Monday, 29 June 2026
NEWS FEED

‘หมอยง’ เตือน!! ไข้หวัดใหญ่ กำลังระบาดหนัก จับตา ‘เด็กเล็ก-ผู้สูงอายุ’ ป้องกันการสูญเสีย

(24 ก.ค. 66) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง ‘ไข้หวัดใหญ่ กำลังระบาดเพิ่มขึ้น’ ระบุว่า 

ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 3 ปีที่ผ่านมาไข้หวัดใหญ่มีการระบาดลดลงอย่างมาก ตามทิศทางของการระบาดของโควิด-19 ด้วยมาตรการในการป้องกันต่าง ๆ ปีนี้มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างมากโดยเริ่มจากไข้หวัดใหญ่ A สายพันธุ์ H3N2 และขณะนี้มีการระบาดทั้ง 3 สายพันธุ์ คือ A H3N2, A H1N1 และไข้หวัดใหญ่ B อาการของโรคไข้หวัดใหญ่และโควิด-19 มีอาการเหมือนกันทุกอย่าง

ในรายที่ตรวจเอทีเคต่อโควิด-19 แล้วให้ผลลบ จำเป็นที่จะต้องตรวจถึงไข้หวัดใหญ่ด้วย ทั้งนี้เพราะไข้หวัดใหญ่เอง มียาใช้รักษาได้คือ Oseltamivir โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุ การระบาดของไข้หวัดใหญ่เริ่มจากตามโรงเรียนต่าง ๆ และกระจายออกมาได้อย่างรวดเร็วทุกคนจะต้องใส่ใจในการช่วยกันป้องกันการระบาดของโรค เช่นเดียวกับการป้องกันโรคโควิด-19 เพื่อลดความสูญเสีย

‘แอร์-สจ๊วด การบินไทย’ รับมือ ‘ผดส.ไม่น่ารัก’ รอจนเครื่องจอดเยอรมนี ตำรวจเข้ารวบทันที

(24 ก.ค. 66) เฟซบุ๊ก My Pride My THAI ได้โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์บนสายการบินชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยระบุว่า

เหตุเกิดบนเที่ยวบินหนึ่ง…เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19.7.2023 เดินทางจาก BKK~FRA สิ่งที่จะเล่าให้เห็นมีมุมมองให้คิดได้เยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องโพสต์นี้คืออะไร … ติดตามอ่านได้ครับ

เมื่อเที่ยวบินนี้ ออกเดินทางได้สัก 1:30 ชม. บนน่านฟ้าอินเดีย
ในขณะที่ลูกเรือเสิร์ฟเสร็จ จู่ๆ ก็มี ผดส.ชายรูปร่างใหญ่
เดินไปนั่งที่เก้าอี้ ‘long-leg’ โดยไม่ได้ชำระค่าโดยสารเพิ่ม !

ลูกเรือจึงได้แจ้งว่า ให้กลับไปนั่งที่ของตนเอง แล้วยังไงก็ไม่รู้ ผดส.ท่านนั้นเริ่มมีอาการไม่พอใจ และเริ่มขึ้นเสียง ผมนั่งอยู่ห่างจากเหตุการณ์ประมาณ 8 แถว ก็เริ่มสังเกตได้ว่า เขาเริ่ม ‘ไม่น่ารัก’ แล้ว

ผ่านไป 5 นาที ผมสังเกตว่า มีลูกเรือเริ่มนำเอกสารไปชี้แจง
ปรากกฏว่า …สิ่งที่ไม่น่าเชื่อ ก็ได้เกิดขึ้น !

‘ผดส.’ คนนี้ เริ่มเสียงดังและ ‘ทุ่ม’ ของใส่โต๊ะ และ ทำลายเก้าอี้ฝั่งที่เขานั่ง ผมนี่แบบตกใจเลย ต้องออกตัวว่า ลูกเรือพี่เขาเป็นผู้หญิง และ สจ๊วต บนไฟล์ผู้ชายเท่าที่เห็นน่าจะยืนกันแค่สองคน !
ผมก็รู้แล้วล่ะว่า …ความ ‘ท้าทาย’ เริ่มเกิดขึ้นครับ

สิ่งแรกที่เห็นคือ … พี่สจ๊วตท่านแรกเริ่มปกป้องประตูที่เฝ้าแล้ว และเห็นว่าพี่เขาเริ่มโทรคุยกับทางนักบิน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา

ผ่านไป 10 นาที เชื่อไหมครับ ผมเตรียมไว้แล้วว่ามีจับกุมหรือมัดตัวแน่นอน ! เพราะ คุกคามคนของเราแล้ว ซึ่งผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า ระเบียบต้องจัดการยังไง แต่ปรากฏว่า ?

สิ่งที่ผม ‘เดา’ กลับตรงกันข้าม ลูกเรือ ‘ปล่อย’ ให้เขานิ่งก่อนและ สถานการณ์ที่ตึงเครียดกลับนิ่งลง ! เฮ้ย..คืออะไร ?

ผ่านไป 10 ชม. จนถึงเสิร์ฟอาหารเช้า ลูกเรือทุกท่านดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ! งงดิ ใครๆ ก็งง ผดส.ท่านนั้น ยังเดินมาขอกล้วย กาแฟ และ ทำมาคุยกับคนอื่นได้ เสมือนหนึ่งว่าสิ่งที่เขาทำ เหมือนแค่ฝันไป แต่…

ทีมนักบิน และ ลูกเรือทุกคน ได้ทำการ ‘วางแผน’ ไว้อย่างเรียบร้อยแล้วครับ
ก็คือ … พอเครื่องแตะพื้นปุ๊ปเว้ย จอดเสร็จปุ๊ปใช่ป่ะ
กัปตันประกาศว่า “ท่าน ผดส.โปรดนั่งอยู่กับที่” อย่าเพิ่งลุก
พอรอได้ 2 นาที

จนท.ตำรวจเยอรมันนี 5 นาย อาวุธครบมือ เดินไปยังตำแหน่งของคนนั้น และเข้าจับกุมทันที !
นี่คือกระบวนการที่ทาง กัปตันได้ปรึกษากันแล้วว่า

ถ้าเรา ใส่กุญแจมือ ในช่วงเวลาที่เขาก่อกวน มีการ ‘บาดเจ็บ’ แน่นอน เพราะเขาตัวใหญ่ และไม่ได้เมาด้วย ! ทางทีมจึงเห็นว่า ปล่อยไปก่อน รอเครื่องลง เจอกัน !

จากเหตุการณ์นี้ ที่ผมแอบสังเกต ตั้งแต่เกิดเรื่อง จนถึงปลายทางนั้น ผมปรบมือให้เลยครับ กับการตัดสินใจของหัวหน้าพนักงานต้อนรับ ทีมีความเป็นมืออาชีพมากๆ

ที่ชั่งดูแล้วว่า อะไรควรทำบ้าง สุดยอดครับ ปรบมือให้
สุดท้าย เรื่องที่เกิดขึ้น คงฝากเป็น ‘ประสบการณ์’ ให้พี่ๆ ทุกท่าน ลูกเรือทุกคน และ การบินไทย 🇹🇭 ของเรานั้น ยังคงเป็นสายการบินที่ผมเชื่อมั่นและไว้ใจครับ

สุดยอดครับ ..
19:07:2023

แฟรงค์เฟริต, เยอรมันนี
PS.ผมได้ใส่รูปบางส่วนในคอมเม้นใต้ภาพ และ ผมได้ให้กำลังใจลูกเรือทุกท่านเป็นลายลักษ์อักษรครับ — at Frankfurt Airport

Cr: ขอบคุณเรื่องจาก FB: Kitiphong Santiwatr

อีอีซี เสริมพลังเยาวชน สร้าง EEC2 Young Leaders เยาวชนแกนนำ รักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรม มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน

​เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 นางธัญรัตน์ อินทร รองเลขาธิการสายงานพื้นที่และชุมชนและสายงาน
เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.)  เป็นประธานเปิดโครงการเสริมศักยภาพเครือข่ายเยาวชนสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี สแควร์ ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มีครูและเยาวชนจาก 6 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนกว่า 50 คน โดยนางธัญรัตน์ อินทร เน้นย้ำให้เด็กๆ รู้จักโครงการสำคัญของ อีอีซี เพื่อพร้อมปรับตัวและพัฒนาทักษะรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และพัฒนาตนเองสู่นักนวัตกร เพราะอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการผลิตย่อมส่งผลต่อการจ้างงาน การจ้างแรงงานไร้ฝีมือจะลดลง แต่จะเน้นบุคลากรที่มีสมรรถนะตรงกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนไป สิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะเป็นสมรรถนะที่มีความต้องการสูงมากในอนาคต  

​สำหรับโครงการ อีอีซี สแควร์ ได้ดำเนินการพัฒนาเยาวชนต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 โดยในปี 2566 ได้จัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะและศักยภาพเยาวชน อีอีซี สแควร์ ให้เป็น “เยาวชนแกนนำ” ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2566 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อป้องกันปัญหาจากสิ่งแล้วล้อมมากกว่าแก้ไข ซึ่งมีกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตร และใช้นวัตกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง และการศึกษาดูงานที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi จังหวัดระยอง เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ อีอีซี เพื่อให้เยาวชนได้เก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ ซึ่งครูและเยาวชนให้ความสนใจอย่างมากและพร้อมจะนำประสบการณ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ไปขยายผลคิดริเริ่มโครงการเพื่อพัฒนาชุมชนของตนเอง ต่อไป

‘แสนดี’ โผล่ร่วมเฟรม ‘ม้า อรนภา’ หลังดรามาโพสต์ความเห็นการเมือง

จากกรณีข่าว ‘แสนดี-แสนปิติ สิทธิพันธุ์’ ลูกชายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ‘นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวโพสต์วิจารณ์พรรคก้าวไกล ว่า ‘นายพิธา’ ไม่มีทางได้เป็นนายกฯ อีกทั้งไม่มีนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นไปได้ ต่อมาทำให้กระแสโซเชียลดุเดือดเช่นกัน ก่อนที่เจ้าตัวต้องออกมาโพสต์ข้อความขอโทษและยืนยันว่า คือความคิดเห็นของตนไม่ได้แสดงความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ล่าสุด วันเมื่อวันที่ 22 ก.ค.66 ‘ม้า อรนภา กฤษฎี’ โพสต์อินสตาแกรม เป็นรูปที่ถ่ายคู่กับแสนดี แสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชายของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมข้อความว่า…

“แสนดี ผ่านมาร้านห่อหมกแม่คุณม้า #You’re the best”

ยกเลิก!! บิ๊กแมตช์ ‘เลสเตอร์’ ปะทะ ‘สเปอร์ส’ หลังฝนตกหนัก สนามเละ หวั่นนักเตะเสี่ยงเจ็บ

(23 ก.ค. 66) นักเตะและทีมงานของ ‘เลสเตอร์ ซิตี’ เเละ ‘ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์’ เดินขอบคุณแฟนบอลในสนามราชมังคลากีฬาสถาน หลังโฆษกสนามประกาศยกเลิกการเเข่งขันแมตช์อุ่นเครื่องเรียบร้อยเเล้ว เหตุเพราะฝนตกหนัก, มีน้ำขัง ทีมงานปรึกษากันเเล้ว ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขัน ทำให้แฟนบอลที่เดินทางมาชมเกมในสนามต้องอกหักไปตามกัน

เดิมทีโปรแกรมต้องเเข่งในเวลา 17:00 น. ตามเวลาประเทศไทย แต่จากที่ฝนตกลงมา ทำให้มีน้ำขัง เเถมยังมีข่าวว่านักเตะสเปอร์ส จะต้องรีบเดินทางไปประเทศสิงคโปร์เพื่อทำศึกอุ่นเครื่องอีกเกมพบกับ ไลออนส์ ซิตี วันที่ 26 ก.ค.นี้

ตามข่าวระบุว่า ไฟต์บินของทีมไก่เดือยทอง ถูกจองไว้ 22.00 น. ถ้าไม่แข่งตามกำหนดการมีโอกาสตกไฟต์ ทำให้ต้องยกเลิกแมตช์ไปอย่างน่าเสียดาย ตอนเเรกมีรายงานว่าจะให้แข่งกันครึ่งเดียวเเล้วยิงจุดโทษ เเต่ทีมงานสเปอร์สไม่ยอม

เเถลงการณ์ของฝ่ายจัดระบุว่า…

“ประกาศสำคัญจากผู้จัดการแข่งขัน ขอแจ้งยกเลิกการจัดการแข่งขัน แมตช์การแข่งขันในคืนนี้ ระหว่างท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์และเลสเตอร์ ซิตี อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะภาวะน้ำท่วมขังบนพื้นสนาม ภายใต้คำแนะนำของคณะผู้จัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการของทุกฝ่าย และเพื่อคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างสูงสุด จึงนำไปสู่ความเห็นพ้องในการตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันในค่ำคืนนี้

ทางคณะผู้จัดงานต้องขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสุดซึ้ง และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ เป็นอย่างสูง สำหรับการคืนเงิน ทางผู้จัดจะทำการแจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด”

ญาติใจสลาย!! ‘ลุงนิวัฒน์’ โดดน้ำช่วยหลานชายวัย 6 ขวบ หลังพลัดตกเรือขณะกู้ลอบดักปู-ดักกุ้ง จนตัวเองจมน้ำดับ

(23 ก.ค. 66) สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือ จังหวัดตราด ได้รับแจ้งจากชาวบ้านบ้านด่านเก่า ตำบลวังกระแจะ อำเภอเมือง จังหวัดตราด มีผู้จมน้ำภายในคลองบางพระ จำนวน 2 คน ผู้ใหญ่ 1 คน เด็กอีก 1 คน หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปที่เกิดเหตุ พร้อมประสานตำรวจ สภ.เมืองตราด ร่วมในที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุบริเวณศาลเจ้าขุนด่าน พบญาติกำลังนั่งร้องไห้อยู่ภายในศาล เมื่อเจ้าหน้าที่สอบข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า ผู้ที่จมน้ำชื่อ นายนิวัฒน์ ศิลาอาสน์ อายุ 57 ปี ส่วนเด็กชายอายุ 6 ขวบ ปลอดภัยแล้วอยู่ระหว่างนำตัวกลับเข้าฝั่ง

จากนั้นกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ประดาน้ำจาก อ.เมืองตราด อ.เขาสมิง อ.แหลมงอบ และ อ.คลองใหญ่ ร่วมค้นหาตัวนายนิวัฒน์ ที่จมน้ำอยู่ในคลองบางพระ ที่ห่างจากศาลเจ้าขุนด่านประมาณ 3 กิโลเมตร

ขณะที่ตำรวจได้สอบถามเหตุการณ์ นายนิวัฒน์ และเด็กชายวัย 6 ขวบ เป็นญาติกัน โดยนายนิวัฒน์ ได้พาเด็กชายไปกู้ลอบดักปู ดักกุ้งด้วยกัน ในคลองบางพระ ระหว่างที่กำลังกู้ลอบอยู่นั้น เด็กชายวัย 6 ขวบ ได้พลาดตกเรือทำให้นายนิวัฒน์ กระโดดลงไปช่วย ขึ้นเรือได้ปลอดภัย แต่นายนิวัฒน์กลับจมหายไปในคลอง ก่อนที่เด็กชายวัย 6 ขวบ จะพายเรือกลับด้วยตนเอง และระหว่างทางพบชาวบ้านที่กำลังพายเรือมาตักกุ้งพบจึงพาตัวกลับส่งบ้านอย่างปลอดภัย

จนกระทั่งเวลา 12.00 น. กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด อยู่ระหว่างการวางแผนเพื่อค้นหาใต้น้ำ และมีอุปสรรคตามมาเนื่องจากสภาพอากาศมีฝนตกหนัก ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้นหาในช่วงนี้

ล่าสุดเมื่อเวลา 13.45 น. วันเดียวกัน ชุดประดำน้ำ กู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด พบร่างนายนิวัฒน์ ศิลาอาสน์ อายุ 57 ปี ใต้คลองบางพระ ที่ความลึก 4 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่นายนิวัฒน์ จมน้ำ โดยก่อนพบร่างนายนิวัฒน์ นักประดาน้ำ พบเสื้อแขนยาวของนายนิวัฒน์ จากนั้นจึงขยายวงค้นหาเพิ่ม กระทั่งพบร่าง จากนั้นจึงช่วยกันนำร่างขึ้นจากใต้น้ำขึ้นฝั่ง ที่ท่าศาลเจ้าพ่อขุนด่าน ท่ามกลางญาติพี่น้องที่ยืนรอรับศพด้วยความเศร้าเสียใจ

เบื้องต้น ร.ต.อ.สมโภค ศรีชูจิต ร้อยเวร สภ.เมืองตราด พร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลตราด เดินทางตรวจสอบและชันสูตรศพเบื้องต้น ก่อนมอบศพให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

เลขาธิการ ศอ.บต. นำทีมเยือนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ต.บาตง อ.รือเสาะ

พร้อมการันตีคุณภาพ 'นุ่ม รสชาติดี ศรีบาตง' เตรียมผลักดันให้ชุมชนปลูกกาแฟในสวนผสมผสานมากยิ่งขึ้น ให้เป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นชายแดนใต้ นำไปสู่ห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน    

พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมด้วย นางสาวเกษร บุญถนอม ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่แปลงสวนยางพารา หมู่ที่ 5 ตำบลบาตง อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อเยี่ยมนางซารีฮะ สะมาวี เกษตรกรต้นแบบในการคิดค้นการปลูกต้นกาแฟโรบัสต้าในพื้นที่บ้านบาตง พร้อมชมต้นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าที่เน้นการปลูกกาแฟในสวนผสมผสานกับการปลูกยางพาราใช้พื้นที่ในการปลูกปะมาณ 7 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้พัฒนาสายพันธุ์กาแฟให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ตำบลบาตงแห่งนี้ ถือเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟโรบัสต้า ภายใต้ระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมผลัดดันให้ส่งเสริมอาชีพการปลูกกาแฟ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ประชาชนสามารถสร้างรายได้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง พัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่ต้องนำพันธุ์ต้นกาแฟจากพื้นที่อื่นเข้ามาส่งเสริมการเพาะปลูกให้กับเกษตรกร อีกด้วย 

ในการนี้ พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในการสนับสนุนการปลูกและผลิตกาแฟโรบัสตาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บริเวณที่เรามาเยือนในครั้งนี้เรียกว่าบ้านบาตง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และที่เห็นต้นกาแฟทั้งหมดนี้คือต้นกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้า ซึ่งเมื่ออดีตได้ปลูกกันมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันและได้พัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับตลาดที่ต้องการ และแปลงปลูกกาแฟแห่งนี้มีการปลูกแซมกับต้นยางพารา ถือเป็นสิ่งสิ่งมหัศจรรย์มาก เพราะปกติแล้วกาแฟจะให้ผลผลิตเมื่อเราเริ่มปลูกครั้งแรกคือ 3 ปี แต่พื้นที่ตรงนี้ปลูกแค่ 2 ปีก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว และให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งในวันข้างหน้าอาจจะมาแทนที่พืชชนิดอื่น ๆ และสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมา ศอ.บต. ได้เข้ามาส่งเสริมความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ให้ปลูกต้นกาแฟมีคุณภาพ วิสาหกิจชุมชนได้นำไปแปรรูป และนักดื่มกาแฟยืนยันว่าคุณภาพดี โดยการันตีด้วยรสชาติ “นุ่ม รสดี ศรีบาตง” รวมถึงผลผลิตค่อนข้างสูง และมีผลโตทำให้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพดีและที่สำคัญในอนาคตภาคเอกชนจะเข้ามาร่วมมือนั่นคือ Cafe Amazon เพื่อช่วยพัฒนาการผลิตในการปลูกบำรุงรักษา หากมีคุณภาพดีก็จะรับซื้อ วันนี้ ศอ.บต. เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุน พร้อมมอบความรู้การปลูกต้นกาแฟให้มีคุณภาพแก่สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายเกษตรกร โดยเน้นกลุ่มที่ทำอยู่แล้วและต้องการคุณภาพมาก่อนปริมาณ หากว่ารวมกลุ่มกันให้เข้มแข็งคิดว่าผลผลิตจะเพียงพอระดับหนึ่งในเชิงพาณิชย์ในอนาคตต่อไป

ด้าน เกษตรกร ผู้ปลูกต้นกาแฟ ในพื้นที่ กล่าวขอบคุณ ศอ.บต. ที่ผ่านมาได้มอบความรู้วิธีการปลูก การรักษา การบำรุง รวมถึงการตกแต่งกิ่งของต้นกาแฟ เพื่อให้เจริญเติบโตให้มีคุณภาพ พร้อมได้สนับสนุนหลายๆ อย่างให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถมีผลผลิตจากต้นกาแฟ และจำหน่ายได้ ปัจจุบันมีการจำหน่ายทั้งในโลกออนไลน์ และในชุมชน ภายใต้ชื่อ SAMAWEE COFFEE มีทั้งแบบคั่วอ่อน คั่วกลางและคั่วเข้ม และเป็นที่ยอมรับของตลาดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวัยรุ่นในชุมชนนิยมหันมาบริโภคกาแฟมากยิ่งขึ้น ทำให้ตนเองและครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย 

จากนั้น เลขาธิการ ศอ.บต. เยี่ยมสถานที่เพาะพันธุ์ต้นกล้ากาแฟซึ่งเป็นบ้านของนางซารีฮะ สะมาวี เกษตรกรต้นแบบ  เพื่อชมวิธีการนำเมล็ดกาแฟไปเพาะโดยใช้ระยะเวลา 2 เดือนกว่าจะงอกเป็นต้นกล้า และนำไปจำหน่ายให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ร่วมถึงประชาชนทั่วไปที่สนใจนำไปเพาะปลูก ก็สามารถซื้อไปปลูกได้ ในราคาต้นละ 25 บาท จากนั้นได้ชมวิธีสาธิตการบดเมล็ดกาแฟ และนำเมล็ดกาแฟที่บดแล้วไปบรรจุใส่ถุงเพื่อนำไปจำหน่าย ตลอดจนเยี่ยมชนศูนย์วิสาหกิจชุมชนที่กำลังก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้ และศูนย์แห่งนี้จะเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกต้นกาแฟ และเป็นที่รวมของกลุ่มประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบดื่มกาแฟ ได้ร่วมพบปะพูดคุยต่าง ๆ   

สำหรับกาแฟโรบัสต้ามีการปลูกอย่างแพร่หลายในภาคใต้ และกาแฟต้นแรกของในภาคใต้ถูกปลูกที่อำเภอสะบ้าย้อย โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัสในครั้งเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจและเยี่ยมเยียนพสกนิกรและข้าราชการณ์ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 ให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งเสริมอาชีพการปลูกกาแฟเป็นอาชีพเสริม ในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาพันธุ์กาแฟให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์พื้นที่ ในการสนองพระราชดำรัสสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการพัฒนา การปลูกและการผลิตกาแฟโรบัสต้า ภายใต้ระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่าง ศอ.บต. สภาเกษตรกรแห่งชาติ และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก โดย Cafe Amazon เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง สำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันนิยมปลูกในสวนที่ผสมผสานกับพืชชนิดอื่น ตามพื้นที่ว่าง ส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต จ.ยะลา อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และอ.รือเสาะ จ.นราธิวาส

สตม.จับผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติดตามหมายจับทางการจีน หนีซุกไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์  กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อภิมุข กานตยากร รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.ศท.ตม.ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชิตเดชา สองห้อง รอง ผบก.สส.ภ.7 ปฏิบัติราชการ บก.สส.สตม., พ.ต.อ.สรธรรศจ์ เอี่ยมละออ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.พิสิษฐ์ ศรีอ่อน ผกก.2 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.รัฐพงษ์ แก้วยอด ผกก.4 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณภัทรพงศ สุภาพรผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พานะกิจ ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

จับผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติดตามหมายจับทางการจีน หนีซุกไทย สตม. ได้รับมอบหมายจาก ตร. ให้ดำเนินการกรณี สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย แจ้งข้อมูลนายป๋อเหวิน (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานลักลอบขนยาเสพติด โดยสำนักงานศุลกากรปักกิ่งได้สืบทราบว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.63 นายป๋อเหวิน ได้ร่วมกับนางเหว่ย (นามสมมติ) หญิงชาวจีน ลักลอบนำเข้าเมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) น้ำหนัก 3,311.3 กรัม โดยทางเรือ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ก.พ.64 ทางการสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกหมายจับนายป๋อเหวินและนางเหว่ย แต่นายป๋อเหวิน ได้หลบหนีออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม. พบว่า นายป๋อเหวิน ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งหลังสุดเข้ามาด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว 15 วัน (VISA ON ARRIVAL) และการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ มีพฤติการณ์ที่สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผบก.สส.สตม. จึงได้อนุมัติให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ นายป๋อเหวิน และได้สั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามตัวนายป๋อเหวิน เพื่อนำตัวมาดำเนินการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้ระดมกำลังสืบสวนติดตามหาตัวนายป๋อเหวิน ตามย่านที่พักอาศัย และสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนทั้งในกรุงเทพ ฯ และต่างจังหวัด ต่อมาสืบทราบว่านายป๋อเหวิน จะเดินทางออกจากประเทศไทยทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 และงานตรวจคนเข้าเมืองขาออก ด่าน ตม.ทอ.สุวรณณภูมิ บก.ตม.2 เพื่อหาตัวนายป๋อเหวิน จนกระทั่งได้พบนายป๋อเหวินขณะรอรับการตรวจอนุญาตให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร จึงได้แจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ได้รับทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิม พระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

‘ม.เกษตร’ ออกแถลงการณ์ เห็นด้วยกับวิถีประชาธิปไตย แต่ไม่สนับสนุนการแสดงออกที่ไม่เคารพเกียรติ-สัญลักษณ์ชาติไทย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66 จากกรณีมีการชักธงดำขึ้นสู่ยอดเสาหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อช่วงเย็นวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีการทำกิจกรรมปราศรัยโจมตี ส.ว. ที่ไม่สนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเพจเฟสบุ๊ก ‘มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์’ ได้ ออกแถลงการณ์ มีข้อความว่า…

“มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นด้วยกับการแสดงออกในวิถีทางประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เห็นชอบในความกลมกลืนบนความหลากหลายทางความคิด เพื่อความถูกต้องเหมาะสมตามแนวทางประชาธิปไตยแบบไทย

แต่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกที่ไม่เคารพเกียรติและสัญลักษณ์ของประเทศชาติ ธงชาติไทยเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แสดงถึงเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย มีความหมายถึงความเป็นเอกราช สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ ที่รักษาเอกราช มายั่งยืนถึงทุกวันนี้

ขอให้ทุกฝ่ายได้มีการแสดงออกในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะกับเกียรติภูมิของคนไทย เคารพกฎ ฟังความคิดเห็นของกันและกัน ปฏิบัติตามกติกา การอยู่ร่วมกันและเข้าใจความรู้สึกของคนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ของสังคม และของประเทศชาติ”

‘ชลธี ธารทอง’ ศิลปินแห่งชาติ บรมครูเพลงลูกทุ่งไทย เสียชีวิตอย่างสงบ ในวัย 85 ปี วงการลูกทุ่งไทยร่วมอาลัย

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 66 หลังถูกส่งตัวแอดมิตเป็นการด่วน ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดมีรายงานว่าครูเพลงชื่อดัง ศิลปินแห่งชาติ ‘ชลธี ธารทอง’ ได้เสียชีวิตแล้วรวมอายุ 85 ปี ในเวลา 17.57 น. เมื่อวันที่ 21 ก.ค.66 โดยการแจ้งข่าวร้ายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของ ‘ครูปุ้ม ศศิวิมล รัตนอำพันธุ์’ คู่ชีวิต

‘ชลธี ธารทอง’ มีชื่อจริงว่า ‘สมนึก ทองมา’ เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2480 ที่จังหวัดชลบุรี เรียนชั้นประถม 1 ที่โรงเรียนวัดแก้วศิลาราม ที่ชลบุรี มาต่อชั้นประถม 4 ที่โรงเรียนวัดโคกขี้หนอน ที่ชลบุรี และจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนประชาสงเคราะห์ อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ กว่าจะมาเป็นครูเพลงชื่อดังที่ได้รับการยอมรับนั้นเจ้าตัวผ่านการทำงานมาแล้วมากมาย ทั้งทำนา ทำไร่ ขุดดิน เผาถ่าน ช่างไม้ ก่อสร้าง นักมวย ลิเกนักพากย์หนัง หางเครื่อง กรรมกร นักร้องฯ

โดยครูชลธีนั้นมีความสนใจการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก เคยอยู่กับวงดนตรีหลากหลายวง ทั้งวงรำวงดาวทอง, วงดนตรีของสุรพล สมบัติเจริญ​, วงเทียนชัย สมญาประเสริฐฯ

เจ้าตัวเริ่มฉายแววของการเป็นนักแต่งเพลงตั้งแต่เมื่อครั้งสมัครประกวดร้องเพลงที่จัดโดยวงรวมดาวกระจายของครูสำเนียง ม่วงทองโดยใช้เพลงที่แต่งขึ้นเอง ก่อนที่ครูสำเนียงจะรับให้มาอยู่ร่วมคณะพร้อมกับตั้งชื่อให้เขาว่า ‘ชลธี ธารทอง’

ที่ผ่านมาแม้จะมีโอกาสขึ้นเวทีในฐานะนักร้องและได้บันทึกเสียงรวม 4 เพลง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนเจ้าตัวหันมาเอาดีในการแต่งเพลง โดยระหว่างที่อยู่วงรวมดาวนี้เขามีโอกาสได้แต่งเพลง ‘พอหรือยัง’ ให้ ‘ศรคีรี ศรีประจวบ’ ร้องจนประสบความสำเร็จ แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคนแต่ง

หลังถูกไล่ออกจากวง ได้มีนายทุนออกเงินตั้งวงให้ในชื่อ ‘สุรพัฒน์’ แต่ก็ไปไม่รอด ขณะที่เพลงของเขาก็ขายไม่ค่อยได้เพราะคนไม่รู้จักชื่อเสียง ก็พอดีกับศรคีรีมาขอให้ช่วยแต่งเพลงให้ แต่พอเขาแต่งเพลงชุดนั้นเสร็จ ศรคีรีก็มาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน

ในขณะที่คิดจะหันหลังให้กับวงการ ครูชลธีบังเอิญไปพบกับเด็กล้างรถที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งแถวบุคคโล ซึ่งมีเสียงถูกใจ เขาจึงได้มอบเพลง 2 เพลงที่แต่งให้ศรคีรีกับเด็กคนนั้นไปโดยไม่คิดเงิน ก่อนที่เด็กคนนั้นจะมีชื่อเสียงโด่งดังจากเพลงของเขา อย่าง ‘ลูกสาวผู้การ’ และ ‘แหม่มปลาร้า’ ในนามของ ‘สายัณห์ สัญญา’

ทั้งนี้ จุดเด่นในการแต่งเพลงของครูชลธี ก็คือการเลือกสรรถ้อยคำในลักษณะของกวีนิพนธ์ มีการใช้ฉันทลักษณ์หลายรูปแบบ โดยผลงานของเจ้าตัวนั้นว่ากันว่ามีมากกว่าพันเพลง และสร้างชื่อเสียงให้กับนักร้องหลากลายคน ทั้ง ผ่องศรี วรนุช, ไพรวัลย์ ลูกเพชร, สายัณห์ สัญญา, ยอดรัก สลักใจ, ศรเพชร ศรสุพรรณ, สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, เสรีย์ รุ่งสว่าง, เอกพจน์ วงศ์นาค, สุนารี ราชสีมา, จินตหรา พูนลาภ ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นเพลง ล่องเรือหารัก, ไอ้หนุ่มตังเก, พบรักปากน้ำโพ, ทหารอากาศขาดรัก, เทพธิดาผ้าซิ่น, หนุ่มทุ่งกระโจมทอง, เรียกพี่ได้ไหม, ไอ้หนุ่ม ต.ช.ด., แฟนฉันไม่ต้องหล่อ, จดหมายจากแม่ ฯลฯ

‘ครูชลธี ธารทอง’ ได้รับรางวัล ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2542 ในสาขาศิลปะการแสดง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังๆ นั้น เจ้าตัวต้องตกเป็นข่าวดังในเรื่องส่วนตัว แยกทางกับครูปุ้ม ถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฟ้องร้องกัน ก่อนสุดท้ายกลับมาครองคู่กันอีกครั้งในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top