Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘ธนาคารกลางทั่วโลก’ ตุนทองคำสำรองเพิ่มขึ้น 176% เครื่องชี้วัดความกลัวเศรษฐกิจถดถอยอย่างเห็นได้ชัด

‘สภาทองคำโลก’ ระบุไตรมาส 1 ปี 2566 ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มปริมาณทองคำสำรองขึ้น 176% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วน ‘จีน’ เพิ่มทองคำสำรองติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 ด้านกูรู ชี้ทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ปั่นป่วน

หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 4 พ.ค. 66 ที่ผ่านมา ‘ราคาทองคำ’ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,082.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย โดยเป็นการเคลื่อนไหวของราคาที่ตอบสนองต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อีก 0.25% ในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่งผลให้ ‘ดอกเบี้ยนโยบายของเฟด’ ขยับขึ้นแตะ 5-5.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ก่อนวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ 

ทั้งนี้เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเสื่อมมูลค่าของเงินดอลลาร์ อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศที่ยังอยู่ในขาขึ้น ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งวิกฤติในภาคธนาคารของสหรัฐฯ ทั้งหมดจึงส่งผลให้รัฐบาลกลางของหลายประเทศ เดินหน้าสะสมสินทรัพย์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น

ด้านสภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า จีน, สิงคโปร์ และตุรกี เป็นผู้ซื้อทองคำรายใหญ่ของโลก โดยสภาทองคำโลก ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 228.4 ตัน หรือประมาณ 176% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ส่วนสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ก็ได้รายงานเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 66 ว่า ธนาคารกลางแห่งประเทศจีน (PBOC) เพิ่มปริมาณทองคำสำรองในประเทศเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนพ.ย. ปีที่แล้ว โดยล่าสุดในเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้น 8.09 ตัน ส่งผลให้ปริมาณทองคำสำรองในคลังทั้งหมดของจีนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 2,076 ตัน

สอดคล้องกับข้อมูลซึ่งรวบรวมโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนในเดือนเม.ย. เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 2.09 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.897 แสนล้านบาท) มาอยู่ที่ประมาณ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 105.6 ล้านล้านบาท) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์ที่เสื่อมลง สวนทางกลับราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกที่ปรับตัวสดใสมากขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในเกณฑ์ดีหลังจากการยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ (Zero-Covid)

ขณะที่บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวโกลบอล ไทม์ส (Global Times) ของทางการจีน กล่าวว่า “ทองคำยังคงเป็นเหมือนหลุมหลบภัยที่มีประสิทธิภาพ สำหรับเงินทุนระหว่างประเทศโดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อที่สูง และความเสี่ยงอื่น ๆ มากมาย”

ฟาก ตง เติ้งซิน (Dong Dengxin) ผู้อํานวยการสถาบันการเงิน และหลักทรัพย์ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อู่ฮั่น ประเทศจีน กล่าวว่า ท่าทีของบรรดาธนาคารกลางของหลายประเทศครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า นักลงทุนทั่วโลกสูญเสียความไว้วางใจในการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งนำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เหล่านี้ และเข้าซื้อทองคำอย่างร้อนแรง

“ที่สำคัญ ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนที่เพิ่มขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการส่งออกที่เฟื่องฟู และการไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศ” ตง ระบุ

ด้าน นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ประเทศไทย กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นตอบรับข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทั้งยังสะท้อนว่านักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับภาคการเงินของสหรัฐฯ และความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยหากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐยังไม่คลี่คลาย และมีข่าวร้ายเพิ่มเติมอีก ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ จากความต้องการที่สูงขึ้น ดันราคาทองไปยืนใกล้ระดับ 2,000 ต่อออนซ์อีกครั้ง และเพิ่มสูงขึ้นราว 11% นับจากต้นปี และเพิ่มขึ้น 24% จากระดับต่ำสุดในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์ทองคำมองว่า ราคาทองจะยังอยู่ระดับสูงอีกระยะหนึ่ง ส่วนการคงอัตราดอกเบี้ยสูงของสหรัฐฯ จะมีส่วนกดดันให้ภาคธนาคารยังอ่อนแอต่อไป

ที่มา: บลูมเบิร์ก / กองทุนบัวหลวง

วิกฤตใหญ่รอบนี้อาจไม่ใช่สหรัฐฯ  แต่อาจเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่

(11 พ.ค. 66) แน่นอนว่าหากใครติดตามข่าวสารการเงินโลกอยู่ตอนนี้ ก็คงเห็นข่าวถล่มสหรัฐฯ กันทุกวี่ทุกวันจากฝั่งคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะข่าวที่ว่าดอลลาร์จะเสื่อมค่าหนักกลายเป็นแบงก์กงเต็กที่ไม่มีใครเอา ไม่มีใครต้องการ แต่ในความเป็นจริงแล้วระเบิดลูกใหญ่อาจซ่อนอยู่ในประเทศที่ดูดีเวอร์ ๆ และดูไม่มีความเสี่ยง มากกว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เสียอีก !

World Maker ย้ำมาตลอดหลายบทความแล้วว่าท่านควรจะระวังอะไรบ้าง ซึ่งเราไม่ได้การันตีว่าจะเกิดขึ้นแบบ 100% เนื่องจากผู้เขียนเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเกิดแล้วจะสร้างความเสียหายแก่คนจำนวนมากที่กำลังประมาท “สู้ให้ผู้เขียนเป็นผู้ผิดเสียเองจะดีกว่า” แต่ถึงกระนั้นก็อยากบรรยายถึงความเสี่ยงเอาไว้ให้ท่านไม่ประมาทเกินไป โดยจะสรุปให้เป็นข้อ ๆ อีกครั้งเพื่อความชัดเจนดังนี้ (ถ้าผมผิดและมันไม่เกิดขึ้นจริงตามนี้ก็ดีแล้ว ให้ผมผิดไปเลย ผมไม่กลัวความผิด แต่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงคนที่เดือดร้อนไม่ใช่ผมแต่จะเป็นคนส่วนใหญ่)

1. ตลาดทองคำและ Crypto ตอนนี้กำลังมีข่าวจากผู้ที่ยกตนเป็นกูรูการเงินโลก ออกมาเชียร์ให้คนซื้อทองคำและทิ้งเงินดอลลาร์-พันธบัตรอเมริกา ขณะที่หลายปีมานี้ทองคำถูกดันราคาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันเทรดอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2,030 $/Oz และมีแรงเชียร์ซื้อมากมายจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่พยายามล้มดอลลาร์ ซึ่งแม้ว่าตลอด 5,000 ปีที่ผ่านมาทองคำจะมีประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างดูดีและสามารถรักษามูลค่ามาได้ตลอด แต่การจะบอกว่ามันคือสินทรัพย์อมตะที่จะล้มเงินดอลลาร์และราคาพุ่งทะลุเพดานนั้น ไม่แน่ด้วยซ้ำว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ทองคำแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อะไรในทางเศรษฐกิจจริง นอกจากการเก็งกำไร และการซื้อเพราะหวังว่าจะสามารถขายต่อได้ที่ในราคาแพงกว่าเดิม

ส่วน Crypto นั้นก่อนหน้านี้เป็นกระแสข่าวหนักว่าจะล้มดอลลาร์และทองคำ แต่สุดท้ายก็พังไปก่อนเพื่อน และตอนนี้กำลังถูกหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ-ตะวันตกตรวจสอบอย่างหนัก สวนทางกับที่จีน-รัสเซียกลับลำเปิดหน้าหันมาดันอย่างชัดเจน โดยฮ่องกงตั้งเป้าตัวเองเป็นศูนย์กลางคริปโตโลก ขณะที่รัสเซียเริ่มเชื่อม Ethereum และ Metamask เข้ากับ Sberbank ที่เป็นธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่ Crypto เป็น 1 สินทรัพย์ที่ปู่ Warren Buffett ออกมาประจานชัดเจนว่าเป็นเหรียญเก็งกำไรไม่มีมูลค่าแท้จริงและจะพบจุดจบไม่สวยงาม (ปู่เคยกล่าวอีกว่าทองคำก็เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้นอกจากเก็งกำไรเป็นหลัก)

2. อสังหาฯ-ที่ดินใน Emerging Market และอีกหลายประเทศ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมามีกลุ่มที่กว้านซื้อหวังเก็งกำไรจนดันให้ราคาสูงเกินมูลค่าที่ควรจะเป็นไปอย่างมาก และคนทั่วไปส่วนใหญ่แทบจะเอื้อมกันไม่ถึงแล้ว ซึ่งพอมาถึงสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้กลุ่มที่ดันราคามาตลอดหาผู้ซื้อใหม่แทบจะไม่ได้ สุดท้ายหากขาดแคลนสภาพคล่องขึ้นมา จะต้องนำอสังหาฯ-ที่ดินเหล่านี้มาขายทอดตลาดในราคา Discount อย่างมาก

3. พันธบัตร-ตราสารหนี้ในตลาดเกิดใหม่ ต้องระวังเอาไว้บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของสภาพคล่อง เพราะพันธบัตรเหล่านี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการออกกู้กันเยอะมากโดยพวกที่โลภและคิดจะหาเงินแบบ Easy Money แต่กลับไม่มีความสามารถในการทำกำไรมาจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นได้ ดังนั้นหากโดนกดดันจากสภาพแวดล้อมในตอนนี้ต่อไปอีกจนถึงทางตันขึ้นมา เราอาจได้เห็นการ Default เกิดขึ้นหนักกว่าในสหรัฐฯ หลายเท่า

4. ธนาคารในหลายประเทศ จะต้องจับตามองเอาไว้ โดยเฉพาะธนาคารที่มีผู้บริหารไม่ได้เรื่อง โลภมาก ใช้จ่ายเงินอย่างประมาท อย่างที่ปู่ Warren Buffett ออกมากล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่ากลุ่มธนาคารนั้นมีความล่อใจอย่างมากให้คนทำชั่วและตักตวงผลประโยชน์เข้าตัวเอง แม้แต่สหรัฐฯ ที่มีการตรวจสอบโดยรวมเข้มงวดก็ยังเกิดวิกฤตเช่นนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้นในหลายประเทศที่ไม่มีการตรวจสอบเหมือนสหรัฐฯ อาจมีวิกฤตใหญ่กว่าที่ซ่อนอยู่

5. ค่าเงินของประเทศที่พยายามทำให้ดูดี เพราะแม้ว่าปัจจุบันจะมีข่าวกระหน่ำโจมตีค่าเงินดอลลาร์อย่างหนัก ทำให้ดูเหมือนดอลลาร์จะมีความเสี่ยงมากที่สุด แต่จริง ๆ แล้วประเทศที่มีปัญหาใหญ่เรื่องเศรษฐกิจ-ค่าเงินอาจกำลังปิดข่าวเงียบ ซึ่งหากใครตามข่าวสารดูดี ๆ จะเห็นว่าค่าเงินหลายประเทศกำลังเปราะบางอย่างมาก บางประเทศคิดอะไรไม่ออกก็ต้องหันไปหาทองคำเพื่อพยายามหลีกเลี่ยงการเสื่อมค่าของสกุลเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ คือระบบบริหารและระบบสืบทอดอำนาจจากผู้ที่ไม่มีความรู้อย่างถ่องแท้ในการดำเนินเศรษฐศาสตร์-การเงินของประเทศ (และถ้าทองคำไม่ใช่คำตอบอีกก็จะยิ่งเสียหายหนัก)

📌 ตอนนี้สหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับเพดานหนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด Joe Biden ระบุว่ามีความคืบหน้าเล็กน้อยในการเจรจาเมื่อวันอังคาร ซึ่งเรื่องของเพดานหนี้สหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้อย่างมาก เพราะแม้แต่ขุนคลัง Janet Yellen ก็ออกมากล่าวชัดเจนว่าหากสหรัฐฯ ผิดชำระหนี้ขึ้นมา มันจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ-การเงินโลกเป็นอย่างมาก รวมถึงทำลายความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างสาหัส

และขณะเดียวกันก็จะทำให้กลุ่มคอมมิวนิสต์โหมกระหน่ำถล่มสหรัฐฯ หนักขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในแง่ของข้อมูลข่าวสาร นั่นหมายถึงการสั่นคลอนเงินดอลลาร์มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าสหรัฐฯ จะยอมให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ ?

แต่ในทางกลับกัน วันนี้ตัวเลข CPI เทียบรายปีของสหรัฐฯ ประจำเดือนเมษายนประกาศออกมาที่ 4.9% ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 5% แม้ว่า Core CPI ที่ไม่นับรวมอาหารและพลังงานจะอยู่ที่ 5.5% นั่นทำให้ FED อาจมีช่องว่างมากขึ้นในการดำเนินนโยบายทางการเงิน และบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็นหายนะเกินควบคุมเหมือนที่สื่อฝั่งคอมมิวนิสต์กำลังโจมตี

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารในสหรัฐฯ ทำกำไรได้มากถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 (เพิ่มขึ้น +33% จากไตรมาส 1 ปี 2022) สวนทางอย่างสิ้นเชิงจากการกระหน่ำข่าวที่ว่าสหรัฐฯ กำลังจะเกิดวิกฤตเหมือนในปี 2008 จนพังทลายลงไป

จากธนาคารเกือบ 4,400 แห่งของสหรัฐฯ พบว่ามีเพียง 197 แห่งหรือน้อยกว่า 5% ที่ขาดทุนในไตรมาสแรก ตามข้อมูลของ BankRegData ซึ่งทำให้น่าจับตามองว่าที่กูรูฝั่งคอมมิวนิสต์กำลังพยายามโจมตีว่าสหรัฐฯ จะล่มสลายนี้ เป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องแต่งขึ้นมาหวังทุบดอลลาร์แล้วครองโลกเอง ?

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสหรัฐฯ อาจไม่ได้น่าเป็นห่วงเหมือนระเบิดที่ซ่อนอยู่ในประเทศอื่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะประมาทได้ เพราะปู่ Warren Buffett และคู่หูอย่างปู่ Charlie Munger ก็กล่าวเองชัดเจนว่ายังมีธนาคารอีกหลายแห่งที่ต้องได้รับบทเรียนจากการบริหารเงินอย่างไม่ได้เรื่อง ในขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการผ่อนคลายกฎหมายที่เกิดขึ้นในยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ (ซึ่งเป็นรัฐบาลที่สัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัสเซีย) ที่ทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก-กลางไม่ต้องโดนตรวจสอบความปลอดภัยด้านการเงินโดยการเข้ารับ Stress Test เหมือนบริษัทใหญ่ ๆ

นั่นหมายความว่านับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป ผลประกอบการของธุรกิจหลายแห่งในสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลง หรือในบางแห่งที่มีปัญหาก็อาจจะเริ่มทรุดตัวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นแม้ว่าโดยภาพรวมจะไม่ใช่จุดที่เป็นความเสียหายครั้งใหญ่เหมือนในปี 2008 แต่ผู้ที่ลงทุนหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับภาคการเงินของสหรัฐฯ ก็จะต้องรัดเข็มขัดเอาไว้อย่างไม่ประมาท

ทั้งนี้ อย่างที่บอกว่าเราที่ควรกังวลจริง ๆ อาจยังไม่เป็นข่าวในตอนนี้และไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่เป็นกลุ่มประเทศที่คนปลอยปะละเลยไม่สนใจ แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจระดับมหภาคจะมีความตึงเครียดสูงขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่เป็นแบบทวีคูณ โดยเฉพาะเรื่องของฟองสบู่สินทรัพย์ที่ถูกเก็งกำไรดันราคาโดยกลุ่มคนโลภในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้

ตลาดอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ถือว่าน่าจับตามองในช่วงต่อจากนี้ โดยเริ่มจากในสหรัฐฯ ที่ตอนนี้ราคาบ้านในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ได้ลดลงแล้ว -14.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมกับยอดขายที่ลดลง แม้ว่าในหลายพื้นที่ราคาจะยังเพิ่มขึ้นสวนทางปัจจัยพื้นฐาน แต่ที่สำคัญคือภาพที่อาจตามมาในประเทศอื่น ๆ หลังจากนี้ ซึ่งภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่ออสังหาฯ มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกเก็งกำไรดันราคาขึ้นไปจนเวอร์สูงลิ่วในหลาย 10 ปีที่ผ่านมา หากไปจนถึงจุดที่สูงเกินไป สุดท้ายจะเกิดภาวะฟองสบู่แตกและต้องปรับฐานลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุปก็คือ สิ่งที่ World Maker สรุปมา 5 ข้อรวมถึงเรื่องเพดานหนี้และอสังหาฯ นี้ อยากให้จับตามองเอาไว้ให้ดีและระมัดระวังเอาไว้อย่างไม่ประมาท ใครจะทุ่มเงินซื้อบ้าน ซื้อทอง ซื้อรถ ก็อย่าพึ่งมั่นใจนัก อย่าพึ่งรีบร้อนเกินไปกับราคาในปัจจุบัน อย่ามั่นใจ 100% ว่าราคาจะพุ่งทะลุเพดานไปอีกหลาย % ในเร็ว ๆ นี้

ซึ่งแม้ว่าผู้เขียนจะไม่สามารถการันตีได้ 100% ว่าจะเกิดขึ้นจริง และจะอยากให้ตัวเองผิดเสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้าผู้เขียนเกิดถูกขึ้นมา คนเสียหายก็คือคนที่โลภมากในก่อนหน้านี้ (ซึ่งกลุ่มนี้ควรได้รับบทเรียนอยู่แล้ว) แต่คนที่ไม่ได้มีเป้าประสงค์ไม่ดี เพียงแต่ว่าขาดความรู้ทางการเงินในการบริหารความเสี่ยง อาจตัดสินใจผิดได้และเสียหายหนักไม่ต่างกัน หากไม่ได้รับรู้ข้อมูลตรงนี้


เรื่อง: World Maker

‘จีน’ คุมเข้ม ‘มลพิษ’ จากยานยนต์ ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้ เตือน!! ผู้ผลิต-ผู้นำเข้ารถยนต์ ไม่ผ่านเกณฑ์ เจอดี!!

(10 พ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมของจีน รายงานว่าจีนจะบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์ทั่วประเทศที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป

รายงานระบุว่าจีนจะห้ามการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายยานยนต์ที่ไม่ผ่านมาตรฐานฉบับปรับปรุงข้างต้น ซึ่งมีการบังคับใช้ครอบคลุมยานยนต์บรรทุกเบาและยานยนต์ดีเซลบรรทุกหนักด้วย

ด้านผู้ผลิตและผู้นำเข้ายานยนต์จะต้องเปิดเผยผลทดสอบการปล่อยมลพิษและข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีควบคุมมลพิษเพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรฐานใหม่

อนึ่ง มาตรฐานฉบับปรับปรุงใหม่นี้ประกาศโดยกระทรวงฯ และหน่วยงานทางการอีก 4 แห่ง

‘เชจู’ นำร่อง!! คลอด กม.ยกเลิกพื้นที่ปลอดเด็ก จูงน้องๆ กลับสู่ส่วนหนึ่งของสังคมเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาะเชจู (Jeju Island) ซึ่งถือเป็นจังหวัดปกครองตนเองพิเศษ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวตากอากาศชื่อดังของเกาหลีใต้ เตรียมออกกฎหมายห้ามผู้ประกอบการ ที่ส่วนมากเป็นร้านอาหาร และ ร้านกาแฟ กีดกันพื้นที่ให้บริการเป็น ‘เขตปลอดเด็ก’ (No-Kids Zone) เพื่อหวังให้อิสระแก่น้อง ๆ หนู ๆ เข้ามาในพื้นที่หรือโซนต่าง ๆ ได้มากขึ้น 

โดยร่างกฎหมายฉบับนี้ หากผ่านการพิจารณาในวันที่ 19 พฤษภาคม 66 ที่จะถึงนี้ ก็จะทำให้เกาะเชจูกลายเป็นจังหวัดแรกของเกาหลีใต้ที่จะยกเลิกเขตปลอดเด็กทั้งเกาะ ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์การเป็นเมืองท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวได้อย่างแท้จริง

แม้ว่ากฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้เฉพาะเกาะเชจูเท่านั้น แต่กระแสยกเลิกพื้นที่ปลอดเด็กก็เริ่มได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวเกาหลีใต้ทั้งประเทศ และเริ่มมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางว่า ควรยกเลิกพื้นที่ปลอดเด็กในจังหวัดอื่น ๆ ด้วยหรือไม่?

ทั้งนี้หากพูดถึงบริบทของการกั้นโซนเป็นพื้นที่ปลอดเด็กแล้ว ในหมู่คนไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไรนัก แต่ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีหลักการเคารพสิทธิส่วนบุคคลสูง โดยเฉพาะการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

นั่นก็เพราะชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อย จะรู้สึกไม่พอใจที่มีเด็กเล็ก ๆ ส่งเสียงดังรบกวนใน ห้องสมุด, หอศิลป์, ร้านอาหาร, คาเฟ่ หรือสถานที่ที่ขายบรรยากาศความเป็นส่วนตัว โดยให้เหตุผลว่า “เพราะลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน”

จากผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ใหญ่จำนวน 1,000 คน โดยสถาบัน Hankook Research ในเดือนพฤศจิกายนปี 2564 พบว่า 71.1% ของกลุ่มตัวอย่างเห็นว่า การกำหนดพื้นที่ให้บริการเป็นเขตปลอดเด็ก เป็นสิทธิ์ของผู้ประกอบการโดยคำนึงถึงกลุ่มลูกค้าของตนเป็นสำคัญ

ดังนั้นจึงมีสถานประกอบการมากกว่า 540 แห่งทั่วประเทศ ที่ระบุว่าเป็นเขตปลอดเด็ก ซึ่งในเกาะเชจูมีมากถึง 78 แห่ง หรือคิดเป็น 14.4% ของพื้นที่ปลอดเด็กทั้งหมด และเมื่อเทียบขนาดพื้นที่ และ ประชากรบนเกาะเชจู ก็พบว่าเกาะเชจูมีพื้นที่ซึ่งเป็นเขตปลอดเด็กสูงมาก

อย่างไรซะ ทางการท้องถิ่นของเกาะเจจู ก็มักได้รับการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมเด็กเล็กอยู่เสมอว่าถูกปฏิเสธการให้บริการ หรือไม่ให้เข้าสถานที่หากพาเด็กเล็กมาด้วย จึงเกิดคำถามขึ้นว่า นี่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อเด็กด้วยหรือไม่ และยังเป็นการกีดกันทางสังคมต่อเด็กเล็ก

นี่จึงเป็นที่มาในการพิจารณากฎหมายใหม่ฉบับนี้ เพื่อปกป้องสิทธิเด็กในการถูกเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิเด็ก โดยเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดี ให้เด็กรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีการยอมรับ และเอื้ออาทรต่อกัน

รัฐบาลของเกาะเชจูยังมองว่า นี่เป็นการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวแบบครอบครัว ที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่อย่างไม่ถูกกีดกั้น และแทนที่จะกีดกันเด็กออกจากพื้นที่บริการ ควรส่งเสริมให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการอบรมบุตรหลานให้สามารถใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมจะดีกว่า

ดังนั้น เชจู จึงกลายเป็นจังหวัดนำร่องในการใช้กฎหมายยกเลิกเขตปลอดเด็ก ที่กำลังเป็นประเด็นในสังคมของเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ส.ส. หญิงอย่าง ‘ยอง ฮเย-อิน’ จากพรรค Basic Income Party ก็ได้อุ้มลูกชายวัย 2 ขวบขึ้นเวทีแถลงข่าวในวันเด็กของเกาหลีใต้ เพื่อประกาศจุดยืนต่อต้านการสงวนพื้นที่ปลอดเด็กในเกาหลีใต้ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เด็กเล็ก หรือผู้ปกครองที่ต้องมีภาระเลี้ยงลูกเล็กรู้สึกเป็นส่วนเกินในพื้นที่สาธารณะในเกาหลี

ยอง ฮเย-อิน ชี้ว่า ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีมีอัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำที่สุดในโลก ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังรณรงค์ให้ครอบครัวชาวเกาหลีมีลูกมากขึ้น แต่กลับมีเขตปลอดเด็กอยู่หลายร้อยแห่งทั่วประเทศ หรือแม้แต่หอสมุดแห่งชาติ ยังห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าใช้บริการ ซึ่งเป็นการสร้างสังคมที่มีทัศนคติเชิงลบต่อเด็กเล็ก

ส.ส. หญิงแม่ลูกอ่อน จึงเสนอให้ยกเลิกเขตปลอดเด็ก และเปลี่ยนเกาหลีให้เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอันดับแรก หรือ 'First Kids Korea' นั่นเอง  

ก็เรียกว่าเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจที่คงต้องตามดูกันต่อไปว่า สังคมที่เคารพสิทธิส่วนบุคคลอย่างเข้มข้นอย่างเกาหลีใต้ จะเปิดพื้นที่ให้แก่เด็กเล็กที่จะเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ของชาติกว้างขึ้นแค่ไหน? อย่างไร? ต่อไป... 

‘ลูกขุนสหรัฐฯ’ ตัดสิน ‘ทรัมป์’ โดนอีกคดีก่อนเลือกตั้ง ปมล่วงละเมิดอดีตคอลัมนิสต์หญิง สั่งชดใช้ 5 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 66 สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ถูกคณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลางแมนฮัตตัน ตัดสินว่าต้องรับผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ ‘อี จีน แคโรล’ อดีตคอลัมนิสต์ของนิตยสารแอลในปี 1995 หรือ 1996 และหมิ่นประมาทเธอ โดยตราหน้าว่าเธอเป็นคนโกหก โดยทรัมป์ต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้แก่แคโรลรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 168 ล้านบาท

เมื่อปีที่แล้ว แคโรล วัย 79 ปี ได้ยื่นฟ้องทรัมป์โดยอ้างว่า ทรัมป์ข่มขืนเธอในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของห้าง Bergdorf Goodman ในย่านแมนฮัตตัน รัฐนิวยอร์ก เมื่อราวปี 1995 หรือ 1996 จากนั้นก็ทำลายชื่อเสียงของเธอโดยการโพสต์ลงบน Truth Social แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของทรัมป์ เมื่อเดือนตุลาคม 2022 โดยบอกว่า ข้อกล่าวหาของเธอเป็นเรื่องหลอกลวงและโกหก หลังแคโรลออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณชนในปี 2019

อย่างไรก็ดี คณะลูกขุนทั้ง 9 คน ปฏิเสธข้อกล่าวหาของแคโรลเรื่องเธอถูกทรัมป์ข่มขืน แต่คณะลูกขุนได้ตัดสินว่า แคโรลมีหลักฐานที่มากกว่าฝั่งของทรัมป์ ในข้อหากล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ จึงตัดสินให้ทรัมป์จ่ายเงินชดเชยแก่แคโรลเป็นเงิน 2 ล้านดอลลาร์ ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ และจ่ายเงินเกือบ 3 ล้านดอลลาร์ในข้อหาหมิ่นประมาท

นางโรเบอร์ต้า แคปแลน ทนายความของแคโรล นำพยานเป็นผู้หญิง 2 ราย มาให้การเป็นพยานว่า ทรัมป์เคยล่วงละเมิดทางเพศเธอเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ขณะที่ทรัมป์ไม่เคยปรากฏตัวในการพิจารณาคดีที่กินเวลานาน 2 สัปดาห์เลย และทีมกฎหมายของทรัมป์ไม่ได้เรียกพยานใดๆ

การตัดสินของคณะลูกขุนในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ ด้านทรัมป์เอง ได้ออกมาวิจารณ์คำตัดสินของคณะลูกขุนผ่านทาง Truth Social ว่า “น่าอัปยศ” พร้อมกับกล่าวอีกว่า เขาไม่รู้จักแคโรลมาก่อน ขณะที่นายโจเซฟ ทาโคปินา ทนายความของทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าทรัมป์จะยื่นอุทธรณ์

ทั้งนี้ คดีความดังกล่าวเป็นคดีแพ่ง ทำให้ทรัมป์รอดจากความผิดทางอาญา และจะไม่ถูกตัดสินโทษจำคุกแต่อย่างใด

แคโรลกล่าวในการพิจารณาคดีว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกอับอาย และไม่สามารถมีความสัมพันธ์ฉันท์คู่รักกับใคร เพื่อนของแคโรล 2 คน ระบุว่า แคโรลเล่าถึงเรื่องการถูกทรัมป์ข่มขืนแต่ขอให้เพื่อนทั้ง 2 คนเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพราะแคโรลกลัวว่าทรัมป์จะใช้ชื่อเสียง และเงินโจมตีเธอหากออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว

‘ต้าเหลียน’ เปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าสู่ ‘ยุโรป’ สายใหม่ เชื่อมโยงการค้าตามแนวเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21

(9 พ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ต้าเหลียน รายงานว่า การเดินเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเส้นทางตรง ซึ่งเชื่อมเมืองท่าต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เข้ากับพื้นที่ชายฝั่งตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ได้เริ่มต้นการดำเนินงานครั้งแรก หลังจากเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์เอ็มเอสซี เคธี (MSC Katie) แล่นออกจากสถานีตู้คอนเทนเนอร์ต้าเหลียน เมื่อวันจันทร์ (8 พ.ค.) ที่ผ่านมา

เส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าเปิดใหม่นี้ ใช้เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ 11 ลำ แต่ละลำสามารถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐาน 14,000 ตู้ ซึ่งเชื่อมโยงต้าเหลียนกับท่าเรือสำคัญหลายแห่งในกลุ่มประเทศยุโรป อย่างประเทศอิตาลีและสเปน ตามแนวเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 รวมถึงแล่นผ่านกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ประเทศอิสราเอลและซาอุดีอาระเบีย

‘หลีเสี่ยวกวง’ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ต้าเหลียน คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัล จำกัด ในเครือบริษัท เหลียวหนิง พอร์ต กรุ๊ป จำกัด เผยว่าการเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้านี้ เป็นประโยชน์ต่อการค้าระหว่างต้าเหลียนกับกลุ่มประเทศยุโรปอย่างมาก และจะส่งเสริมการเติบโตของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขัน เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า, ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์, เคมีภัณฑ์, แร่ธาตุ, เครื่องมือ รวมถึงธัญพืชและอาหารแช่แข็ง

ทั้งนี้ หลีเสริมว่า ปัจจุบันท่าเรือต้าเหลียนดำเนินงานขนส่งตู้คอนเทนเนอร์สินค้า 105 เส้นทาง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ 92 เส้นทาง ครอบคลุมท่าเรือมากกว่า 300 แห่งในกว่า 160 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก


ที่มา : https://www.xinhuathai.com/china/356664_20230509

'เอเชีย-แปซิฟิก' หวั่น!! หลังจีนเท้าความเหตุการณ์ยูโกสลาเวีย เตือนสติ!! เตรียมเจอความป่าเถื่อนของนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ

ปักกิ่งจะไม่มีวันลืม และจะไม่มีวันให้อภัย ต่อเหตุการณ์ทิ้งระเบิดสถานทูตของพวกเขาในกรุงเบลเกรด ปี 1999 จากคำกล่าวของหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนในวันจันทร์ (8 พ.ค.) โดยหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาประณามกลุ่มพันธมิตรทหารที่นำโดยสหรัฐฯ สำหรับก่อความขัดแย้งโดยอ้างตัวว่าเป็นพันธมิตรป้องกันตนเอง พร้อมแนะนำเชิงเหน็บแนมให้ส่องกระจกดูอาชญากรรรมต่างๆ ที่ตนเองก่อไว้ ในขณะที่ดูเหมือนว่านาโตกำลังบ่ายหน้ามาภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

หวัง ออกมาตอกย้ำในเรื่องนี้ ด้วยที่เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบเหตุโจมตีสถานทูตจีนในยูโกสลาเวีย ซึ่งส่งผลให้ผู้สื่อข่าวชาวจีนเสียชีวิต 3 ราย และเจ้าหน้าที่ด้านการทูต 20 คนได้รับบาดเจ็บ "ประชาชนชาวจีนจะไม่มีวันลืมกับสิ่งที่พวกเขาต้องเสียสละเพื่อค้ำยันความจริง ความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม และเราจะไม่มีวันลืมการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนที่ลงมือโดยนาโตที่นำโดยสหรัฐฯ" เขาบอกกับผู้สื่อข่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวอ้างว่า นาโตซึ่งเป็นพันมิตรทหารระดับภูมิภาคได้จุดไฟซ้ำ ๆ และนำพาความขัดแย้งไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ไล่ตั้งแต่บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ไปจนถึงโคโซโว จากอิรักไปอัฟกานิสถาน และจากลิเบียสู่ซีเรีย"

"หลังจากมีส่วนเกี่ยวข้องในสงครามต่าง ๆ ที่เข่นฆ่าชีวิตหลายแสนคนและทำหลายล้านคนต้องไร้ถิ่นฐาน เวลานี้นาโตกำลังจู่โจมมาทางทิศตะวันออก เข้าสู่เอเชีย-แปซิฟิก ยุยงการเผชิญหน้า บ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุ

เหตุโจมตีสถานทูต เกิดขึ้นในช่วง 6 สัปดาห์ของการทำสงครามทางอากาศของนาโตกับยูโกสลาเวีย โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการในนามของพวกแบ่งแยกดินแดนเชื้อสายแอลเบเนียในโคโซโว ระเบิด 5 ลูกพุ่งใส่สถานทูตจีน ส่งผลให้ผู้สื่อข่าวชาวจีนเสียชีวิต 3 ราย ในขณะที่ปักกิ่งประณามการทิ้งบอมบ์ดังกล่าวว่าเป็นการกระทำอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน

Warren Buffett ลั่น!! ดอลลาร์ยังเป็น KING อีกยาว ฝ่าวงล้อมฝ่ายด้อยค่า ให้ราคาโลหะมากกว่า FIAT

(9 พ.ค. 66) World Maker เผยว่า “เรา (ดอลลาร์) คือสกุลเงินสำรองของโลก ผมยังไม่เห็นตัวเลือกสกุลเงินใดเลยที่จะมาเป็นเงินสำรองแทนดอลลาร์” นั่นคือคำพูดที่ปู่ Warren Buffett ลั่นเอง!! หักหน้ากูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ชัดเจน!! งานนี้คงต้องรอดูว่าระหว่างนักลงทุนระดับตำนานผู้ประสบความสำเร็จทางการเงินแบบมีผลงานพิสูจน์ได้ชัดเจนแก่สายตาโลก vs กูรูโปรจีน-รัสเซีย มุมมองของใครจะคมกว่ากัน ? เพราะตอนนี้แม้แต่ในไทยเองก็มีผู้ที่ยกตัวเป็นกูรูการเงินโลกมากมายออกมากล่าวอย่างมั่นใจให้คนทิ้งดอลลาร์และซื้อทองคำแทน! ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการของจีน-รัสเซียพยายามทำทุกวิถีทางที่จะกระชากดอลลาร์ลงจากบัลลังก์

อย่างไรก็ตาม แม้ปู่จะมั่นใจในเรื่องของดอลลาร์ แต่ปู่ก็เตือนไม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ จ่ายเงินแบบไม่คิดเนื่องจากหากมีการใช้จ่ายเงินมากเกินไป (จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่เป็นทั่วโลก) จะทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ ปู่ Buffett จึงเตือนให้ “ระมัดระวังอย่างมาก” ในขณะที่ปู่เองยังถือครองเงินสดในเอาไว้มหาศาลกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ในบริษัท Berkshire และยังคงมองว่าเงินสดมีความสำคัญไม่แพ้ใครในช่วงเวลาที่โลกมีความตึงเครียดด้านสภาพคล่องเช่นนี้ และหลายสินทรัพย์มีการประเมินมูลค่าค่อนข้างสูง

ถึงกระนั้น มุมมองของปู่ถูกด่าอย่างเหยียดหยามว่าเป็น “คนโง่” สำหรับกูรูหลายคน โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งแสดงเชื่อมั่นเกิน 100% ว่าดอลลาร์จะพังทลายกลายเป็นแบงก์กงเต็กไม่มีใครเอา โดยกูรูเหล่านี้กล่าวว่า “มีแต่พวกไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์และการเงินที่บอกว่าดอลลาร์จะอยู่ต่อไปได้” (แสดงว่าปู่ Warren Buffett ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์-การเงิน ?? จริงหรือ ??) แม้ว่ากูรูเหล่านี้จะไม่เคยมีผลงานพิสูจน์ประจักษ์แก่สายตาโลกเหมือนปู่ Warren Buffett ก็ตาม

📌 ซึ่งขณะเดียวกันนี้ พบว่ามีกองทุน Hedge Funds จำนวนมากที่กำลัง Short Sell พันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเดิมพันว่าราคาพันธบัตรสหรัฐฯ จะเป็นขาลง เนื่องจากพวกเขามองว่า FED ใกล้ถึงจุด Peak ของดอกเบี้ยและมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลงในปลายปีนี้ แม้ Powell จะไม่ได้ยืนยันแต่อย่างใดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยจริง และล่าสุดยังย้ำว่า FED จะต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อต่อไป

การ Short พันธบัตรของสหรัฐฯ เป็นการ Bet Against America ในอีกทางหนึ่ง และอยู่ในสถานะตรงข้ามกับยักษ์ใหญ่แห่ง Wall Street หลายแห่งเช่น JPMorgan, Morgan Stanley ซึ่งมองว่าพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ดี (แน่นอนว่าขัดกับกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ด้วยที่แนะนำให้คนทิ้งดอลลาร์และสินทรัพย์ของสหรัฐฯ)

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การเดิมพันเหล่านี้อาจมาจากการป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน กล่าวคือนักลงทุนมีการซื้อพันธบัตรด้วยเงินสด และมา Short Sell ในตลาด Futures เอาไว้บางส่วนเพื่อพยายามทำกำไรจากส่วนต่างของราคาในกรณีที่พันธบัตรปรับตัวลดลงในระยะสั้น และยังอาจเป็นการบ่งชี้ว่าดอกเบี้ยพันธบัตรในปัจจุบันยังต่ำเกินไปเมื่อดอกเบี้ย FED อยู่ที่ประมาณ 5.25% (ดอกเบี้ยพันธบัตร 2 ปีของสหรัฐฯ ตอนนี้อยู่ที่เพียง 3.98%)

ปฏิบัติการถล่มดอลลาร์ของคอมมิวนิสต์จีน-รัสเซีย เกิดขึ้นในขณะที่คนจำนวนมากกังวลว่าสหรัฐฯ จะเกิด Recession ไปจนถึงการเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งยิ่งทำให้มีเหตุผลมากมายมา Support ให้คนอยากถือทองคำ คิดอะไรไม่ออกก็ถือทองคำเอาไว้ก่อน เพราะทองคำถูกมองเป็น Safe Haven ที่รักษามูลค่าได้อย่างยาวนาน

ตอนนี้แม้แต่นักลงทุนระดับสถาบันจำนวนมากก็แห่กันเข้าไปซื้อทองคำ และดูจะมีความโปรดปรานในทองคำมากกว่า Bitcoin ซึ่งเป็นอีก 1 สินทรัพย์ที่ก่อนหน้านี้เป็นกระแสว่าจะล้มดอลลาร์และกลายเป็นทองคำดิจิทัล แต่สุดท้ายกลายเป็นราคา Bitcoin ร่วงยับก่อนดอลลาร์-ทองคำ

สิ่งที่กูรูฝ่ายคอมมิวนิสต์นำมาเชียร์ให้คนทิ้งดอลลาร์ ทิ้งพันธบัตรสหรัฐฯ และรุมซื้อทองคำนั้น ส่วนใหญ่มาจากหลักเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นการที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมาได้แบบไม่ต้องมีทองคำหนุนหลัง หรือเรื่องของระบบหนี้และเพดานหนี้ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากูรูกลุ่มนี้มองว่าชาวยิวนั้นโง่และไม่มีความรู้ทางการเงิน ที่ตัดสินใจพิมพ์ดอลลาร์ออกมาโดยไม่ต้องมีทองหนุนหลัง (แต่สุดท้ายแล้วชาวยิวจะโง่ ? หรือคนกลุ่มนี้กันแน่ที่คิดไม่ทันชาวยิว ? เรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไป)

ราคาทองคำโลกในปัจจุบันพึ่งทำระดับ All Time High ใหม่ที่ประมาณ 2,080 $/Oz ไปไม่กี่วันก่อน และในวันนี้ก็ยังเทรดอยู่ในระดับประมาณ 2,025 $/Oz ซึ่งไม่ห่างจาก All Time High ล่าสุดมากนัก ขณะที่กูรูฝั่งจีน-รัสเซียกำลังกระหน่ำข่าวว่าดอลลาร์จะพังทลายไม่มีใครเอา ให้ผู้คนรีบแห่ไปซื้อทองคำเก็บเอาไว้โดยเร็ว 

📌 ทางด้าน Janet Yellen ขุนคลังของสหรัฐฯ ล่าสุดออกมากล่าวถึงเรื่องของเพดานหนี้ 31.4 ล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ โดยระบุว่าสหรัฐฯ มีความเสี่ยงครั้งใหญ่ภายในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ หากรัฐบาลยังไม่สามารถตกลงกันได้ที่จะระงับหรือขยายเพดานหนี้ต่อไป และหากสหรัฐฯ ผิดชำระหนี้ มันจะกลายเป็นความเสียหายรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์และพันธบัตรของอเมริกาอย่างมาก

เมื่อมองสถานการณ์เช่นนี้แล้ว กูรูฝั่งจีน-รัสเซียจึงยิ่งมั่นใจเกิน 100% เสียอีกว่าดอลลาร์จะพัง และสิ่งที่พวกเขาแนะนำผู้คนก็คือการสะสมทองคำหรือที่ดินเอาไว้ แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว สินทรัพย์ทุกอย่างบนโลกล้วนเป็นฟองสบู่ได้หมด และนี่อาจใกล้ถึงช่วงเวลาสำคัญที่เราจะได้เห็นแล้วว่าสุดท้ายทองคำ-ที่ดิน vs ดอลลาร์ อันไหนจะพังก่อนกัน

แน่นอนว่าถ้าสหรัฐฯ ชำระหนี้ไม่ได้จริง ความฝันของกูรูฝั่งคอมมิวนิสต์จะใกล้ความจริงขึ้นมาอย่างมาก เพราะมีแนวโน้มที่คนจะยิ่ง Panic และแห่กันเข้าไปซื้อทองคำจนราคาพุ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้าน Joe Biden กำลังจะหารือเรื่องนี้ภายในวันที่ 9 พ.ค. 66 (พรุ่งนี้) ขณะที่ทาง Jerome Powell ประธาน FED ออกมากล่าวว่า “เราไม่ได้อยู่ในจุดที่จะพูดถึงประเด็นที่สหรัฐฯ จะผิดชำระหนี้เลย” พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สามารถหลีกเลี่ยงหายนะได้ หรืออาจจะไม่เกิด Recession อย่างที่หลายคนกลัว

สิ่งที่น่าจับตามองเกี่ยวกับ FED, ดอกเบี้ย, ดอลลาร์, ทองคำ, พันธบัตร, Crypto และสินทรัพย์อื่น ๆ ก็คือการที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะร้อนแรงสูง อัตราว่างงานต่ำสุดในรอบราว 50 ปี ดังนั้นจึงมีความไม่แน่นอนสูงว่า FED จะเลือกดำเนินนโยบายอย่างไร ? จะผ่อนคลายเรื่องดอกเบี้ยได้ภายในปีนี้หรือไม่ ? ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลที่จะออกมาหลังจากนี้ เพราะ FED กล่าวชัดเจนว่าจะยึดข้อมูล Real Time เป็นหลัก ไม่ใช่คาดการณ์ของตลาด

นั่นแปลว่าแม้จะมีวิกฤต Bank Run เกิดขึ้นซึ่งทำให้หลายคนกังวล และทำให้กูรูฝั่งคอมมิวนิสต์ถือโอกาสกระหน่ำข่าวโจมตีสหรัฐฯ แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจต้องจับตาดูมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่จะไปด่วนสรุปว่าสหรัฐฯ จะเกิดหายนะเพราะวิกฤต Bank Run หรือเพราะจีน-รัสเซียพยายามทุบดอลลาร์โดยร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรหลาย ๆ ประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นเงินเฟ้อเป็นอะไรที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐฯ เกิด Recession แล้วเงินเฟ้อจะลดลงกลับสู่เป้าหมาย 2% ของ FED ได้ เพราะในความเป็นจริงยังมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น ภัยธรรมชาติ, ความคาดหวังของผู้บริโภค, การใช้จ่ายเงินของผู้คน, ปัญหาด้าน Supply Chain และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นกรณีที่สหรัฐฯ เกิด Recession จริง ๆ แต่เงินเฟ้อก็อาจยังไม่ได้ลดลงก็ได้ ซึ่งเรื่องภาวะเช่นนี้ว่า Stagflation

📌 โดยเฉพาะหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แนวโน้มของเงินเฟ้อก็ยิ่งลดลงยากขึ้นไปอีก เว้นเสียแต่ว่าราคาสินทรัพย์อื่น ๆ จะโดนเทขายครั้งใหญ่และดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมาก เงินเฟ้อจึงมีแนวโน้มลดลงได้ดีกว่า ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะทางจีน-รัสเซียกำลังพยายามดันเงินเฟ้ออย่างเต็มที่ในศึกสงครามกับสหรัฐฯ และมีแนวโน้มสูงมากว่าฝั่งคอมมิวนิสต์จะทำทุกอย่างต่อไปเพื่อซัดให้ดอลลาร์จมดินให้ได้

เรือท่องเที่ยวล่ม ใน ‘อินเดีย’ เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ล่าสุดจนท.ยังคงเร่งหาผู้สูญหาย

เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 66 เอเอฟพีรายงานว่า เกิดเหตุเรือสองชั้นบรรทุกนักท่องเที่ยวล่ม ทางตอนใต้ของเขตมาลัปปุรัมในรัฐเกรละ ประเทศอินเดีย เมื่อค่ำวันอาทิตย์ ประเมินว่ามีผู้โดยสารอยู่ราวๆ 30 คน ก่อนเรือพลิกคว่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ

ชาวอินเดียหลายสิบคนในพื้นที่เกิดเหตุช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตทั้งบนเรือและบริเวณรอบๆ เรือที่จมอยู่ตลอดทั้งคืน และการค้นหาดำเนินต่อเนื่องจนถึงวันจันทร์

"เรากู้ศพได้แล้ว 22 ศพ แบ่งเป็นหญิง 15 รายและชาย 7 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 6 คนถูกนำส่งโรงพยาบาล ขณะที่ปฏิบัติการกู้ภัยยังดำเนินต่อไป" เจ้าหน้าที่ตำรวจบอกกับเอเอฟพี

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีครอบครัวหนึ่งเสียชีวิตพร้อมกัน 11 รายในเหตุการณ์นี้ โดย 3 รายในนั้นเป็นเด็ก

ผู้โดยสารหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่บนเรือกับสามีและลูกสาวของเธอ บอกกับสื่อว่า ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนเรือเป็นเด็ก และก่อนเกิดเหตุมีควันลอยออกมาจากเรือขณะเดินทาง พร้อมชี้แจงว่ารอดชีวิตมาได้เพราะสวมเสื้อชูชีพ

สถานีโทรทัศน์ของอินเดียระบุว่า ทีมกู้ภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากกองกำลังรับมือภัยพิบัติแห่งชาติและหน่วยยามฝั่งอินเดีย ใช้กล้องใต้น้ำเพื่อค้นหาผู้ที่ยังสูญหาย

วีดี เสถียรสรรค์ นักการเมืองจากพรรคฝ่ายค้านของรัฐเกรละ กล่าวว่า เหตุเรือล่มที่เกิดขึ้นป็นฝีมือมนุษย์ และเรียกร้องให้มีการสอบสวน "ไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรือลำนี้มีใบอนุญาตหรือไม่" เขากล่าวกับนักข่าวเมื่อวันจันทร์

ไขปมลอบสังหาร ‘จอห์น เอฟ เคนเนดี’ ‘หลานเคนเนดี’ บอก!! เป็นฝีมือของ CIA

‘โรเบิร์ต เคนเนดี จูเนียร์’ หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งสมัยหน้า 2024 อีกทั้งยังเป็นหลานชายแท้ๆ ของ ‘จอห์น เอฟ เคนเนดี’ อดีตประธานาธิบดีชื่อดังที่ถูกลอบสังหาร ได้ออกมาทิ้งระเบิด เปิดประเด็นลูกใหม่ว่า CIA อยู่เบื้องหลังการแผนการลอบสังหารครั้งนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย 

โรเบิร์ต เคนเนดี จูเนียร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการวิทยุ ‘WABC 770 AM’ ของนิวยอร์กว่า มีหลักฐานต่างๆ มากมาย ที่ชี้ว่า CIA เกี่ยวข้องกับคดีลอบยิงอดีตผู้นำเคนเนดีที่เมืองดัลลัส ในรัฐเท็กซัส ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 และความพยายามที่จะปกปิดหลักฐานเหล่านั้นด้วย 

อีกทั้งยังอ้างอิงหนังสือ ‘JFK and the Unspeakable’ ของ เจมส์ ดักกลาส ที่ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้นานถึง 12 ปี และพยายามเสนองานของเขาให้กับหลายสำนักพิมพ์ แต่ถูกปฏิเสธ กว่าจะได้ตีพิมพ์จริงในสำนักพิมพ์ Orbis Book ที่ก็เคยปฏิเสธงานของดักกลาสถึง 3 ครั้ง ซึ่งเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้กว่า 500 หน้า ได้กล่าวถึงแรงจูงใจ และความเป็นไปได้ที่ทั้ง CIA และหน่วยงานรัฐบาลอื่นๆ ต้องการกำจัดประธานาธิบดีคนที่ 35 คนนี้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ปิดคดีว่า นายลี ฮาร์วีย์ ออสวอล์ด เป็นผู้ลงมือสังหารแต่เพียงผู้เดียวในอีก 1 ปีต่อมา 

โรเบิร์ต เคนเนดี จูเนียร์ เป็นหนึ่งในครอบครัวเคนเนดี ที่เข้าสู่วงการการเมืองของสหรัฐฯ ปัจจุบันเป็นทนายด้านสิ่งแวดล้อม และสมาชิกพรรคเดโมแครต มีศักดิ์เป็นหลานชายของ จอห์น เอฟ เคนเนดี ซึ่งในวันที่ลุงของเขาถูกลอบสังหาร และเป็นข่าวดังไปทั่วโลกนั้น เขามีอายุเพียง 9 ปี และต่อมาเมื่อเขาอายุ 14 ปี พ่อของเขา ‘โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี’ หรือ บ๊อบบี้ ซึ่งเป็นน้องชายของจอห์น ก็มาถูกลอบสังหารเช่นเดียวกัน ขณะกำลังเดินสายหาเสียงเป็นตัวแทนพรรคในการชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐในปี 1968

อาเซียนจวกเละ!! ‘เขมร’ ใช้นักกีฬามะกันโอนสัญชาติลงแข่งบาส ด้านโค้ชกัมพูชา ชี้!! ตัดโอกาสคนในชาติเฉิดฉายในศึกซีเกมส์

หลังจากที่ทีมบาสเกตบอล 3x3 กัมพูชา ใช้นักกีฬาอเมริกันโอนสัญชาติ ทีมชาย 3 จาก 4 คน และทีมหญิงเป็นอเมริกันทั้ง 4 คน ที่โอนสัญชาติมา ทำให้คู่แข่งในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 32 วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างหนัก

(8 พ.ค. 66) นายนิพนธ์ ชวลิตมณเฑียร หรือ ‘เฮียต่าย’ นายกสมาคมกีฬาบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถือเป็นการซื้อทีมสหรัฐอเมริกามาเลย ไม่ใช่แค่ในบาส 3x3 แต่ในบาส 5x5 ทีมชายก็มีนักกีฬาจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มารวมทีมกันถึง 8 คน ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะชนะได้ แต่ก็อยากให้รอลุ้นเซอร์ไพรส์ของทีมไทย ถึงจะเสียเปรียบ ก็จะให้นักกีฬาสู้กันอย่างเต็มที่ ไม่แพ้ขาดถึงขั้นโดนด่าแน่นอน

‘โฮเรซ ฟุค ตัม เหวียน’ โค้ชยัดห่วงทีมหญิงเวียดนาม กล่าวว่า รู้สึกตกใจกับสิ่งที่กัมพูชาทำในครั้งนี้มาก ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ทำผิดกฎหรือระเบียบของซีเกมส์แต่อย่างใด แต่ในอนาคตอยากให้มีการแก้ไขกฎเรื่องการให้โอกาสให้มีความชัดเจนและเหมาะสมกว่านี้

ส่อง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ใน ‘สวิตฯ’ ประเทศในฝันของหลายคน ที่แลกกับความทุกข์ทนของ ‘ผู้เสียภาษี’ ไปดูแลคนไร้จิตสำนึก

(8 พ.ค. 66) ผู้ใช้งานติ๊กต็อก บัญชี ‘KornnikarThewie’ ได้โพสต์วิดีโอพูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น โดยระบุว่า...

วันนี้เทวีได้อ่านข้อมูลจากเพจนึง เกี่ยวกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งส่วนตัวเทวี บอกตรงๆ ว่าเห็นด้วยมากๆ และมันก็เป็นอะไรที่บังเอิญมาก หรืออาจจะไม่บังเอิญก็ได้ เพราะเมื่อเช้านี้เพื่อนคนสวิตฯ ของเทวีก็เพิ่งพูดเรื่องนี้เหมือนกัน 

เพจนี้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์ ว่า “ที่สวิตฯ เนี่ยจะไม่มีสลัมและไม่มีเด็กไร้บ้าน ไม่มีเคสที่เด็กยากจนและไม่มีทุนเรียนต่อต้องมาเรี่ยไร เราจะไม่มีวันได้ยินข่าวแบบนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ก็จะมีสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าบ้าง”

อันนี้คือถูกต้องและสิ่งที่ถูกต้องมากกว่านั้นอีก คือเมื่อเช้านี้ เพื่อนผู้บริหารบริษัทของเทวี ที่มาจากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งตอนนี้อยู่ที่บ้านเทวี ก็จะเตรียมกลับไปสวิตฯ พรุ่งนี้ เขาบอกว่า เขาเหนื่อย เขาเอือม กับการที่ประเทศของเขาให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ จนคนในประเทศเหนื่อยล้ากับการที่จะต้องช่วยเหลือ และทำให้ทุกอย่างมันเท่าเทียมกัน 

จริงๆ แล้ว การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม เป็นเรื่องที่ยุติธรรม แต่บางคนที่ไม่มีงานทำ เพราะเขาเลือกงานอยู่ ขณะเดียวกันก็ไม่คิดหันมาดูแลตัวเองก่อนด้วย ก็ไม่มีใครอยากช่วยเหลือขนาดนั้นหรอกค่ะ เพราะเหมือนไปช่วยคนที่ไม่ได้รู้สึกสำนึกรู้คุณคนที่ต้องเสียภาษี 

เกี่ยวกับเรื่องนี้เทวีมีเคสที่ประสบกับตัวเองเยอะมาก ซึ่งอันนี้พูดจากประสบการณ์จริงของตัวเอง สมัยตอนอยู่สวิตเซอร์แลนด์ใหม่ๆ เทวีก็ได้รับสวัสดิการที่มาจากเงินภาษีของคุณสามี เพราะเราไปในฐานะของการเป็นภรรยาของคนสวิตฯ คุณรู้ไหมคะว่าความเจ็บปวดมันเริ่มขึ้น และทำให้เทวีเข้าใจคนสวิตฯ จริงๆ ตอนที่เทวีได้สวัสดิการนี้แหละค่ะ 

เขาให้ไปเรียนฟรี คือ คำว่าเรียนฟรี เทวีไม่ได้จ่ายเงินเอง ก็อาจจะเรียกมันว่าเรียนฟรี แต่จริงๆ แล้วคือ สามีชำระภาษีและคนสวิตฯ ทุกคนชำระภาษี เพื่อเอากองทุนตรงนี้มาเป็นกองทุนที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมและช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ 

เช่นเดียวกันกับที่สวิตเซอร์แลนด์ จะไม่มีคนจนที่ไม่มีอะไรกิน เพราะยังไงก็แล้วแต่ เขาจะไม่ปล่อยให้คุณอดตาย เขาจะช่วยคุณอย่างเต็มที่อย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ด้วยการเอาภาษีมาแบกภาระตรงนี้ 

กลับมาในเรื่องของสิ่งที่เทวีได้รับรู้ก็คือ เทวีได้รับสวัสดิการให้ไปเรียนภาษาเยอรมัน ซึ่งก่อนหน้านี้คุณสามีจะจ่ายเงินให้เรียน เป็นคอร์สเรียนที่ไม่ได้เรียนฟรี ซึ่งมันเป็นเงินเยอะมากถ้าเราจ่ายเองคือ 10 สัปดาห์ ประมาณแสนกว่าบาท ต่อ 1 คอร์ส แล้วการเรียนมันก็จะมีหลายคอร์ส พอคอร์สที่ 2 สามีเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันหนักมาก จ่ายไม่ไหว จึงส่งเทวีให้เข้ารับสวัสดิการของภาครัฐ 

แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เทวีต้องร้องไห้ และไม่อยากไปโรงเรียนอีกเลย ทั้งๆ ที่เทวีเป็นคนที่รักเรียนมาก เพราะเพื่อนในห้องของเทวีบางคนอยู่ในประเทศเขามา 30 ปีบ้าง 20 ปีบ้าง และยังพูดภาษาเขาไม่ได้ แล้วก็ไปเรียน (ยังคงไปเรียน) เพียงเพื่อรับสวัสดิการตรงนี้ เขาไม่อยากได้ความรู้ เขาเพียงแค่อยากได้เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เขาเป็นค่ารถไปโรงเรียนในแต่ละวัน จ่ายเงินให้เป็นค่าอาหารกลางวันในแต่ละวัน และมันดีสุดยอดที่เขาไม่ต้องทำงาน เพราะว่าเขายังไม่ได้ภาษา เขาก็จะทำงานไม่ได้ นี่แหละคือความเหลื่อมล้ำกับคนที่จ่ายเงินภาษี 

ว่าแล้ว...พอเราหันมาดูประเทศไทย มีความเหลื่อมล้ำไหม ทุกที่มีความเหลื่อมล้ำ ประเทศไทยของเรามีขนาดใหญ่และประชากรก็มีเยอะมาก ซึ่งเยอะกว่าสวิตเซอร์แลนด์ไม่รู้กี่เท่า การที่เราจะดูแลและควบคุมทุกอย่างให้ได้ตามที่เราต้องการ มันจึงเป็นไปได้ยาก และถ้าดูแลก็จะเหมือนด้านมืดในสวิตเซอร์แลนด์ที่เทวีเล่ามา 

‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ลงแข่งยูยิตสูครั้งแรกในชีวิต คว้าเหรียญทอง-เงิน มาได้!! หลังซุ่มฝึกกับแชมป์โลก

(8 พ.ค. 66) มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเฟซบุ๊ก เข้าร่วมการแข่งขันกีฬายูยิตสูครั้งแรก และสามารถคว้าทั้งเหรียญทอง และเหรียญเงิน มาครอบครองได้สำเร็จ

สำหรับซีอีโอหนุ่มวัย 38 ปี เริ่มต้นฝึกซ้อมศิลปะการป้องกันตัวแบบผสม หรือ MMA ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2022 ซึ่งเจ้าตัวหลงใหลในการต่อสู้เป็นอย่างมาก โดยมีการเปิดเผยว่าเขาซุ่มฝึกซ้อมกับแชมป์โลก วัน แชมเปียนชิพ อย่างมิคีย์ มูซูเมซี เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เพื่อเตรียมตัวสำหรับทัวร์นาเมนต์ล่าสุด

แน่นอนว่าความพยายามของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อเจ้าตัวอัพภาพ พร้อมบรรยายผ่านแคปชันบนเฟซบุ๊กว่าเข้าร่วมการแข่งขันยูยิตสูเป็นครั้งแรกในชีวิต และสามารถคว้าทั้งเหรียญทองกับเหรียญเงิน ไปครอง

‘จีน’ ส่งออก ‘ลูกปลาจาระเม็ด’ ล็อตแรก 1 ล้านตัวสู่มาเลเซีย เสริมความมั่นคงด้านการค้าในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เมื่อวันที่ (6 พ.ค. 66) สำนักข่าวซินหัว, ไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน เดินเรือขนส่งลูกปลาจาระเม็ดที่เพาะเลี้ยงในไห่หนาน จำนวน 1 ล้านตัว มุ่งหน้าสู่จุดหมายในประเทศมาเลเซีย เมื่อวันศุกร์ (5 พ.ค.) ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการส่งออกปลาจาระเม็ดครั้งแรกของไห่หนานในปีนี้

‘หยางกัง’ ผู้ทำงานร่วมกับสถานีตรวจสอบขาเข้า-ขาออกของเมืองซานย่า กล่าวว่า สถานีฯ ให้บริการพิธีการศุลกากรแบบครบวงจรสำหรับการจัดส่งลูกปลานี้ โดยกระบวนการผ่านพิธีการศุลกากรที่รวดเร็วช่วยลดต้นทุนของบรรดาผู้ส่งออก

‘บุคคลลึกลับ’ ที่วิ่งผ่านมินสเตอร์แอบบีย์ระหว่างพิธี คือใคร? โลกโซเชียลขบคิดไม่หยุด!! หรือว่านี่คือ ‘ทูตล่าวิญญาณ’

เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 66 เอเจนซีส์ - กลายเป็นที่โจษจันไปทั่วโลกโซเชียลมีเดียระหว่างถ่ายทอดสดทางทีวี วันพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษ มีคนตาดีเห็นคนสวมชุดคลุมยาวดำเห็นอยู่แต่ไกลวิ่งตัดผ่านไป ลือไปต่างๆนานาว่าอาจเป็น รีปเปอร์ทูตล่าวิญญาณ

ดิอินดีเพนเดนท์ของอังกฤษรายงานว่า ท่ามกลางกระแสพิธีวันบรมราชาภิเษกที่ยังคงคึกคักในอังกฤษ โลกโซเชียลมีเดียแดนผู้ดีต้องมาขบคิดกันอีกครั้งเมื่อเกิดมีคนตาดีบังเอิญเห็นภาพปริศนาระหว่างกำลังพิธีอยู่ด้านในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ที่ถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ

เป็นภาพปรากฎคนลึกลับสวมชุดคลุมยาวดำเห็นอยู่แต่ไกลวิ่งผ่านประตูมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ไปอย่างน่าพิศวง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ทหารอังกฤษในชุดเครื่องแบบทางการสีแดงกำลังเดินทางเข้าสู่พิธี การปรากฎตัวของบุคคลปริศนาที่ผ่านประตูโบสถ์ไปยังเป็นเวลาเดียวกันกับที่เหล่านักร้องประสานเสียงกำลังขับขานดังไปทั่วตัวอาคารโบสถ์ที่เก่าแก่

สื่ออังกฤษรายงานว่า ชาวเน็ตที่ได้เห็นต่างพูดไปต่างๆนานา มีบางคนชี้ว่าเป็นภาพของ กริม รีปเปอร์ (grim reaper) และมีบางส่วนชี้ไปว่า บุคคลลึกลับอาจเป็นเจ้าหญิงไดอานาที่ล่วงลับไปนานแล้วกลับมาปรากฎให้เห็นก็เป็นได้

นอกจากเรื่องเงาทูตล่าวิญญาณปรากฎที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์แล้ว ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอื่นเป็นต้นว่า อ้างอิงจากสื่อ PA MEDIA รายงานว่า ดูเหมือนมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด (St Edward’s Crown) ที่จะต้องถวายแด่พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษพระองค์ใหม่ดูเหมือนจะเกิดปัญหาระหว่างพิธี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top