Friday, 26 June 2026
NEWS FEED

‘ตร.นครบาล 5’ เตรียมตั้ง คกก.สอบปมรถบรรทุกตกท่อ หวั่น!! ตำรวจพื้นที่ปล่อยปละ - มีเอี่ยวส่วยสติกเกอร์

(9 พ.ย. 66) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สั่งการให้ พ.ต.อ.วิทวัฒน์ ชินคำ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุรถบรรทุกที่ขับขี่มาถึงบริเวณปากซอยสุขุมวิท 64/1 ได้ตกลงไปในหลุมท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ขณะขับผ่านฝาครอบหลุ่มและได้เกิดทรุดตัวลงไปนั้น เป็นเหตุมีรถ 2 คัน ได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมายังปรากฏข้อมูลว่ารถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ มีสติกเกอร์หน้ารถบรรทุก พบว่าเป็นรูปดาวมีตัวอักษร (B สีเขียว) ทำให้เกิดเป็นประเด็นที่เคลือบแคลงสงสัยต่อประชาชนโดยทั่วไปว่าเกี่ยวข้องกับส่วยสติกเกอร์หรือไม่นั้น 

พันตำรวจเอกวิทวัฒน์ จึงได้ลงนามคำสั่งกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีหน้าที่รับผิดชอบปล่อยปละละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมีมูลอันเป็นการกระทำความผิดทางวินัยตำรวจหรือไม่ โดยให้ดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

ปิดตำนาน 20 ปี ร้านสมูทที ‘Squeeze by Tipco’ แฟนผลไม้สดปั่นหวิว ขายวันสุดท้าย 28 พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. 66 เพจเฟซบุ๊ก ‘Squeeze by Tipco’ ของร้านสควีซ บาย ทิปโก้ โพสต์ข้อความว่า “GoodBye Squeeze by Tipco ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่อยู่กับเราตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาต้องจากลากันแล้ว

‘Squeeze by Tipco’ แบรนด์สมูทที ผลไม้แท้เต็มแก้ว ระดับพรีเมี่ยม เปิดให้บริการมาถึง 20 ปี เราบริการลูกค้าและเสิร์ฟสมูททีที่ดีที่สุด เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจที่สุด พวกเราชาว Squeeze จำเป็นต้องแจ้งข่าวนี้สำหรับแฟนคลับที่รักสมูททีของพวกเรา Squeeze by Tipco จะเปิดให้บริการวันสุดท้าย คือ 28 พฤศจิกายน 2566 ทุกสาขา

ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ร่วมเป็นความทรงจำดีๆ ของชาว Squeeze by Tipco ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทั้งคำชื่นชม และคำติชมต่างๆ ที่ทำให้ Squeeze by Tipco ปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาจนถึงตอนนี้ Squeeze by Tipco จะบริการลูกค้าทุกคนอย่างเต็มที่และสร้างความทรงจำดีๆ ให้ลูกค้า จนถึงวันสุดท้ายที่เราให้บริการ หากพนักงานทำผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยลูกค้ามากๆ ค่ะ”

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า สำหรับร้าน Squeeze by Tipco (สควีซ บาย ทิปโก้) เป็นธุรกิจค้าปลีกน้ำผลไม้สดปั่น หรือ ‘สมูทที’ (Smoothie) ก่อตั้งโดย บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2547 มีสาขาอยู่ในชอปปิงพลาซ่า โรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน ทั้งบริหารเองและสาขาแฟรนไชส์ ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ทิปโก้ รีเทล จำกัด ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2566 มีสาขา Squeeze by Tipco รวม 17 แห่ง โดยที่ผ่านมามีบางสาขาทยอยปิดตัวไปแล้ว

'ดร.เอ้' ชี้!! ควรมี #องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ เสียที หลังฝาบ่อกลางถนนสุขุมวิท ยุบลึก น่ากลัว รถติด เดือดร้อนลุกลาม

เมื่อวานนี้ (8 พ.ย. 66) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานนโยบาย กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ‘เอ้ สุชัชวีร์’ ระบุว่า…

ฝาบ่อกลางถนนสุขุมวิท ยุบลึก น่ากลัว รถติด เดือดร้อนถึงบางนา

จากภาพ ลองตั้งคำถามง่าย ๆ 
1. รถบรรทุก น้ำหนักเกินมาตรฐานหรือไม่ 
หรือ 2. การก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางถนนกทม. ได้มาตรฐานหรือไม่ 
หรือ 3.ไม่ได้มาตรฐานทั้งสองข้อ 

แบบนี้ก็จบกัน 

ทางป้องกัน แก้ไข ทำให้ถนนกทม.ปลอดภัย

1. กทม. ในฐานะหน่วยงานกลาง ต้องระบุได้ว่า ถนนสายใด ตรงไหนมีความเสี่ยง ไม่ปลอดภัย ทำได้ทันที เพราะมีข้อมูลครบที่สุด 

2. ใช้เทคโนโลยีสแกนใต้ถนน ตรงจุดเสี่ยง หรือ ทดสอบความสมบูรณ์ด้วยหลักวิศวกรรม ในจุดที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนมาก เช่น ถนนสุขุมวิท พหลโยธิน พระรามสอง พระรามสาม พระรามสี่ และถนนที่มีการก่อสร้างรถไฟฟ้า เพื่อซ่อมแชมก่อนเกิดอันตราย 

3. จริงจังกับการควบคุมรถบรรทุก เกินมาตรฐาน ที่เข้ามาทำลายถนน และปล่อยฝุ่นพิษ PM2.5 

4. เจ้าของโครงการก่อสร้างที่รถบรรทุกผิดกฎหมายเข้ามาส่งของให้ ควรมีโทษปรับ และรับผิดชอบ ไม่งั้นบ้านเมืองพัง 

และผมยังมั่นใจว่า ถึงเวลาเสียที ที่ประเทศไทยต้องมี #องค์กรเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ มาดูแลเรื่องความปลอดภัย แก้ปัญหาซ้ำซากนี้เสียที ช่วยกันเสนอกฏหมายตั้งองค์กรนี้ที่ suchatvee.com นะครับ เราต้องช่วยกัน

ผมเสนอด้วยหลักการ และด้วยความห่วงใย
ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียครับ 

ศาตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

นราธิวาส-รองเลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ตรวจเยี่ยม ศปก.อ. และ ชคต. พื้นที่ จ.นราธิวาส ย้ำกำลังพลต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา และไม่ประมาท พร้อมปฏิบัติงานทันต่อสถานการณ์

พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ติดตามการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ (ศปก.อ.) และ ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ, อำเภอยี่งอ, อำเภอตากใบ, อำเภอเมืองนราธิวาส เพื่อรับทราบการปฏิบัติงานที่ผ่านมา พร้อมสอบถามปัญหาข้อขัดข้อง และร่วมหารือแนวทางการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีผู้แทนสำนักอำนวยการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมติดตามคณะฯ และมีผู้แทนหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่, นายอำเภอ, ปลัดอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ร่วมให้การต้อนรับ

โดยช่วงเช้าที่ผ่านมา พันเอก อนุชา โนนคู่เขตโขง รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอบาเจาะ และ อำเภอยี่งอ  จังหวัดนราธิวาส เพื่อรับฟังการดำเนินงานและรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของชุดคุ้มครองตำบลกาเยาะมาตี และ ชุดคุ้มครองตำบลลูโบ๊ะบือซา พร้อมย้ำว่าได้นำข้อห่วงใยจาก พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และคณะผู้บังคับบัญชา มายังเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลในพื้นที่ พร้อมกล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่ภาพรวมมีความเข้มแข็ง แม้มีการปรับลดอัตราเจ้าหน้าที่ก็ตาม พร้อมย้ำว่ากำลังพลต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ประมาท มีสติ เพราะบางพื้นมีการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุรุนแรงหลายจุด กำชับต้องบูรณาการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อดูแลพื้นที่ร่วมกันให้มีความรัดกุมและปฏิบัติตามแผน 3 นอก 4 ใน อย่างเคร่งครัด เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการรักษาความปลอดภัยพื้นที่

จากนั้น รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอตากใบ และอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส พร้อมรับฟังการดำเนินงานและรับฟังปัญหาข้อขัดข้องของชุดคุ้มครองตำบลเกาะสะท้อน, ชุดคุ้มครองตำบลไพรวัน และ ชุดคุ้มครองตำบลกะลุวอ จังหวัดนราธิวาส  โดยกำชับกำลังพลทุกนายต้องทำการลาดตระเวนเส้นทางตลอดเวลา รู้จักสังเกต วิเคราะห์ วางแผนการปฏิบัติงานให้รอบคอบ และต้องเตรียมพร้อมร่างกาย และจิตใจอยู่เสมอ พร้อมย้ำว่าให้นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียน และนำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการลาดตระเวนรอบฐานปฏิบัติการ กำชับต้องหมั่นซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ และการปรับแผนปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลา เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้จริง ทันต่อสถานการณ์อยู่เสมอ

ผบ.ตร.สรุปผลงานรอบ 1 เดือน ขับเคลื่อนนโยบาย 10 ข้อ เน้นหนัก 4 ข้อ จับกุมอาญา 39,273 คดี ปราบปรามคดีออนไลน์ ยาเสพติด อาวุธปืน มาตรการท่องเที่ยวสนองนโยบายรัฐบาล และขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win (Police’s Home) พร้อมฝากเว็บ “ฉลาดโอน” ป้องกันภัยฉ้อโกงออนไลน์

วันนี้ (9 พ.ย.66)  ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. สรุปผลการขับเคลื่อนนโยบายการบริหารราชการ 10 ข้อ 4 นโยบายเน้นหนัก และนโยบาย “Quick Win” (Police’s Home) ในห้วง 1 เดือนที่ผ่านมา (1 - 31 ต.ค.66)   ซึ่ง ผบ.ตร. ได้ลงเร่งรัด ลงพื้นที่ ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เป็นผลอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนี้

1. การบังคับใช้กฎหมายและอาชญากรรม
1.1 สถิติคดีอาญา 4 กลุ่ม (เฉพาะเดือน ต.ค.66) 43,512 คดี จับกุมได้ 39,273 คดี คิดเป็น 90.25% แบ่งเป็น
- คดีเกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย 1,329 คดี จับกุม 1,107 ราย
- คดีเกี่ยวกับทรัพย์ 4,918 คดี จับกุม 3,657 คดี
- คดีฐานความผิดพิเศษ(ค้ามนุษย์,ลิขสิทธิฯ) 767 คดี จับกุม 375 คดี
- คดีที่รัฐเป็นผู้เสียหาย  28,362 คดี จับกุม 29,180 คน

1.2 ตร.ได้สั่งการให้ ระดม กวาดล้างฯ ในห้วงวันที่ 9 - 11 ต.ค.66 ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยผลการระดมกวาดล้าง ได้ทำการตรวจค้น จำนวน 3,224 จุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 1,593 ราย  ของกลางเป็นอาวุธปืนรวมจำนวน 2,008 กระบอก แบ่งเป็น
 - อาวุธปืนมีทะเบียน จำนวน 219 กระบอก
 - อาวุธปืนไม่มีทะเบียน จำนวน 1,789 กระบอก (แบลงค์กัน จำนวน 528 กระบอก / บีบีกัน 202 กระบอก)
 - กระสุนปืนจำนวน 75,973 นัด
และได้ทำการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน รวม 291 บัญชี

2. นโยบายเน้นหนัก
2.1 มาตรการดูแลนักท่องเที่ยว ดำเนินการตามนโยบาลรัฐบาลโดยการฟรีวีซ่า จีน คาซัคสถาน อินเดีย ไต้หวัน เพิ่มการขยายระยะเวลาอยู่ในไทยให้รัสเซีย (ผ.90) ระงับการแจ้งใช้บัตร ตม.6 ด่าน ตม. สะเดา โดยสถิติคนต่างด้าวเดินทางเข้าประเทศไทย ภาพรวม 2566 (1 ม.ค.-1 พ.ย.66)  26,257,809 ราย โดยมีคนมาเลเซีย จีน ลาว อินเดีย เกาหลีใต้ เข้าประเทศสูงสุด 5 อันดับแรก และคาดว่าจะจะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอยากต่อเนื่อง

2.2 ยาเสพติด เน้นหนักมาตรการป้องกันปราบปรามยาเสพติด เฉพาะเดือน ต.ค.66 จับกุมคดียาเสพติดได้ถึง 16,418 คดี ผู้ต้องหา 16,102 ราย พร้อมสั่งการให้ขยายผลสืบสวนถึงเครือข่าย และใช้มาตรการริบทรัพย์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 

2.3 อาชญากรรมออนไลน์ ยังคงขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและปราบปราม ควบคู่กับการให้ความรู้แก่พี่น้องประชาชนในการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีสถิติรับแจ้งความออนไลน์ (ตั้งแต่ 1 มี.ค.65-31 ต.ค.66) เป็นคดีออนไลน์ 354,635 คดี อายัดได้ทัน 1,316 ล้านบาท  ความเสียหายรวม 48,137 ล้านบาท โดยมี 3 ประเภทคดีสูงสุดได้แก่ คดีหลอกซื้อขายสินค้าและบริการฯ(ไม่เป็นขบวนการ), หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงาน, หลอกให้กู้เงิน 

 2.4 การสร้างขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา การมอบรางวัลอัศวินแหวนเพชร, การมอบรางวัลสืบ ภ.2, มอบเงินวิจัย รร.นรต., การมอบพระประจำหน่วยคอมมานโด, การตรวจสถานีตำรวจ สภ.หนองปลิง จว.นครสวรรค์, สภ.แม่ยาว จว.เชียงราย, ด่าน ตม.เชียงแสน  และลงพื้นที่ความมั่นคง จว.ปัตตานี, จว.ยะลา

3. นโยบาย Quick Win “Police’s Home : เราดูแลคุณ เพื่อให้คุณดูแลประชาชน”
3.1 การปรับทรงผมและมอบเสื้อกั๊ก
- ผบ.ตร.ได้ลงนามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการปฏิบัติตนของข้าราชการตำรวจเมื่อแต่งเครื่องแบบ พ.ศ.2566 ปรับแก้ไขให้มีความเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ  เจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ หรือภารกิจแต่ละหน่วย โดยให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยพิจารณาตามความเหมาะสมได้เอง เช่น การปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยง ฝ่ายสืบสวนหาข่าว หรือป้องกันปราบปรามยาเสพติด
- ผบ.ตร.มอบเสื้อกั๊กสะท้อนแสง สีเขียวอมเหลืองแบบใหม่ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ที่ปฏิบัติงานในสถานีตำรวจ นำร่องพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1-9 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว หรือพื้นที่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เพื่อให้ตำรวจใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว

3.2 การลดขั้นตอนการรายงาน
โดยการจัดสรรกำลังให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ สร้างระบบและมาตรฐานการปฏิบัติงาน ลดภาระงานทบทวนระเบียบ คำสั่ง ตร.ที่ 419/2556 หรือการรายงานที่ไม่จำเป็น (โดยให้รายงานเหตุฯ ศปก.เพียงแห่งเดียว) หรือไม่สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่

3.3 การจัดหาบ้านพัก
สั่งการให้ทุกส่วนสำรวจข้อมูลห้องพักอาศัยข้าราชการตำรวจทุกแห่ง ดำเนินการผู้ที่หมดสิทธิพักอาศัย และจัดสรรให้กับข้าราชการตำรวจผู้มีสิทธิต่อไป พร้อมสำรวจความต้องการห้องพัก ศึกษา การก่อสร้างที่พักอาศัยให้กับข้าราชการตำรวจเพิ่มเติม 

3.4 การแต่งตั้ง
ผบ.ตร.ได้ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ในระดับ ผบช. ถึง ผบก. เป็นการแต่งตั้งที่โปร่งใส และได้รับการชื่นชมอย่างดีจากทุกภาคส่วน ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติยุคใหม่ และสั่งการให้การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับ รอง ผบก.ถึง สว.ในทุกหน่วยให้ถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และข้อกำหนด ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2566 อย่างเคร่งครัด ให้คำนึงถึงประโยชน์ทางราชการ ภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดจนความสุขของประชาชนเป็นสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาอาชญากรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว และอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นต้น 

3.5 การจัดตั้งศูนย์อาชญากรรมพิเศษ 11 ศูนย์ 
ผบ.ตร. ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 600/2566 เรื่องการมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ รอง ผบ.ตร., จตช., ผู้ช่วย ผบ.ตร และรอง จตช. ในงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษและศูนย์ปฏิบัติการ ตร. โดยยกเลิกศูนย์ฯ ของเดิม 8 ศูนย์ คงเหลือศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมพิเศษและศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจ 11 ศูนย์  มอบหมายให้ รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร.ขับเคลื่อน โดยเน้นให้กำลังพลได้ทำหน้าที่ต้นสังกัดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ด้านอื่นๆ การออกแนวทางรองรับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการปรับเป็นพินัย และการขับเคลื่อนป้องกันปราบปรามหนี้นอกระบบและการดูแล รปภ. นักท่องเที่ยว และควบคุมสถานบริการฯลฯ

ทั้งนี้ ผบ.ตร. ขอฝากประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ “ฉลาดโอน”  chaladohn.com ที่ช่วยเหลือประชาชน เพื่อป้องกันภัยการฉ้อโกงออนไลน์ ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลมิจฉาชีพได้แก่ เลขบัญชีธนาคาร / เบอร์โทร / SMS หลอกลวง เว็บไซต์ฉลาดโอนช่วยให้ประชาชนมีเครื่องมือสำหรับใช้ในการตรวจสอบข้อมูลมิจฉาชีพ เป็นเสมือนศูนย์กลาง ในการตรวจสอบข้อมูลของมิจฉาชีพที่อยู่ทั้งในและนอกประเทศ โดยมี 4 ฟังก์ชั่นการทำงาน ได้แก่ ระบบเช็คก่อนโอนตรวจสอบข้อมูล / ระบบแจ้งคนโกง / ระบบช่วยรวมหลักฐาน รับฟัง จัดลำดับเหตุการณ์ / ระบบยืนยันตัวตนผู้ขาย โดยระบบจะเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 8 พ.ย.66 เป็นต้นไป โดยพบว่า มีประชาชนเข้าไปเช็คคนโกงกว่า 3,389,840 ครั้ง เช็คตัวต้นผู้ขายกว่า 24,629 ครั้ง แจ้งคนโกงกว่า 410,900 ราย มีสมาชิกจำนวนกว่า 32,412 ราย

ขอให้พี่น้องประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ฉลาดโอนทุกครั้งก่อนโอนเงิน และหากมีข้อมูลมิจฉาชีพ กรุณาช่วยแจ้งข้อมูลให้เว็บไซต์ฉลาดโอนเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ประชาชนท่านอื่นถูกหลอกโอนเงินเพิ่ม ทุกข้อมูลที่ท่านส่งมา ล้วนมีประโยชน์ และสามารถลดอาชญากรรมออนไลน์ในสังคมของเราได้ ผบ.ตร. มุ่งมั่นตั้งใจทำหน้าที่เพื่อให้สังคมสงบสุข และลดเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือน้อยที่สุด

‘ยูนิเซฟ’ จับมือ ‘พม.’ เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘สงสัยไว้ก่อน’ เตือน ‘เด็ก-เยาวชน’ รู้ทันภัยการล่วงละเมิดทางเพศผ่านออนไลน์

(8 พ.ย.66) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และเครือข่ายเสริมสร้างอินเทอร์เน็ตปลอดภัย ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ ‘#สงสัยไว้ก่อน’ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรู้จัก ‘คิดทบทวนให้ถี่ถ้วน’ ก่อนจะโพสต์ภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลส่วนตัวบนพื้นที่ออนไลน์ เพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ หลังจากที่รายงานการศึกษาล่าสุดชี้ให้เห็นว่า เด็กในประเทศไทยจำนวนมากกำลังตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและการแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์

จะดีกว่าไหม? หากเราตั้งข้อสงสัยในบทสนทนาแปลก ๆ บนโลกออนไลน์ และคงจะดีกว่าถ้าเราสามารถประเมินความเสี่ยงและฉุกคิดทันก่อนที่จะสายเกินไป เพียงแค่เรา #สงสัยไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางของผู้ไม่หวังดีที่หวังแสวงประโยชน์ และ #สงสัยให้แจ้ง เพื่อขอความช่วยเหลือ หรือแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่าง ๆ และขอให้เชื่อมั่นว่า หากเราเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ อย่าเก็บไว้คนเดียว ทุกปัญหามีทางออก มีความช่วยเหลือรอเราอยู่เสมอ

นายวราวุธ กล่าวว่า จากรายงานหยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand Report) ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับเอ็คแพท และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564 มีเด็กไทยอายุ 12 - 17 ปี กว่า 400,000 คน หรือเกือบ 1 ใน 10 คน เคยตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ และรูปแบบการล่วงละเมิดที่มักเกิดขึ้นบ่อย ๆ คือ การที่ภาพหรือคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาทางเพศของเด็กถูกนำไปเผยแพร่ส่งต่อโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม และมีการแบล็กเมล หรือข่มขู่ให้เด็กมีสัมพันธ์ทางเพศ

นายวราวุธ กล่าวว่า “แคมเปญนี้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนที่เราทุกคนต้องร่วมกันแก้ปัญหาการขู่กรรโชกทางเพศเด็กทางออนไลน์ ซึ่งเราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์และทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน กระทรวง พม. มุ่งส่งเสริมพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยแก่เด็กและเยาวชน ขณะเดียวกันเรายังมีการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการให้บริการด้านการคุ้มครองเด็ก รวมถึงการตอบสนองต่อรายงานการล่วงละเมิดและละเลยเด็ก เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีเหตุจำเป็นเกิดขึ้น เด็กและเยาวชนจะสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ได้อย่างทันท่วงที” นายวราวุธ กล่าว

‘หมอมนูญ’ เตือน ปลายฝนต้นหนาว ‘ไวรัส hMPV’ ระบาดหนัก สยอง!! ไม่มียาต้านไวรัส-ไม่มีวัคซีนป้องกัน ต้องรักษาตามอาการ

(8 พ.ย. 66) นายแพทย์มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนเรื่องไวรัส hMPV ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว ผ่านทางแฟนเพจเฟซบุ๊ก ‘หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC’ ระบุว่า…

“ช่วงปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว คือตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน มีการระบาดของเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส Human Metapneumovirus (hMPV) ควบคู่ไปกับเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)

“อาการของโรคนี้คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 และ RSV มีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ มีเสมหะ มีน้ำมูก เหนื่อย หายใจไม่สะดวก แยกยากจากไวรัสตัวอื่น ๆ ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการถึงจะบอกได้

“ปัจจุบันการตรวจ hMPV ทำได้ง่ายโดยการแยงจมูก ให้ผลเร็ว ทำให้พบเชื้อนี้มากกว่าแต่ก่อน พบบ่อยในกลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เชื้อไวรัส hMPV มักจะเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนล่างหลอดลมและปอดในคนสูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน หอบหืด โรคไต ทำให้เกิดอาการเหนื่อย จนต้องให้ออกซิเจน บางคนถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลว เชื้อนี้ไม่มียาต้านไวรัสและไม่มีวัคซีนป้องกัน ให้การรักษาตามอาการ

“ผู้ป่วยชายไทยอายุ 72 ปี เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคไตเรื้อรัง มาโรงพยาบาลวันที่ 24 ตุลาคม 2566 ด้วยไอมาก มีน้ำมูกใส เจ็บคอบ้าง เหนื่อย หายใจลำบาก 1 วัน มีไข้สูง ตรวจร่างกาย อุณหภูมิ 39 องศาเซลเซียส มีเสียงผิดปกติในปอด ขาบวมเล็กน้อย เจาะเลือด เลือดจางเล็กน้อย เม็ดเลือดขาวปกติ

“การทำงานของไต BUN 96 Cr 8.9 ระดับออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้วต่ำมาก 84% เอกซเรย์ปอดมีฝ้าขาวในปอดทั้ง 2 ข้าง(ดูรูป) แยงจมูกตรวจหาแอนติเจนของไวรัส พบเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (hMPV) ให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลที่สูงทางจมูก (High-flow nasal cannula)

“ให้สเตียรอยด์ ต่อมาต้องฟอกไต เอกซเรย์ปอดแย่ลง แล้วค่อย ๆ ดีขึ้น (ดูรูป) อาการเหนื่อย ไอค่อย ๆ ดีขึ้น นอนรักษาในรพ. 12 วัน ในที่สุดเอกซเรย์ปอดดีขึ้นมาก (ดูรูป) กลับบ้านได้ ไม่ต้องใช้ออกซิเจน

“ภรรยาผู้ป่วยอายุ 68 ปี แข็งแรงดี ก็ติดเชื้อ hMPV จากผู้ป่วยวันที่ 25 ตุลาคม 2566 แต่อาการน้อย มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดหัว ปวดตัวบ้างไม่มีไข้ ไม่ไอ หายเองใน 5 วัน”

‘รองผู้ว่าฯ’ สงสัย!! เพราะ ‘โครงสร้างพัง’ หรือ ‘ขนหนักเกิน’ หลังเกิดเหตุ ‘ถนนยุบ’ กลืนรถบรรทุกหายไปเกือบทั้งคัน

(8 พ.ย.66) ที่ปากซอยสุขุมวิท 64/1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่ากทม. พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุฝาท่อปิดถนนทรุด ซึ่งมีรถสิบล้อตกลงไป เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ซึ่งบ่อดังกล่าวเป็นบ่อร้อยสายไฟของการไฟฟ้านครหลวง ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดถึงยุบตัว โดยอาจเกิดจากการบรรทุกน้ำหนักเกิน ได้ติดต่อประสานทางหลวง มาตรวจวัดว่ารถบรรทุกดังกล่าวน้ำหนักเกินหรือไม่ รวมทั้งปัญหาของการปิดเปิดฝาที่เปิดไว้ เพื่อดำเนินการร้อยสายไฟลงดิน อาจมีปัญหาเรื่องความแข็งแรง

บรรยากาศช่วงหนึ่งของการลงพื้นที่ นายวิศณุ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า บทสรุปตอนนี้จะมีการยกรถขนดินออก โดยมีการคุยว่าเราต้องชั่งน้ำหนักรถก่อน แต่เนื่องจากรถมีน้ำหนักเยอะ จึงจะต้องแยกชั่งน้ำหนักดินออกแล้วนำไปเก็บไว้อีกคัน ซึ่งตอนนี้สงสัยเรื่องการบรรทุกน้ำหนักเกิน ทำให้โครงสร้างถนนพัง หรือน้ำหนักปกติ แต่โครงสร้างเกิดการพังเอง ก็ต้องพิสูจน์กัน

“เรื่องนี้เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เราก็จะเก็บข้อมูล โดยการเอาตาชั่งเข้ามาวัด แต่เร่งด่วนที่สุดตอนนี้ คือเร่งเปิดการจราจร จะต้องมีการยกรถออก เสร็จแล้วการไฟฟ้านครหลวง ก็จะเสริมเสาบ่อใหม่ โดยใช้คานเหล็กใหม่เป็น 2 ตัว จากเดิมที่มีตัวเดียว ซึ่งตามการออกแบบมันเพียงพอ แต่ต้องเผื่อไว้ และปิดฝาบ่อ ซึ่งอาจจะเปิดการจราจรได้เร็วที่สุดภายในเย็นนี้ ให้ทัน เพราะรถจะติดมาก แต่ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการจราจรเส้นนี้ ถ้าไม่จำเป็นก็หลีกเลี่ยงไปก่อน ตอนนี้จะรีบยกออกก่อน แล้วก็ปิดฝาบ่อให้ได้ เสริมโครงสร้าง แล้วก็เปิดการจราจร อันนี้คือเรื่องด่วนที่สุดแล้ว” นายวิศณุกล่าว

นายวิศณุ กล่าวอีกว่า เรื่องการดำเนินการเอาผิด ตอนนี้ก็ต้องดูเรื่องน้ำหนักรถบรรทุก ต้องเอาเครื่องชั่งที่กำลังเข้ามาชั่งว่า รถบรรทุกคันนี้น้ำหนักเท่าไหร่ เราก็เข้มงวดในเรื่องของการ ควบคุมน้ำหนักรถบรรทุก ความจริงแล้วตั้งแต่เกิดเหตุที่มักกะสันมา เราได้รับแจ้งเหตุจาก กรมทางหลวง แต่ กทม.ไม่มีเครื่องมือวัดน้ำหนักรถบรรทุก

“ช่วงระยะสั้น เร่งด่วนที่สุดเลย ก็ประสานงานขอความร่วมมือจากกรมทางหลวง และจะขอความร่วมมือไปยังกรมทางหลวงชนบทด้วย เพื่อขอทีม Mobile Unite หรือ หน่วยวัดเคลื่อนที่ ไปวัดตามจุดเสี่ยงที่จะเกิด เช่น ใกล้ไซต์งานก่อสร้าง ที่เราจะเข้มงวดกวดขันมากขึ้น” นายวิศณุ กล่าว

นายวิศณุ กล่าวอีกว่า บทลงโทษค่อนข้างแรง ตามกฎหมายพ.ร.บ.ทางหลวง การบรรทุกน้ำหนักเกินมีโทษรุนแรง ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่อยู่ภายความดูแลของ กทม. ก็คือเจ้าหน้าที่ทางหลวงท้องถิ่น หรือ เส้นทางที่อยู่ในพื้นที่ของกรมทางหลวง ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงจะเป็นคนกำกับดูแล เราตรวจจับได้แล้วส่งตำรวจ ซึ่งตำรวจจะเป็นคนทำสำนวนเพื่อแจ้งข้อหาต่อไป โทษรุนแรง

รมว.'พิพัฒน์' ห่วงใย ลงพื้นที่สงขลา รุดเยี่ยมให้กำลังใจ มอบสิ่งของช่วยผู้ประกันตนทุพพลภาพ

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายภุชงค์ วรศรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ได้ลงพื้นที่เยี่ยม เพื่อพูดคุยให้กำลังใจรวมถึงนำสิ่งของเครื่องอุปโภคและบริโภค ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นมามอบให้กับผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสงขลา จำนวน 2 ราย รายแรกคือ นายบุญตา ศรีสุชาติ อายุ 62 ปี เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ทุพพลภาพจากอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เดือนละ 2,400 บาท รายที่ 2 คือ นางวันดี จันทศิริ อายุ 56 ปี เป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ทุพพลภาพจากอาการจอประสาทตาเสื่อม เป็นเหตุให้ตาทั้งสองข้างมองเห็นไม่ชัดเจน ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพ เดือนละ 2,400 บาท   

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลผู้ประกันตนทุกคนให้มีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะผู้ประกันตนทุกคนคือครอบครัวประกันสังคม

'พัชรวาท' ลุย เชียงใหม่ ระดมทุกหน่วย เตรียมรับมือไฟป่า หมอกควัน พื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด ดูแลประชาชน เน้นย้ำ แจ้งเตือนสถานการณ์ PM 2.5 ต้อง 'ทั่วถึง เท่าเทียม ทันท่วงที'

วันที่ 8 พ.ย. ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการมอบนโยบายเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2567 โดยได้มอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ดังที่ปรากฏในคำแถลงนโยบาย มีการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และใรการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 ต.ค.และ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดมาตรการเพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ทั้งระบบให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ร่วมกับภาคส่วนต่างๆกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษปี 2567 เพื่อใช้รับมือกับการควบคุมไฟในป่าการเผาพื้นที่ทำการเกษตร และการควบคุมการเกิดฝุ่นในพื้นที่เมือง ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นในปี 2566 จากปรากฏการณ์เอลนีโย่ เตือนให้เราเห็นแล้วว่าในปีหน้าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้น ดังนั้นทุกหน่วยงานจะต้องนำมาตรการที่กำหนดร่วมกันไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน อย่างทันที ด้วยความตระหนักถึงการปกป้องสุขภาพของประชาชน ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ เห็นความพร้อมและรับรู้ว่าภาครัฐทำอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีการละเลย 

"ต้องลดการเผาไหม้ทั้งในพื้นที่เกษตรเผาไหม้ซ้ำซาก  พื้นที่ป่า จะมุ่งเป้าไปที่ป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงโดยเฉพาะพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ต้องตรึงพื้นที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า เราจะมีการจัดระเบียบการเก็บหาของป่าโดยอนุญาตเฉพาะคนในพื้นที่เท่านั้น ผ่านการลงทะเบียน ส่วนพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะต้องมี จุดตรวจ จุดสกัด เพื่อมิให้เกิดการลักลอบเผาป่า เมื่อเข้าห้วงสถานการณ์ฤดูไฟป่าจะต้องมีผู้บังคับบัญชาเหตุการณ์ มีกำลังพล และเครื่องมือพร้อมปฏิบัติในการดับไฟป่าและสามารถสับเปลี่ยนกำลังระดมพลช่วยกันดับไฟป่าได้อย่างทันท่วงทีโดย ผ่าน war room ระดับพื้นที่ และดึงหมู่บ้านเครือข่ายดับไฟป่า (อส.อส.) มาร่วมในการดับไฟป่าด้วย โดยมีเป้าลดพื้นที่ ไฟไหม้ลดลง 50 % จากปี พ.ศ.2566" พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าว   

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวอีกว่า การควบคุมการเผาจากแหล่งกำเนิด คือหัวใจ ทุกหน่วยงานทุกภาคประชาสังคม ต้องช่วยสื่อสารกับประชาชน ซึ่งนอกจากการดูแลตัวเองแล้ว ต้องให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำคำร้องขอของภาครัฐด้วย การแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นต้องทั่วถึงเท่าเทียมทันท่วงทีเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ที่รวดเร็วถูกต้อง 

พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า นายกฯ ได้มีการสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อกำกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมอบให้ตนเป็นประธาน และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธานคนที่ 2 และเร่งจัดตั้งศูนย์ ปฏิบัติการระดับพื้นที่เพื่อดำาเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การเผาในที่โล่งหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ที่มีการบริหารจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

"สุดท้ายขอเน้นย้ำให้ทุกหน่วยราชการปฎิบัติการโดยความแม่นยำ รวดเร็ว ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ ในปีนี้ภาครัฐได้มีการเตรียมการอย่างรวดเร็วก่อนสถานการณ์ฝุ่นและพร้อมจะดำเนิน อย่างเต็มที่ ทุกฝ่ายต้องรวมพลังกัน ทุกภาคส่วนรวมถึงพี่น้องประชาชนเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฝุ่นที่คาดว่าจะรุนแรงได้ขอเป็นกำลังใจให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ"พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าว 

จากนั้นพล.ต.อ.พัชรวาท ได้เดินเยี่ยมชมบูธนิทรรศการของหน่วยงานต่างๆที่จัดขึ้น พร้อมทั้งทักทายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top