Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

ศาลสมุทรปราการ สั่งจำคุก 6 ปี 'มณีขวัญ' แชร์โพสต์หมิ่นใส่ร้ายเบื้องสูงลงกลุ่มรอยัลลิสต์ฯ

(30 ต.ค. 66) ทวิตเตอร์ TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความระบุว่า 09.30 น. ศาล จ.สมุทรปราการ พิพากษาว่า #มณีขวัญ แชร์โพสต์วิจารณ์ ร.10 จาก KonthaiUK จำนวน 2 โพสต์ลงกลุ่มรอยัลลิสต์มาเก็ตเพลสนั้น ผิด ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 (3) ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 ปี แต่ให้ลดกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 12 เดือน เพราะรับสารภาพ แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 3 ปี กับให้ไปรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน นาน 2 ปี และทำกิจกรรมบริการสังคม 48 เดือน

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2565 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีของมณีขวัญ และคดีของ ‘ภราดร’ (นามสมมติ) ในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ​​จากกรณีแชร์โพสต์จากเพจเฟชบุ๊ก ‘KonthaiUK’ และ เพจเฟชบุ๊ก ‘พระเจ้า’ ลงในกลุ่ม ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’

‘มณีขวัญ’ (สงวนนามสกุล) วัย 26 ปี ประกอบธุรกิจส่วนตัว ถูกอัยการจังหวัดสมุทรปราการสั่งฟ้องจากการแชร์ข้อความจากเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ โดยตัวผู้แชร์โพสต์ไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นใด ประกอบด้วย

1. เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2563 แชร์ภาพและข้อความที่เพจ ‘KonthaiUK’ โพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2563 ใจความว่า “วอชิงตันโพสต์สื่อแนวหน้าของโลก กับบทความระลึกทําไมเราถึงเสื่อมศรัทธากับระบอบนี้ (อ่านดูคร่าว ๆ 9 ข้อ จุก ๆ) พร้อมภาพการมอบถุงพระราชทานที่เบื้องหลังมีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มีข้อความแทรกบนภาพว่า “บทความจาก วอชิงตันโพสต์ Why This are losing faith in the monarchy? ทําไมคนไทย หมดศรัทธาในสถาบันกษัตริย์”

2. เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2563 ได้แชร์ภาพและข้อความที่เพจ ‘KonthaiUK’ โพสต์เอาไว้เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 ลงใน กลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’ มีใจความว่า “ชัด ๆ ไปเลย ไม่ต้องถามหากูเกิ้ลแมพอะไรแล้ว เครื่องบินในสวนหน้าวังของกษัตริย์ผู้รักการบินฟรีบนภาษีประชาชน มันเอาไปตั้งทั้งลําเลย ยังไม่เอาเครื่องยนต์ออกด้วยเอาไปตกแต่งสวน บ้าแค่ไหนอ่ะ บ้านก็ไม่ได้อยู่ อยู่ เยอรมัน เชื่อแล้วว่าจิตจริง ทําไรทําสุด” ประกอบภาพเครื่องบินของสายการบินไทย

วันเดียวกัน อัยการจังหวัดสมุทรปราการยังได้สั่งฟ้อง ‘ภราดร’ (นามสมมติ) พนักงานโรงงานวัย 30 ปี ในจังหวัดสมุทรปราการ จากการแชร์ข้อความจากเพจ ‘พระเจ้า’ ลงในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส จำนวน 1 ข้อความ

ข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาว่า “ร่วมถวายฎีกาขอบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนคนไทยขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ในฐานะผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดในผืนแผ่นดินสยาม โปรดกรุณาบริจาคพระราชทรัพย์ 20% ของทั้งหมดที่อยู่ในความครอบครองของพระองค์ หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท รวมถึงขอให้พิจารณาตัดลดงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ประจําปี 2563 จากเดิมที่ได้รับ 29,728 ล้านบาทต่อปี ให้เหลือแต่เพียงเท่าที่จําเป็น เพื่อนําทรัพย์สินที่เป็นของราษฎรแต่เดิมนี้กลับคืนมาทะนุบํารุงช่วยเหลือราษฎร และประเทศชาติในวิกฤตโควิดต่อไป เพจพระเจ้า #ถวายฎีกา #พระบรมโพธิสมภาร”

อัยการระบุว่าจำเลยได้พิมพ์ข้อความเหนือโพสต์ที่แชร์ว่า ‘เสมอเสี่ยไม่ให้’ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อความในเชิงขอพนันต่อรอง

อัยการได้บรรยายฟ้องของทั้ง 2 คดีว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์เป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 มิได้เป็นไปตามที่จําเลยใส่ความแต่อย่างใด โดยข้อความซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จดังกล่าว บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและเข้าไปเปิดเว็บไซต์ดังกล่าว สามารถอ่านข้อความอันเป็นเท็จที่จําเลยพิมพ์และแชร์ข้อความนั้นได้

อัยการอ้างว่าข้อความและภาพถ่ายที่จําเลยพิมพ์และแชร์ดังกล่าวเป็นการจาบจ้วง ล่วงเกิน ใส่ร้าย ใส่ความ ดูหมิ่น และหมิ่นประมาทเบื้องสูง หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ ทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทั้งนี้จําเลยมีเจตนาที่จะให้ผู้อื่นหรือประชาชน ที่ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้ว มีความรู้สึกดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย รัชกาลที่ 10

เบื้องต้นหลังฟังคำสั่งฟ้อง มณีขวัญและภราดรได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยศาลจังหวัดสมุทรปราการอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์คนละ 150,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ ก่อนนัดพร้อมทั้ง 2 คดีอีกครั้งวันที่ 29 ส.ค. 2565 เวลา 9.00 น.

มอง 'เกาหลี' อีกด้าน ผ่านมุมแอร์โฮสเตสสายการบินเกาหลี สะท้อนความเป็นจริงของคนชาตินี้ ที่คนไทยต้องเผื่อใจไว้

เมื่อไม่นานมานี้ จากช่องยูทูบ ‘Crew Wings พี่มีนาสอนแอร์’ กับอีพีล่าสุด ‘ชีวิตแอร์โฮสเตสสายเกาหลี จริงหรือไม่? คนเกาหลีไม่คุยกับคนไทย อยู่ยากแต่อยู่ได้’ ได้เชิญ ‘คุณนุ้ก’ อดีตแอร์โฮสเตสมากประสบการณ์ถึง 3 สายการบินด้วยกัน ทั้งไทยและต่างประเทศ อย่าง Nok Air, Thai AirAsia และ Korean Air มาพูดคุยถึงเรื่องราวและการใช้ชีวิตอยู่ที่เกาหลีแบบเจาะลึก โดยช่วงหนึ่งของรายการนั้น ‘คุณนุ้ก’ ได้แชร์ประสบการณ์หลังตนได้เป็นลูกเรือสายการบิน Korean Air และได้รับการปฏิบัติที่ไม่ค่อยดีนักจากเพื่อนร่วมงาน โดยระบุว่า…

"เป็นเหตุการณ์ที่เราทำงานหนักมาก…อย่างบนเครื่องก็จะได้ยินเสียงเด็กจูเนียร์กำลังนินทาในระยะใกล้ ๆ กัน ซึ่งหน้าที่ที่ได้ทำนั้นจะเกี่ยวกับการเช็กอาหารทั้งหมดบนเครื่องบิน คอยเสิร์ฟและดูแลผู้โดยสาร แต่มันก็จะมีงานเล็ก ๆ อย่างเช่น เอาผ้าขนหนูใส่ตะกร้า ซึ่งงานนี้จริง ๆ เป็นงานที่ใครทำก็ได้ จูเนียร์ทำก็ได้ หรือใครที่ว่างก็สามารถมาทำงานนี้ได้ แต่สุดท้ายแล้วงานนี้ก็ตกมาเป็นความรับผิดชอบของคนที่เป็นครัวก็คือเราอยู่ดี"

แต่ที่ทำให้คุณนุ้กไม่ประทับใจอย่างมาก คือ เด็ก 2 คนนี้ที่อายุเด็กกว่าและรุ่นก็เด็กกว่า เขาก็มีการพูดคุยกันเอง 2 คนว่า “เธอไปดูซิว่าลูกเรือต่างชาติเขารุ่นอะไร ทำไมงานนี้เขาไม่ยอมทำ ไปดูซิเขารุ่นอะไร และทำงานมากี่ปีแล้ว” ซึ่งพูดในระยะที่ใกล้กัน เราก็เลยหันกลับไปตอบเป็นภาษาเกาหลีว่า "รุ่น 14 ทำไมเหรอ มีอะไรหรือเปล่า"

"สถานการณนี้มันเหมือนกับเวลาเรานินทาคนต่างชาติเป็นภาษาไทย และเขาตอบมาเป็นภาษาไทยที่ชัดมากประมาณนั้น ซึ่งสีหน้าของคนเกาหลีตอนนั้นคือหน้าซีดไปเลย เพราะเราฟังออก และเราก็เจอเหตุการณ์แบบนี้ที่รู้สึกว่ามันก็หลายครั้ง"

คุณนุ้ก มองว่า "หลายครั้งที่งานก็หนักแล้วยังโดนแบบนี้อีก แต่พอเจอบ่อย ๆ ก็เริ่มรู้แล้วว่าสถานการณ์ประมาณนี้คือ เขากำลังนินทาเราอยู่ ซึ่งตอนแรกบางทีก็อยากรู้ว่าพูดอะไรกัน แต่พอหลัง ๆ คือเดินหนี เพราะเริ่มรู้สึกไม่อยากฟัง เพราะฟังแล้วมันแปลออก มันก็เป็นความที่รู้สึกที่รู้สึกว่ามันโดดเดี่ยวเกินไปเปล่า … เข้าใจว่ามาทำงาน แต่อันนี้มันดูถูกกันเกินไปในบางครั้ง โดยเฉพาะการพูดการจาของเขา"

เมื่อพิธีกรถามว่าบนไฟลท์ไม่มีคนไทยคนอื่นเลยเหรอ? คุณนุ้ก ได้ตอบว่า “มีคนเดียว เพราะถ้าไปต่างประเทศแบบยุโรปหรืออเมริกา เราจะมีลูกเรือไทยคนเดียว แต่ถ้าเกิดเป็นไฟลท์ที่เป็น 'เกาหลี-ไทย' หรือ 'ไทย-เกาหลี' อาจจะมีลูกเรือไทย 2 คน ซึ่งแบบนี้ก็มีเพื่อนคนไทย แต่คนไทยห้ามคุยกันนะ สมมติถ้าเขาได้ยินเสียงเราพูดภาษาไทย ก็จะโดนบอกให้แยก ๆ รำคาญ ภาษาอังกฤษก็คุยไม่ได้ ห้ามคุยเลย เพราะไม่ชอบได้ยินเสียงภาษาอื่น ถ้าเขาเห็นเราอยู่ใกล้กันก็จะถูกจับแยกเหมือนกัน”

คุณนุ้ก กล่าวอีกว่า "จริง ๆ การเที่ยวหรืออยู่คนเดียวมันไม่หนักเท่ากับการที่ต้องรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานไม่เข้าข้างเรา ... โดยเฉพาะเมื่อเรามาทำงานเป็นลูกเรือ และยิ่งเราเป็นชาติอื่นที่ไม่ใช่ชาติเขาด้วยนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามักจะถูกตัดสินว่าน่าจะเป็นเราที่ทำผิดเสมอ สมมติเราบอกว่าเกิดเคสน้ำเปล่าที่ผู้โดยสารทำหก และผู้โดยสารโอเคมากไม่ว่าอะไรเลย แต่ทางเพื่อนร่วมงานเหล่านี้ก็จะย้ำกับเราเสมอว่า 'แน่ใจเหรอว่าไม่มีอะไร แน่ใจใช่ไหมว่าผู้โดยสารทำไม่ใช่เราทำ' หรืออะไรก็ตามในเครื่องเสียหรือถูกผู้โดยสารคอมเพลนเขาก็จะตีความไปก่อนว่าเป็นลูกเรือต่างชาติที่เป็นคนทำ"

ทุกที่มีดีมีร้าย โดยเฉพาะตัวเฉพาะตัวบุคคลปะปนกันไป ยังไงก็ไม่ขอเหมารวมละกัน...   

นราธิวาส-รมต.กระทรวงแรงงานและคณะฯ ร่วม “ปั่นน้ำใจ มอบความสุข เด็กกำพร้า PNYS นราธิวาส

วันที่ 29 ตุลาคม 2566 ณ. อาคาร อเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ได้มีการจัดงานระดมทุนเพื่อสมทบทุน กองทุนเด็กกำพร้าเป็นประจำทุกปี การจัดงานครั้งนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 9 ภายใต้ชื่อ “ ปันน้ำใจ มอบความสุข เด็กกำพร้า PNYS ” โดย นาย มูหามะอาสมี เจะเตะ ประธานคณะกรรมการกองทุนเด็กกำพร้า นราธิวาส เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน และได้รับเกียรติ ต้อนรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นาย นัจมุดดีน อูมา ประธานคณะทำงานรัฐมนตรี และคณะฯ นายปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผศ.ดร.จงรัก พลาศัย นายกสภามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ผศ.ดร. ปรีชา สะแลแม อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ นายซาฟีอี เจะเลาะ ประธานกรรมอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส และผู้มีจิตศรัทธา ได้ ร่วมงาน “ ปั่นน้ำใจ มอบความสุข เด็กกำพร้า ”  

โดยท่านรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้มอบเงินสมทบทุนการศึกษาให้กับเด็กกำพร้า จำนวน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) สำหรับในปีนี้ มีผู้ศรัทธาบริจาคทุนการศึกษาให้เด็กกำพร้า จำนวน 122 ทุน ทุนละ 5,000  บาท (ห้าพันบาทถ้วน) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 610,000 บาท (หกแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน) วัตถุประสงค์การจัดงานหารายได้ เพื่อสมทบทุนกองทุนช่วยเหลือบุตร ธิดาของอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เสียชีวิตและเด็กกำพร้าอื่นๆ ตลอดจนช่วยเหลือกิจกรรมการกุศลต่างๆ ตามความเหมาะสม เเละเพื่อแบ่งเบาภาระหน้าที่หน่วยงานของรัฐในการดูแลเด็กกำพร้าให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างความรักความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องที่จบจากสถาบัน มหาวิทยาลัยรามคำแหงเดียวกัน

แวดาโอ๊ะ หะไร/ อัสมา บินมะนุ รายงานข่าว/ภาพ นราธิวาส

'ดร.เจษฎา' ช็อตฟีล บั้งไฟพญานาคปีนี้ จากหลักร้อยเหลือหลักสิบ พร้อมแนะ!! เลิกมั่วทฤษฎีแก๊สพุ่งจากน้ำ แค่กระสุนส่องวิถีจากฝั่งลาว

(30 ต.ค. 66) จากกรณีปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคที่ริมแม่น้ำโขง จ.หนองคาย ที่เกิดขึ้นในวันออกพรรษา โดยในปีนี้บั้งไฟลูกแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 18.00 น. จำนวน 29 ลูก ที่บ้านต้อน อ.รัตนวาปี หลังจากนั้นก็มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกระจายในหลายจุดอาทิ บ้านตาลชุม , บ้านเปงจานเหนือ อ.รัตนวาปี, ที่วัดไทย อ.โพนพิสัย

โดยเบื้องต้นนับตั้งแต่มีบั้งไฟพญานาคลูกแรกเกิดขึ้นจนถึงเวลาประมาณ 20.00 น. มีบั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นแล้วนับได้ 61 ลูก และคาดว่าจะมีบั้งไฟพญานาคให้เห็นไปจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น.

ซึ่งต่อมา รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ แชร์ภาพข่าวบั้งไฟพญานาค โดยระบุว่า "เทศกาลยิงกระสุนส่องวิถีชัดๆ ทฤษฎีเรื่องแก๊สพุ่งจากน้ำมันมั่วครับ ไม่ได้เกิดขึ้นแบบนั้นได้ สื่อก็เลิกพูดตามๆ กันดีกว่าครับ ยอมรับมาเถอะว่ามันแค่กระสุนส่องวิถี ยิงขึ้นจากฝั่งลาวชัดๆ"

อ.เจษฎา ยังทิ้งท้ายด้วยว่า "ปีนี้ ยิงกันน้อยลงเยอะครับ จากหลักร้อยเหลือแค่หลักสิบนัดเอง สงสัยเศรษฐกิจไม่ดี" 

‘นนอ.ไทย’ เจ๋ง!! รับเกียรติบัตรในการปฏิบัติหน้าที่ยอดเยี่ยม จาก รร.กองทัพอากาศและอวกาศมาชัยสกี สหพันธรัฐรัสเซีย

(29 ต.ค. 66) เนื่องในวันครบรอบ 78 ปี การก่อตั้งแผนกต่างประเทศ (Special Faculty) ของโรงเรียนกองทัพอากาศและอวกาศมาชัยสกี สหพันธรัฐรัสเซีย ทางโรงเรียนฯ จึงจัดพิธีมอบเกียรติบัตรให้แก่นักเรียนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจ และความยอดเยี่ยมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีนักเรียนที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 22 นาย จากจำนวนทั้งหมด 290 นาย

ทั้งนี้มี นักเรียนนายเรืออากาศ (นนอ.) ไทย ที่ได้รับเกียรติบัตรจำนวน 2 นาย ได้แก่ 
- นนอ.รอยอินทร์ ชุนหกิจ และ
- นนอ.วชิรวิทย์ ลาภประเสริฐล้ำ

นอกจากนี้ นนอ.ไทย ที่ทำการศึกษาอยู่ ณ โรงเรียนกองทัพอากาศและอวกาศ มาชัยสกี ทั้ง 4 นาย ซึ่งประกอบด้วย นนอ.พันธวัช เทียบรัตน์, นนอ.วชิรวิทย์  ลาภประเสริฐล้ำ, นนอ.ณัฐชนนท์ เจียมจิตวานิชย์ และ นนอ.รอยอินทร์ ชุนหกิจ ได้ทำการแสดงรำไหว้ครูมวยไทย พร้อมนำเสนอวีดีทัศน์แนะนำประเทศไทย เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปะ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของไทยสู่สายตานานาชาติ

รวมถึงแต่งกายชุดไทย บรรยายประวัติของกีฬามวยไทยเป็นภาษารัสเซียให้แก่ผู้รับชมการแสดง เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปี การก่อตั้งแผนกต่างประเทศ (Special Faculty) โดยมี ผู้บังคับบัญชาของโรงเรียนฯ นายทหารปกครอง นักเรียนชาวรัสเซีย รวมถึงนักเรียนต่างชาติมากกว่า 20 ประเทศ ที่เข้าร่วมชมการแสดง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2566

‘อินเตอร์ลิ้งค์’ จัดเลี้ยงมื้อค่ำสุดพิเศษแทนคำขอบคุณคู่ค้า VIP พร้อมเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่ง สู่การต่อยอดทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 66 บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ ตอกย้ำการให้ความสำคัญถึงการดูแลลูกค้า จัดงานเลี้ยงสานสัมพันธ์ลูกค้า จำนวนกว่า 100 ท่าน ในงาน ‘LINK HAPPY EVERYWHERE THANK YOU VIP 2023’ ณ เขาใหญ่ ที่บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข เพลิดเพลิน มีดนตรีบรรเลงเคล้าคลอเสียงเพลงอย่างรื่นรมย์ ควบคู่ไปกับพร้อมจัดเลี้ยงอาหารมื้อค่ำสุดพิเศษ อีกทั้งมีการแสดงชุด ‘คาวบอยพรีเมียมจากช่องดัง’ โชว์ริมทะเลสาบยามค่ำคืนแห่งท้องฟ้าสีคราม สาดส่องด้วยแสงดาวทอประกาย ท่ามกลางบรรยากาศที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาเขียวขจี ดุจดั่งต้องมนตราให้ทุกท่านได้ชมกันอย่างตราตรึงใจ

โดยมี คุณสมบัติ-ดร.ชลิดา อนันตรัมพร ประธานกรรมการ และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ร่วมต้อนรับลูกค้า VIP และพบปะพูดคุย อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ พร้อมรับฟังแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง นับเป็นการตอบแทนคำขอบคุณที่ทุกท่านเชื่อมั่นไว้วางใจในสินค้า LINK อเมริกา และ 19’ Germany Export Rack ด้วยดีเสมอมา และเป็นการสร้างโอกาสอันดีที่ได้ร่วมสร้างธุรกิจ สร้างฐานทัพให้แข็งแกร่งอย่างเติบโต ต่อเนื่อง และยั่งยืนไปด้วยกัน

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย วันฮาโลวีน (Halloween Day) อ้างแจกของฟรี หลอกเอาข้อมูลส่วนตัว หลอกโอนเงินค่าประกัน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า จากสถิติการรับแจ้งความผ่านศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์พบว่า ในช่วงที่ผ่านมายังคงมีผู้เสียหายหลายรายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงขายสินค้า และบริการออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันฮาโลวีน (Halloween) นั้น เหล่ามิจฉาชีพมักฉวยโอกาสใช้ช่วงวันสำคัญดังกล่าวจัดโปรโมชันต่างๆ เพื่อหลอกลวงขายสินค้า หรือบริการให้แก่ประชาชนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพจร้านค้าปลอม หรือเพจที่พักปลอม โดยจะมีการขายสินค้า หรือบริการในราคาต่ำกว่าปกติอ้างเป็นโปรโมชันในช่วงดังกล่าว กระทั่งเมื่อหลอกลวงได้ทรัพย์สินของผู้เสียหายแล้ว ก็จะปิดเพจ หรือบล็อกบัญชีผู้เสียหายหลบหนีไป รวมไปถึงการใช้บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมโพสต์ข้อความ หรือส่งข้อความไปยังอีเมลในลักษณะในสิทธิพิเศษเช่น เป็นผู้โชคดีได้รับโทรศัพท์ฟรีวันฮาโลวีน Halloween Get Free เป็นต้น พร้อมแนบลิงก์ให้เหยื่อติดต่อ หรือให้กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่านเว็บไซต์อันตราย ได้แก่ ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลทางการเงิน เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต รหัสหลังบัตร รหัสใช้ครั้งเดียว (OTP) เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลที่ได้ไปขายให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือนำข้อมูลไปสุ่มแฮ็กเข้าบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ หรือใช้รหัสบัตรเดบิต บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า หรือนำไปแอบอ้างทำเรื่องที่ผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากนี้แล้วยังมีการหลอกลวงให้เหยื่อโอนเงินค่าประกันสินค้าก่อนอีกด้วย

ทั้งนี้ จากสถิติศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.65 - วันที่ 25 ต.ค.66 พบว่า การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ มีผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์กว่า 140,045 เรื่อง หรือคิดเป็น 40.27% จากเรื่องการรับแจ้งความทั้งหมด สูงเป็นลำดับที่ 1 โดยมีมูลค่าความเสียหายกว่า 2,041 ล้านบาท สูงเป็นลำดับที่ 4 ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองลงมาจากการหลอกลวงให้ลงทุน การหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงาน และการข่มขู่ทางโทรศัพท์ (Call Center)

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ในด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงขายสินค้าหรือบริการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

โฆษก บช.สอท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันการใช้งาน หรือเข้าถึงบริการต่างๆ บนสื่อสังคมออนไลน์ ควรระมัดระวังตรวจสอบให้ดี ตระหนักถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมิจฉาชีพมักจะใช้ความโลภของเหยื่อเป็นเครื่องมือในการหลอกลวง ใช้สถานการณ์สำคัญๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามวันเวลาเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ หลอกเอาข้อมูลส่วนตัวสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมไปถึงการซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพฉวยโอกาสเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ หลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนโดยมิชอบ
จึงขอฝากประชาสัมพันธ์แนวทางการป้องกันการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ดังนี้

1.ระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญๆ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าที่ไม่มีหน้าร้าน ควรติดต่อซื้อจากบริษัท หรือตัวแทนจำหน่ายโดยตรง รวมถึงการจองที่พักควรจองผ่านช่องทางที่เป็นทางการ หรือผ่านผู้ให้บริการออนไลน์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
2.ระมัดระวังการซื้อสินค้าหรือบริการที่ราคาถูกกว่าปกติ หรือมีการจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม
3.หากจะซื้อสินค้าหรือบริการใดๆ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ต้องระมัดระวังเพจปลอม หรือเพจลอกเลียนแบบ โดยเพจจริงจะได้รับเครื่องหมายยืนยันตัวตน มีผู้ติดตามสูงกว่าเพจปลอม สร้างมาเป็นเวลานาน และมีรายละเอียดการติดต่อที่ชัดเจน อย่างน้อยต้องสามารถโทรศัพท์ติดต่อไปสอบถามข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบความโปร่งใสของเพจ ว่ามีการเปลี่ยนชื่อมาก่อนหรือไม่ ผู้จัดการเพจอยู่ในประเทศหรือไม่
4.ระวังการเข้าสู่เว็บไซต์ปลอมหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคล ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ใดๆ ขอให้พิมพ์ หรือกรอกชื่อเว็บไซต์ด้วยตนเอง
5.ไม่คลิกลิงก์ที่แนบมากับอีเมล หรือข้อความสั้น (SMS) ไม่ทราบเเหล่งที่มาและไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะที่เป็นการสำรวจข้อมูล กรอกแบบสอบถามต่างๆ เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูลของมิจฉาชีพ

‘อนุทิน’ แจง ‘มท.’ ร่อนหนังสือถึงครอบครัวแรงงานคนไทยในอิสราเอล ขอช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้กลับบ้าน ยัน!! นายกฯ รับปากรัฐบาลเยียวยาเต็มที่

(29 ต.ค. 66) ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งไปแต่ละจังหวัดให้ญาติของแรงงานไทยในอิสราเอล เกลี้ยกล่อมแรงงานให้กลับประเทศ ว่า ก็ต้องช่วยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านกรุณาสั่งการด้วยตนเอง เพราะมีความเป็นห่วงพี่น้องแรงงานชาวไทยในอิสราเอล และหลายคนก็เป็นตัวประกันด้วย ท่านคงมีความกังวลว่า ถ้าหากมีการใช้ปฏิบัติการภาคพื้นดินแล้ว จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับพี่น้องประชาชน จึงตัดสินใจว่า อย่างไรก็ขอให้พี่น้องคนไทยได้กลับมาสู่มาตุภูมิก่อน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลจะเร่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้มีการทำเรื่องเสนอในการเยียวยาให้กับพี่น้องแรงงานชาวไทยในอิสราเอล เพียงแต่ขอให้กลับมาสู่ประเทศไทยให้ปลอดภัยก่อน ซึ่งนี่คือความเป็นห่วงของนายกรัฐมนตรี และท่านก็ขอให้เครือข่ายของกระทรวงมหาดไทยได้ทำหนังสือไปยังแต่ละจังหวัด และเราสำรวจแล้วว่าแต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ มีครอบครัวผู้ใช้แรงงานอิสราเอลจำนวนเท่าไหร่ จึงช่วยกันให้ญาติๆ ชวนกันกลับมา เพื่อให้ความมั่นใจว่าเอาชีวิตปลอดภัยไว้ก่อน แล้วรัฐบาลจะเยียวยาช่วยเหลือให้มากที่สุด ย้ำว่านี่คือความประสงค์ของนายกฯ

‘ธนกร’ วอนคนไทย เดินทางกลับบ้านด่วน หลังอิสราเอลเปิดฉากภาคพื้นดิน หวั่นสถานการณ์รุนแรงจนออกมาไม่ได้ ฝากรัฐฯ ช่วยเร่งคลายกังวล ปมปลดหนี้

(29 ต.ค. 66) นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การสู้รบในอิสราเอลว่า ขณะนี้กองทัพอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้มข้นขึ้นแล้ว ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีการคาดการณ์ว่า จะทำให้สถานการณ์รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ตนจึงรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องแรงงานคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล ขอให้เร่งตัดสินใจ แจ้งความประสงค์ขอกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

ซึ่งสถานการณ์ในลำดับต่อไป ไม่มีใครคาดเดาได้เลย ว่าจะขยายวงกว้างไปมากน้อยแค่ไหน หากสถานการณ์เร็วร้ายลง การเดินทางกลับอาจจะทำได้ยาก เกรงว่าเมื่อตัดสินใจในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงเลวร้ายอาจจะกลับไม่ได้

เมื่อถามว่า รายงานหลายคนมีความไม่แน่ใจว่าหากเดินทางกลับประเทศไทย และเรื่องหนี้สินและเงินค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับจากนายจ้างจะทำอย่างไร นายธนกร กล่าวว่า ขณะนี้นายกฯ และรัฐบาล เตรียมออกมาตรการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระยะยาว สามารถยื่นคำขอทำเรื่องที่จะนำไปปลดหนี้ให้กับนายจ้างได้ ซึ่งการเดินทางกลับและเรื่องการใช้หนี้ต้องเร่งดำเนินการแจ้งคำร้องที่สถานทูตเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลโดยเร็ว เพื่อจะดำเนินการได้ทันท่วงที

“นายกฯ และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกประกาศเรียกร้องให้แรงงานไทยเร่งตัดสินใจกลับประเทศโดยเร็ว ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงและขยายวงกว้าง เนื่องจากกองทัพอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการภาคพื้นดินแล้ว และจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ญาติๆ และครอบครัวพี่น้องแรงงานไทยทุกคน ช่วยโน้มน้าวให้รีบตัดสินใจ ขอให้รักษาชีวิตกลับมาบ้านเราก่อน ส่วนเรื่องหนี้สินและการเงินสัญญาจ้าง และเรื่องอื่นๆ เชื่อว่ารัฐบาลจะมีหนทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้กับพี่น้องแรงงานไทยทุกคนได้” นายธนกร ย้ำ

'ชัวร์ก่อนแชร์' เผย!! ความจริงเรื่องธนบัตรกับการตั้งองค์กฐิน ควร 'งด-พับ-เจาะ-เย็บ' เลี่ยงเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร

เมื่อไม่นานมานี้ จากกรณีที่มีการแชร์เกี่ยวกับตั้งองค์กฐิน ว่าควรงด พับ เจาะ เย็บ ธนบัตร นั้น

บทสรุป : เป็นข้อมูลจริง !!

อย่างไรก็ตาม ควรแชร์คำแนะนำจากธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง

ทั้งนี้ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ ตรวจสอบพบว่า เนื้อหาตามที่แชร์นี้ ในส่วนที่เป็นคำแนะนำการงดพับธนบัตร หรือการใช้ลวดเย็บกระดาษนั้น สอดคล้องกับแนวทางเกี่ยวกับการจัดการธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่องการใช้งานธนบัตรอย่างถูกวิธี ที่ระบุว่า

"การใช้ธนบัตรอย่างถูกวิธี - แม้ธนบัตรจะผลิตจากกระดาษชนิดพิเศษที่ทนทานต่อการใช้งาน แต่ความเคยชินในการใช้ธนบัตรที่ไม่เหมาะสมของประชาชน เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้ธนบัตรเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น เพื่อถนอมรักษาและยืดอายุการใช้งานธนบัตรให้ยาวนานขึ้น จึงขอความร่วมมือใช้ธนบัตรกันอย่างถูกวิธี"

ธนาคารแห่งประเทศไทย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำธนบัตรไปพับประดิษฐ์ต่างๆ การขีดเขียน การพับหรือกรีดเป็นรอย การประทับตรา การขยำธนบัตร และ การเย็บด้วยลวดเย็บกระดาษ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top