Monday, 6 July 2026
WORLD

'นายกฯ อิรัก' ลั่น!! ไม่ต้องการทหารสหรัฐฯ ในประเทศอีกต่อไป พร้อมระบุ!! อิรักสามารถรับมือกับกลุ่ม ISIS ได้ด้วยตนเอง

(17 ก.ย. 67) บลูมเบิร์ก รายงานว่า โมฮัมเหม็ด เชีย อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีของอิรัก กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ ไม่จำเป็นในประเทศของเขาอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ในการปราบ ISIS และเขาวางแผนที่จะประกาศตารางเวลาการถอนกำลังทหารในเร็ว ๆ นี้

ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีทหารประมาณ 2,500 นายในอิรัก ซึ่งเป็นมรดกจากกองกำลังผสมที่นำโดยสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 เพื่อต่อสู้กับกลุ่มอิสลามที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ISIS แม้ว่ากลุ่มนี้จะอ่อนแอกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วมากก็ตาม

สำหรับคำกล่าวในครั้งนี้ของนายกฯ อิรัก เป็นการตอกย้ำถึงจุดยืนของประเทศอีกครั้งในด้านความมั่นคง หลังจากเมื่อต้นปี สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กองบัญชาการของกองกำลังระดมประชาชน (Popular Mobilization Forces) องค์กรร่ม (Umbrella Organization) ที่รัฐอิรักให้การสนับสนุน และประกอบด้วยกลุ่มก๊กติดอาวุธต่างๆ หลายสิบกลุ่ม จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย ซึ่งในเหตุโจมตีดังกล่าว ในนั้นรวมถึงมุชทาค ทาเลบ อัล-ไซดี ผู้นำกลุ่มฮะรอกัต ฮิซบุลเลาะห์ อัลนุจบา (Harakat Hezbollah al-Nujaba หรือ HHN) ที่วอชิงตันตราหน้าว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน

"กองกำลังระดมประชาชนเป็นตัวแทนในฐานะมีความเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการกับรัฐ ขึ้นกับกองทัพของเรา และเป็นส่วนสำคัญของกองทัพของเรา" นายกฯ อิรักเน้นย้ำ "เราขอประณามการโจมตีนี้ที่เล็งเป้าหมายเล่นงานกองกำลังด้านความมั่นคงของเรา ซึ่งมีความสำคัญกว่าตัวอักษรและเจตนารมณ์ของคำสั่งจัดตั้งกองกำลังพันธมิตรนานาชาติ"

ขณะที่ เพนตากอน ได้เคยระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เป็นการกระทำที่จำเป็นและสมเหตุสมผล ท่ามกลางการโจมตีเล่นงานที่ตั้งทางทหารของอเมริการะลอกแล้วระลอกเล่าในภูมิภาค และแบกแดดเองเป็นฝ่ายเชิญกองกำลังอเมริกา ให้เข้าช่วยสู้รบกับกลุ่มก่อการร้ายรัฐอิสลาม (ไอเอส) 

ทั้งนี้ นายอัล-ซูดานี ยังระบุอีกว่า กลุ่มไอเอส ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอิรักอีกต่อไป ขณะการเจรจายุติภารกิจต่อต้านกลุ่มไอเอสของแนวร่วมระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป

'กระทรวงพาณิชย์จีน' เตือนค่ายรถท้องถิ่น ระวังความเสี่ยงตั้งโรงงานในต่างแดน

(17 ก.ย. 67) รอยเตอร์ส รายงานว่า เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จีน (MOFCOM) ได้แจ้งกับบริษัทรถท้องถิ่นที่เข้าร่วมประชุมกว่า 10 แห่งให้งดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในอินเดีย และแนะนำอย่างแข็งขันไม่ให้ลงทุนในรัสเซียเช่นเดียวกัน

นอกจากนั้น MOFCOM ยังย้ำความเสี่ยงในการสร้างโรงงานในไทยและยุโรป อีกด้วย

ทางด้านบลูมเบิร์กที่รายงานข่าวนี้เป็นเจ้าแรก ระบุว่า MOFCOM กำหนดให้ผู้ผลิตที่ต้องการลงทุนในตุรกีต้องแจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศที่รับผิดชอบอุตสาหกรรมอีวี รวมถึงสถานทูตจีนในตุรกีก่อน ระหว่างการประชุมยังมีการแนะนำให้ค่ายรถใช้ชิ้นส่วนน็อกดาวน์สำหรับการประกอบขั้นสุดท้ายในโรงงานต่างแดน ซึ่งหมายความว่า ส่วนประกอบสำคัญของรถจะยังคงทำการผลิตภายในจีน เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งนี้ ชุดน็อกดาวน์ครอบคลุม CKD (Completely Knocked Down) คือการประกอบภายในประเทศ โดยที่ตัวถัง ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ผลิตภายในประเทศ และ SKD (Semi Knocked Down) คือการประกอบภายในประเทศ แต่ตัวถัง ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ต่าง ๆ นำเข้าจากต่างประเทศ

ค่ายรถจีนบางแห่งปรับใช้กลยุทธ์นี้ในตลาดต่างประเทศแล้ว เช่น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ลงนามเป็นหุ้นส่วนในการประกอบรถยนต์กับอีพี มานูแฟกเจอริง เบอร์ฮัดของมาเลเซีย โดยอิงกับรูปแบบ CKD เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านม

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวยืนยันว่า ไม่มีการกำชับให้ผู้ผลิตต้องทำตัวให้แน่ใจว่า เทคโนโลยีอีวีล้ำสมัยจะไม่หลุดรอดออกนอกประเทศตามที่บลูมเบิร์กรายงานแต่แรก

บลูมเบิร์กตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางของ MOFCOM ที่กำหนดให้การผลิตหลักต้องจำกัดอยู่ภายในจีนนั้น ส่งผลกระทบต่อความพยายามในการขยายตัวทั่วโลกของบริษัทรถจีนที่กำลังพยายามหาลูกค้าใหม่ ๆ มาชดเชยการแข่งขันรุนแรงและยอดขายดิ่งในประเทศ

ขณะที่ด้าน MOFCOM ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่เชิญชวนค่ายรถจีนเข้าไปสร้างโรงงาน มักเป็นประเทศที่บังคับใช้หรือกำลังพิจารณาใช้กำแพงการค้ากีดกันรถจีน นอกจากนั้น ผู้ผลิตยังได้รับคำแนะนำว่า ไม่ควรหลับหูหลับตาไล่ตามเทรนด์หรือหลงเชื่อคำเชิญเข้าลงทุนของรัฐบาลต่างชาติ

ปัจจุบัน บริษัทรถจีนกำลังพยายามอย่างหนักในการขยายธุรกิจออกนอกประเทศ ท่ามกลางปัญหาศักยภาพการผลิตล้นเกินอันเนื่องมาจากดีมานด์ในจีนซบเซาลงซึ่งนำไปสู่สงครามราคาที่โหดร้ายและยาวนาน ขณะที่ความพยายามในการกระตุ้นยอดขายในตลาดใหญ่อย่างยุโรปและอเมริกาต้องเผชิญอุปสรรคจากการขูดภาษีศุลกากรรถยนต์ไฟฟ้าเมด อิน ไชน่า

ขณะเดียวกัน แม้หลายประเทศในยุโรปที่รวมถึงสเปนและอิตาลี พยายามดึงดูดการลงทุน ทว่า บริษัทรถจีนยังคงระมัดระวังในการลุยเดี่ยวตั้งฐานการผลิตในประเทศเหล่านั้นเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก รวมทั้งยังต้องพยายามทำความเข้าใจกฎหมายและวัฒนธรรมท้องถิ่นอีกด้วย

โดยบริษัทจีนบางแห่ง เช่น ลีปมอเตอร์ เลือกเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทท้องถิ่นแทน โดยโครงการร่วมทุนของลีปมอเตอร์กับสเตลแลนทิสเริ่มเดินเครื่องผลิตอีวีแล้วในโรงงานในโปแลนด์ของบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส-อิตาลีแห่งนี้

‘น้องหมูเด้ง’ ดังไกลถึงวงการกีฬา ‘อเมริกันฟุตบอล’ ‘Washington Commanders’ ตัดต่อภาพร่วมฉลองชัยชนะ

(17 ก.ย. 67) นาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘หมูเด้ง’ ฮิปโปฯ แคระซูเปอร์สตาร์สัญชาติไทยจาก ‘สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo’ เพราะตั้งแต่เกิดจนอายุ 2 เดือนนิด ๆ ด้วยความน่ารัก โดดเด้งจนเป็นที่ชื่นชอบ สื่อทั้งในและต่างประเทศก็หยิบไปทำข่าว และกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก

ล่าสุด (17 ก.ย. 67) ‘หมูเด้ง’ ก็ได้ไปรันวงการกีฬาเป็นที่เรียบร้อย หลังทีมอเมริกันฟุตบอลชื่อดังอย่าง ‘Washington Commanders’ ได้ตัดต่อภาพหมูเด้งเข้าไปในภาพขณะที่ทีมกำลังฉลองชัยชนะ เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย

ทั้งนี้ Commanders ถือเป็นทีมชื่อดังในลีก NFL ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล

ช็อก!! ตำรวจญี่ปุ่นจับลูกสาวประธานใหญ่ 'ยามาฮ่า' หลังใช้มีดแทงพ่อของเธอ คาด!! เกิดจากปัญหาร้าวฉานภายในที่รุนแรง เดชะบุญประธานใหญ่ไม่ตาย

สื่อญี่ปุ่นรายงานข่าวว่า นาย ฮิดากะ โยชิฮิฮิโระ วัย 61 ปี ประธานบริษัท ยามาฮ่า มอเตอร์ หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ถูกทำร้ายร่างกายโดยบุตรสาวของตัวเองภายในบ้านที่เมือง อิวาตะ ในจังหวัดชิสุโอกะ เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ (16 กันยายน 2567) ที่ผ่านมา

โดยตำรวจญี่ปุ่นได้จับกุม ฮิดากะ ฮานา บุตรสาว วัย 33 ปีของนาย โยชิฮิฮิโระ ผู้ก่อเหตุ ที่ใช้มีดทำครัวแทงพ่อของตัวเอง จนได้รับบาดเจ็บบริเวณแขนซ้าย แต่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เบื้องต้น ตำรวจตั้งข้อหา 'พยายามฆ่า' แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าบุตรสาวของประธาน ยามาฮ่า ยอมรับข้อกล่าวหาหรือไม่

ตำรวจท้องที่ให้ข้อมูลว่า พวกเขาเคยได้รับสายด่วนฉุกเฉินจาก ฮิดากะ ฮานะ ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โทรมาแจ้งว่า พ่อทุบตีเธอ ทำให้ตำรวจต้องรีบมาตรวจสอบถึงบ้าน แต่ไม่มีอะไร แต่วันต่อมา ฮานะ โทรแจ้งตำรวจอีกครั้งในเรื่องเดิม ก่อนจะก่อเหตุแทงพ่อตัวเองในบ้านตามข่าว

ด้าน ฮิดากะ โยชิฮิฮิโระ ที่ถูกลูกสาวทำร้ายด้วยมีด ให้การว่า ลูกสาวใช้มีดเข้ามาแทงเขาในขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนในช่วงบ่าย จนได้รับบาดเจ็บที่แขน แต่ทั้งนี้ ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงปัญหาครอบครัวหรือ กล่าวว่าลูกสาวของเขามีอาการผิดปกติทางจิตหรือไม่ ทราบเพียงว่า ฮิดากะ ฮานา อยู่ในสถานะ 'ว่างงาน' และอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับบิดา

ส่วนบริษัท ยามาฮ่า มอเตอร์ ไม่ขอแสดงความเห็นใด ๆ เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว และขอให้เป็นหน้าที่ของทางตำรวจสอบสวนคดี

อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่ครอบครัวระดับประธานบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ จะมีปัญหาร้าวฉานภายในที่รุนแรง จนเกือบกลายเป็นโศกนาฏกรรมไปแล้ว 

แต่ทว่า มีหลายครอบครัวที่ภายนอกดูเป็นครอบครัวในอุดมคติ แต่กลับซ่อนเร้นความรุนแรงไว้ภายใน และเมื่อระเบิดออกมาก็สร้างความตื่นตกใจให้กับชาวญี่ปุ่นไม่น้อย 

อาทิ คดีฆ่าหั่นศพในโรงแรมที่เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด คดีใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อราวเดือนกรกฎาคม 2566 ที่คนร้ายเป็นเพียงหญิงสาว และมีพ่อเป็นถึงแพทย์ประจำโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อทราบว่าบุตรสาวของตนก่อคดีหั่นศพ และนำศีรษะเหยื่อกลับมาที่บ้าน พวกเขาทำได้เพียงปกปิดความผิดให้ลูก และช่วยกันซ่อนเร้นอำพรางศพ แต่ก็ถูกตำรวจจับตัวได้ในที่สุด

การสร้างครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งสถานะทางสังคมไม่ได้การันตีคุณภาพความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เสมอไป และคงไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นอุทาหรณ์สังคม ดังเช่นที่เห็นในข่าว

'ทัปเปอร์แวร์' เตรียมประกาศล้มละลาย หลังเผชิญวิกฤติหนี้กว่า 700 ล้านเหรียญ

(17 ก.ย. 67) ทันโลกกับ Trader KP รายงานว่า Tupperware Brands Corp. ผู้ผลิตกล่องใส่อาหารชั้นนำของโลก กำลังเตรียมยื่นขอคุ้มครองล้มละลาย หลังประสบปัญหาการแข่งขันอย่างหนักและไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ได้ Bloomberg รายงานข้อมูลสำคัญดังนี้...

1) #ปัญหาหนี้สิน Tupperware มีหนี้สินมากกว่า $700 ล้าน ซึ่งเป็นภาระที่บริษัทต้องจัดการท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขัน

2) บริษัทได้ติดต่อที่ปรึกษากฎหมายและการเงินแล้ว และอาจยื่นขอคุ้มครองล้มละลายในศาลเร็ว ๆ นี้

3) หุ้นร่วงหนัก -  หุ้นของ Tupperware ร่วงลง 57.5% ในช่วงการซื้อขายปกติ และอีก 16.7% ในช่วงการซื้อขายหลังเวลาทำการ โดยหุ้นตกลงรวม 74.5% ในปีนี้

4) ผลกระทบจากการแข่งขัน - แม้ Tupperware จะเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ภาชนะเก็บอาหารพลาสติก แต่กลับต้องเจอกับการแข่งขันจากแบรนด์อื่น ๆ ที่ผลิตสินค้าคล้ายกันในราคาที่ถูกกว่า

5) ความพยายามปรับโครงสร้าง - ปีที่แล้วบริษัทเปลี่ยนแปลงผู้นำและบอร์ดบริหารเพื่อพยายามฟื้นฟูกิจการ แต่ปัญหาต่าง ๆ ยังคงทับถม รวมถึงการเตือนเรื่องความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องและการยื่นรายงานทางการเงินล่าช้า

Tupperware ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1946 เผชิญกับแรงกดดันที่รุนแรงในการหาทางออกเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ

‘สหรัฐฯ’ แจกทุนเรียนฟรี หลักสูตรพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ เพิ่มขีดความสามารถอุตฯ ชิปเวียดนามให้แกร่งสุดในภูมิภาค

อุตสาหกรรมด้านเซมิคอนดักเตอร์ของเวียดนามกำลังถูก ‘ติดปีก’ ด้วยแรงสนับสนุนอย่างดีจากชาติมหาอำนาจอย่าง ‘สหรัฐอเมริกา’ ด้วยการให้นักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญในเวียดนามได้เรียนหลักสูตรเฉพาะทางด้านการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ฟรี เพื่อนำความรู้มาพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนด้านนวัตกรรมภายใต้ชื่อ ‘Innovation and Technology Security International Program’ (ITSI) เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 1 ปี ของแผนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และเวียดนามที่ได้เซ็นไว้เมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา

หลักสูตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ เป็นของมหาวิทยาลัย Arizona State University จัดการสอนโดยผู้เชี่ยวชาญสายตรงจากของสถาบันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยหลักสูตรประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ เช่น คุณสมบัติของเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง วัสดุเซมิคอนดักเตอร์ วิธีการประกอบ และผลิตไมโครชิปอิเล็กทรอนิกส์ และอื่น ๆ โดยจะให้สิทธิ์เรียนฟรีเฉพาะประเทศที่รัฐบาลกำหนดเท่านั้น ซึ่งตอนนี้มีอยู่เพียง 8 ประเทศ ได้แก่ คอสตาริกา อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา เม็กซิโก ปานามา ฟิลิปปินส์ และ ล่าสุด เวียดนาม

เป้าหมายของโครงการนี้ เพื่อกระจายความรู้ และขยายขีดความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ให้กับประเทศพันธมิตรที่ได้รับเลือกจากรัฐบาลสหรัฐฯ

หลักสูตรเปิดรับสมัครทั้งนักศึกษา อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญที่สนใจด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเดตอร์ และจะได้ใบประกาศนียบัตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์หลังจบหลักสูตรด้วย 

เจฟฟรีย์ กอส หัวหน้านักวิจัยของโครงการ ITSI แห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนา สเตท กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะเปิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้กับนักศึกษา และผู้เชี่ยวชาญชาวเวียดนาม ได้การเข้าถึงหลักสูตรด้านเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ชั้นสูง ที่จะส่งให้เวียดนามมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนี้ได้ในอนาคต 

เช่นเดียวกันกับ มาร์ค แนปเปอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวียดนาม ที่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของเวียดนาม ที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และยังส่งเสริมความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสหรัฐฯ และเวียดนามในระยะยาว 

ด้าน เหงียน ชี ดุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ก็รับลูกต่อจากสหรัฐฯ ด้วยการตกลงที่จะผลักดันให้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เป็นเสาหลักในความร่วมมือระหว่างเวียดนาม และ สหรัฐฯ อีกทั้งยังกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนเวียดนามในการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยฝึกอบรมวิศวกรหลายหมื่นคน ป้อนสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

ก่อนหน้าที่จะมีข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐฯ เวียดนามก็มี ศูนย์นวัตกรรมแห่งชาติ (NIC) อยู่แล้วภายใต้การดูแลของกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ที่จัดโครงการฝึกอบรมด้านเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับบริษัทชั้นนำระดับโลก เช่น Qorvo, Cadence, Google, Siemens, Samsung และ FPT 

มาวันนี้ สหรัฐอเมริกาหอบลมใต้ปีกมาหนุนเวียดนามอย่างเต็มตัว ช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ให้ รวมถึงขยายโอกาสในการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ร่วมกับเวียดนามในอนาคตด้วย จึงไม่เกินจริงที่จะกล่าวว่า ‘เวียดนาม’ จะกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในด้านเศรษฐกิจ และศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ และความทะเยอทะยานอย่างถึงที่สุดของรัฐบาลเวียดนามนั่นเอง

'โพนี หม่า' แห่ง Tencent ทวงบัลลังก์คนรวยที่สุดในจีนคืนอีกครั้ง ชี้!! ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จจากเกม Black Myth : Wukong

(16 ก.ย. 67) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โพนี หม่า (Pony Ma) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Tencent Holdings Ltd. กลับมาทวงบัลลังก์มหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของจีน ของการจัดอันดับความมั่งคั่งในประเทศจีนอีกครั้ง ซึ่งทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีคนล่าสุดที่สามารถบรรลุสถานะดังกล่าวได้

ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจจีนส่งผลให้หุ้นที่จดทะเบียนในฮ่องกงบางส่วนลดลงในวันที่ 16 ก.ย.2567 ทำให้ โพนี หม่า แซงหน้าจงซานซาน ผู้ประกอบการน้ำดื่มบรรจุขวด ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 43,900 ล้านดอลลาร์ ณ เวลา 14.23 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตามดัชนีมหาเศรษฐี Bloomberg จงซานซานหล่นลงมาอยู่ที่อันดับ 3 และจางอี้หมิง ผู้ก่อตั้ง ByteDance Ltd. เจ้าของ TikTok ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน อยู่ในอันดับสอง

ความมั่งคั่งของโพนี หม่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อไม่นานนี้ เนื่องจากผลกำไรของ Tencent แซงหน้าคู่แข่งที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเกมในจีน ซึ่งเป็นตลาดเกมบนมือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความสำเร็จของเกมดังอย่าง DnF Mobile ไปจนถึง Black Myth: Wukong ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่บริษัทให้การสนับสนุน ประกอบกับคำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุนจากจีน ช่วยผลักดันให้ Tencent ก้าวไปสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ตพีคในยุคโควิด

หลังจากที่จีนใช้เวลาเกือบ 2 ปีในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศ รวมถึง Alibaba Group Holding Ltd. และ Didi Global Inc. พร้อมด้วยผู้ก่อตั้งที่ร่ำรวยมหาศาล การปราบปรามดังกล่าวกัดกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการ และทำให้ภาคเอกชน ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาหดตัวลง

ความมั่งคั่งของ โพนี หม่า ลดลงประมาณ 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม 2564 ตามดัชนีความมั่งคั่งของ Bloomberg เขาเป็นคนที่สามที่ได้รับการจัดอันดับเป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในจีนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังจากการขายหุ้นที่ทำลายสถิติทำให้ทรัพย์สินของผู้ร่ำรวยที่สุดของประเทศหายไปหลายพันล้านดอลลาร์และเผยให้เห็นความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นของนักลงทุนเกี่ยวกับสถานะของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย Colin Huang ผู้ก่อตั้ง PDD Holdings Inc. ครองตำแหน่งนี้เพียง 18 วันในเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ โพนี หม่าก่อตั้ง Tencent ขึ้นในปี 1998 ด้วยเงินที่หาได้จากการร่วมทุนครั้งก่อนด้วยต้นทุน 500,000 หยวน หรือราว 70,450 ดอลลาร์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 62 ปีของค่าจ้างเฉลี่ยของชาวจีนในขณะนั้น หม่าเกิดที่มณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน ศึกษาวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเซินเจิ้น และเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ก่อนที่จะร่วมก่อตั้ง Tencent กับอีก 4 คน

Tencent ผู้จัดจำหน่ายเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งทะยานในช่วงหลายปีก่อนที่จีนจะเริ่มปราบปราม โดยขึ้นถึงจุดสูงสุดในฐานะบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 5 ของโลก นอกจากนี้ Tencent ยังซื้อหุ้นใน Tesla Inc., Reddit Inc., Snap Inc., Spotify Technology SA และแบรนด์ความบันเทิงระดับโลกอีกมากมาย

ในเวลานั้น โพนี หม่าเป็นหนึ่งในเจ้าพ่ออุตสาหกรรมจีนที่สะสมทรัพย์สินมหาศาลจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งสูง จนกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของประเทศ ในเดือนมิถุนายน 2563 ความมั่งคั่งส่วนใหญ่ของหม่าได้มาจากการถือหุ้นในบริษัท Tencent ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเซินเจิ้น ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg

หลังจากที่จีนมีท่าทีเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมอิทธิพลของบริษัทเทคโนโลยีและกำจัดคอร์รัปชันที่เชื่อมโยงกับการขยายตัวของทุนอย่างไม่เป็นระเบียบ บริษัท Tencent ก็ได้ลดขนาดลงโดยการขายหุ้นในสินทรัพย์ด้านอีคอมเมิร์ซและเกม และรัฐบาลได้สั่งให้บริษัทดังกล่าวยกเครื่องธุรกิจการเงิน

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 จีนได้ส่งสัญญาณชัดเจนถึงความผ่อนปรน ซึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความจำเป็นในการว่าจ้างบริษัทเอกชนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เมื่อปีที่แล้วจีนได้ยุติการตรวจสอบ Ant Group Co. และภาคเทคโนโลยีทางการเงินมาหลายปี หลังจากปรับเงินไปกว่า 1 พันล้านดอลลาร์

'ฮ่องกง' จ่อยัดคุกหนุ่มใส่เสื้อ ‘ปลุกระดม’ เซ่นกฎหมายความมั่นคง ‘มาตรา 23’

(16 ก.ย. 67) รอยเตอร์ส รายงานว่า ชู ไคพง (Chu Kai-pong) วัย 27 ปี รับสารภาพความผิดฐาน ‘กระทำการปลุกระดมโดยเจตนา’ จำนวน 1 กระทง ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 23 ได้ขยายระวางโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี กลายเป็น 7 ปี และอาจเพิ่มเป็น 10 ปี หากพบว่ามีการ ‘สมคบคิดกับต่างชาติ’ ร่วมด้วย

ชู ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่สถานีรถไฟฟ้าแห่งหนึ่งขณะสวมเสื้อทีเชิ้ตซึ่งเขียนสโลแกนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง การปฏิวัติของคนรุ่นเรา” (Liberate Hong Kong, revolution of our times) และยังสวมหน้ากากที่เพนต์ตัวอักษร FDNOL ซึ่งย่อมาจาก ‘five demands, not one less’ หรือ ‘ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ไม่น้อยลงแม้แต่ข้อเดียว’

สโลแกนทั้งสองนี้มักจะถูกป่าวร้องในกิจกรรมของกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกงเมื่อช่วงปี 2019 และวันที่ 12 มิ.ย. ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวซึ่งนำไปสู่สถานการณ์รุนแรงในเวลาต่อมา

ศาลฮ่องกงอ้างคำรับสารภาพของ ชู ซึ่งบอกกับตำรวจว่า เขาสวมเสื้อตัวนี้ก็เพราะต้องการย้ำเตือนคนฮ่องกงให้รำลึกถึงการชุมนุมประท้วงดังกล่าว

วิกเตอร์ โซ (Victor So) หัวหน้าผู้พิพากษาซึ่งถูกคัดเลือกโดย จอห์น ลี ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงให้มาทำหน้าที่ไต่สวนคดีความมั่นคง ได้นัดอ่านคำพิพากษาในวันพฤหัสบดีนี้ (19 ก.ย.)

อังกฤษส่งมอบเกาะฮ่องกงคืนให้จีนในปี 1997 โดยรัฐบาลจีนในขณะนั้นได้ให้สัญญาว่าสิทธิเสรีภาพของพลเมืองฮ่องกง ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะได้รับการปกป้องภายใต้สูตรการปกครอง ‘หนึ่งประเทศ-สองระบบ’

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาบังคับใช้กับฮ่องกงในปี 2020 ซึ่งมีบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่พยายามแบ่งแยกดินแดน บ่อนทำลายรัฐ ก่อการร้าย และสมคบคิดกับต่างชาติ

ต่อมาในเดือน มี.ค.ปีนี้ ฝ่ายบริหารฮ่องกงยังได้ออกกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่เรียกกันว่ามาตรา 23 ซึ่งกำหนดบทลงโทษสำหรับความผิดฐานเป็นกบฏ ก่อวินาศกรรม ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยก ขโมยความลับของรัฐ การแทรกแซงจากภายนอก และการจารกรรมข้อมูล โดยมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หลายปีไปจนถึงตลอดชีวิต

นักวิจารณ์รวมถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งให้คำนิยามของการ ‘ปลุกปั่นยุยง’ เอาไว้อย่างกว้าง ๆ จนอาจกลายเป็นเครื่องมือกดขี่ผู้ต่อต้านรัฐ

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้จำเป็นสำหรับการ ‘อุดช่องโหว่’ เพื่อช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติไว้

เปิดข้อมูล 'ไรอัน รูธ' ผู้ต้องสงสัยคิดลอบสังหาร 'ทรัมป์' เป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยงเรื่องการทำสงครามกับรัสเซีย

(16 ก.ย. 67) ผลการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับชายต้องสงสัยพยายามลอบสังหารนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐพบว่า เขาเป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยงเรื่องการทำสงครามกับรัสเซีย

รอยเตอร์รายงานว่า พบข้อมูลของนายไรอัน รูธ ชาวรัฐฮาวาย วัย 58 ปี ในแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เฟซบุ๊ก และลิงก์อิน (LinkedIn) แต่การเข้าถึงเอ็กซ์และเฟซบุ๊กของเขาแบบสาธารณะ ถูกลบไปไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารทรัมป์ที่สนามกอล์ฟ เมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น บัญชีที่ใช้ชื่อนายรูธ 3 บัญชีบ่งชี้ว่า เขาเป็นผู้สนับสนุนยูเครนตัวยง

โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน เขาโพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ถึงนายอีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มโดยตรงว่า "อยากซื้อจรวดของมัสก์เพื่อนำไปติดหัวรบถล่มคฤหาสน์ที่ทะเลดำของวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพื่อจบชีวิตปูติน ขอให้แจ้งราคามาด้วย"

ส่วนเมื่อต้นปีนี้เขาโพสต์เอ็กซ์โดยติดแท็กชื่อบัญชีของประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่า "การหาเสียงของไบเดนควรใช้ชื่อว่า KADAF ย่อมาจากคำว่า Keep America democratic and free แปลได้ว่า ทำให้อเมริกาเป็นประชาธิปไตยและเสรีต่อไป ส่วนการหาเสียงของทรัมป์ควรใช้ชื่อว่า MASA ย่อมาจากคำว่า make Americans slaves again master แปลได้ว่า ทำให้อเมริกาเป็นทาสอีกครั้ง"

ทั้งนี้ นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า เคยสัมภาษณ์นายรูธในปี 2566 เรื่องชาวอเมริกันที่อาสาไปช่วยยูเครนรบกับรัสเซีย โดยเขาอ้างว่าเคยอยู่ในยูเครนหลายเดือนในปี 2565 และหาทางรับสมัครทหารอัฟกันที่หนีรัฐบาลตอลิบานในอัฟกานิสถานไปรบในยูเครน

รอยเตอร์และซีเอ็นเอ็นได้ติดต่อสอบถามบุตรชาย 2 คนของนายรูธ แต่ทั้งคู่ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องลอบสังหาร

'ทรัมป์' ถูกลอบสังหารรอบ 2 ขณะตีกอล์ฟในฟลอริดา พบมือลอบสังหารเป็นฝ่ายหนุน 'แฮร์ริส' ประวัติอาชญากรรมเพียบ

(16 ก.ย. 67) สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า มือปืนต้องสงสัยลอบสังหารอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกำลังตีกอล์ฟในรัฐฟลอริดาในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) เคยประกาศบนสื่อสังคมออนไลน์ในปีนี้ว่า "ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้ง" และ "เราไม่อาจพ่ายแพ้ได้" สะท้อนวาทกรรมต่อต้านทรัมป์ ที่รองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส และประธานาธิบดีโจ ไบเดน ใช้บ่อย ๆ

แหล่งข่าวพวกเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ระบุผู้ต้องสงสัยรายนี้คือนายไรอัน เวสลีย์ รูธ วัย 58 ปี ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ระบุว่า รูธ ซึ่งมาจากนอร์ทแคโรไลนาและมีประวัติอาชญากรรมยาวเหยียด บ่อยครั้งมักโพสต์เกี่ยวกับการเมืองและเคยบริจาคเงินให้บรรดาตัวแทนพรรคเดโมแครตหลายต่อหลายครั้ง ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2019

นอกจากนี้ เขายังเคยวิจารณ์ ทรัมป์ อย่างดุเดือด โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ ว่า "ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้งและเราไม่อาจพ่ายแพ้ได้"

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีไบเดน และรองประธานาธิบดีแฮร์ริส มักใช้สโลแกนดังกล่าวอยู่เป็นประจำ

ในข้อความที่โพสต์ในวันดังกล่าว เขายังเขียนแนะนำ ไบเดน วัย 81 ปี ซึ่งตอนนั้นยังคงเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าให้เดินหน้ารักษา "ความเป็นประชาธิปไตยและความเสรีของอเมริกา" ต่อไป พร้อมกับอ้างว่า ทรัมป์ ต้องการทำให้ "อเมริกันชนเป็นทาสรับใช้"

"ประชาธิปไตยอยู่บนบัตรเลือกตั้ง และเราไม่อาจพ่ายแพ้ได้ เราไม่สามารถล้มเหลว โลกกำลังยึดถือการนำทางของเรา" รูธ ระบุ

ภาษาลักษณะเดียวกันนี้เป็นวาทกรรมที่ แฮร์ริส เดินหน้าใช้มาตลอดการหาเสียงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม เธอกล่าว ณ เวทีหาเสียงที่เมืองซาวานนาห์ รัฐจอร์เจีย ว่า "เรากำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเรา"

ก่อนหน้านี้ในวันที่ 31 กรกฎาคม แฮร์ริส กล่าวในกิจกรรมหนึ่งในฮิวสตัน ว่า "เสรีภาพพื้นฐานของเราอยู่บนบัตรเลือกตั้ง เช่นเดียวกับประชาธิปไตยของเรา" หลังจากกล่าววาทกรรมแบบเดียวกันนี้ ในอีกกิจกรรมของชมรมหนึ่งในวันเดียวกัน

ทอม ฟิตตอน ประธาน Judicial Watch กลุ่มกฎหมายอนุรักษนิยม ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กโพสต์ว่า "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ รูธ จะพูดพร่ำวาทกรรมรุนแรงสุดขั้วของ กมลา และ โจ ที่มีต่อ ทรัมป์ และ ณ เวลานี้ มันคือการยั่วยุที่ไม่อาจให้อภัยได้"

เบื้องต้น โฆษกของทั้งไบเดนและแฮร์ริส ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

อาลัย ‘ฉีเส้าเฉียน’ ดาราชื่อดังฮ่องกง ‘ฮุ้นปวยเอี้ยง’ แห่งกระบี่ไร้เทียมทาน

(16 ก.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘เพจเก้ากระบี่เดียวดาย’ ได้โพสต์อาลัยถึง ‘ฉีเส้าเฉียน’ ดาราดังของฮ่องกง ผู้รับบท ‘ฮุ้นปวยเอี้ยง’ แห่งกระบี่ไร้เทียมทาน โดยระบุว่า…

“ตามรายงานของสื่อฮ่องกง Hong Kong 01 และ East Net ในวันนี้ มีรายงานข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ ฉีเส้าเฉียน ดาราภาพยนตร์ละครโทรทัศน์กำลังภายในของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกงในช่วงทศวรรษ 70 ถึง 80 ด้วยวัย 73 ปี ว่ากันว่าเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งหลอดอาหารในกรุงปักกิ่งเมื่อต้นเดือนนี้ สื่อบางแห่งถาม เทียนฉีเหวิน ผู้สร้างภาพยนตร์อาวุโส และเขายืนยันข่าวการเสียชีวิตของ ฉีเส้าเฉียน…

“เอริก้า​ ฉี​ ลูกสาวของ ฉีเส้าเฉียนโพสต์เพลงของ จางเซียะโหย่ว ‘You Are the Only Legend in My Life’ บนโซเชียลมีเดีย “I Love You!” คุณพ่อ และกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ “ขอบคุณสำหรับความห่วงใย ฉันหวังว่าทุกคนจะให้ เรามีพื้นที่เพื่อให้ครอบครัวของเราจัดการกับเรื่องนี้” 

ฉีเว่ยตงลูกชายของเขาตอบกับสื่อว่า “ขอบคุณสำหรับความกังวล เรากำลังจัดการเรื่องนี้กับครอบครัว”

ฉีเส้าเฉียน เกิดที่กว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ในวันที่ 16 ตุลาคม 1950 ฉีเส้าเฉียนมีพี่สาวแท้ ๆ หนึ่งคน ส่วนพ่อของเขาเป็นนักธุรกิจ เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนหลิงตง เขาก็เริ่มทำงานเป็นพนักงานติดตามหนี้ของธนาคารต่างประเทศ แล้วจึงย้ายไปทำงานในตลาดหลักทรัพย์ในฐานะเสมียนบัญชีรับผิดชอบในการจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ในช่วงนั้นฉีเส้าเฉียนรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่ทำ และมีเพื่อนของเขาแนะนำให้ไปเรียนการแสดงของชอว์ บราเดอร์ ซึ่งฉีเส้าเฉียน จบการแสดงในปี 1972 

ฉีเส้าเฉียน ได้แสดงบทชาวบ้านในภาพยนตร์เรื่องแรก คือ ไอ้หนุ่ม 8 จอมเหี้ยม (The Savage Five/1974 ) ที่นำแสดงโดย ตี้หลุง เดวิด เจียง เฉินกวนไถ้ หลังจากนั้นเขาก็วนเวียนแสดงภาพยนตร์ของชอว์ บราเดอร์อีกหลายเรื่อง 

จนกระทั่งในปี 1977 ทางสถานีโทรทัศน์ลี่เตอ Rediffusion Television หรือ RTV (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น ATV เอเชียเทลิวิชัน ในวันที่ 24กันยายน 1982) ได้ขอยืมตัวฉีเส้าเฉียนไปแสดงละครโทรทัศน์เรื่อง Big Man (大丈夫/1977) ก่อนที่จะกลับไปแสดงภาพยนตร์ให้ชอว์ บราเดอร์ เรื่อง ศึกล้างเจ้ายุทธจักร (Death Duel/1977) ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของโกวเล้ง เรื่อง ซาเสียวเอี้ย นำแสดงโดย เอ๋อตงเซิน และ หวีอันอัน

ก่อนที่จะโด่งดังไปทั่วเอเชียกับ บทบาท ฮุ้นปวยเอี้ยง ใน ‘กระบี่ไร้เทียมทาน’ ปี​ 1979  ละครกำลังภายใน​ ในตำนานวงการโทรทัศน์​ฮ่องกงและไทย​ ขอไว้อาลัยแด่ท่าน ณ ที่นี้ขอรับ

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#4 สุดยอดปืนเล็กยาวตระกูล AK จาก Kalashnikov Group

ยังเป็นบ่ายวันแรก (12 สิงหาคม) หลังจากชมนานาสารพัดจรวดนำวิถีที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัท Tactical Missiles Corporation (KTRV) แล้วทีมงานของบริษัท ROSOBORONEXPORT ก็พาเดินไปยังอาคารของบริษัท Kalashnikov Group ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธปืนตระกูล AK ที่คนไทยรู้จักกันดี 

‘Mikhail Kalashnikov’ (1919 - 2013) ผู้ออกแบบและสร้างปืนเล็กยาวตระกูล AK

ก่อนปี 2013 บริษัทนี้รู้จักกันในชื่อของ 'Izhevsk Machine-Building Plant' และได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น 'Kalashnikov Concern' เพื่อเป็นเกียรติแก่ ‘Mikhail Kalashnikov’ ผู้ออกแบบและสร้างปืนเล็กยาวตระกูล AK บริษัท 'Kalashnikov' มีประวัติการก่อตั้งมายาวนาน 217 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมือง Izhevsk ในเขต Udmurtia และกรุงมอสโกเมืองหลวง เป็นบริษัทมหาชนจำกัดออกแบบและผลิต อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหพันธรัฐรัสเซีย อาทิ อาวุธปืนสำหรับพลเรือนและทหารหลากหลายประเภท เช่น อาวุธปืนเล็กยาวจู่โจม อาวุธปืนสำหรับพลแม่นปืน ปืนกลอัตโนมัติประจำหมู่ ปืนยาวล่าสัตว์ ปืนลูกซอง ปืนใหญ่กระสุนนำวิถี และอาวุธยุทโธปกรณ์ประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น สถานีอาวุธควบคุมระยะไกล ยานยนต์ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ทางการทหาร

ปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Kalashnikov (AK)

บริษัท Kalashnikov Concern ผลิตอาวุธปืนขนาดเล็กประมาณ 95% ของที่ผลิตทั้งหมดในสหพันธรัฐรัสเซีย และส่งออกไปยังกว่า 27 ประเทศทั่วโลก ทำให้เป็นผู้ผลิตอาวุธปืนรายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Kalashnikov (AK) ปืนกลเบา RPK ปืนไรซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Dragunov SVD ปืนเล็กสั้นกึ่งอัตโนมัติ SKS ปืนพก Makarov PM ปืนลูกซอง Saiga-12 และปืนกลมือ Vityaz-SN และ PP-19 Bizon อาวุธปืนเหล่านี้ ยกเว้น SVD, SKS และ PM ล้วนพัฒนาขึ้นจากอาวุธปืนตระกูล AK อันโด่งดัง ซึ่งตัวเลขโดยประมาณของปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูลนี้น่าจะมากกว่า 100ล้านกระบอก อันเนื่องมาจากความน่าเชื่อถือในเรื่องของความแข็งแรงและทนทานในทุกสภาวะ ต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถหาซื้อได้ในเกือบทุกภูมิภาค (เนื่องจากเป็นอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมที่มีการผลิตเลียนแบบมากที่สุด) และใช้งานง่าย 

อุปกรณ์ป้องกัน (หมวกกันกระสุนและเกราะกันกระสุน) เครื่องแบบและอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ทางการทหารผลิตโดย Kalashnikov

ปัจจุบันบริษัทผลิตอาวุธปืนอยู่ 3 ยี่ห้อ ได้แก่ 'Kalashnikov' (อาวุธปืนสำหรับการสงครามและพลเรือน) 'Baikal' (อาวุธปืนสำหรับพลเรือนและล่าสัตว์) และ 'Izhmash' (ปืนเล็กยาวสำหรับการกีฬา) บริษัทกำลังพัฒนาสายธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึง ยานติดอาวุธปืนไร้คนขับ ยานพาหนะทางอากาศและภาคพื้นดิน และเรืออเนกประสงค์เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ตลอดจนอุปกรณ์ป้องกัน (หมวกกันกระสุนและเกราะกันกระสุน) เครื่องแบบและอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ทางการทหาร เกราะปฏิกิริยาต้านแรง (Explosive Reactive Armor : ERA)

แผ่นเกราะชนิดต่าง ๆ และเกราะปฏิกิริยาต้านแรงระเบิด (Explosive Reactive Armor : ERA)

อาสาสมัครทหารพรานกับอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-104 ขนาด 7.62x39 ม.ม.

สำหรับประเทศไทย กองทัพบกก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของ Kalashnikov โดยมีการจัดซื้อจัดหาอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-104 ขนาด 7.62x39 ม.ม. สำหรับกองกำลังอาสาสมัครทหารพราน และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดซื้อจัดหาอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-102 ขนาด 5.56x45 ม.ม. สำหรับกองกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน

อาสาสมัครรักษาดินแดน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-102 ขนาด 5.56x45 ม.ม.

ปัจจุบัน กองทัพของสหพันธรัฐเซียใช้อาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-12 ขนาด 5.45x39 ม.ม. เป็นอาวุธปืนประจำกาย

‘ลาว’ เตือน!! น้ำท่วม หลัง ‘แม่น้ำโขง’ เพิ่มสูง พื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมขนย้ายของไปยังที่ปลอดภัย

(13 ก.ย. 67) สำนักข่าวซินหัว เปิดเผยว่า หน่วยงานสภาพอากาศของลาว ได้ประกาศเตือนน้ำท่วมเนื่องจากระดับน้ำของแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาสายหลักยังคงเพิ่มขึ้นตามฝนที่ตกหนักหลายวันทั่วลาว พร้อมเตือนสาธารณชนในพื้นที่ลุ่มต่ำเตรียมขนย้ายสิ่งของไปยังที่ปลอดภัย

สำนักอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของลาว ระบุว่าระดับน้ำของแม่น้ำโขงที่แขวงหลวงพระบางในวันพฤหัสบดี (12 ก.ย.67) อยู่ที่ 19.02 เมตร ซึ่งสูงเกินระดับอันตรายที่กำหนดไว้ 18 เมตร

ขณะระดับน้ำของแม่น้ำโขงในแขวงอุดมไซอยู่ที่ 29.90 เมตร ซึ่งสูงเกินเกณฑ์เตือนภัยที่กำหนดไว้ 29 เมตร และเกือบแตะระดับอันตรายที่กำหนดไว้ 30 เมตร ส่วนระดับน้ำของแม่น้ำโขงในแขวงไชยบุรีอยู่ที่ 13.95 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เตือนภัย (15 เมตร) และระดับอันตราย (16 เมตร)

ด้านระดับน้ำของแม่น้ำโขงในเมืองปากซันของแขวงบอลิคำไซอยู่ที่ 11.15 เมตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์เตือนภัย (13.50 เมตร) และระดับอันตราย (14.50 เมตร) ส่วนระดับน้ำของแม่น้ำโขงในนครหลวงเวียงจันทน์อยู่ที่ 11.45 เมตร ซึ่งเกือบแตะเกณฑ์เตือนภัย (11.50 เมตร) และระดับอันตราย (12.50 เมตร)

ทั้งนี้ ภาคเหนือของลาวกำลังเผชิญน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังจากพายุโซนร้อนยางิทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องจนแม่น้ำหลายสายมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นและเอ่อล้นตลิ่ง โดยบรรดาหน่วยงานรัฐบาลลาวเร่งจัดสรรยานพาหนะและความช่วยเหลืออื่นๆ เข้าช่วยเหลือประชาชนขนย้ายสิ่งของและปศุสัตว์

‘ทรัมป์’ ยัน!! ไม่ดีเบต 'กมลา' อีกรอบ ลั่น!! มีแต่ผู้แพ้เท่านั้นที่ขอโอกาสล้างตา

(13 ก.ย. 67) อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความลงบน ทรูธ โซเชียล ระบุว่า การประชันวิสัยทัศน์หรือดีเบตครั้งที่ 3 กับตัวแทนพรรคเดโมแครตจะไม่เกิดขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้ขึ้นเวทีมาแล้ว 2 ครั้ง ในเดือน มิ.ย.67 กับประธานาธิบดี โจ ไบเดน และครั้งล่าสุดกับรองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส เมื่อวันที่ 10 ก.ย.67 ที่ผ่านมา

ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ยืนยันว่าตนเองเป็นฝ่ายเอาชนะแฮร์ริส และมีเพียงผู้แพ้เท่านั้นที่เรียกร้องขอโอกาสแก้มือหรือล้างตากันอีกรอบ โดยทรัมป์แนะนำว่าแฮร์ริสควรมีสมาธิกับการทำหน้าที่รองประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม ยังมีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะเปลี่ยนใจ เพราะก่อนการดีเบตกับแฮร์ริส ทรัมป์แทบไม่เคยให้ความชัดเจนเลยว่าจะขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์หรือไม่ ขณะที่แกนนำพรรครีพับลิกันหลายคนต้องการให้ทรัมป์ขึ้นดีเบตกับแฮร์ริสอีกครั้ง โดยมีรายงานว่า สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ได้เชิญทรัมป์และแฮร์ริสขึ้นเวทีดีเบตกันในเดือน ต.ค. 67 นี้

ส่วนความเคลื่อนไหวการหาเสียงเลือกตั้งภายหลังการดีเบต  เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 67 ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เลือกลงพื้นที่เมือง ‘ทูซอน’ รัฐ ‘แอริโซนา’ 1 ใน 6 รัฐสำคัญที่คะแนนเสียงสูสีและจะเป็นปัจจัยชี้ขาดผลแพ้ชนะ โดยทรัมป์ได้ย้ำถึงปัญหาการควบคุมพรมแดนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันปล่อยให้ผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น

ด้านแฮร์ริสเดินทางไปยังเมือง ‘ชาร์ลอต’ รัฐ ‘นอร์ทแคโรไลนา’ โดยระหว่างการปราศรัย แฮร์ริสระบุว่า เธอและทรัมป์ยังต้องทำหน้าที่รับใช้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยการขึ้นเวทีดีเบตกันอีกครั้ง เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 5 พ.ย. 67 นี้ คือเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ 

ขณะที่ทีมหาเสียงของแฮร์ริสเปิดเผยว่า ยอดเงินบริจาคในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังจากการดีเบต มีตัวเลขอยู่ 47 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,500  ล้านบาท จากจำนวนผู้บริจาคเกือบ 600,000 คน ทำให้ขณะนี้ แฮร์ริสมียอดเงินบริจาคสะสมสำหรับการหาเสียงเพิ่มเป็น 360 ล้านดอลลาร์ หรือ 12,000 ล้านบาท ส่วนทรัมป์มียอดบริจาคสะสมอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท

'สื่อญี่ปุ่น' ยก!! 'ปู่วัยเก๋า' ใฝ่เรียนรู้ สร้างเงินระดับร้อยล้านจากการลงทุน สะท้อนภาพพฤติกรรมคนญี่ปุ่นที่ไม่หยุดนิ่ง พัฒนาตนเองอยู่เสมอ

(13 ก.ย. 67) สำนักข่าวอาซาฮี รายงานเรื่องราวของยอดคุณปู่นักลงทุน ‘ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ’ อายุ 88 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหลวงของจังหวัดเฮียวโงะ โดยคุณปู่ชิเงรุ ยึดถืออาชีพพ่อค้า และไม่เคยหยุดพักในการทำงาน แม้ชีวิตหลังเกษียณ ก็ยังเป็น ‘วันทำงาน’ ของปู่ จะเริ่มต้นในเวลา 02.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับอยู่

คุณปู่จะเริ่มต้นการลงทุนในแต่ละวัน ด้วยการออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายร่างกาย ก่อนที่จะชงกาแฟและเปิดจอคอมพิวเตอร์ 3 จอ เพื่อดูข้อมูลการซื้อขายในตลาด ทั้งตลาดหุ้นยุโรป อเมริกา 

นอกจากนี้ คุณปู่ ชิเงรุ ยังได้อ่านหนังสือพิมพ์และเอกสารเกี่ยวกับผลประกอบการ หรืองบการเงิน ของบริษัทที่ตนเองสนใจการลงทุนอีกด้วย โดยคุณปู่ชิเงรุ ใช้ข้อมูลนี้เพื่อคาดการณ์ทิศทางโดยรวมของตลาดญี่ปุ่นและจำกัดขอบเขตว่าเขาจะซื้อขายหุ้นที่คาดว่าจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุน

“วันนี้ตลาดจะเป็นตลาดหมี” คุณปู่ชิเงรุกล่าวหลังจากที่ดูข้อมูลภาพรวมตลาดทั้งหมด

เมื่อตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเปิดทำการในเวลา 9.00 น. ได้มีเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นติดต่อกัน เพื่อแจ้งว่าได้ปิดการซื้อขายหุ้นที่บริษัท Fujimoto ได้ส่งคำสั่งขายไว้เพื่อคาดการณ์ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น

จอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่า แต่ละข้อตกลงมีกำไรเป็นตัวเลขหกหลักเป็นเงินเยน (สี่หลักเป็นเงินดอลลาร์)

“ฉันยุ่งที่สุดระหว่าง 9.00 ถึง 10.00 น.” คุณปู่ฟูจิโมโตะบ่นขณะที่เขาใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวพิมพ์แป้นพิมพ์เพื่อสั่งงาน ซึ่งมีหลายครั้งที่คุณปู่ชิเงรุพิมพ์ผิด และบนหน้าจอปรากฏตัวอักษรคำว่า ‘Error’

“คงจะแย่มากหากผมสับสนระหว่างคำสั่งซื้อกับการขาย” เขากล่าวขณะเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์และแป้นพิมพ์ “อันที่จริง ผมทำอย่างนั้นบ้างเป็นครั้งคราว”

>> ‘วอเรน บัฟเฟตต์’ ไอดอลการลงทุนของปู่ชิเงรุ

แม้ว่าในแต่ละวัน คุณปู่ฟูจิโมโตะจะมีการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นมากมาย แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะจดบันทึกรายการธุรกรรมของเขาไว้ในสมุดบันทึกที่ถืออยู่

“เห็นไหมว่าหลายอย่างน้อยก็ทำให้มีปริมาณมากได้” เขากล่าว

จำนวนทรัพย์สินที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนของคุณปู่ ซึ่งได้สะสมไว้สูงถึง 2 พันล้านเยน (12.6 ล้านดอลลาร์) หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 425,124,000 บาท ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่แตะ 2 พันล้านเยน และยังคงสร้างสถิติใหม่เพิ่มขึ้นต่อไป

ฟูจิโมโตะกล่าวว่า “ผมหวังว่าจะเพิ่มตัวเลขอีกหลักหนึ่งเข้าไปได้ เป้าหมายของผมคือ (นักลงทุนชื่อดังของสหรัฐฯ) วอร์เรน บัฟเฟตต์” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวถึงไอดอลในดวงใจของการลงทุน

นอกจากนี้คุณปู่ยังกล่าวอีกว่า แม้ว่าเขาจะมีเป้าหมายเป็นตัวเลข แต่เขาไม่มีความปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอย่างหรูหราด้วยรายได้ที่เขาได้รับ

เมื่อฟังดูแล้วสินทรัพย์ที่มีตรงกันข้ามกับการใช้ชีวิตของคุณปู่ฟูจิโมโตะอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากคุณปู่ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรือกระทั่งรถยนต์ โดยเสื้อผ้าที่ใส่ยังคงเป็นเสื้อผ้าเดิม ๆ เก่าสีซีดตามสภาพ มีรอยยับบนเสื้อบ้างเล็กน้อย ไม่ได้เป็นเสื้อผ้ายี่ห้อหรูหราราคาแพง หรือเป็นสินค้าแบรนด์เนมแต่อย่างใด

ล่าสุดที่คุณปู่ใช้เงินคือการซื้อหมวกใบโปรดซึ่งมีมูลค่าหลายพันเยนเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว และคุณปู่ก็ยังคงสวมหมวกใบนั้นต่อไป โดยภรรยาของเขาเป็นคนซ่อมมันตรงส่วนที่ชำรุด 

>>ความชรา และ สุขภาพที่เสื่อมโทรมลง

คุณปู่ ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ มักจะออกกำลังกายเบา ๆ ด้วยการเดินเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายแข็งแรง แต่ก็ยังมีสิ่งที่บั่นทอนสุขภาพ คือความชรา โดยคุณปู่มักมีอาการปวดหลังส่วนก้นกบ ซึ่งกำเริบขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้คุณปู่ต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน แม้เพียงระยะทางสั้น เพื่อไปห้องน้ำ

แต่ความเสื่อมของสังขารที่เกิดขึ้นกับคุณปู่ยังไม่จบลงที่เพียงแค่อาการปวดหลัง เพราะมีภาวะสมองขาดเลือดเป็นครั้งที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบการใช้ชีวิตของคุณปู่มากกว่า ทำให้ไม่สามารถจดบันทึกรายการธุรกรรมในสมุดบันทึกได้รวดเร็วเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

และยิ่งแย่กว่านั้น คือปัญหาการมองเห็นเมื่อประสาทตาเสื่อม ทำให้คุณปู่ต้องใช้แว่นขยายในการดูจอคอมพิวเตอร์ เมื่อตาของคุณปู่เมื่อยล้าเกินกว่าจะมองเห็นตัวอักษรบนจอคอมพิวเตอร์ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามคุณปู่ ฟูจิโมโตะ ยอมรับว่าการเสื่อมถอยทางร่างกายของเขาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเป็นไปตามวัย แต่ถึงกระนั้น คุณปู่ก็ยังคงมองโลกในแง่บวก

“ผมคงทำธุรกรรมได้มากขึ้น หากเรียนรู้วิธีเขียนชวเลขเพื่อจะได้จดบันทึกได้เร็วขึ้น และสไตล์การซื้อขายของผมยังคงพัฒนาต่อไป แม้ว่าผมจะอ่อนแอลงก็ตาม ผมให้คะแนนตัวเองเพียง 75 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) ” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวอย่างอารมณ์ดี

>>การลงทุน เส้นบาง ๆ คั่นกลาง ระหว่างการเสี่ยงโชค กับ แรงบันดาลใจ

คุณปู่ฟูจิโมโตะใช้ชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาว่า “คุณควรเสี่ยง แม้จะเสี่ยงต่อความล้มเหลวก็ตาม เมื่อบางสิ่งบางอย่างทำให้คุณคิดว่า ‘นี่แหละใช่แล้ว’ ไม่ว่าคุณจะมีอายุเท่าไหร่ก็ตาม”

คุณปู่ฟูจิโมโตะ เล่าให้ฟังว่าเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปีหลังจากเรียนจบมัธยมปลาย โดยคุณปู่เรียนรู้การลงทุนจากลูกค้าของร้านขายสัตว์เลี้ยง ที่เขาเริ่มทำงาน โดยแนะนำและให้คำปรึกษาในการเริ่มลงทุน

ต่อมาเมื่อมีเงินเพิ่มมากขึ้น คุณปู่ได้ลงทุนเปิดกิจการร้านเล่นไพ่นกกระจอก หลังจากที่เกิดแรงบันดาลใจขึ้นว่า “นี่แหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ” และต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบริการและความบันเทิง โดยได้ลงทุนเปิดร้านเหล้า เมื่อร้านเหล้าเจริญรุ่งเรือง โดยขยายสาขาร้านเหล้าได้ถึงสามแห่ง และสามารถทำกำไรได้ดี คุณปู่จึงขายธุรกิจให้ผู้รับช่วงต่อในราคา 65 ล้านเยน

คุณปู่ชิเงรุ ใช้เงินเก็บที่มีอยู่ทั้งหมด หลังจากขายกิจการออกไป โดยมาเป็นนักลงทุนเต็มตัวในปี 2529 โดยสร้างผลตอบแทนการลงทุนอย่างมากในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ทำให้สินทรัพย์ของคุณปู่ชิเงรุเพิ่มมากขึ้นถึง 1 พันล้านเยน

แม้ว่าต่อมา จะเกิดวิกฤติ ‘ฟองสบู่’ ทางเศรษฐกิจแตก ทำให้ทรัพย์สินของคุณปู่ชิเงรุ ลดลงเหลือ 200 ล้านเยน แต่การจำกัดความเสี่ยงของความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ทำให้ไม่ล้มละลายจากการลงทุน

ชีวิตของคุณปู่ชิเงรุ ยังคงเจอวิบากกรรมอื่น ๆ เข้ามาซ้ำเติมอีก โดยได้รับผลกระทบเพิ่มเติม จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ฮันชินเมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่งทำให้ทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของคุณปู่พังเสียหาย โดยคุณปู่หนีจากแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงเสื้อผ้าที่พาดอยู่บนไหล่ และเดินเท้าเปล่าบนถนนที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว ซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้คุณปู่เกิดความรู้สึกสิ้นหวัง และห่างเหินจากการลงทุนเพราะการใช้ชีวิตในตอนนั้น เหมือนผู้อพยพไร้ที่พึ่งที่ต้องซุกตัวอยู่ในอาคารเรียนประถมศึกษา

>>เรียนรู้การลงทุนแบบออนไลน์ในวัยเกษียณ

จุดเปลี่ยนมาถึงเมื่อคุณปู่ฟูจิโมโตะ ได้รู้จักกับโลกของการซื้อขายหุ้นออนไลน์ในปี 2002

ก่อนหน้านี้ คุณปู่ใช้วิธีส่งคำสั่งซื้อและขายได้เฉพาะทางโทรศัพท์บ้านหรือการซื้อขายผ่านเคาน์เตอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา บริษัทได้แจ้งกับคุณปู่ว่า บริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้นแห่งหนึ่งซึ่งคุณปู่ชิเงรุคุ้นเคยมานาน กำลังเริ่มให้บริการซื้อขายออนไลน์

ซึ่งคุณปู่ฟูจิโมโตะ ในขณะนั้นอายุ 66 ปี และไม่เคยจับคอมพิวเตอร์ส่วนตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ และไม่หวั่นไหวกับรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไป

“วิธีนี้จะสะดวกมาก และค่าคอมมิชชันก็ต่ำมาก ซึ่งผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลองวิธีนี้ดู” คุณปู่กล่าว

หลังจากที่รูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไป คุณปู่ฟูจิโมโตะ ไม่รีรอที่จะไปร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และค่อย ๆ เรียนรู้การใช้งานคอมพิวเตอร์ตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งนำเขาไปสู่การลงทุนในยุคปัจจุบันนี้

“การระมัดระวังและคิดกับตัวเองว่า ‘โอ้ ดูดีจังเลย’ เป็นเรื่องไร้ประโยชน์ เพราะอะไรน่ะเหรอ ศูนย์คูณศูนย์ก็เท่ากับศูนย์ โลกของคุณช่างเล็กเหลือเกิน มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่คุณไม่รู้ อายุไม่สำคัญเมื่อคุณเริ่มลงมือทำสิ่งใหม่ ๆ” คุณปู่ชิเงรุ กล่าวอย่างกระตือรือร้น

แน่นอนว่าวิธีการของคุณปู่ในตอนนั้น ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและล้มเหลวในที่สุดหลังสูญเสียเงินลงทุนครั้งใหญ่ในการซื้อขายหุ้น

คุณปู่ฟูจิโมโตะเล่าว่า โดยยกสำนวนภาษาญี่ปุ่นที่ว่า “ผมสะดุดไม่ใช่แค่เจ็ดครั้ง แต่ประมาณ 50 ครั้ง” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “สะดุดเจ็ดครั้ง แต่สามารถฟื้นตัวได้แปดครั้ง.....แต่ผมมักจะสาปแช่งตัวเองอยู่เสมอ โดยเชื่อว่าผมไม่ควรตำหนิผู้อื่น การครุ่นคิดมากเกินไปนั้นไม่ดี เพราะการทำเช่นนี้จะทำเหมือนการตอกย้ำความผิดพลาด และทำให้เสียโอกาสที่จะลงทุนครั้งต่อไป”

มาถึงจุดนี้ คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยืนยันว่า "การซื้อขายหุ้นไม่เหมาะสำหรับผู้ที่หวังจะหาเงินง่าย ๆ"

“เมื่อคุณซื้อหุ้นแล้ว หุ้นเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพื่อนของคุณ ดังนั้นคุณต้องคอยดูแลหุ้นเหล่านั้นเหมือนดูแลเพื่อนคุณตลอดเวลา คุณต้องค้นหาหุ้นเหล่านั้นทุกวัน ศึกษาหุ้นเหล่านั้น และเป็นพี่น้องกับหุ้นเหล่านั้น” คุณปู่กล่าว

แต่ก็ใช่ว่าความจริงจะสามารถทำได้ เพราะคำพูดมันง่าย แต่ทำจริงมันยาก

ความมุ่งมั่นของคุณปู่ มีมากกว่าอาการเจ็บป่วยและความชราจะเข้ามาบั่นทอนได้ แม้ว่าต้องทนเจ็บปวดจากกระดูกสันหลังส่วนล่าง แต่คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน เพื่ออ่านและศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เมื่อใดก็ตามที่มีข่าวสำคัญ เขาจะคาดการณ์ปฏิกิริยาของนักลงทุนรายอื่นต่อปัจจัยดังกล่าว และพยายามคาดเดาปฏิกิริยาเหล่านั้น

จากประสบการณ์และความคิดของเขาถูกสะสมขึ้นทุกวัน แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่คุณปู่ชิเงรุคาดการณ์จะถูกต้องเสมอไป ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่คุณปู่ฟูจิโมโตะยังคงยิ้มรับสิ่งที่เกิดขึ้น และกล่าวว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากและเสน่ห์ของการซื้อขายรายวัน"

นักข่าวของ อาซาฮี ชิมบุน ที่ยังคงรู้สึกประทับใจกับความกระตือรือร้นของคุณปู่ ฟูจิโมโตะ ตลอดการให้สัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่บทความนี้ ซึ่งนักข่าวได้ถามคำถาม 2-3 คำถามในตอนท้ายของการสัมภาษณ์

ข้อความบางส่วนจากการแลกเปลี่ยนได้แก่

นักข่าว : เงินหมายถึงอะไรสำหรับคุณ?

ฟูจิโมโตะ : เงินไม่ใช่สิ่งน่ารำคาญ แต่ผมไม่ได้ต้องการมันมากนัก อย่างไรก็ตาม เงินทำให้คุณต้องใส่ใจกับมันอย่างจริงจัง กว่าจะเลือกลงทุนได้ ผมไม่เชื่อคำพูดของนักวิเคราะห์ที่บอกว่า ‘หุ้นของรุ่นนี้จะขึ้น’ ทางทีวีและในหนังสือพิมพ์ เพราะพวกเขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือนที่พูดแบบนั้น โดยไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง ผมต้องรวบรวมความกล้า แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อผมควักเงินของตัวเองออกมาใช้ เมื่อผมแพ้เกม ผมจะพูดกับตัวเองว่า “ช่างหัวมันเถอะ” และตั้งใจเรียนอย่างหนักด้วยความสำนึกผิด มันสนุกมากเมื่อเศรษฐกิจและราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปตามที่คาดไว้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงหยุดทำแบบนี้ไม่ได้

นักข่าว:คุณกำลังคิดเรื่องการเกษียณหรือไม่?

ฟูจิโมโตะ : ผมจะเกษียณจากการลงทุนก็ต่อเมื่อผมตาย ตอนนี้ผมให้คะแนนชีวิตตัวเองอยู่ที่ 75 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) ผมพยายามสงบสติอารมณ์และฝึกฝนทักษะการซื้อขายทุกวัน ผมจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาจิตวิญญาณ เทคนิค และสมรรถภาพทางกายให้สมบูรณ์แบบต่อไป และชีวิตของผมอาจดีขึ้นถึง 90 หรือ 100 คะแนน ซึ่งนั่นคงเป็นเวลาที่ผมกำลังจะจากโลกนี้ไป (หัวเราะ)

"โอ้ ดวงวิญญาณที่ทุกข์ระทม จงมองดูฉัน ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มต้นสิ่งใดๆ การเดินทางไกลนับพันไมล์เริ่มต้นด้วยไมล์เดียว คุณควรใช้ชีวิตโดยไม่ต้องครุ่นคิด!"

ทั้งนี้ คุณปู่ชิเงรุ ฟูจิโมโตะ เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1936 เป็นน้องคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสี่คนของครอบครัวเกษตรกรในจังหวัดเฮียวโงะ โดยเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 19 ปี โดยเน้นการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาแนวโน้มราคาหุ้นในอดีตเพื่อคาดการณ์ความเคลื่อนไหวในอนาคต จนมีความเชี่ยวชาญในการอ่านภาพบริษัทและทิศทางการลงทุน ขณะที่งานอดิเรกของคุณปู่คือการปีนเขา และมีงานอดิเรกคือการได้พูดคุย และเล่นกับนกแก้วตัวโปรดที่คุณปู่เลี้ยงไว้

นอกจากนี้ คุณปู่ฟูจิโมโตะ ยังได้ตีพิมพ์หนังสือภาษาญี่ปุ่นเรื่อง ‘คำสอนของชิเงรุซัง เทรดเดอร์วัย 87 ปี’ จากบริษัท Diamond Inc. ซึ่งออกวางจำหน่ายในปี 2566


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top