Monday, 22 June 2026
NEWS FEED

'สาวจีน' เซ็ง!! เล่นร่มร่อนที่ภูเก็ต 'ขาหัก-กระดูกโผล่' แต่คู่กรณีหาว่าสำออย ร้องเตือนชาวจีน "ผู้ประกอบการไม่เห็นความสำคัญของชีวิตพวกเรา"

(28 ก.พ. 67) บนโซเชียลฯ แชร์โพสต์จาก เพจ ‘ลุยจีน’ เป็นเรื่องราวของนักท่องเที่ยวชาวจีนรายหนึ่งนามว่า น่าต๋าหาน 娜达韩 เล่าให้ฟังผ่านแพลตฟอร์ม Douyin ว่าประสบอุบัติเหตุเล่นพาราไกลดิ้ง หรือร่มร่อนชายหาด แล้วเกิดอุบัติเหตุที่หาดกะรน อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่กลับพบว่าผู้ประกอบการร่มร่อนชายหาดรับผิดชอบเพียงแค่ 5 หมื่นบาท

ซึ่งน่าต๋าหาน เล่าว่า ระหว่างมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เห็นร่มร่อนตรงหาดกะรน จึงไปทดลองเล่น ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุตอนร่อนลง ร่มควบคุมไม่อยู่ ทำให้ขาลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง แข้งซ้ายหักครึ่งกระดูกโผล่ออกมา คนขายร่มร่อนปฐมพยาบาลขั้นต้น ก่อนเรียกรถพยาบาล แต่เนื่องจากการจราจรติดขัด ใช้เวลา 2 ชั่วโมง โรงพยาบาลแรกพบว่าเครื่องมือไม่พร้อม ผ่านไป 5-6 ชั่วโมงจึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลมิชชั่นภูเก็ต ผ่าแข้งที่หักแล้วใส่ดามเหล็กเข้าไป แผลเย็บยาว 15 เซนติเมตร ตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการความปลอดภัยต่ำมาก จ่ายเงินเสร็จลากไปใส่เสื้อชูชีพแล้วมีคนให้บริการมาประกบหน้าหลังทันทีโดยไม่อธิบายใดๆ พูดแค่ "Hurry Hurry, Safe Safe" แล้วลากไปเล่นเลย

หลังเกิดอุบัติเหตุ ผ่าตัดใส่เหล็กดามเรียบร้อย คู่กรณีแสดงท่าทีฉุนเฉียว กล่าวหาว่าสำออยอยากได้เงิน พยายามทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่เชื่อผล CT scan และคำบอกเล่าอาการจากแพทย์และพยาบาล กล่าวหาว่ากุเรื่องเพื่อจะเอาเงินอย่างเดียว ทั้งนี้ ค่ารักษาพยาบาลจากการผ่าตัด 150,000 บาท น่าต๋าหานเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีเพียง 200,000 บาท เพราะไม่อยากให้ยืดเยื้อ อยากให้เรื่องจบเร็ว แต่คู่กรณีกลับตอบกลับมาว่ามีให้แค่ 50,000 บาทเท่านั้น และมีท่าทีแข็งกร้าวอย่างชัดเจนว่าไม่ยอมจ่ายเพิ่มใดๆ บอกห้ามแจ้งความ สุดท้าย น่าต๋าหานให้ทางโรงพยาบาลเปิดแผลให้คู่กรณีดูชัดๆ ถึงมีท่าทีอ่อนลง

พร้อมกันนี้ น่าต๋าหานเตือนชาวจีนว่าอย่าเล่นกีฬาผาดโผนในไทย เพราะมีความเสี่ยงต่อชีวิต สังเกตว่าไม่มีคนไทยในพื้นที่เล่น มีแต่ชาวต่างชาติรวมทั้งชาวจีนที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลัก เห็นว่าผู้ประกอบการไม่เห็นความสำคัญของชีวิตพวกเรา เห็นคนต่างชาติแบบตนเป็นแค่แหล่งเงินเท่านั้น และจากที่สอบถามฝั่งที่ขายบริการร่มร่อน พบว่าทุกปีมีอุบัติเหตุแบบที่ประสบหลายเคส แต่ไม่เคยเป็นข่าว ยิ่งทำให้บริการแบบนี้น่ากลัวมากๆ เพราะหลังจากที่แข้งหักเข้าโรงพยาบาล คู่กรณีก็ยังคงขายบริการนี้ให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติเหมือนเดิม เหมือนไม่เคยมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

'องค์กรระดับโลก' ชี้!! ทักษะ 'การอ่าน' ของคนไทยต่ำกว่าเกณฑ์  อยู่ในระดับไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อความสั้นๆ ได้

เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานเรื่อง Fostering Foundational Skills in Thailand ซึ่งทำการสำรวจ ‘ทักษะทุนชีวิต’ (Foundational Skills) ของเยาวชนและแรงงานไทยเป็นครั้งแรก โดยทำการสำรวจ 3 ทักษะที่สำคัญ ได้แก่ 1.ทักษะการรู้หนังสือการอ่าน 2.ทักษะด้านทุนดิจิทัล และ 3.ทักษาะทางด้านอารมณ์และการเข้าสังคม

โดยผลสำรวจประชากร ช่วงอายุ 15 - 64 ปี จำนวน 7,300 คนจากทั่วประเทศทุกภูมิภาค พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทักษะทุนชีวิต โดยเยาวชนและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มีทักษะทุนชีวิตที่ ‘ต่ำกว่าเกณฑ์’ กล่าวคือพวกเขาไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อความสั้นๆ ได้ ไม่สามารถใช้งานเครื่องมือดิจิทัลแบบง่ายๆ ได้ เช่นเดียวกับไม่มีแนวโน้มที่จะคิดริเริ่มทางสังคมหรือมีความกระตือรือร้นอยากรู้อยากเห็น

เกือบ 2 ใน 3 ของเยาวชนและผู้ใหญ่ในประเทศไทย หรือ 64.7% มีทักษะด้านการรู้หนังสือต่ำกว่าเกณฑ์ แปลว่าพวกเขาไม่สามารถอ่านและทำความเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาได้ เช่น การอ่านและทำตามฉลากยา เป็นต้น

ผลสำรวจ 3 ใน 4 หรือ 74.1% มีทักษะทุนชีวิตด้านดิจิทัลที่ต่ำกว่าเกณฑ์ แปลว่าพวกเขาไม่สามารถใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (เมาส์) และแป้นพิมพ์ (คีย์บอร์ด) บนคอมพิวเตอร์พกพา เพื่อใช้ทำงานง่ายๆ ได้ เช่น การหาราคาที่ถูกต้องของสินค้าบนเว็บไซต์ซื้อขายของออนไลน์ เป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้น 30.3% ของเยาวชนและผู้ใหญ่ในไทย มีทักษะรากฐานทางอารมณ์และสังคมที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือพวกเขาไม่มีแนวโน้มที่ชัดเจนในการริเริ่มทางสังคม หรือมีความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น และมีจินตนาการ

วิกฤตทักษะทุนชีวิตที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ​ (Gross Domestic Product หรือ GDP) หายไปประมาณ 20.1% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ในปี 2022 กล่าวคือเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะทุนชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ “มีรายได้น้อย” กว่ากลุ่มคนที่มีทักษะสูงกว่าเกณฑ์ หรือมีรายได้แตกต่างมากถึง 6,324 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่เยอะมาก 

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าประเทศไทยมีเยาวชนและผู้ใหญ่เกือบ 1 ใน 5 หรือ 18.7% ที่ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ เนื่องจากขาดทักษะทุนชีวิตทั้ง 3 ด้าน ซึ่งหมายถึงพวกเขาเหล่านั้นแทบจะไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง และมีแนวโน้มที่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นเพื่อชดเชยวิกฤตด้านทักษะ

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยเสนอ 5 ข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลไทย เพื่อพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะทางการศึกษาสำหรับการเสริมสร้างทักษะทุนชีวิต ดังต่อไปนี้ 

- ปรับปรุงคำแนะนำเชิงกลยุทธ์สำหรับนักการศึกษา เพื่อทำความเข้าใจและตอบสนองต่อวิกฤตทักษะทุนชีวิต
- เพิ่มประสิทธิภาพและความครอบคลุมเรื่องการส่งมอบการเรียนรู้แบบกระจายอำนาจ
- ปรับใช้เครื่องมือที่เป็นนวัตกรรม เพื่อช่วยปรับปรุงการเรียนการสอน
- เสริมสร้างการประกันคุณภาพ
- ใช้ประโยชน์จากพลังของแคมเปญการให้ความรู้และข้อมูลต่างๆ 

ผวา!! ‘แมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส’ โผล่หาดชลาทัศน์ ชี้!! พิษร้ายแรงที่สุดในโลก โดนเข้าอาจถึงขั้นเสียชีวิต

จากกระแสในโซเชียลมีเดียเตือนภัยแมงกะพรุนหาดชลาทัศน์ จ.สงขลา พบมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกพิษแมงกะพรุนหลายรายทั้งในพื้นที่อ.สิงหนคร มาจนถึงที่อ.เมือง จ.สงขลา ตลอดแนวหาดชลาทัศน์ แหลมสมิหลา สงขลา

ล่าสุด (28 ก.พ. 67) ที่หาดชลาทัศน์ จ.สงขลา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบริเวณริมหาดพบว่ามีแมงกระพรุนสายพันธุ์ หมวกโปรตุเกส ลักษณะเด่น หัวมีสีขาวเหมือนหมวกทหารเรือรบโปรตุเกสโบราณ ลำตัวมีสีน้ำเงิน มีพิษร้ายแรง โดยเฉพาะคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หากไปโดนพิษแมงกะพรุนชนิดนี้ อาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต พบมากในช่วงมรสุม ส่งผลให้ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลในห้วงเวลานี้ พบแมงกะพรุนไฟเรือรบโปรตุเกส ถูกคลื่นซัดเข้ามาบริเวณชายหาดต่าง ๆ ตลอดแนวทั้งจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี สงขลา กระบี่ ภูเก็ต

ด้านนายวันชัย ปริญญาศิริ นายกเทศมนตรีนครสงขลาเผยว่า ปรากฎการณ์ของแมงกะพรุนหมวกโปรตุเกสจริง ๆ เจอกันเป็นประจำตามฤดูกาล แต่ปีนี้จากการสำรวจพบว่ามีมากกว่าปีก่อน ๆ มาก ตั้งแต่ริมหาดตลอดแนวไปจนถึงกลางทะเลใกล้เกาะหนูเกาะแมว ซึ่งขณะนี้ตนได้ให้เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดประชาสัมพันธ์และเฝ้าระวังเชิงรุก และห้าม นทท.ลงเล่นน้ำ หากพบมีผู้ถูกพิษแมงกะพรุนชนิดนี้ก็จะเร่งให้ไลฟ์การ์ดปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที โดยระหว่างนี้ไปจนถึงต้นเดือนเมษายน ก็ยังจะพบแมงกะพรุนไฟโปรตุเกสอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามก็ต้องขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวระมัดระวังในการลงเล่นน้ำหากพบแมงกะพรุนไฟดังกล่าวอย่าเข้าใกล้เด็ดขาดและหากโดนพิษให้เร่งเอาน้ำส้มสายชูราดที่ผิวหนังทันที ซึ่งทางเทศบาลนครสงขลามีบริการไว้ตามจุดต่าง ๆ ตลอดแนวหาดแล้ว

สำหรับแมงกะพรุนไฟเรือรบโปรตุเกส (Portuguese man-of-war) เป็นแมงกะพรุนไฟสายพันธุ์ Physalia มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าแมงกะพรุนไฟหมวกโปรตุเกส จัดเป็นแมงกะพรุนไฟที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก มีลําตัวสีชมพูม่วง น้ำเงิน หรือเขียว ยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร รูปร่างของร่มแมงกะพรุนมีลักษณะคล้ายเรือใบ ลักษณะภายนอกของลําตัวมีปากยื่นยาวออกมาจากลําตัว และมีหนวด (ยาวได้มากถึง 30 เมตร) ออกมาจากขอบร่มเป็นสายยาว โดยปกติจะไม่พบในน่านน้ำไทย ส่วนใหญ่จะพบในทะเลเปิดของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย แต่จะอาจจะถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตื้นหรือเข้าสู่น่านน้ำไทยได้ในบางฤดูกาล

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นสำหรับคนเกิดเดือนมีนาคมซื้อบัตรผ่านประตู ลดทันที 50 %

สวนนงนุชพัทยาโดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ประกาศโปรโมชั่นสำหรับคนเกิดเดือนมีนาคม ซื้อบัตรผ่านประตูลดทันที 50 % เนื่องจากได้รับการตอบรับที่ดีของนักท่องเที่ยวในเดือนที่ผ่านมา และเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทยจึงได้ขยายเพิ่มในเดือนมีนาคม ส่วนของโปรโมชันพิเศษอื่นๆ สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ เด็กความสูงไม่เกิน 140 ซม.ที่มากับครอบครัว และผู้พิการพร้อมผู้ติดตามเข้าฟรีทุกวัน

ล่าสุดสวนนงนุชพัทยา ได้รับมอบประกาศนียบัตรจากอธิดีกรมอานามัยให้เป็นสถานที่ที่ได้ปฎิบัติตามมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Attraction) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 รางวัลนี้ถือเป็นความภาคภูมิใจของสวนนงนุชพัทยาซึ่งเป็นนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมา เน้นในเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้มีบริการนั่งรถชมสวนสวยที่ติด 1ใน10 สวนที่สวยที่สุดในโลกโดยไม่ต้องเดิน สำหรับผู้ที่ต้องการชมการแสดงนงนุชโชว์และการแสดงช้างแสนรู้ มีวันละ 4 รอบ ผู้ที่ต้องการใช้โปรโมชั่นสำหรับคนเกิดเดือนมีนาคมเพียงยื่นหลักฐานที่ช่องจำหน่ายบัตร สวนนงนุชพัทยาเปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น. -18.00 น.

‘เอกชัย ศรีวิชัย’ โพสต์เดือด!! พร้อมอิโมจิรูปเท้า “หากลูกเขาตายใครรับผิดชอบ? มึงบอกให้ลูกมึงกินข้าว จบ”

ก่อนหน้านี้ นายเอกชัย ศรีวิชัย นักร้อง นักแสดง ผู้กำกับหนัง และผู้เคยแสดงจุดยืนเชียร์พรรคก้าวไกล ได้ออกมาเคลื่อนไหวกรณี ‘กลุ่มทะลุวัง’ บีบแตรและขับรถแซงขบวนเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในขณะที่ขบวนกำลังแล่นผ่านทางด่วน พร้อมระบุว่า เป็นการกระทำที่ทำร้ายความรู้สึกของคนไทย และทำลายศรัทธาที่เคยมีต่อกลุ่มการเมืองหนึ่งจนหมดสิ้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (27 ก.พ. 67) เอกชัย ศรีวิชัยก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘บุญรอบ ศรีวิชัย’ ระบุข้อความว่า “หากลูกเขาตายใครรับผิดชอบ? มึงบอกให้ลูกมึงกินข้าว จบ👣”

ภายหลังจากโพสต์ข้อความไปแล้ว แฟนคลับและผู้ติดตามต่างเข้ามาคอมเมนต์ตอบโต้มากมาย และแม้จะไม่ได้ระบุว่าเป็นเรื่องอะไร แต่คอมเมนต์ก็ไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ถูก, จริง, ชอบกินตรีนทำยังไงล่ะครับ, จริงค่ะพี่เอกมึงต้องกินข้าวจะได้ไม่ตาย ฯลฯ

‘อ.เจษฎา’ โต้ ‘น้าแอ๊ด’ ปมอุเทนฯ-จุฬาฯ เสมือนพี่น้องกัน ชี้!! อยู่ในรั้วจุฬาฯ มา 30 ปี ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นสักนิด

(28 ก.พ. 67) จากกรณี นายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง วงคาราบาว ศิษย์เก่า สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กหนุนศิษย์เก่าและนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.) วิทยาเขตอุเทนถวาย คัดค้านการย้ายที่ตั้งสถาบันไปยังพื้นที่อื่น 

โดยระบุตอนหนึ่งว่า อุเทนถวายกับจุฬาลงกรณ์ เป็นเสมือนพี่น้องกันที่ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานแผ่นดินคนละผืน (อุเทนฯ ผืนเล็ก จุฬาฯ ผืนใหญ่) เพื่อมุ่งหวังให้ช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมืองให้รุ่งเรืองมาตราบจนทุกวันนี้ 

ล่าสุด ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องดังกล่าวว่า

"อุเทนถวายกับจุฬาลงกรณ์ เป็นเสมือนพี่น้องกัน"

“ผมอยู่ในรั้วจุฬาฯ มาตั้งแต่เด็กประถม จนถึงทำงานตอนนี้ ก็ร่วมจะ 30 กว่าปีแล้ว ไม่เคยรู้สึกสักนิดเลยครับ ว่าเป็นพี่น้องกับเค้า หึๆๆ”

“รอดูต่อไป ว่า #กฎหมู่จะอยู่เหนือกฎหมาย หรือเปล่า”

จากนั้น ดร.เจษฎา โพสต์อีกว่า “อยากถามทั้งศิษย์เก่าจุฬาฯ และอุเทน ว่าเคยรู้สึกเป็น "พี่น้อง" กันมั้ยครับ ผมไม่เคยนะ หึๆ (แล้วใครเป็นพี่ ใครเป็นน้องเนี่ย)”

'หนุ่ย พงศ์สุข' อึ้ง!! คำค้นหายอดนิยมในไทยที่ทั่วโลกเห็น หลายคำเห็นแล้วควรกลับมาปรับปรุงศึกษาในเชิงพฤติกรรม

เมื่อวานนี้ (27 ก.พ. 67) จากกรณีที่มีการเปิดเผย Digital Trends ปี 2024 จาก We Are Social ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการจัดอันดับเว็บไซต์ที่คนไทยเข้ามากที่สุด 20 อันดับแรก พบว่ามีการค้นหาเว็บที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชนเป็นอันดับต้น ๆ 

ล่าสุดพิธีกรด้านไอทีชื่อดังอย่าง ‘หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์’ ได้อัปเดตผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์’ พูดถึงประเด็นเรื่อง คีย์เวิร์ด หรือ คำค้นหา ยอดนิยมของคนไทย ระบุข้อความว่า 

"รายงานนี้ไปทั่วโลก … ‘รายงานการใช้อินเทอร์เน็ตของไทย’ ประเทศอื่นผมยังไม่ได้อ่านรายงาน แต่ประเทศไทยเรา มีผลค้นหาคำว่า ‘xี’ เป็น Top Google Searches อันดับ 15 เรามี ‘เว็บโป๊’ อยู่ใน Top10 และมีถึง 2 เว็บใน Top 20… ใครไม่อาย ผมอาย ! จะอ่านเพื่ออายไปด้วยกันหรือศึกษาในเชิงพฤติกรรม น่ารู้ทั้งนั้นครับ ปรับใช้กับการงานเราได้ เมื่อรู้รายละเอียดพฤติกรรมต่าง ๆ นี้ 

https://www.beartai.com/news/itnews/1363460 ภาพ Info ทุกช่องในบทความนี้สไลด์ขวาเพื่อซูมดูได้หมดทั้งรายงาน

ป.ล. ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการเปิดเผยรายงานอินเทอร์เน็ตไทย ยุคนั้นเพื่อนผมผู้จัดทำรายงาน (โดยอีกบริษัทหนึ่ง) เพื่อนเปิดเผยว่าเขาต้อง ‘ตัดออกหลายคำค้น’ เพราะเผยแพร่ไปคงไม่ดี ยุคนี้กล้าเปิดเผยกันแล้ว… พฤติกรรมการค้นหาเรายังไม่ต่างจากการใช้อินเทอร์เน็ตยุคแรกนัก 

xี น่าอาย แต่ไม่น่าห่วงเท่า พนัน ครับ"

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาใน จ.กาญจนบุรี ลงพื้นที่ติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 

วันนี้ (27 ก.พ.67) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าพบนายเศรษฐา ทวีศิลป์ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 7 โดยเฉพาะพื้นที่ จ.กาญจนบุรี กรณีการปราบปรามยาเสพติด ไฟป่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการลักลอบขนของเถื่อนบริเวณชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำชับให้เข้มงวดมากขึ้น พร้อมให้บูรณาการการทำงานเพื่อให้ปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนหมดไปโดยเร็ว

เวลา 13.00 น. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรับฟังการรายงานสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยมี พล.ต.ท.​นัยวัฒน์​ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย รอง ผบช.ภ.7 , พล.ต.ต.นครินทร์  สุคนธวิท ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี , พล.ต.ต.พศวีร์  เรืองภู่
ผบก.อก.ภ.7 และ พล.ต.ต.ประสพชัย  มัตสยะวนิชกูล ผบก.สส.ภ.7 , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. ร่วมประชุม

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมประชุมการบูรณาการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี โดยมี ร้อยโท ทศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี , และผู้แทนหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ผบ.ตร. กล่าวว่า ในการประชุมหารือวันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีได้รายงานแผนการปฏิบัติในการป้องกันแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ตามสั่งการนายกรัฐมนตรี ได้แก่ การปราบปรามยาเสพติด ไฟป่า การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และการลักลอบขนของเถื่อน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของตำรวจ ภ.7 , ภ.จว.กาญจนบุรี , ตำรวจพื้นที่ , ตำรวจตระเวนชายแดน , ตำรวจตรวจตนเข้าเมือง , ทหาร และฝ่ายปกครอง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

โดยการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่พบว่าปัจจุบันยาเสพติดในประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาทางชายแดน จ.กาญจนบุรี มากขึ้น ได้กำชับทุกจุดตรวจให้เข้มงวดในการตรวจสอบจับกุมมากขึ้น 

ส่วนปัญหาไฟป่า ได้กำชับให้เตรียมการป้องกันแก้ไข ตั้งแต่การประเมินก่อนเกิดสถานการณ์เพื่อป้องกัน การเข้าระงับเหตุมีไฟป่า และการแก้ไขปัญหาฟื้นฟูหลังเกิดไฟป่า พร้อมเน้นย้ำให้กวดขันการเผาหาของป่าของชาวบ้านในเขตพื้นที่อุทยาน ทำให้เกิดเหตุไฟไหม้ป่า ส่งผลให้เกิดควันและมลพิษ pm 2.5 โดยใช้มาตรการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ประขาชนทราบถึงโทษทางกฎหมายและผลที่จะเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

ปัญหาหนี้นอกระบบ ได้มีการเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่เดือดร้อนไปลงทะเบียนขอรับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ได้ตามช่องทางที่กำหนด ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ โดยตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็ว

สำหรับปัญหาการลักลอบขนของเถื่อนโดยเฉพาะยางเถื่อนนั้น ได้กำชับไปยังจุดตรวจต่างๆ ซึ่งจะเคร่งครัดในการตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป

หลังการประชุมหารือ ผบ.ตร. และคณะ ได้ไปตรวจเยี่ยมจุดตรวจร่วมสามแยกทองผาภูมิ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งถือเป็นจุดหลักในการตรวจตรา ป้องกันการกระทำผิดกฎหมายและสิ่งของผิดกฎหมายต่างๆไม่ให้เข้ามาในประเทศ

แปลกใจ!! 'นทท.ต่างชาติ' วิจารณ์อาหารถุงของไทย บอก!! 'เสิร์ฟกันยังงี้หรือ?' คาด!! ไม่รู้ว่านี่คือ Take Away

เมื่อไม่นานมานี้ จากช่องติ๊กต็อก ‘David William’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้โพสต์คลิปวิดีโอกรณีสาวจีนรายหนึ่งขณะกำลังวิจารณ์วิธีการกินที่มัดใส่ถุงของคนไทย โดยระบุว่า…

‘อยู่ที่ไทยสั่งอาหาร เกลียดที่สุดเลยก็คือ พวกเขาชอบใส่ถุงมาให้แบบนี้ ไม่มีถ้วยเลย (พร้อมถอนหายใจ) ใส่มาแบบนี้ดูสิอย่างกับอะไร อยากจะอ้วกจริง ๆ นะ รู้สึกกินไม่ลงเลยสั่งอาหารใส่ถุงหมดเลย…น่ากลัว’

ซึ่งด้าน ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้แสดงความคิดเห็นและมุมมองต่อคลิปนี้ว่า…

“ไม่เข้าใจจริง ๆ …ช่วงนี้เจอแต่คอนเทนต์แนวนี้เยอะมากที่มีชาวต่างชาติมาเที่ยวประเทศไทยและชอบหาว่าคนไทยน่าเกลียด กินแปลก ๆ หรือมีการตําหนิไม่หยุด อย่างเคสเมื่อกี้ที่บ่นไปเรื่อยว่าทําไมคนไทยชอบเสิร์ฟอาหารในถุงแบบนี้ มันดูสกปรก นู้นนี่นั่น แต่ขออนุญาตเลยนะ ก็คุณสั่ง Take Away หรือเปล่า? แล้วคุณจะให้ส่งอาหารให้คุณยังไง? หรือคุณอยากได้ชามทองคําเหรอ แล้วอีกอันที่ทําให้รู้สึกงงมาก ซึ่งไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เจ้าของร้านที่เขาให้ถุงกับคุณอย่างนั้นน่ะ เขาไม่ได้ต้องการให้กินจากถุง คือคุณต้องเอาถุงเทใส่ชามแทน”

จากนั้น ‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ก็ได้สาธิตวิธีการกินและแกะจากถุงให้ดู พร้อมระบุต่อว่า “คุณอย่าเพิ่งไปกินจากถุงแบบนี้ ไม่มีคนไทยคนไหนกินจากถูกเลย ซึ่งสิ่งที่พวกเราจะทําคือจะเอาถุงแกงที่ได้มาเทใส่ชาม แล้วในเมื่อเทใส่ชามเสร็จปุ๊บ เราก็จะกินกันอย่างเอร็ดอร่อย”

‘ครูเดวิด วิลเลียม’ ได้กล่าวต่อว่า ดูเหมือนตนจะเล่นเยอะใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วรู้สึกทุกข์มากด้วยเนื้อหานั้น คือคุณเพิ่งมาประเทศไทยหรือเปล่า แล้วคุณยังไม่ทันศึกษาวัฒนธรรม อาหาร หรือว่าวิธีการกินของเรา แล้วคุณจะมาดูถูกและต่อว่าพวกเราขนาดนี้ได้ยังไง? และอีกอย่างที่ต้องพูดคือ จริง ๆ แล้วอาหารไทยและวิธีการกินของคนไทยเป็นสิ่งที่ขึ้นชื่อทั่วโลกเลยนะ ด้วยความงดงาม ความน่าสนใจ และด้วยความอร่อยของอาหารนั้น ที่คุณมาประเทศไทยก็คือเพราะคุณอยากเจอสิ่งใหม่ไม่ใช่เหรอ? คือถ้าบ้านเราเหมือนบ้านคุณเป๊ะ ๆ เนี่ย คุณจะขึ้นเครื่องบินมาหาพวกเราไปพร่ำเพื่ออะไร

เพราะฉะนั้นขอสรุปว่า ไม่รู้ว่าฝรั่งคนอื่นเขาว่ายังไง แต่สําหรับตนแล้วในฐานะชาวต่างชาติคนหนึ่งซึ่งเคยได้โอกาสไปเที่ยวหลายประเทศทั่วโลก วันนี้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคําว่าอาหารไทยและวิธีการกินของคนไทยเป็นสิ่งที่ปังไม่หยุดจนมันหาที่เปรียบเทียบได้ยากมากทั่วโลก

'สว.สมชาย' กางประวัติศาสตร์ ชี้!! 'เกาะกูด' ไม่เคยเป็น 'พื้นที่ทับซ้อน' ยัน!! เป็นของไทยมาตั้งแต่สัญญาแบ่งปันดินแดน 'ไทย-ฝรั่งเศส' ปี 2450

(27 ก.พ. 67) นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีกระแส ดราม่าพื้นที่ทับซ้อน 'เกาะกูด' ระบุว่า...

หลักฐานสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส  ร.ศ.125 ที่สยามยอมยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้ายและจังหวัดตราดนั้น เป็นหลักฐานระบุชัดเจนว่า...

'เกาะกูดเป็นดินแดนของประเทศไทย กัมพูชาไม่มีสิทธิอ้างสิทธิทางทะเลเหนือเกาะกูดได้'

ตามที่สนธิสัญญาที่รัฐบาลไทยทำกับฝรั่งเศสตกลงในการแบ่งปันพื้นที่กันใหม่ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รศ 125 หรือ พ.ศ.2450 มีใจความสำคัญว่า...

ข้อ1) รัฐบาลสยามยอมยกดินแดนเมืองพระตระบอง เมืองเสียมราฐและเมืองศรีโสภณให้กับกรุงฝรั่งเศส...

ข้อ2) รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราดกับเกาะทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมสิงลงไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่กรุงสยาม…

กัมพูชาจึงไม่มีสิทธิในพื้นที่ รวมถึงเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเลที่เขียนขึ้นมาเองใหม่ในสมัยนายพล ลอนนอล ของกัมพูชาเมื่อ พ.ศ.2515 ก็ไม่มีสิทธินำมากล่าวอ้างได้

ผู้แทนใดๆ รัฐบาลของไทย จึงไม่มีสิทธิที่จะไปเจรจาทำความตกลงทั้งในทางเปิดเผยและในทางลับจัดแบ่งปันผลประโยชน์อันมิชอบในแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซ ในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างเป็นพื้นที่ทับซ้อนใดๆ ได้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวมิได้เป็นพื้นที่ทับซ้อนตามอ้าง หากแต่เป็นพื้นที่อาณาเขตประเทศไทยชัดเจนมากครับ

ดังนั้นหาก ผู้ใดแอบอ้างเป็นตัวแทนคนไทยหรือรัฐบาลไทยไปเจรจาแบ่งปันหรือยกประโยชน์แหล่งพลังงานในพื้นที่อ่าวไทยที่มีเกาะกูดเป็นเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนมาตั้งแต่การแบ่งปันใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงยอมเสียดินแดน 3 เมือง พระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ เพื่อแลกจังหวัดตราดกลับคืนมา และมีข้อตกลงหมุดหลักชัดเจนปลายสุดเขตแดนประเทศไทย ที่เกาะกูดตั้งแต่ พ.ศ.2450 แล้ว...ผู้นั้นย่อมถูกเรียกได้ว่า 'คนขายชาติ' ครับ

สำหรับ เกาะกูด เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของประเทศไทย รองจากเกาะภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะช้าง, เกาะตะรุเตา และเกาะพะงัน ตั้งอยู่ในอ่าวไทย เป็นเกาะสุดท้ายแห่งน่านน้ำตะวันออกไทย อยู่ในการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะกูด ส่วนหนึ่งของอำเภอเกาะกูดในจังหวัดตราด 

เกาะกูดมีเนื้อที่ 105 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 65,625 ไร่ ความยาวของเกาะ 25 กิโลเมตร ความกว้าง 12 กิโลเมตร เกาะยังมีสภาพความเป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ โดยมีภูเขาและที่ราบสันเขาซึ่งเป็นต้นกำเนิดลำธาร ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกที่ขึ้นชื่อคือ น้ำตกคลองเจ้า ที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี 

ทางฝั่งตะวันตกของเกาะ นับตั้งแต่อ่าวยายกี๋ หาดคลองเจ้า, หาดอ่าวพร้าว, อ่าวง่ามโข่, หาดอ่าวเบ้า หาดคลองหิน, อ่าวพร้าวจนสุดปลายแหลมเทียน ล้วนแต่เป็นหาดที่มีทรายสวยงามน้ำทะเลใส ประกอบกับธรรมชาติสงบเงียบ ร่มรื่นด้วยทิวมะพร้าวริมหาด 

นอกจากนี้บนเกาะกูดยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังหลากชนิด รวมทั้งเกาะแรดและเกาะไม้ซี้ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะกูดอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top