Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

สตูล จัดพิธีส่งมอบบ้านผู้ยากไร้ ตามโครงการ พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่

(5 พ.ย.68) ที่ บ้านเลขที่ 411 หมู่ที่ 4 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก เป็นประธานในพิธีส่งมอบบ้านให้แก่ผู้ยากไร้ ตามโครงการ “พสบ.จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4 สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้” โดยมีนายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายสิทธิพร อินนิมิตร  นายอำเภอควนกาหลง  นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น สมาชิก พสบ.จังหวัดสตูล และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

นายชวรณ สุธาพาณิชย์ ประธานชมรมพสบ.จังหวัดสตูล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของกองทัพภาคที่ 4 ตั้งแต่สมัยที่ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 จังหวัด ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา พัทลุง และสตูล ผ่านการดำเนินงานของชมรมพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร(พสบ.)จังหวัดชายแดนใต้กองทัพภาคที่ 4

สำหรับจังหวัดสตูล ได้ดำเนินการคัดเลือกบ้านผู้ยากไร้โดยความร่วมมือของจังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายสิทธิพร อินนิมิตร นายอำเภอควนกาหลง ซึ่งเป็น พสบ.รุ่นที่ 20 เป็นผู้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ผลการคัดเลือกได้แก่บ้านของนายอุทัย เซ่งซ้าย ซึ่งได้รับการซ่อมสร้างจนแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมส่งมอบให้เจ้าของบ้านอยู่อาศัยอย่างมั่นคงปลอดภัย  โดยผู้เข้าร่วมฯ ยังได้ร่วมบริจาคสิ่งของ เครื่องใช้ในครัวเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้รับมอบอีกด้วย

ทั้งนี้ พลเอก ไพศาล หนูสังข์ ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นแบบอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทหาร ภาครัฐ และประชาชน ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรและความยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘ตรีนุช’ สั่งการเข้ม!! เตรียมความพร้อมแรงงานไทยไปอิสราเอล หลังรับแจ้งความต้องการแรงงาน ภาคเกษตร - ก่อสร้าง - อุตสาหกรรม ในปี 2568 กว่า 20,000 อัตรา

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากนโยบายขยายตลาดแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศให้ได้มากกว่า 50,000 อัตราภายใน 4 เดือนภายใต้นโยบาย Quick Big Win เพื่อสร้างรายได้และโอกาสใหม่ให้คนไทย โดยเน้นการส่งเสริมตลาดแรงงานคุณภาพ การพัฒนาทักษะ Up-skill / Re-skill และการถ่ายทอดเทคโนโลยีกลับสู่ประเทศนั้น ในส่วนของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นหนึ่งในสามประเทศที่มีแรงงานไทยไปทำงานเป็นจำนวนมาก ได้สั่งการให้กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน จัดทำแผนฝึกอบรมแรงงาน ปีงบประมาณพ.ศ.2569 (เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2568) ในโครงการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยตามความต้องการของตลาดแรงงานไทยในอิสราเอล โดยจัดอบรมทั้งสิ้น 8 รุ่น จำนวนแรงงานเข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 1,650 คน ซึ่งทั้งหมดจะทยอยเดินทางไปยังประเทศอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 31ต.ค.2568 – 23 พ.ย.2568 นี้

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณพ.ศ. 2565 – 2569 ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2568 มีแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานในรัฐอิสราเอลทั้งหมด 41,440 คน แบ่งเป็นภาคเกษตร 32,490 คน ภาคก่อสร้าง 6,437 คน ภาคอุตสาหกรรม 556 คน ภาคบริการ 1,898 คน และอื่นๆ 59 คน โดยในปี 2568ได้รับแจ้งความต้องการแรงงานไทย ที่จัดส่งโดยกรมการจัดหางานตาม MOU เพื่อไปทำงานในภาคเกษตร 13,000 อัตรา และ แรงงานภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟแล้ว 10,191 คน

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า การอบรมแรงงานไทยก่อนเดินทางไปทำงานในอิสราเอล จะมีการอบรมทั้งภาษาฮิบบรู วัฒนธรรมของอิสราเอล สัญญาการให้บริการจัดหางาน และ สัญญาการจ้างงาน โดยในส่วนของแรงงานภาคเกษตร จะมีการให้ความรู้ในเรื่องของเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ สาธิตวิธีการฝึกปฏิบัติด้านการเกษตร การให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการน้ำอัจฉริยะ ฯลฯ ทั้งนี้ได้กำชับให้สำนักงานแรงงานในประเทศอิสราเอลให้การดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในรัฐอิสราเอลอย่างใกล้ชิด ทำงานเชิงรุกโดยไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาหรือมีการมาขอความช่วยเหลือก่อน แต่ควรจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานแรงงานในต่างประเทศที่จะต้องทำงานร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ของประเทศนั้นๆ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิและดูแลสวัสดิการของแรงงานไทยอย่างดีที่สุด

เขมรไม่ถอนทหาร!! ‘ปราชญ์ สามสี’ เปิดข้อเท็จจริงใหม่ ‘กัมพูชา’ ถอนกำลังหลอกชาวโลก ขัดข้อตกลงสนธิสัญญาสันติภาพ แต่ไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ

(5 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์ข้อเท็จจริงเรื่องโพสต์กัมพูชาได้โพสต์อ้างว่า “ไม่มีการซ้อมถอนทหารออกจากพื้นที่ชายแดน” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ ขัดกับข้อตกลงสันติภาพและมาตรการลดความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายเคยยืนยันร่วมกัน ตามหลักการของสนธิสัญญาสันติภาพ 

กัมพูชามีพันธกรณีต้องถอนกำลังออกจากเขตพิพาท และไม่ดำเนินการทางทหารที่เปลี่ยนสถานะพื้นที่เดิม แต่กลับมีการเผยแพร่คลิปยืนยันว่าจะ “ไม่ถอนทหาร” ซึ่งถือเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามพันธะที่ให้ไว้ในระดับระหว่างประเทศ ประเทศไทยยังยึดมั่นในแนวทางสันติ และรอให้กัมพูชาเคารพคำมั่นที่ให้ไว้ต่อประชาคมโลก

รมว.ยุติธรรม กดปุ่ม 'Kick Off 1386' ปูพรมปราบยาเสพติดทั่วประเทศ เดินหน้ายุทธการวาระชาติ

(5 พ.ย. 68) ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงาน ป.ป.ส. อาคาร 2 ชั้น 4 (ดินแดง) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดปฏิบัติการ “Kick Off 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” ครั้งที่ 1/2569 ตอกย้ำการขานรับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็น วาระแห่งชาติ เดินหน้ากระชับพื้นที่–ล้างเครือข่ายค้ายาในทุกมิติ

พิธีเปิดจัดขึ้นโดยมีผู้แทนภาคีด้านความมั่นคงร่วมเข้าพลังอย่างพร้อมหน้า ทั้งตำรวจ ทหาร ปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานเฉพาะกิจ อาทิ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.สราวุธ ประเสริฐชีวะ จากกอ.รมน. นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัด มท. รวมถึงกำลังจากเหล่าทัพและป.ป.ส.ภาค 1–9 และกทม.

ปฏิบัติการพุ่งเป้าตามสายด่วน 1386 ทั่วประเทศ เริ่มจากการลงพื้นที่ตามเรื่องร้องเรียนของประชาชน ผ่านสายด่วน 1386 ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.–5 พ.ย. 2568 รวม 161 จุดปฏิบัติการ ครอบคลุม 21 จังหวัด 87 อำเภอ มุ่งตรวจสอบเป้าหมายบุคคลรวม 156 ราย แบ่งเป็นประชาชนทั่วไป 149 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 7 ราย พร้อมตรวจเข้ม 5 ชุมชนเสี่ยงแพร่ระบาด

ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด 41 คน จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 คน ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 2 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 2,700 เม็ด ไอซ์ 65.6 กรัม คีตามีน 2.8 กรัม นำผู้เสพเข้าสู่ระบบบำบัด 109 คน และยึดทรัพย์เพื่อตรวจสอบ 3 รายการ ได้แก่ เงินสด 2,502,500 บาท รถยนต์ 1 คัน และอาวุธปืน 1 กระบอก

รายงานจากหน่วยปฏิบัติผ่านระบบ Webex ระบุว่า ชุมชนแออัดยังคงเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่มีการลักลอบจำหน่ายยาเสพติดต่อเนื่อง รวมถึงพบกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำจำนวนหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การบูรณาการระหว่าง ป.ป.ส. กับตำรวจ ทหาร ปกครอง และสาธารณสุข ต้องเดินหน้าอย่างเข้มข้น ทั้งด้านการปราบปราม การลดการแพร่ระบาด และการฟื้นฟูชุมชน พร้อมสั่งกำชับให้ทุกหน่วยวางแผนเชิงรุกและสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยในระดับหมู่บ้านและชุมชน

พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินงานบนหลัก โปร่งใส ยุติธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และขอให้ประชาชนร่วมเป็นกำลังสำคัญ หากพบเบาะแสค้ายาหรือเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1386 “ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด” เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลบรรลุเป้าหมาย สร้างสังคมไทยปลอดภัยและเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

‘ไตรรงค์’ โต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ย้ำตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ – เว็บพนัน ยันคดี ‘สส. ชนนพัฒฐ์’ ยังไม่จบ มีอีก 3 คดีรอเชือด สวนแรง “ตำรวจไม่ใช่แก๊งอาชญากรรม” เป็นองค์มีวินัย ลั่น หากทำผิดแม้ยศ ‘พล.ต.อ’ ก็ถูกไล่ออกได้

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ ตอบโต้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยืนยันตำรวจไซเบอร์เอาจริงปราบสแกมเมอร์ ปฏิเสธข้อหาตำรวจชุดจับกุมกลับคำให้การช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์ ลั่นยังมีอีก 3 คดีรอเชือด สส. คนดัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ "เรื่องนี้ต้องเคลียร์" ตอบโต้ข้อกล่าวหาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล (บิ๊กโจ๊ก) ที่กล่าวว่าตำรวจไซเบอร์ไม่เอาจริงในการปราบปรามเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ พร้อมชี้แจงรายละเอียดคดีพนันออนไลน์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. จังหวัดสงขลา พรรคกล้าธรรม

โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ที่ผ่านมาดำเนินการอย่างจริงจัง ในส่วนการปฏิบัติของตำรวจเอาจริงเอาจังกับการปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน" โดยเล่าถึงการได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร. ให้มุ่งเน้นการนำทรัพย์สินคืนให้ประชาชนผู้เสียหาย

จากการทำงานร่วมกับทีมสืบสวนสอบสวน นำไปสู่การสร้าง "โครงการ Money Cashback" ซึ่งเป็นการระงับเส้นเงินก่อนที่จะถูกโอนออกนอกระบบ โดยประสานงานกับธนาคารต่างๆ ติดตามสืบสวนจับกุม จนสามารถยึดเงินอายัดเงินคืนให้ผู้เสียหาย ในช่วงที่เป็นผู้บัญชาการไซเบอร์ สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายประมาณ 50 กว่าราย เป็นเงิน 200 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อ ผบ.ตร. เห็นว่าโครงการนำร่องได้ผล จึงสั่งให้ยกระดับทำทั่วประเทศ และเห็นว่าการประสานงานออนไลน์ระหว่างตำรวจกับธนาคารได้ผล จึงมอบนโยบายให้ พล.ต.อ.พลเอก ธัชชัย ปิตะนีลบุตร ผู้อำนวยการ ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ไปออกแบบตั้ง "ศูนย์วอร์รูม IAC ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์" เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม

ผลของการทำงานร่วมกันแบบออนไซต์มีประสิทธิภาพมาก จากสถิติที่เก็บข้อมูลตั้งแต่ปี 2565 พบว่า ก่อนมี พรก. ในปี 2566 การอายัดเงินคืนมีเพียง 1-2% เมื่อมี พรก. เริ่มมีการทำงานร่วมกัน ขยับสูงขึ้นเป็นกว่า 10 % พอมาแก้เพิ่มมาตรการใน พรก.ปี 68 ฉบับที่สอง ขยับมาเป็น 15% - 20% แต่หลังจากตั้งวอร์รูม ปัจจุบันสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายก่อนที่จะถูกโอนออกไปนอกระบบ และนำมาคืนให้ผู้เสียหายได้กว่า 40 %

**ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ**

เมื่อนำโครงการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการครั้งที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรียกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพิ่มหน่วยงานที่เข้าร่วม ได้แก่ ก.ล.ต. กสทช. ค่ายมือถือ DSI ฝ่ายด้านการต่างประเทศ และเชิญตำรวจนานาชาติมาร่วมด้วย ทำให้เป็นวอร์รูมของรัฐบาล มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

สำหรับสถิติการหลอกลวงออนไลน์ปัจจุบัน เฉลี่ยวันละ 1,000 กว่าราย ความเสียหายกว่า 70 ล้านบาทต่อวัน โดยอันดับ 1 ที่ถูกหลอกมากที่สุดคือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ การหลอกให้ทำกิจกรรมหารายได้พิเศษ การหลอกกู้ยืมเงิน การหลอกให้รักและลงทุน (Hybrid scam) ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนำคณะไปประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับมอบหมายให้ไปคุยเรื่องการทำความตกลงในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ หรือ Action Plan ด้วย โดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นผู้แทนไป สามารถทำความตกลงกันได้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีความร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ มีขั้นตอนการปฏิบัติชัดเจน ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

ปฏิเสธข้อกล่าวหาช่วยเหลือ ส.ส.ชนนพัฒฐ์

เมื่อถูกถามถึงการกล่าวหาว่า มีตำรวจ 2 คน คือ พ.ต.ต.ประชิต กับ ร.ต.อ.นวพล ไปกลับคำให้การ จนกระทั่งชนนพัฒฐ์ไม่ถูกดำเนินคดี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า "ไม่จริงนะครับ ผมยืนยันว่าทั้ง 2 ท่านนะครับ ประชิตกับนวพลเนี่ย ไม่ได้มีการกลับคำให้การ"

โดยอธิบายว่า หลังจากคุณอัจฉริยะได้ไปร้องเรียนกับ ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2567 และทาง ผบ.ตร. จึงสั่งตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนที่ทำการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งประชิตกับนวพลเอง ก็ยืนยันว่า ข้อความที่ปรากฏไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในการสอบสวนคดีนี้ ตั้งแต่วันเวลาที่ทำการสอบสวน สถานที่ที่ทำการสอบสวน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ อธิบายขั้นตอนการจับกุมว่า เริ่มจับกุมที่ สภ.เมืองสงขลา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565 โดยขออนุมัติศาลขอหมายค้น เข้าไปตรวจค้นบ้านพักหลายหลัง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของพวกแอดมินเว็บพนัน สามารถจับกุมได้หลายสิบคน พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์

จากนั้นรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 ไปขอหมายจับนายชนนพัฒฐ์ กับพวกอีก 1 คน ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ วันรุ่งขึ้น 24 กุมภาพันธ์ ขอหมายค้นไปทำการตรวจค้นเพื่อจับกุมผู้ต้องหา ไม่ได้เจอตัวนายชนนพัฒฐ์ที่สงขลา แต่มาจับได้ที่กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ดี การไปตรวจค้นครั้งนั้นพบการกระทำผิดอีกเรื่องหนึ่ง พบว่าหลังจากจับกุมครั้งแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เว็บ จิมิ 88.com ได้มีการเปลี่ยนเว็บ ปิดเว็บนี้ไป เปลี่ยนใหม่เป็นชื่อนาเนีย และย้ายจุดการตลาดจากเขต สภ.เมืองสงขลา ไปอยู่ในเขต สภ.หาดใหญ่ จึงไปจับกุมได้อีกที่หาดใหญ่ ส่งดำเนินคดีพนักงานแอดมินที่ สภ.หาดใหญ่

หลังจากจับนายชนนพัฒฐ์ได้ จึงทำพยานหลักฐานเพิ่มเติม ไปร้องทุกข์เพิ่มเติม ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งข้อนี้ทางรองฯ โจ๊ก ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแยกเป็นอีกหนึ่งคดี ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ฝ่ายพนักงานจับกุมไม่มีสิทธิ์แยกคดี แต่เป็นการไปร้องทุกข์เพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนชุดเดิมที่ สภ.เมืองสงขลา แต่พนักงานสอบสวนตัดเลขคดีใหม่เอง

ต่อมาข้ามปี วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 66 ชุดปฏิบัติการ PCT ตร. ชุดเดิม ไปจับกุมเว็บพนันสายเปย์ในพื้นที่ สน.เพชรเกษม เจอพยานบุคคลให้การซัดทอด เจอพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยงถึงนายชนนพัฒฐ์อีก รวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนเพิ่มเติม

ในที่สุด วันที่ 12 ธันวาคม 66 ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับนายชนนพัฒฐ์ที่ สน.เพชรเกษม ในข้อหาตาม พ.ร.บ.การพนัน และฟอกเงิน ซึ่งขณะนั้นชนนพัฒฐ์ได้เป็น ส.ส. แล้วตั้งแต่ 12 มิถุนายน 66

ผลของคดีต่างๆ

คดีแรกที่ สภ.เมืองสงขลา เรื่องคดีล่วงละเมิดมีการเล่นการพนันออนไลน์ พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายพัชร ผู้ต้องหาอีกรายหนึ่ง ส่งกลับมาให้ภาค 9 แต่ภาค 9 ไม่มีความเห็นแย้ง จึงยุติไป

สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงิน พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองราย ส่งสำนวนให้อัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย แต่ภาค 9 แย้ง จึงส่งไปอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน

คดีที่ สภ.หาดใหญ่ พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องนายชนนพัฒฐ์ สั่งฟ้องนายณัฐวุฒิ ผู้ต้องหาอีกคน ส่งสำนวนให้อัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้องทั้งสองราย ภาค 9 แย้ง ส่งไปอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดเห็นว่าการสอบสวนไม่สิ้นกระแสความ สั่งสอบสวนเพิ่มเติม

ยืนยันไม่มีการกลับคำให้การ

เมื่อมีการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการสูงสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม คือประชิตกับนวพล ได้ให้การเพิ่มเติม ยืนยันรายงานสืบสวนทั้งหมด ยืนยันคำให้การครั้งแรกทั้งหมด ว่าชนนพัฒฐ์มีส่วนร่วม ชุดจับกุมยังยืนยันอยู่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ตั้งคำถามว่า "อย่างเนี้ยจะให้การช่วยเหลือเหรอ" โดยยืนยันว่า คดีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ยังไม่จบสิ้น ยังเหลือคดีที่ สน.เพชรเกษม และอีก 2 คดีที่ติดอยู่แน่ ๆ คือ ร่วมกันฟอกเงินที่ สภ.เมืองสงขลา และคดีที่หาดใหญ่ ซึ่งชุดจับกุมยืนยันเหมือนเดิม ไม่มีการกลับคำให้การ ขอให้ประชาชนสบายใจได้

สำหรับข้อกล่าวหาที่รองฯโจ๊ก บอกว่าตำรวจเป็นโจร เป็นแก๊งอาชญากรรม พล.ต.ท.ไตรรงค์ โต้ว่า "เป็นคำกล่าวหาที่รุนแรง และผมใช้คำว่ามันร้ายกาจมาก คุณกำลังกล่าวหาคนทั้งองค์กร คุณกำลังกล่าวหาตำรวจ 2 แสนคน คุณกำลังกล่าวหาพี่น้องประชาชนที่สนับสนุนกิจการตำรวจ ว่าสนับสนุนอาชญากร สนับสนุนองค์กรอาชญากรรม"

โดยย้ำว่า "ข้าราชการตำรวจที่ตั้งใจทำงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะอยู่แนวชายแดนในการรักษาอธิปไตยร่วมกับทหาร ไม่ว่าจะอยู่ชายแดนใต้เพื่อรักษาด้ามขวานทองไว้ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้กับอาชญากรรมรุนแรง ยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนตามท้องถนน เรามุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกปีมีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 30-40 นาย"

และตั้งคำถามว่า "ท่านพูดคำนี้ออกมา ท่านคิดถึงหัวอกคนเหล่านี้ไหม และน่าเสียใจยิ่งกว่านั้นคือท่านก็เคยเป็นตำรวจมาก่อน แม้ปัจจุบันท่านไม่ได้เป็นแล้วก็ตาม คำพูดแบบเหมารวมอย่างงี้เป็นคำพูดที่ร้ายกาจมาก ไม่ควรพูด"

ส่วนการระบุว่า มีอดีตนายกรัฐมนตรี มีเอี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์นั้น อยากจะบอกว่า คำพูดที่เลื่อนลอยเช่นนี้ ท่านพึงระวัง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังย้ำด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่รักษาระเบียบวินัยมาเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ปล่อยตํารวจที่ไม่ดีไว้ในองค์กร โดยตัวเลขย้อนหลัง 3 ปี มีการลงทัณฑ์ทางวินัยข้าราชการตำรวจที่กระทำผิด ไปถึง 5,683 นาย ขั้นรุนแรงไล่ออก 781 คน ปลดออก 210 คน และในปี 2568 ไล่ออกถึงระดับพลตำรวจเอก ดังนั้น ไม่ว่าจะชั้นยศไหน ก็สามารถถูกไล่ออกได้หากกระทำผิดวินัยร้ายแรง เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนไว้ใจว่าตำรวจส่วนมากยังมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ พร้อมเสียสละเลือดเนื้อเพื่อรักษาความสุขสงบสุขเรียบร้อยให้กับประเทศไทย

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รณรงค์ลอยกระทงสืบสานวัฒนธรรมไทย ใช้ถนนปลอดภัย รักษาวินัยจราจร

(5 พ.ย. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ระดมกำลังดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนที่เดินทางไปร่วมงานเทศกาลลอยกระทงทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่เฉลิมฉลองประเพณีไทยได้อย่างอบอุ่นและปลอดภัย

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมวางมาตรการเข้มงวดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและลดปัญหาการจราจรติดขัด โดยดำเนินการดังนี้

1. จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำจุดสำคัญทั่วประเทศ ทั้งบริเวณวัด ท่าน้ำ สวนสาธารณะ และสถานที่จัดงานลอยกระทง เพื่ออำนวยความสะดวกการจราจรและดูแลความปลอดภัยของประชาชน พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และอาสาจราจร

2. ประชาสัมพันธ์เส้นทางจราจร จุดจอดรถ และเส้นทางเลี่ยงให้ประชาชนทราบล่วงหน้า รวมถึงเตรียมเส้นทางสำรองรองรับการจราจรหนาแน่นในพื้นที่จัดงาน

3. กวดขันวินัยจราจรอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เมาแล้วขับ ขับรถเร็ว และการแข่งรถในทางสาธารณะ
 
ทั้งนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ร่วมกัน “สืบสานประเพณีอย่างมีวินัยและรับผิดชอบต่อสังคม” โดยขอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนและไปร่วมงานเทศกาล รักษากฎหมายและวินัยจราจร ขับขี่รถอย่างมีน้ำใจ ไม่จอดกีดขวางการจราจร สวมหมวกนิรภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกครั้ง ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ หรือก่อความเดือดร้อนรำคาญ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที่ เพื่อให้เทศกาลลอยกระทงปีนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุข ความปลอดภัย และความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่คงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน
 
หากประชาชนพบเห็นอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถ แจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านช่องทางดังนี้
• โทร. 191 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินทั่วประเทศ
• โทร. 1197 สายด่วนตำรวจจราจร กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
• โทร. 1193 สายด่วนตำรวจทางหลวง
• โทร. 1599 สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ถึงเวลาชาติยุโรปกลาง จะไปทางไหน 'เป็นกลาง' ผลลัพธ์แบบฮังการี-สโลวาเกีย 'เลือกข้าง' ผลลัพธ์แบบยูเครน ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง

อาจารย์รุสตัม หวันสู โพสต์
"สะพานหรือสนามรบ? จุดยืนสโลวาเกีย-ฮังการี กับทางเลือกของชาติยุโรปกลาง"

ในวันสัมมนาที่มอสโก ทางเจ้าภาพได้จัดให้ทานมื้อเที่ยงบนเรือที่จอดริมฝั่งแม่น้ำมอสควา มีเพื่อนร่วมสัมมนาสองคนมาร่วมโต๊ะด้วย เป็นคู่สามีภรรยาจากประเทศสโลวาเกีย ทราบว่าทั้งสองเป็นนักศึกษาปริญญาโท

ผมชวนคุยไปเรื่องประเทศสโลวาเกีย เรื่องการเดินทาง เรื่องผู้คน ภาษา วัฒนธรรม ผมสังเกตว่าทั้งสองสื่อสารเป็นภาษารัสเซียกับพนักงานเสริฟได้อย่างดีเยี่ยม จึงได้ทราบว่า ภาษาสโลวัก กับ ภาษารัสเซีย มีความใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากทั้งสองภาษาต่างก็จัดอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันคือ กลุ่มภาษาสลาฟ

ผมถามพวกเขาต่อเรื่องท่าทีนโยบายต่างประเทศของสโลวาเกียต่อความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผมพอจะทราบเบื้องต้นว่า มีสองประเทศในยุโรปกลางคือฮังการีและสโลวาเกีย มีนโยบายที่ค่อนข้างเป็นกลางต่อความขัดแย้งครั้งนี้

เพื่อนชาวสโลวักอธิบายจุดยืนประเทศเขาได้อย่างน่าสนใจว่า "พวกเราต้องการสันติภาพผ่านการเจรจา" แม้สโลวาเกียจะเป็นสมาชิกทั้ง EU และ NATO แต่พวกเขา 'ไม่เห็นด้วย' กับท่าทีของประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่กำลัง 'บรรลุสันติภาพผ่านสงคราม' และการมุ่งเป็นปฏิปักษ์กับรัสเซีย ความเกลียดชังไม่อาจแก้ปัญหาได้

เมื่อทบทวนท่าทีของประเทศในยุโรป พบว่ามีสองประเทศที่มีจุดยืนที่น่าสนใจนั่นคือ ฮังการีและสโลวาเกีย

ฮังการีภายใต้รัฐบาลนายวิคเตอร์ ออร์บัน รักษาจุดยืนต่อรัสเซียที่มุ่งเน้นความร่วมมือด้านพลังงาน ไม่ต่อต้านรัสเซีย ดำเนินนโยบายที่ประนีประนอมและเป็นมิตรกับรัสเซีย หลายฝ่ายมองว่าท่าทีเช่นนี้จะทำให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบ

ในขณะที่สโลวาเกียภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนและนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ฟิโกยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน สนับสนุนการเจรจาเพื่อยุติสงคราม เปลี่ยนจุดยืนจากสนับสนุนยูเครนมาเป็นจุดยืนที่เป็นกลางและประนีประนอม

แน่นอนว่าท่าทีนโยบายต่างประเทศดังกล่าวเป็นผลจากปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งฮังการีและสโลวาเกียเป็นประเทศขนาดปานกลางถึงเล็ก ทั้งสองประเทศเป็นประเทศ landlock ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ทั้งสองประเทศพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และได้รับการผ่อนปรนจาก EU จากมาตรการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย ยังคงนำเข้าพลังงานจากรัสเซียต่อไปด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงด้านพลังงาน

ในกรณีของสโลวาเกีย ผู้นำประเทศที่เปลี่ยนนโยบายจากผู้นำคนก่อนชนิด 360 องศา จากสนับสนุนยูเครนมาเป็นยกเลิกให้ความช่วยเหลือยูเครน คงตระหนักรู้แล้วว่า...ยุโรปกำลังเดินผิดทาง

ยุโรปตกอยู่ภายใต้วาทกรรมที่ว่าหากยูเครนแพ้ เราแพ้ด้วย วาทกรรมนี้ตกอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่ารัสเซียมีแนวคิดขยายดินแดนและต้องการยึดครองยูเครนกระทั่งยุโรป ทั้งๆ ที่เมื่อดูความเป็นจริงในหน้าสนามรบแล้ว เราจะเห็นข้อจำกัดของรัสเซียที่สู้รบมาสามปีเก้าเดือนพื้นที่ยึดครองแทบไม่เปลี่ยนไปมากในปีหลังๆ

ด้วยวาทกรรมเช่นนี้ทำให้บรรดาชนชั้นนำทางการเมืองของยุโรปหันไปจับมือกันต่อต้านรัสเซีย และสนับสนุนยูเครน แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่า ชาติที่ออกตัวแรงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ล้วนแต่เป็นชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากยูเครนไปไกล 

ภายใต้แรงกดดันให้ต้องเลือกข้าง เราเห็นสโลวาเกียและฮังการีกลับเลือกที่จะเป็นกลาง แม้อาจมีเหตุผลจากการต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่พวกเขาได้แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า ประเทศขนาดกลาง-เล็กแบบพวกเขา ที่อยู่ติดยูเครน ไม่ควรเลือกข้างความขัดแย้ง และตลอดสามปีที่ผ่านมา การเลือกข้างความขัดแย้งของยุโรปได้แสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ มีแต่จะยิ่งเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในล้นเกิน 

สโลวาเกียและฮังการีได้แสดงการตัดสินใจทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวอย่างแก่อีกหลายๆประเทศว่า ประเทศขนาดกลาง-เล็ก มีทางเลือกที่จะตัดสินใจว่าอยากเลือกข้างความขัดแย้งหรือรักษาความเป็นกลาง 

ท่ามกลางความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างชาติ NATO (ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคนนอกภูมิภาคยุโรปที่ไม่เคยเดือดร้อนอะไรด้วย ในยามที่ยุโรปเกิดสงคราม) และรัสเซีย ประเทศในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางที่เป็นจุดปะทะของความขัดแย้งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น 'สะพาน' เชื่อมสองมหาอำนาจ หรือ เลือกข้าง แล้วกลายเป็นเห็นสนามรบของมหาอำนาจ 

ถ้าคิดจะเลือกข้าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็ให้ดูยูเครน
ถ้าคิดจะเป็นกลาง ผลลัพธ์ที่ได้ให้ดูสโลวาเกียและฮังการี  

สโลวาเกียประเทศของเพื่อนใหม่ที่พบเจอ เป็นประเทศที่ พัฒนาแล้ว และมี รายได้สูง ในยุโรปกลาง โดยมีเศรษฐกิจแบบตลาดที่ก้าวหน้าอย่างมาก และเป็น ผู้ผลิตรถยนต์ต่อหัวประชากรรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคิดเป็น 44% ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในปี 2023 นอกจากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแล้ว สโลวาเกียยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคม เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษาฟรี รวมถึงการให้สิทธิ์ลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่ม OECD

สโลวาเกียสามารถก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายใด นี่ควรเป็นต้นแบบของประเทศขนาดกลาง-เล็กทั้งหลายภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้นของเหล่ามหาอำนาจในทุกภูมิภาค

สมุทรปราการ-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา ส่งเสริมเยาวชนสำนึกในความเป็นไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลแพรกษา เอื้ออาทร 14 ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 

ได้จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีวันลอยกระทง ประจำปี 2568 ด้วยคณะผู้บริหาร คณะครู ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา โดยมี นางสุวรรณา อ่วมภูมิ นางสาวชลธิชา แว่นแก้ว นางสาวนารินทร์ พานิช ตลอดจนผู้ปกครองร่วมทำกิจกรรม สืบสานประเพณีไทย เนื่องในวันลอยกระทง 2568

เนื่องด้วย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแพรกษา จัดทำโครงการ สืบสานประเพณีวันลอยกระทง ประจำปี 2568 เพื่อร่วมสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมไทยส่งเสริมให้เด็กเล็กมีจิตสำนึกในความเป็นไทย ได้มีส่วนร่วมอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณให้คงอยู่กับคนไทยสืบไป

ซึ่งในวันนี้ทางผู้ปกครองร่วมกับครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เทศบาลตำบลแพรกษา เอื้ออาทร 14 ร่วมเป็นวิทยากรในการสอนเด็กเล็กประดิษฐ์กระทง โดยการนำอุปกรณ์ต่างๆ นำมาประดิษฐ์กระทงให้เด็กเล็กได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมในครั้งนี้ อีกทั้งยังเป็นการฝึกการพัฒนาทั้งด้านความรู้ ความสามารถของเยาวชนต่อไป

ปตท. คว้า 3 รางวัล!! Best CEO, Best CFO และ Best IR เวที IAA Awards for Listed Companies 2025 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ยกย่องการบริหารงานในอุตสาหกรรมเป็นเลิศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (กลาง) พร้อมด้วยนางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (ขวา) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับรางวัลซีอีโอยอดเยี่ยม (Best CEO) และ รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยม (Best CFO) ตามลำดับ 

นอกจากนี้ ปตท. รับรางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best IR) ในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม จากงาน IAA Awards for Listed Companies 2025 จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association) ณ Eastin Grand Hotel Phayathai 

ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวพิจารณาจากผลโหวตของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนเพื่อประกาศเกียรติคุณและยกย่องผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพโดดเด่น มีความรู้ความสามารถในการบริหารงานในอุตสาหกรรมของตนที่เป็นเลิศ นำองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณภาพ ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงประเด็นแก่นักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนอย่างสม่ำเสมอ

สมุทรปราการ-เจ้าคุณแจ้ พายเรือบิณฑบาตรทางน้ำโปรดญาติโยม ประชาชนกว่า 1,000 คน ร่วมใส่บาตร

(5 พ.ย. 68) เวลา 07.00 น. ที่บริเวณสระกลางน้ำวิหารหลวงปู่กิ่ม วัดบางพลีใหญ่กลาง ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมด้วย พระมหาเสน่ห์ และพระเดช พระสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง

เมตตาพายเรือโปรดญาติโยมรับบิณฑบาตรทางน้ำ เนื่องในงานประเพณีลอยกระทง ประจำปี 2568 โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ อดีตรอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี นางเจียม รุ่งเรือง อดีตสมาชิกสภา อบจ.สมุทรปราการ ตลอดจนคณะไวยาวักจร หัวหน้าส่วนราชการ 

คณะผู้บริหารโรงพยาบาลบางพลี นำโดย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลบางพลี พร้อมด้วย แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง ข้าราชการตำรวจ สภ.บางพลี อุบาสก อุบาสิกา คณะผู้บริหารโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง นำโดย นายธีรพัชญ์ ศรีนาเครือธนัต คณะครู นักเรียนโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง และนักเรียนโรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จำนวนกว่า 1,000 คน นำข้าวสาร อาหารแห้ง ร่วมทำบุญใส่บาตรถวายแด่พระสงฆ์

สำหรับประเพณีตักบาตรทางน้ำ ณ วิหารหลวงปู่กิ่ม วัดบางพลีใหญ่กลาง ท่านเจ้าคุณแจ้ ได้ร่วมกับคณะสงฆ์ ไวยาวัจกร และคณะกรรมการวัดบางพลีใหญ่กลาง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของชาวไทย เนื่องจากมีความเชื่อในอดีตว่าเป็นการทำบุญขอขมาพระแม่คงคา โดยกำหนดให้มีพิธีทำบุญตักบาตรในช่วงเช้าของวันลอยกระทง ส่วนช่วงเย็นจะมีพิธีถวายผ้าป่าสามัคคี และร่วมลอยกระทงเพื่อสืบสานประเพณีวัฒนธรรมไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top