ค. 68) จีนเดินหน้าผสานการท่องเที่ยวกับระบบราง เปิดตัว “รถไฟแพนด้า·เฉิงตู” สายหรูรุ่นล่าสุด พร้อมออกจากเมืองเฉิงตูสู่เมืองคัชการ์ เขตซินเจียง ครอบคลุมเส้นทางยาว 8,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 16 วันเต็ม ชมวิวธรรมชาติของซินเจียงแบบจุใจ ผ่านภูเขาหิมะ ทะเลทราย และทุ่งหญ้า

สำหรับค่าบริการต่อคนอยู่ที่ 55,900 หยวน (ราว 280,000 บาท) รวมค่าที่พักโรงแรมระดับ 4-5 ดาวจำนวน 8 คืน ค่าอาหาร และค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว ตั๋วรถไฟช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม รวม 10 เที่ยว ถูกจองหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลระบุว่า ผู้โดยสารกว่า 70% เป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่าตลาดท่องเที่ยวระดับพรีเมียมยังคงร้อนแรง

“แพนด้า·เฉิงตู” มีทั้งหมด 18 โบกี้ แบ่งเป็นรถห้องพัก รถรับรอง รถครัว และรถบันเทิง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น บาร์ดนตรี โรงหนัง คาเฟ่ และพื้นที่แสดงวัฒนธรรม ทุกรายละเอียดออกแบบเพื่อประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ และเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะไกล

ขณะเดียวกัน “New Orient Express” รถไฟท่องเที่ยวสุดหรูของการรถไฟอุรุมชี ยังคงเปิดให้บริการเส้นทางสายไหม โดยมีการเดินทางยาวสูงสุด 14 วัน ผ่านเมืองสำคัญอย่างตุนหวงและเจียยี่กวน เส้นทางดังกล่าวเคยให้บริการเฉพาะแขกต่างประเทศ และเคยต้อนรับบิล เกตส์ในทริปชมเส้นทางสายไหมจีน มาแล้ว

ทั้งนี้ รถไฟเฉิงตูจุผู้โดยสารได้ 108 คน ส่วน New Orient Express รับได้ 112 คน รถไฟเฉิงตูมีเตียงคู่ปรับเป็นโซฟาได้ ขณะที่ New Orient ใช้เตียงขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เส้นทางเดินรถก็แตกต่าง โดยเฉิงตูเริ่มต้นจากเฉิงตู ลานโจว หรืออุรุมชี ส่วน New Orient เริ่มและสิ้นสุดที่อุรุมชี ราคาทั้งสองแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นกับช่วงเวลาเดินทาง 

ชายอังกฤษวัย 53 ขับรถพุ่งใส่แฟนบอลลิเวอร์พูล บาดเจ็บกว่า 45 ราย กลางขบวนแห่ฉลองแชมป์

เมื่อวานนี้ (26 พ.ค.68) เกิดเหตุการณ์รถยนต์พุ่งชนฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล บนถนนวอเตอร์สตรีท เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 47 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย

เบื้องต้นผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว เป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 53 ปี ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ โดยตำรวจเมอร์ซีย์ไซด์ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย และเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำพัง

หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ฝูงชนกรูเข้าทุบกระจกเพื่อหยุดยั้ง แต่คนขับกลับเร่งเครื่องพุ่งชนต่ออีก ชาวเมืองและแฟนบอลต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ทำให้วันแห่งความสุขกลายเป็นฝันร้าย

ตำรวจขอความร่วมมือประชาชนงดเผยแพร่ภาพรุนแรงและหลีกเลี่ยงการคาดเดาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ โดยระบุชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายผิวขาว เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาดในโซเชียลมีเดียที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยกย่องความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ผู้เข้าช่วยเหลือ พร้อมกล่าวว่า “ทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ควรได้เฉลิมฉลองฮีโร่ของพวกเขาโดยปลอดภัย” ขณะที่สโมสรลิเวอร์พูลและพรีเมียร์ลีกต่างออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงดังกล่าวเช่นกัน

จีนชูแผนใหม่ ‘Made in China’ ดันชิป-อุตสาหกรรมขั้นสูง ย้ำจุดยืนพึ่งพาการผลิต ไม่ยอมตามเกมสหรัฐอเมริกา

(27 พ.ค. 68) รัฐบาลประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อยู่ระหว่างพิจารณาแผนแม่บทใหม่เพื่อผลักดันการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงต่อยอดจากโครงการ 'Made in China 2025' ซึ่งเน้นการพัฒนาอุปกรณ์ผลิตชิปและเทคโนโลยีสำคัญ โดยมีเป้าหมายรักษาความแข็งแกร่งในภาคการผลิต ท่ามกลางความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะย้ายโรงงานกลับประเทศ

ขณะเดียวกัน จีนกำลังวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ที่จะเริ่มในปี 2026 โดยพยายามรักษาสัดส่วนภาคการผลิตในระบบเศรษฐกิจให้คงที่ในระยะยาว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่บางส่วนยังไม่สนับสนุนการกำหนดเป้าหมายการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากยังไม่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

การหารือล่าสุดสะท้อนว่า จีนอาจยังคงกลยุทธ์เดิม แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ และยุโรปที่ต้องการให้จีนลดการพึ่งพาภาคการผลิต โดยสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีควบคุมการส่งออก และแยกตัวเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ชิปและยา เพื่อผลักดันการพึ่งพาตนเอง

อย่างไรก็ตาม จีนยังยืนกรานรักษามาตรการควบคุมแร่หายาก และผลักดันการบริโภคภายในประเทศแทนการพึ่งพาการส่งออกที่อาจลดลงจากผลกระทบของนโยบายสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ระบุว่า 'การกระตุ้นการบริโภค' เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลในปีนี้

ทรัมป์จวกปูติน ‘บ้า’ ปมถล่มยูเครนครั้งใหญ่ เตือนรุกรานยูเครนมาก จะพารัสเซียล่มสลาย

(26 พ.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียอย่างรุนแรงผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยระบุว่าปูติน “บ้าไปแล้ว” และเตือนว่าหากยังคงพยายามยึดครองยูเครนทั้งหมด จะนำไปสู่ “จุดจบของรัสเซีย”

ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการที่รัสเซียยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครน พร้อมระบุว่าเป็นการสังหารผู้บริสุทธิ์โดยไม่จำเป็น และกำลังพิจารณาคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม

นอกจากปูติน ทรัมป์ยังวิจารณ์ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน โดยกล่าวว่าท่าทีแข็งกร้าวของเซเลนสกี “สร้างปัญหา” และ “ควรหยุดพูดแบบนั้นได้แล้ว” พร้อมชี้ว่าความขัดแย้งนี้เป็นผลจาก “ความไร้ความสามารถ”

ทรัมป์ย้ำว่าสงครามยูเครนจะไม่เกิดขึ้นหากเขายังเป็นประธานาธิบดี โดยโยนความรับผิดชอบไปที่ปูติน เซเลนสกี และอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน พร้อมยืนยันว่าเขาเพียงต้องการ “ช่วยดับไฟสงครามที่ใหญ่และน่าเกลียดนี้”

คนฟิลิปินส์บ่น หลังผู้นำประเทศทำเป็นแต่แจกเงิน สุดท้ายประเทศไร้การพัฒนา

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Withawatt Cozy Tansuhaj ได้โพสต์ข้อความว่า …

(26 พ.ค. 68) เมื่อวานคุยกับฟิลิปปินส์คนหนึ่งเป็นลูกค้าที่กิจการ ถามเขาว่าที่โน่นเป็นไง เขาส่ายหัวตอบว่า แย่หน่อยคนนี้เป็นแต่แจกเงิน อย่างอื่นไม่พัฒนาอะไร แล้วเขาก็ถามผมกลับว่า แล้วของคุณเป็นไงบ้าง ผมก็ได้ยิ้มแล้วยักไหล่

หมอนั่นก็บ่นต่อให้ฟังว่า คุณรู้ไหมว่าพ่อมัน (ฟอร์ดินาล มาร์กอส) โกงชาติไปไม่รู้กี่หมื่นล้าน แต่คนฟิลิปปินส์ก็ยังเลือกลูกมันเข้ามาอีก นี่แหละ สาเหตุที่ประเทศผมไม่ไปถึงไหนซะที ( that's why we ain't go nowhere)

ผมต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง ก่อนเขาจะถามว่าแล้วประเทศคุณเป็นไงบ้างอีกรอบ

‘ม.โตเกียว’ พร้อมช่วย ‘นศ.ต่างชาติ ฮาร์วาร์ด’ หลังทรัมป์แบน เล็งใช้แนวทางรับเรียนชั่วคราว แต่โอนหน่วยกิตได้เมื่อคลี่คลาย

(26 พ.ค. 68) มหาวิทยาลัยโตเกียว ประกาศเตรียมเปิดรับนักศึกษาญี่ปุ่นและนักศึกษาต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิกถอนสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติ โดยนักศึกษาจะสามารถเข้าเรียนเพื่อสะสมหน่วยกิต ซึ่งสามารถโอนกลับไปยังฮาร์วาร์ดได้หากสถานการณ์คลี่คลาย

สำหรับ ม.โตเกียว เคยใช้แนวทางนี้มาแล้วจากกรณีช่วยเหลือนักศึกษาในสงครามประเทศยูเครน ซึ่งจะอนุญาตให้เข้าร่วมเรียนในรายวิชาต่าง ๆ และใช้บริการห้องสมุด เพื่อให้โอกาสในการศึกษาต่อไม่สะดุด โดยรองอธิการบดี คาโอริ ฮายาชิ ระบุว่า สถาบันต้องการสนับสนุนนักศึกษาที่มีความตั้งใจจริง ให้สามารถเรียนต่อได้อย่างราบรื่น

ขณะเดียวกัน นักศึกษาญี่ปุ่นในฮาร์วาร์ดต่างแสดงความวิตกและไม่พอใจอย่างมากต่อคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวที่ไปศึกษาเรื่องควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ฮาร์วาร์ด กล่าวว่า หากต้องยุติการเรียนกลางคัน “ความพยายามที่ผ่านมาจะสูญเปล่า”

ทั้งนี้ มาตรการใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ บังคับให้นักศึกษาต่างชาติที่ยังเรียนอยู่ในฮาร์วาร์ดต้องโอนย้ายไปสถาบันอื่น มิฉะนั้นจะสูญเสียสถานะพำนักในประเทศ ขณะที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงปิดภาคฤดูร้อน อาจทำให้นักศึกษาหลายคนไม่มีเวลาย้ายสถาบันได้ทัน

ข้อมูลจากองค์การสนับสนุนนักเรียนญี่ปุ่นระบุว่า ปัจจุบันมีนักเรียนญี่ปุ่นกว่า 13,500 คนในสหรัฐฯ โดย 260 คนอยู่ที่ฮาร์วาร์ด นักวิชาการในญี่ปุ่นเตือนว่าหากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของนักศึกษาต่างชาติ สหรัฐฯ อาจสูญเสียความนิยมในฐานะจุดหมายด้านการศึกษานานาชาติ โดยแคนาดา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย อาจกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า

‘หลี่ เฉียง-ปราโบโว’ จับมือแน่นในเวทีโลก พร้อมดันเศรษฐกิจ-รถไฟความเร็วสูง ‘จาการ์ตา-บันดุง’

(26 พ.ค. 68) หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน พบหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโตของอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 25 พ.ค. โดยระบุว่าจีนพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียเพื่อเพิ่มความไว้วางใจทางการเมืองและการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์สู่ระดับที่สูงขึ้น พร้อมถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิง

นายกรัฐมนตรีของจีนกล่าวว่า ทั้งสองประเทศมีมิตรภาพแน่นแฟ้นตลอด 75 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต และได้ยกระดับสู่ความเป็น “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและระดับโลก โดยจีนพร้อมร่วมเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงจาการ์ตา-บันดุง และแผน “สองประเทศ สองนิคมอุตสาหกรรม”

ทั้งนี้ จีนเสนอขยายความร่วมมือในหลากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานใหม่ ปัญญาประดิษฐ์ การเงินและอวกาศ ตลอดจนเพิ่มการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน เช่น ด้านสุขภาพ การเกษตร และการบรรเทาความยากจน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

หลี่ เฉียง ยังย้ำจุดยืนต่อต้านกีดกันการค้าและการดำเนินการฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้จีน อินโดนีเซีย และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ร่วมกันปกป้องระบบพหุภาคี ส่งเสริมการค้าเสรี และผลักดันโลกาภิวัตน์ที่เท่าเทียม มีระบบระเบียบ และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

‘ทรัมป์’ บีบ ‘ฮาร์วาร์ด’ เปิดรายชื่อนักศึกษาต่างชาติ ตั้งคำถามประเทศต้นทาง ‘ไม่ช่วยจ่าย ทำไมได้เรียนฟรี’

(26 พ.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเปิดเผยรายชื่อนักศึกษาต่างชาติพร้อมสัญชาติของแต่ละคน โดยอ้างว่าเป็น “คำขอที่สมเหตุสมผล” เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มอบเงินสนับสนุนจำนวนมากแก่สถาบันนี้ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังตั้งคำถามว่าทำไมประเทศต้นทางเหล่านี้ ซึ่งบางแห่งไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ ถึงไม่ต้องจ่ายอะไรเลยให้กับนักศึกษาของตนเอง

ข้อเรียกร้องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งต่อเนื่องระหว่างทรัมป์กับฮาร์วาร์ด โดยล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับความพยายามของฝ่ายบริหารที่ต้องการสั่งห้ามไม่ให้นักศึกษาต่างชาติเรียนที่ฮาร์วาร์ด ซึ่งทางมหาวิทยาลัยระบุว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ

อลัน การ์เบอร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แถลงตอบโต้ว่า การกระทำของรัฐบาล “ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไร้เหตุผล” พร้อมเตือนว่า นี่อาจเป็นผลกระทบจะรุนแรงต่ออนาคตของนักศึกษาและนักวิจัยนับพันคนทั้งในและนอกประเทศ และยังเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของสถาบันการศึกษาทั่วสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับฮาร์วาร์ดทวีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับงบวิจัยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ และข่มขู่จะยกเลิกสิทธิ์ยกเว้นภาษีของมหาวิทยาลัย พร้อมเรียกร้องให้จัดทำการตรวจสอบ “ความหลากหลายทางแนวคิด” ภายในองค์กรอีกด้วย

สมาคมรถยนต์ไฟฟ้าเยอรมนี ยื่น ‘ล้มละลาย’ สื่อคาดต้นเหตุมาจากบอร์ดแตกหัก จนพาองค์กรล้ม

เมื่อวันที่ (23 พ.ค. 68) ที่ผ่านมา ศาลในกรุงเบอร์ลินได้ประกาศว่า Bundesverband Elektromobilität (BEM) หรือสมาคมรถยนต์ไฟฟ้าเยอรมนี ได้ยื่นขอล้มละลายอย่างเป็นทางการ โดยมีทนายความ โยอาคิม โฟกต์-ซาลุส ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลกระบวนการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเหตุผลที่นำไปสู่การล้มละลายยังไม่มีการเปิดเผยชัดเจน ขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงและแรงสั่นสะเทือนอย่างหนัก

BEM อ้างว่ามีสมาชิกประมาณ 450 ราย ประกอบด้วยผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตสถานีชาร์จไฟ ผู้ให้บริการด้านกฎหมาย รวมถึงซัพพลายเออร์ในอุตสาหกรรม นอกจากนี้สมาคมยังเคยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาระดับรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาเยอรมันและยุโรป

ทั้งนี้ เบื้องหลังการล้มละลายอาจเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งภายในองค์กร ซึ่งปรากฏสู่สาธารณะเมื่อราวหนึ่งปีครึ่งก่อน โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างอดีตประธานสมาคม เคิร์ท ซิกล์ และสมาชิกบอร์ดอีกสองราย ได้แก่ คริสเตียน ฮีพ และ มาร์คุส เอ็มเมิร์ต ในประเด็นการใช้เงินและการดำเนินงานของบริษัทในเครือ BEM Academy GmbH จนนำไปสู่การแยกทางกับ Sigl ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2024 โดยไม่มีการแต่งตั้งผู้มาแทน

จนถึงขณะนี้ สมาคมยังไม่ได้แถลงการณ์ใดๆ อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว การล้มละลายของ BEM กลายเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่สะท้อนความไม่แน่นอนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของเยอรมนี ซึ่งแม้จะเป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีนี้ในยุโรป แต่อุปสรรคภายในและแรงกดดันจากภายนอกก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของภาคส่วนนี้

‘เยอรมนี’ อาจฟื้นระบบเกณฑ์ทหารปีหน้า หากไม่มีอาสาสมัครมากเพียงพอในอนาคต

(26 พ.ค. 68) บอริส พิสโตริอุส รัฐมนตรีกลาโหมของเยอรมนี เปิดเผยเมื่อวันเสาร์ (24 พ.ค.) ว่า รัฐบาลอาจพิจารณานำระบบเกณฑ์ทหารกลับมาใช้ภายในปี 2569 หากจำนวนผู้สมัครใจเข้าร่วมกองทัพยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เยอรมนีในฐานะสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) กำลังเร่งเสริมศักยภาพทางการทหารนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2565 แต่การรับสมัครทหารโดยสมัครใจยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

กองทัพเยอรมนีระบุว่า ยังต้องการกำลังพลเพิ่มอีกประมาณ 100,000 นายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธะผูกพันกับ NATO ได้อย่างเต็มที่

พิสโตริอุสกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังเน้นการรับสมัครทหารแบบสมัครใจเป็นหลัก แต่หากจำนวนผู้สมัครไม่เพียงพอในอนาคต อาจจำเป็นต้องพิจารณานำระบบเกณฑ์ทหารภาคบังคับกลับมาใช้ พร้อมเสริมว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจมีผลบังคับใช้เร็วที่สุดในวันที่ 1 ม.ค. 2569

ด้านอันเดรียส เฮนเน ผู้บัญชาการกองบัญชาการปฏิบัติการภายในประเทศของกองทัพเยอรมนี กล่าวสนับสนุนความพยายามในการเพิ่มจำนวนผู้สมัคร โดยระบุว่า เยอรมนีกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง แต่ยังจำเป็นต้องเร่งให้มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังพล

‘สี จิ้นผิง’ ยกหูคุย ‘มาครง’ ถกด่วนภาษี–สงคราม–การค้าโลก ย้ำจีนพร้อมร่วมมือกับอียู รับมือความปั่นป่วนจากสหรัฐ

(25 พ.ค. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน ได้หารือทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมือด้านการค้าโลก พร้อมเคลียร์ข้อพิพาทภาษีนำเข้าบรั่นดีฝรั่งเศสในจีน ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนเรียกร้องให้ฝรั่งเศสร่วมกันปกป้องกฎเกณฑ์การค้าโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภัยคุกคามของภาษีสหรัฐฯ

สี จิ้นผิง ระบุว่า จีนและฝรั่งเศสในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ควรเป็นกำลังสำคัญในการธำรงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และยึดมั่นในพหุภาคีนิยมอย่างแท้จริง โดยย้ำว่าจีนมองยุโรปเป็นขั้วอำนาจอิสระที่ควรมีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก พร้อมจับมือรับมือกับความท้าทายระดับโลก

การพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนเริ่มสอบสวนการทุ่มตลาดบรั่นดีจากอียู ขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งส่งออกคอนญัก (บรั่นดีที่ผลิตจากไวน์องุ่นในเขตคอนญัคของฝรั่งเศส) ไปจีนกว่า 1.4 พันล้านยูโรต่อปี ได้รับผลกระทบรุนแรง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 50 ล้านยูโรต่อเดือน โดยมาครงระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเร่งคลี่คลายประเด็นนี้โดยเร็ว เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตฝรั่งเศส

นอกจากนี้ ทั้งสองผู้นำยังหารือเรื่องสงครามยูเครน โดยมาครงระบุว่าทั้งคู่เห็นพ้องในเป้าหมาย “สันติภาพที่ยั่งยืนและมั่นคง” ซึ่งต้องเริ่มจากการหยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข รวมถึงยังจะร่วมมือกันเตรียมการประชุมว่าด้วยทางออกแบบสองรัฐในตะวันออกกลางที่กำหนดจัดขึ้นที่นิวยอร์กในเดือนมิถุนายนนี้ โดยฝรั่งเศสร่วมเป็นเจ้าภาพกับซาอุดีอาระเบีย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top