Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

ทัพเรือภาคที่ 1 ส่งเสริมสนับสนุน การเรียน การสอนและการกีฬา ให้กับเยาวชนในพื้นที่รับผิดชอบ อย่างต่อเนื่อง

สำหรับในครั้งนี้ จัดกิจกรรมที่ โรงเรียนวัดสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ทำกิจกรรม มอบอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ยาและเวชภัณฑ์ กิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริม สนับสนุน การเรียน การสอน และการกีฬา ให้กับเยาวชนในพื้นที่รับผิดชอบ อีกทั้งยังเป็นการ ปฏิบัติการจิตวิทยา  และประชาสัมพันธ์หน่วย สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อให้เยาวชน รวมถึง ประชาชน ในพื้นที่รับผิดชอบ มีทัศนคติที่ดี ต่อกองทัพเรือในภาพรวม

โดยมี นาวาเอก อโศก ศรีสวัสดิ์ รองเสนาธิการ ทัพเรือภาคที่ 1 เป็น ประธานในพิธี และ ผอ.นันทิยา บัวตรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสลักเพชร อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด และ คณะครู ได้นำนักเรียน ในการต้อนรับ เข้าร่วมกิจกรรม และรับมอบ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ยาและเวชภัณฑ์ ดังกล่าว

พม. จัดงานบุญ พิธีกราบลาอุปสมบทและปลงผมนาคราษฎรบนพื้นที่สูง 2566 เฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 66 เวลา 17.00 น. "พระธรรมวชิราธิบดี" เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม  เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ "นายอนุกูล ปีดแก้ว" ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานฆราวาสในพิธีกราบลาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง และพิธีปลงผมนาคราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2566 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พร้อมให้โอวาทแก่นาคที่เข้าพิธี โดยมี "นางจตุพร โรจนพานิช" อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารหัวหน้าหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. และผู้ปกครอง ร่วมปลงผมนาคฯ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร

นายอนุกูล กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ร่วมกับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2566 เป็นปีที่ 58 เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ราษฎรบนพื้นที่สูงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนววิถีพุทธ ปัจจุบันมีผู้เข้ารับการบรรพชาอุปสมบทแล้วจำนวนทั้งสิ้น 12,504 รูป สำหรับปี 2566 มีผู้ขอบรรพชาอุปสมบทจำนวนทั้งสิ้น 205 รูป แบ่งเป็น บรรพชา (สามเณร) 75 รูป และ อุปสมบท (พระนวกะ) 130 รูป ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมาย 10 ชาติพันธุ์ ของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 10 จังหวัด 

นายอนุกูล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ มีการจัดพิธีสำคัญตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แก่ วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป มีพิธีมอบผ้าไตรและพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ณ วิหารคดและพระอุโบสถ และวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป มีพิธีกล่าวถวายพระพรต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นประธานในพิธี หลังจากนั้น วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม 2566 พระนวกะและสามเณร จะเดินทางไปประกอบพิธีอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูงต่อ ณ วัดศรีโสดา พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่

นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาและศาสนิกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีมอบผ้าไตรและเครื่องอัฐบริขาร ระหว่างวันที่ 22 - 23 กรกฎาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป และขอเชิญชวนร่วมพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2566 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร หรือร่วมทำกุศลบุญได้ที่บัญชีธนาคาร “มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร” ดังนี้ ธนาคารกรุงไทย บัญชีเลขที่ 021-1-22540-1 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีเลขที่ 201-0-59714-0 ธนาคารทหารไทยธนชาต บัญชีเลขที่ 810-2-01347-4 ร้านสะดวกซื้อที่ให้บริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาณัติสั่งจ่ายในนาม “มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดารฯ” (ที่ทำการไปรษณีย์ พลับพลาไชย) ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดและแจ้งหลักฐานการโอนเงินบริจาคได้ที่ Line : @thammahighland หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-659-6242

ชื่นชมครอบครัว นร.ชาย ม.5 ถูกคู่อริยิงเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ-ไต-กระจกตา ช่วยคนหลายชีวิต

โลกโซเชียลแห่แสดงความเสียใจ พร้อมชื่นชมอนุโมทนาบุญกับครอบครัวนักเรียนชาย ม.5 ที่บริจาคอวัยวะหนึ่งชีวิตต่อลมหายใจอีกหลายชีวิต หลังถูกกลุ่มวัยรุ่นคู่อริดักซุ่มยิง ขณะที่ตำรวจ สภ.กุฉินารายณ์ร่วมทีมสหวิชาชีพสอบปาก 4 โจ๋ร่วมกันก่อเหตุ พร้อมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก

จากกรณีนักเรียนชายชั้นม.5 วัย 16 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ถูกกลุ่มวัยรุ่นต่างหมู่บ้านดักซุ่มยิงจนเสียชีวิต ที่บริเวณหน้าโรงเรียนบ้านคุย ต.สามขา อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ เหตุเกิดเมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกล้องวงจรปิดจับภาพขณะถูกยิงตกจากรถจักรยานยนต์ กระทั่งตำรวจสภ.กุฉินารายณ์ตามจับตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุได้รวม 4 คน อายุ 16-18 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืน 4 กระบอก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ก.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกโซเชียล โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กข่าวประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ มีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายคน รวมทั้งประชาชนชาวกาฬสินธุ์ ต่างพากันแสดงความเสียใจ และแสดงความชื่นชมอนุโมทนาบุญกับครอบครัวนายปาริวรรธน์ พลเยี่ยม นักเรียนชั้น ม.5 อายุ 16 ปี ชาว ต.สามขา อ. กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นคู่อริยิงเสียชีวิต ซึ่งจากข้อมูลของโรงพยาบาลระบุว่า นายปาริวรรธน์ ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ ด้วยสาเหตุมีภาวะเลือดออกในสมอง โดยแพทย์รักษาอาการเบื้องต้น และส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ทีมแพทย์ได้ทำการรักษาอย่างสุดความสามารถ ก่อนอาการผู้ป่วยทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยมีภาวะสมองตาย ซึ่งครอบครัวจึงได้แจ้งเจตนารมณ์สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้ผู้เสียชีวิต

โดยการบริจาคอวัยวะทุกส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้ คือ ลิ้นหัวใจ ไต 2 ข้าง ตับ และกระจกตา 2 ข้าง ให้กับสภากาชาดไทย ผ่านศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งถือเป็นผู้บริจาคอวัยวะรายที่ 7 และบริจาคดวงตา รายที่ 8 ประจำปีของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์

ทั้งนี้นายแพทย์ สุรสิทธิ์ จิตรพิทักษ์เลิศ ผู้อำนวยโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายแพทย์ถนอมศิลป์ ก้านมะลิ รองผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน นายแพทย์ศุภชัย ศรีจันทะ ประธาน Service Plan สาขารับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ คุณจิรารัตน์ ทรัพย์เกิด ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านลูกค้าสัมพันธ์ นางเฉลิมขวัญ หล่อตระกูล นายกอบจ.กาฬสินธุ์ คณะเหล่ากาชาด จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ร่วมมอบพวงหรีด และใบประกาศเกียรติคุณ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เพื่อแสดงความขอบคุณครอบครัวนายปาริวรรธน์ ที่มีเมตตาและเสียสละบริจาคอวัยวะ เพื่อต่อลมหายใจให้อีกหลายชีวิต พร้อมขออนุโมทนาในกุศลที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลยังประชาสัมพันธ์สำหรับท่านที่สนใจบริจาคอวัยวะ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะสภากาชาดไทย โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ 043-812714

ผบ.ตร.มอบรางวัล “ทำดี มีรางวัล” ตำรวจเจรจาหญิงเตรียมกระโดดสะพานและนักเรียนพลเมืองดีช่วย CPR ผู้ป่วยหมดสติ

วันนี้ (21 ก.ค.66) เวลา 11.00 น. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้มอบเกียรติบัตรโครงการ “ทำดี มีรางวัล” ให้แก่ข้าราชการตำรวจ 1 นาย และนักเรียนพลเมืองดี 1 คน จาก 2 เหตุการณ์ ดังนี้ 

เหตุการณ์แรก กรณี “ช่วยเหลือหญิงพยายามกระโดดสะพาน” ผู้ที่ทำความดี คือ ร.ต.ท.ธีรธัช บัวเผื่อน รองสารวัตรฝ่ายอำนวยการ 3 กองบังคับการอํานวยการ ตํารวจภูธรภาค 1 โดยเหตุการณ์เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เวลาประมาณ 22.00 น. ขณะ ร.ต.ท.ธีรธัชฯ ขับรถยนต์ส่วนตัวกลับที่พัก ได้พบหญิงวัยกลางคนเดินอยู่ตามลำพัง มีลักษณะคล้ายจะกระโดดสะพานภูมิพล 1 จึงรีบลงจากรถเพื่อเข้าเจรจาให้ความช่วยเหลือ จนสามารถช่วยเหลือหญิงสาวดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ช่วงกลางปี 2555 ร.ต.ท.ธีรธัชฯ ได้เคยให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน จนประชาชนผู้พบเหตุได้บันทึกรูปภาพและเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ ได้รับความชื่นชมจากประชาชนเป็นอย่างมาก

และเหตุการณ์ที่ 2 กรณี “นักเรียนพลเมืองดี ช่วย CPR ผู้ป่วยหมดสติ” ผู้ที่ทำความดี คือ น.ส.ประติภา ดีหามแห หรือ “น้องนุ่น” นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ (รัชดา) โดยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2566 เวลาประมาณ 18.30 น. ขณะที่ น.ส.ประติภาฯ เดินทางกลับบ้าน บริเวณ ซอย เจริญกรุง 24 แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กทม. ได้พบชายกำลังช่วยเหลือผู้ป่วยนอนหมดสติอยู่เพียงลำพัง จึงได้รุดเข้าช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ด้วยการ CPR เพื่อฟื้นคืนชีพให้ผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นกลับมามีชีพจรดั้งเดิม จนทีมแพทย์และทีมกู้ชีพเดินทางมาถึง และนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไป 

ผบ.ตร.กล่าวว่า “ตนขอชื่นชมในความกล้าหาญ ที่ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว และทันท่วงทีตนจึงได้มอบใบประกาศเกียรติคุณและรางวัลตามโครงการ “ทำดี มีรางวัล” และเงินรางวัลคนละ 5,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่จะมอบรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจหรือประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น ทำงานเชิงรุก เพื่อความสงบสุขของประชาชน ประกอบคุณงามความดี ช่วยเหลือประชาชน หรือทางราชการ ประพฤติตนดี คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและช่วยเหลือประชาชนจนเป็นที่ยอมรับต่อสังคม”

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาบรรจุทายาททดแทนให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและสูญหายจากการปฏิบัติหน้าที่

วันที่ 21 ก.ค.66 พล.ร.อ.สุวิน  แจ้งยอดสุข ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือและประธานคณะกรรมการพิจารณาได้รับสิทธิ์ในการบรรจุหรือแต่งตั้งทายาทของข้าราชการและทหารกองประจำการที่เสียชีวิต เนื่องจากการรบหรือการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นประธานการประชุมในการพิจารณาบรรจุทายาทฯ ครั้งที่ 3/2566 ณ ห้องประชุม ชั้น 5 กองบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

ในการนี้ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือขอให้คณะกรรมการฯ ติดตามความก้าวหน้า รวมทั้งให้หน่วยต้นสังกัดในฐานะตัวแทนกองทัพเรือติดต่อสอบถามครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและสูญหายอย่างใกล้ชิด ให้สมกับที่กำลังพลเหล่านั้นได้เสียสละปฏิบัติหน้าที่เพื่อกองทัพเรือ ซึ่งการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาบรรจุทายาททดแทน

กรณี ร.อ.สุราษฎร์  แสงไชศรี สังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ เสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติราชการในเวลาปกติ ได้พิจารณาเสนอบรรจุทายาทเข้ารับราชการอัตราสัญญาบัตร (เพิ่งจบการศึกษา)

ในส่วนของการติดตามการดำเนินการในส่วนที่ได้พิจารณาเห็นชอบบรรจุทายาททดแทนไปแล้ว ประกอบด้วย

1 กรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปาง
ทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต จำนวน 24 ราย
- บรรจุแล้ว 10 ราย (สัญญาบัตร 5 ราย , ประทวน 5 ราย)
- อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานขออนุมัติบรรจุ 2 ราย
- ได้รับสิทธิ์บรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา 9 ราย
- สละสิทธิ์ 3 ราย

ทายาทกำลังพลที่สูญหาย จำนวน 5 ราย
- บรรจุแล้ว 2 ราย (สัญญาบัตร 1 ราย , ประทวน 1 ราย)
- ได้รับสิทธิ์บรรจุเมื่อสำเร็จการศึกษา 2 ราย
- สละสิทธิ์ 1 ราย

2 กรณี น.อ.สุทธิศักดิ์  ช่วยเมืองปักษ์ ช่วยปฏิบัติราชการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เสียชีวิตเนื่องจากปฏิบัติราชการชายแดน อยู่ในระหว่างการรวบรวมหลักฐานอนุมัติบรรจุทายาทเข้ารับราชการอัตราสัญญาบัตรเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือที่ต้องการดูแลกำลังพลของกองทัพเรือ และครอบครัว ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อกองทัพเรืออย่างดีที่สุด

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ เปิดปฏิบัติการสั่งรวบหัวหน้าแกงค์ Outlaws พัทยา และ ดำเนินการทางกฏหมายกับสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องรายอื่นๆ

​จากกรณีเมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 ที่ผ่านมา นายฮานส์ ปีเตอร์ มัค อายุ 62 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชาวเยอรมันได้หายตัวไป ก่อนจะพบถูกฆ่าหั่นศพ ในพื้นที่ สภ.หนองปรือ ภ.จว.ชลบุรี ซึ่งเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญซึ่งประชาชนและสื่อมวลชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในคดีดังกล่าวได้จำนวน 4 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายโอลาฟ ชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม OUTLAWS พัทยาอีกด้วย ตามที่นำเสนอไปแล้วนั้น

กรณีดังกล่าว พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. สืบสวนขยายผลเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเติม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.2 และ ภ.จว.ชลบุรี สืบสวนขยายผลเพิ่มเติม ให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มดังกล่าว และหากพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ดำเนินการจับกุมดำเนินคดีทันที เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

จากการสืบสวนทราบว่า กลุ่มแก็งค์ดังกล่าว เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการขับรถจักรยานยนต์คันใหญ่ มีการรวมตัวกันจากบุคคลหลากหลายสัญชาติ และจะมีการเช่าสถานที่เพื่อใช้นัดรวมตัวกันทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีหลายจุดอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนตำรวจภูธรภาค 2, กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3, ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี, ตำรวจท่องเที่ยวชลบุรี, สภ.เมืองพัทยา, สภ.หนองปรือ, สภ.นาจอมเทียน และ นปส.พัทยา ได้ร่วมบูรณาการปิดล้อมตรวจค้นจุดต่างๆ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม OUTLAWS พัทยา ทั้งหมด 8 จุด ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ นาย THOMAS GINNER สัญชาติออสเตรีย โดยมีข้อมูลว่าบุคคลดังกล่าวแสดงตนเป็นหัวหน้ากลุ่ม OUTLAWS พัทยา พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 55/57 Meadows ม.17 ต.หนองปรือ  อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นและตรวจยึดสิ่งของภายในบ้านหลังดังกล่าว เช่น รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ HARLEY DAVIDSON และ อุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ OUTLAWS ภายในบ้านหลังดังกล่าว เพื่อนำมาตรวจสอบ ซึ่ง นาย THOMAS GINNER เอง รับว่าเป็นหัวหน้าแกงค์ OUTLAWS พัทยา จริง แต่ได้ถอนตัวแล้วนับแต่เกิดเหตุฆาตกรรม ซึ่งขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นบ้าน พบว่า นาย THOMAS GINNER เตรียเก็บของทำการย้ายหนี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ได้ตรวจสอบข้อมูลของ นาย  THOMAS GINNER ยังพบอีกว่า มีหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ของ สภ.เมืองพัทยา  จึงได้จับกุมตัว นาย THOMAS GINNER ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
​ในส่วนของเป้าหมายอื่นๆ ในการปฏิบัติการครั้งนี้ มีผลการปฏิบัติดังนี้

​1.ตรวจค้นบ้านเลขที่ 21/204 หมู่บ้านโชคชัยการ์เด้นโฮม 2 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบ้านพักของ  นาย DANNY ROHDE สัญชาติเยอรมัน โดยมีการตรวจยึด รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่น Z900 ทะเบียน 1 กญ 6335 กาฬสินธุ์ จำนวน 1 คัน อีกทั้งมีการตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกายซึ่งเบื้องต้นพบสารเสพติดในร่างกายของ นาย DANNY ROHDE โดยจะได้ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

​2. ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี และ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 ได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว ตาม พรบ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  จำนวน 2 ราย ได้แก่ นาย DANIEL THOMAS  TOTH สัญชาติอเมริกัน และ นาย THEODOR MATIS สัญชาติสวิส เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
​3.เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ มาเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม จำนวนทั้งสิ้น  4 คัน ดังนี้

​- รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น V rod muscle  ทะเบียน 2ขง-9776 กรุงเทพมหานคร
​- รถจักรยายนต์ยี่ห้อ  harley davidson รุ่น Roadking ปี09 ทะเบียน บกจ.-111 กรุงเทพมหานคร
​- รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น V rod custom ทะเบียน จธฉ-469 ชลบุรี
​- รถจักรยายนต์ยี่ห้อ harley davidson รุ่น Panamerica ทะเบียน 4ขก-7728 กรุงเทพมหานคร

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จากกรณีเคสฆ่าหั่นศพนักธุรกิจชาวเยอรมัน พบว่ามีการรวมกลุ่มกันของกลุ่มนอกกฎหมายซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายประเภท เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ เป็นต้น เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.2, สตม. และท่องเที่ยว ร่วมกันตรวจสอบกลุ่ม OUTLAWS และกลุ่มแก็งค์อื่นๆ ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดในราชอาณาจักร สำหรับกลุ่ม OUTLAWS เบื้องต้นได้มีการจับกุมหัวหน้าแก๊งค์ซึ่งมีหมายจับคดีฉ้อโกงประชาชนของ สภ.เมืองพัทยา รวมทั้งสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเพิกถอนวีซ่าของสมาชิกที่พบว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิด จากนี้จะได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจตราและสอดส่องกลุ่มเหล่านี้ หากพบการกระทำผิดอื่นใด จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด ขอฝากไปยังพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน หากพบการกระทำผิดของกลุ่มเหล่านี้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

DSI แถลงความคืบหน้า 1 เดือนหลังจากรับคดีหุ้น Stark เป็นคดีพิเศษ

ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคดีการทุจริตในบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 
เป็นคดีพิเศษที่ 57/2566 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 นั้น ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เร่งดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้มีการแจ้งความคืบหน้าผ่านทางสื่อมวลชน และช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ ให้ประชาชนและสังคมทราบเป็นระยะแล้วนั้น

ล่าสุด พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาแล้วจำนวน 2 ราย คือ 
นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ และนางสาวยสบวร อำมฤต ส่วน นายวนรัชต์ ตั้งคารวคุณ นั้น พนักงานสอบสวน คดีพิเศษได้ออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ผู้ต้องหาขอเลื่อนนัด อ้างเหตุป่วย โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงประกอบเหตุขอเลื่อนนัด

สำหรับนายชนินทร์ เย็นสุดใจ นั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ติดตามตัวมาเพื่อดำเนินคดี โดยกองกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ได้ดำเนินการประสานองค์การตำรวจสากล (Interpol) ผ่าน กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อส่งข้อมูลบุคคลตามหมายจับรายนี้ ขอความร่วมมือออกประกาศองค์การตำรวจสากลสีน้ำเงิน (หมายน้ำเงิน) ในสารบบฐาน i24/7 เพื่อความร่วมมือสมาชิกตำรวจสากล จำนวน 149 ประเทศทั่วโลก ในการสืบสวนหาถิ่นที่อยู่ของผู้ต้องหา เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามขั้นตอนขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนตามกฎหมายต่อไป และได้ขอความร่วมมือกรมการกงสุลให้พิจารณายกเลิกหนังสือเดินทางตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. 2548

ในส่วนของการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน
ขออายัดอสังหาริมทรัพย์ทางทะเบียน ประกอบด้วยที่ดินจำนวน 2 แปลง และบ้านจำนวน 1 หลัง ไว้เพื่อตรวจสอบตามกฎหมายแล้ว

นอกจากนี้ ได้มีการสอบสวนพยานบุคคลซึ่งเป็นพนักงานในบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ไทยเคเบิ้ล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ไว้จำนวนหนึ่งแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีข้อสั่งการเน้นย้ำให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเร่งติดตามยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และเร่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

EA จับมือ กรมการแพทย์ ลุยโปรเจค Green Hospital ต้นแบบ นำยานยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนขนส่งและบริการทางการแพทย์ ครบวงจร

บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) จรดปากกาเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับ “กรมการแพทย์” ลุยโปรเจคพัฒนาโรงพยาบาลตามแนวทาง Green and Clean Hospital ต้นแบบ พร้อมเดินหน้าผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานสะอาด ยกระดับด้วยระบบกักเก็บพลังงานที่มีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนการขนส่งและบริการทางการแพทย์ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าและสถานนีชาร์จด้วยจุดบริการที่ครอบคลุม กว่า 500 สถานีชาร์จ เล็งขยายสถานีฯ ตอบโจทย์แผนยุทธศาสตร์ EV แห่งชาติ สร้างความยั่งยืน-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาโรงพยาบาลตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean Hospital ต้นแบบ” โดยมี นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้แทนจาก บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ร่วมลงนาม

นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีโรงพยาบาล/สถาบันในสังกัดให้บริการรักษาโรคที่ยุ่งยากซับซ้อนแก่ประชาชน และมีการมุ่งมั่นพัฒนาการบริการรักษา รวมถึงบริการด้านอื่นๆ จึงมีความประสงค์จะร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ศึกษา และพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสะอาดแบบบูรณาการที่เหมาะสมตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean hospital ซึ่งเป็นการยกระดับให้หน่วยงานสาธารณสุขภายใต้กรมการแพทย์บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 มีนาคม 2565 เห็นชอบแนวทางประหยัดพลังงานโดยให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงลงร้อยละ 20 และเร่งผลักดันให้นำมาตรการด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้หน่วยงานราชการเร่งดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar rooftop) ในลักษณะร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระการใช้จ่ายและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ภาคเอกชนและประชาชนต่อไป

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด ที่ให้ความร่วมมือในการที่จะคิดค้นและริเริ่ม ศึกษาพัฒนา สนับสนุน และแลกเปลี่ยนข้อมูลของโครงการฯ ทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ 1 ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar) ด้านที่ 2 ระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าของหน่วยงาน และด้านที่ 3 การพัฒนาดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับการให้บริการทางการแพทย์ในพื้นที่ต่างๆ โดยใช้หลักการความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้มาใช้บริการในการรณรงค์และขยายผลสู่สังคมต่อไป

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) เปิดเผยว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยในกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ วางกลยุทธ์ด้าน EA Eco System เป็นแนวทางหลักในการขยายธุรกิจ และสร้างความโตที่แข็งแกร่ง ด้วยการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดครบวงจร พัฒนาแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานจากนวัตกรรม Amita Technology เชื่อมโยงสู่การให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere รวมถึงพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ MINE Mobility ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ตรงวัตถุประสงค์เป้าหมายของกลุ่มผู้ใช้งาน และมีระบบบริหารจัดการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เพื่อเป็นการยกระดับให้หน่วยงานสาธารณสุขภายใต้กรมการแพทย์บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาล โดยใช้หลักการความยั่งยืนและเป็นมิตรกับส่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้มาใช้บริการในการรณรงค์และขยายผลสู่สังคมได้ต่อไป EA จึงได้ร่วมกับ กรมการแพทย์ ลงนามบันทึกข้อตกลง ในการร่วมกันศึกษาและพัฒนาระบบการบริหารจัดการพลังงานสะอาดแบบบูรณาการที่เหมาะสม ตามแนวทางการดำเนินงาน Green and Clean Hospital ด้วยโรดแมปดังนี้

1. Renewable Power การพัฒนาและติดตั้ง ระบบ Solar System มุ่งเน้นผลิตไฟฟ้า ด้วยพลังงานสะอาด
2. Energy Storage System เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้มีเสถียรภาพ ด้วยระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีจาก Amita Technology
3. EV & Charging Station การยกระดับขนส่งและการให้บริการทางการแพทย์ ด้วยยานยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบพิเศษสำหรับการบริการด้านสาธารณสุข พร้อมขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere ครบคลุมเส้นทางการให้บริการ “มั่นใจว่าการเซ็นเอ็มโอยูในครั้งนี้ระหว่าง EA กับกรมการแพทย์ จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ไปสู่เป้าหมาย Green and Clean Hospital ในอนาคต ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ถือเป็นการมุ่งสู่พลังงานสะอาด ตอบโจทย์ความยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายสมโภชน์กล่าว

เครือ รพ. พญาไท-เปาโล เปิดตัวเหรียญสุขภาพ Fit Coin สะสมแต้มสุขภาพ แห่งแรกในไทย

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา เครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล เปิดตัวเหรียญสุขภาพดี fitcoin กดรับได้สุข ส่งต่อได้ใจ ส่งเสริมให้ผู้เข้ารับบริการใส่ใจดูแลสุขภาพ ต่อยอดเทรนด์สุขภาพที่เน้นการดูแลมากกว่ารักษา สอดรับกับความต้องการของผู้ใช้บริการมุ่งเน้นการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน จึงออกแบบเหรียญสุขภาพ Fit Coin บนแอปพลิเคชัน Health Up ผสานกับความชำนาญการด้านการแพทย์ ตอกย้ำภาพแบรนด์พญาไทและเปาโล ในความเป็น Health Companion เพื่อดูแลสุขภาพส่วนบุคคล แต้มสุขภาพดี นอกจากนี้เหรียญสุขภาพ  fitcoin ยังสามารถส่งต่อความสุข สุขภาพให้แก่ผู้ป่วยยากไร้ ในมูลนิธิ  One Love ได้อีกด้วย

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาดเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล  ร่วมด้วย รอ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์เชิงป้องกัน และหัวหน้าศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวม PWA รพ. พญาไท 3 / กรรมกรรมมูลนิธิหนึ่งน้ำใจ (One Love)  และ คุณลลินา ชูเอ็ทท์ (ลีน่า) ดารานักแสดงจากช่อง3 ร่วมพูดคุยถึงที่มาของการจัดการเปิดตัวเหรียญสุขภาพนี้ พร้อมทั้งแชร์เทคนิคการดูแลสุขภาพ ในเชิงป้องกันระยะยาว นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารเครือพญาไท-เปาโล และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานเปิดตัวเหรียญสุขภาพดีในครั้งนี้   และอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆในงานนี้ทุกท่านที่ร่วมงานยังได้ร่วมทำกิจกรรมเพื่อสุขาภาพส่งต่อเหรียญสุขภาพ fitcoin  เพื่อเป็นแต้มตั้งต้นในการบริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยในมูลนิธิ One Love ภายใต้เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลอีกด้วย

สำหรับลูกค้าครอบครัวพญาไท3ที่สนใจ สะสมเหรียญสุขภาพ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บูธ  fitcoin station  บริเวณชั้น 1 ภายในบูธมีน้องๆ fitcoin  adviser ให้ข้อมูลและวิธีการเข้าใช้งาน กดแลกรับและส่งต่อเหรียญสุขภาพ fiction พร้อมบริการดาวน์โหลด แอพพิเคชั่น Health up สำหรับผู้เปิดใช้งานครั้งแรกตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2566 รับทันทีแต้มสุขภาพพิเศษ 100 coin สามารถสะสมเหรียญสุขภาพนี้ได้ที่โรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ทุกสาขาได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

‘มาดามแป้ง’ ควัก 10 ล้านบาท ซื้อเมมเบอร์ถ่ายทอดสดไทยลีก การันตีรายได้ให้สโมสรอื่น โดยไม่ขอรับส่วนแบ่ง

มาดามแป้งควัก 10 ล้านบาท ซื้อเมมเบอร์ดถ่ายทอดสดไทยลีก (รีโว่ ไทยลีก ฤดูกาล 2023-24) ร่วมกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เสียสละเงินจากกองกลาง พร้อมการันตีรายได้ขั้นต้นให้กับสโมสรอื่นๆ โดยไม่ขอรับส่วนแบ่ง

(21 ก.ค.66) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสรฟุตบอลการท่าเรือในไทยลีก กล่าวว่า “มันเป็นสถานการณ์วิกฤติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ในฐานะคนฟุตบอลก็ต้องหันหน้าเข้ามาพูดคุย และ ร่วมด้วยช่วยกัน เช่นเดียวกับ แป้ง อะไรที่คิดว่าช่วยได้ก็เต็มใจ และ ยินดีที่จะช่วย เพื่อให้วงการฟุตบอลไทย รวมถึงทุกสโมสรเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนรายละเอียดการซื้อเมมเบอร์คงออกมาเร็วๆ นี้ค่ะ”

มาดามแป้ง กล่าวอีกว่า “ได้ปรึกษากับ คุณเนวิน (ชิดชอบ) และ คุณปวิณ (ภิรมภักย์ดี) อยู่ตลอด ก่อนได้ข้อสรุปว่า ทั้ง 3 สโมสรซึ่งพอมีกำลัง จะช่วยการันตีรายได้ให้อีก 13 ทีมก่อน ผ่านการลงเงินซื้อเมมเบอร์ดูบอล แล้วจึงนำเมมเบอร์มาทำกิจกรรมการตลาดวิธีต่างๆ โดยทีมอื่นๆ ก็จะต้องช่วยกันในลักษณะนี้กับแฟนคลับ เพื่อเพิ่มรายได้ในกองกลางนี้อีก”

“โดยเงินในกองกลางนั้น เราจะไม่รับส่วนแบ่ง แต่เราจะได้สัญญาณมาถ่ายทอดสดผ่านช่องทางของสโมสร ช่องทางของมาดามแป้ง เพื่อหารายได้กลับเข้ามาแทน ก็หวังว่าทั้งแฟนบอลไทยทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแฟนท่าเรือ จะช่วยกันสนับสนุนฟุตบอลอาชีพ อุ้มทุกทีมให้เดินต่อไปได้ในฤดูกาลนี้ โดยรายละเอียดการซื้อเมมเบอร์คงออกมาเร็วๆ นี้” มาดามแป้ง ปิดท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top