Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

รศ.ดร.อักษรศรี เตือนอย่ารีบผูกขาดใคร สหรัฐฯ เร่งจีบไทยทำ MOU แข่งจีน ขุดโดยไม่คิดเสี่ยง “ได้ไม่คุ้มเสีย” ชี้ถึงเวลาวางแผนเชิงกลยุทธ์ระดับชาติ

(7 พ.ย. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า…

แร่หายาก มันคือ ทรัพย์ในดินสินในน้ำของเราที่มีค่ายิ่งในยุคนี้ เรามีไพ่ rare earth ในมือแล้ว มันคือหมัดเด็ดที่จีนใช้ตอบโต้กับสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐมาขอจีบเรามาขอ (มัดมือชก) ทำ MOU แร่หายากกับไทย

แล้วเราจะเล่นไพ่แร่หายากในมืออย่างมีชั้นเชิง (กว่านี้) ได้อย่างไร เราไม่ควรเอาตัวเองไปผูกมัดกับใครโดยง่าย มันจะ #ได้ไม่คุ้มเสีย ถ้าขุดขึ้นมาใช้จะมีผลกระทบมาก สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วเราจะมี strategic move ในการใช้ประโยชน์จากแร่หายากอย่างไร 

เราต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เราต้องวางแผนเชิงกลยุทธ์และตั้งทีมศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เกมนี้เราต้องเล่นให้เป็น หากเราคิดจะเป็นโซ่ข้อนึงในห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ในสมรภูมิการแข่งขันของมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร อุทิศถวาย 'สมเด็จพระพันปีหลวง'

(7 พ.ย. 68) โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จัดกิจกรรมเพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความอาลัย เนื่องในวาระครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

โดยมี พลเรือตรี กิติศักดิ์ สายนุช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลฯ เป็นประธานในพิธี ประกอบด้วย
- พิธีแสดงความอาลัย ณ บริเวณลานพระราชานุสาวรีย์ โดยมีข้าราชการและกำลังพลร่วมยืนถวายความอาลัย โดยพร้อมเพรียง
- พิธีลงนามถวายความอาลัย ณ โถงประชาสัมพันธ์
- พิธีบำเพ็ญกุศลในวาระครบ 15 วัน (ปัณรสมวาร) แห่งการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ห้องคลองไผ่ หอประชุม รพ.ฯ

พิธีดำเนินไปด้วยความสงบเรียบร้อย เปี่ยมด้วยความอาลัยและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์เสด็จสถิต ณ สรวงสวรรคาลัย ทรงเป็นดวงประทีปนำทางแห่งแผ่นดินไทยตราบนิรันดร์

เรื่องราวจริงที่มากกว่าเกมฟุตบอล “หมอนทองวิทยา” ล้มยักษ์ ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทราสร้างตำนาน เข้าชิงแชมป์ที่สนามศุภชลาศัย

(7 พ.ย. 68) หมอนทองวิทยา ทีมม้ามืดจากฉะเชิงเทรา ภายใต้การนำของ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ พร้อมสัญลักษณ์ "รถขนฝัน" สร้างตำนานล้มทีมยักษ์จากกรุงเทพฯจนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมเปียนคัพ 7HD 2025 ขณะที่จะพบ อบจ.ชัยนาท วันเสาร์ที่ 8 พ.ย. ณ สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HDและออนไลน์

ทีมหมอนทองวิทยาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังเอาชนะแชมป์เก่าและทีมใหญ่แบบต่อเนื่อง โดยโค้ชม้ามืด อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ กำลังสร้างแรงบันดาลใจด้วย "รถขนฝัน" ซึ่งเป็นรถบรรทุกเก่าที่ใช้เดินทางสู่สนามแข่งในกรุงเทพฯและกลายเป็นไวรัลในโซเชียล สะท้อนถึงความพยายามและทุนทรัพยากรจำกัดแต่ใจสู้ของทีม

"รถขนฝัน" ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมุมานะและความฝันใหญ่ของนักเตะและโค้ช โดยโค้ชอ.สกลกล่าวว่า "นี่คือเม็ดทรายเล็กๆ ที่ถมจนเป็นภูเขา" สร้างความประทับใจและได้รับฐานแฟนบอลใหม่จากทั่วประเทศ

เส้นทางสู่รอบชิง หมอนทองวิทยาผ่านรอบ 16 ทีมด้วยการชนะ อัสสัมชัญธนบุรี 4-3, รอบ 8 ทีม โชว์ความเด็ดขาดด้วยชัยชนะเหนือเทพศิรินทร์ 7-6 และรอบรองชนะเลิศชนะ อัสสัมชัญศรีราชา ก่อนจะได้สิทธิ์ชิงกับ อบจ.ชัยนาท

โปรแกรมรอบชิงจะมีขึ้นเสาร์ที่ 8 พ.ย. ที่สนามศุภชลาศัย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทีมหมอนทองวิทยากลายเป็นขวัญใจมหาชนจากเรื่องราวและผลงานที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างมิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลนักเรียนไทย

ขออย่ายอมแพ้!! เพจเที่ยวจีนชื่อดังให้กำลังใจคนฝึกภาษา สำเนียงไม่สำคัญเท่าความกล้า อย่ากลัวที่จะพูดผิด เพราะสิ่งที่ทำให้เก่งคือต้อง “กล้าพูด” ไม่ใช่ “พูดเป๊ะ”

(7 พ.ย. 68) คุณเค้ก จากเพจ Just Pai Tiew-ก็แค่ไปเที่ยว แชร์เรื่องราว…ต่อจากโพสต์ก่อนหน้า ว่าด้วยเรื่องสำเนียงการพูดภาษาจีน จะเล่าให้ฟังแบบนี้นะครับ…

ครูสอนจีนคนแรกของผมเป็นชาวจีนภาคใต้ สำเนียงของเขามีเอกลักษณ์ชัดเจน และน่ารักมาก ตอนที่ผมไปจีนครั้งแรกก็อยู่ที่มณฑลกว่างซี (ภาคใต้เหมือนกัน) ช่วงที่เริ่มพูดได้แรกๆ ก็จะติดสำเนียงภาคใต้คล้ายสำเนียงแบบไต้หวันเลย ย้ายไปอยู่ภาคเหนือของจีนแรกๆคนทักเยอะมากว่ามาจากภาคใต้หรอ?

ต่อมาเมื่อผมย้ายไปเรียนต่อที่ซานซี เทียนจิน และปักกิ่ง ทุกวันได้ยินแต่ภาษาจีนกลางแบบภาคเหนือ สำเนียงก็เริ่มเปลี่ยนไปเองโดยไม่รู้ตัว

จนตอนนี้กลายเป็นสำเนียงผสมระหว่างเหนือกับใต้ ซึ่งสำหรับผม มันคือภาพสะท้อนเส้นทางการเรียนรู้ของชีวิตตัวเองได้ดีเลยครับ

ผมมองว่านี่คือเสน่ห์ของภาษาเลยนะครับ มันไม่หยุดนิ่ง มันเติบโตและเปลี่ยนแปลงตามชีวิตเราเสมอครับ ที่ผ่านมาผมเคยร่วมงานกับองค์กรทั้งรัฐและเอกชน ทั้งของจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน รวมถึงล่าสุดฮ่องกงด้วย เดินทางไปมาระหว่างสามที่นี้อยู่หลายครั้ง (ไปตามดูในช่องแดงเด้อ แวะขายของก่อน)

ในมหาวิทยาลัยก็จะมีเพื่อน รุ่นน้องทั้งฮ่องกงและไต้หวัน เพราะคณะผมทำ MOU กับมหาลัยในไต้หวันและฮ่องกงค่อนข้างเยอะ แล้วยิ่งสาขาที่ผมเรียน มันเป็นการเมืองด้วย ดังนั้นตอนอยู่ด้วยกัน เราก็จะถกประเด็นที่มันค่อนข้างละเอียดอ่อนกันเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นเรื่องปกติ

พูดกันตรงๆ ส่วนตัวผมแทบจะไม่เคยโดนคนจีน ไต้หวันหรือฮ่องกงเหยียดสำเนียงเลยนะ
ส่วนใหญ่กลับจะชื่นชมมากกว่า ว่าสำเนียงฟังชัด เข้าใจง่าย (อันนี้เขาพูดนะครับ555)

ที่ผ่านมาอาจจะมีบ้างบางคนที่ติดภาพเก่าๆ หรือมุมมองแบบแคบๆ ซึ่งผมเคยเจอเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว แต่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจครับ เพราะคนที่เข้าใจภาษา เขารู้ดีว่าสำเนียงไม่ใช่ปัญหา ขอแค่สื่อสารรู้เรื่องกันก็พอ

แปลกดีเหมือนกัน…เวลาผมเจอกับคนจีน คนฮ่องกง หรือไต้หวัน ทุกคนต่างชื่นชม ที่เจอเหยียดจริงๆ เรื่องสำเนียงก็คือจากคนไทยด้วยกันเองนี่แหละครับ 555555

ฝากถึงคนที่กำลังฝึกภาษาอยู่ ไม่ว่าคุณจะพูดด้วยสำเนียงแบบไหน อย่ากลัวที่จะพูดผิดหรือพูดไม่เหมือนใครครับ เพราะทุกเสียงที่ออกจากปากคุณ มันบ่งบอกถึงความพยายามของคุณ ที่คนไม่เคยลอง จะไม่มีวันเข้าใจครับ สิ่งที่ทำให้คุณเก่งภาษา ไม่ใช่สำเนียงที่สมบูรณ์ แต่คือความกล้าที่จะสื่อสารต่างหากครับ

เปิดหัวใจ เด็กประถมทั่วประเทศ ถวายความอาลัยรักแด่ สมเด็จพระพันปีหลวง ออกมาเป็นเพลง  "ไม่เห็นแต่รู้สึก"

โพล่าแบร์สตูดิโอ และ น้อง ๆ เยาวชนจิตอาสาร่วมร้องเพลง “ไม่เห็นแต่รู้สึก” เพื่อถวายความอาลัยแด่ องค์สมเด็จพระราชินีพระพันปีหลวง ที่ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทุกคน

บทเพลงนี้ถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจของเยาวชนรุ่นใหม่ ที่แม้จะเกิดและโตมามาในยุคที่พระองค์มิได้ทรงดำเนินเสด็จพระราชกรณียกิจแล้ว แต่ทุกคนยังคงสัมผัสได้ถึงพลังแห่ง ความรัก ความเมตตา และความอบอุ่น ที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยอย่างลึกซึ้งตลอดมา

ผลงานนี้ประพันธ์และกำกับโดย พี่หมี เทียนชัย เกียรติปรุงเวช  และ เชอร์รี่ ณัชชา วีรานุกูล แห่งโพล่าแบร์สตูดิโอ  ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน) และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสามารถนำต้นฉบับเพลงไปเผยแพร่

ประชาชนทั่วไปสามารถดาวน์โหลดและเปิดฟังพร้อมกันได้ทางช่อง YouTube โดยเซิร์ชชื่อเพลง ”ไม่เห็นแต่รู้สึก“ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ตั้งเแต่เวลา 13.30 เป็นต้นไป

สำหรับหน่วยงานต่างๆหากต้องการไฟล์ต้นฉบับเพื่อนำไปประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะสามารถติดต่อขอรับฝ่ายได้ที่เฟสบุคเพจ  Polarbearstudios ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เพลง: ไม่เห็นแต่รู้สึก  

ไม่เห็นด้วยตา…แต่ในใจรู้  เหมือนมีแสงอยู่…ไม่เคยไกลหาย
แม้ไม่เคยพบ…แต่รักมากมาย ในหัวใจ
เคยฟังผู้ใหญ่เล่าไว้ ว่ามีผู้ไม่เคยท้อ ไม่เคยรีรอ  เหนื่อยเท่าไรก็ไม่บ่น
เป็นเหมือนดาวนำทาง  สว่างกลางใจผู้คน คนไทยทุกผู้คน อบอุ่นไปทั่วแผ่นดิน

วันนี้ไม่เห็นท่านแล้ว แต่รักยังแว่ว…อยู่ในหัวใจ
คำว่ารักไม่เคยจางไป ยังชิดใกล้…เสมอมา ไม่เห็น…แต่รู้สึก ไม่พบ…แต่ไม่ไกล 
รักที่ท่านให้ไว้  อยู่ในใจของพวกเรา…ตลอดไป
ขอสัญญาจะทำความดี ขอเป็นแรงแบ่งปัน ด้วยหัวใจที่เพียงพอ สืบต่อความรักที่งดงาม

แม้ฟ้ากั้นไว้ไม่ให้เจอ แต่ดาวที่อยู่บนฟ้าไม่เคยจากไปไหน

ไม่เห็น…แต่รู้สึก ไม่พบ…แต่ไม่ไกล แม้ไม่ได้เห็นท่านจริง แต่รักไม่เคยเลือนหาย

จากนี้จะเดินต่อไป…ด้วยรักของท่านนำทาง  ไม่เห็น…แต่รู้สึก  ไม่พบ…แต่ไม่ไกล 
น้อมกราบส่งดวงพระวิญญาณ…สู่สวรรคาลัย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

(7 พ.ย. 68) เวลา 07.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) อุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ประธานในพิธี พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ, รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ, ผู้ช่วย ผบ.ตร., รองจเรตำรวจแห่งชาติ, ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี เพื่อถวายความอาลัยด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ณ ห้องสารสิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ คณะสงฆ์ 10 รูป ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร จากนั้น ผบ.ตร. และนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ นำคณะตักบาตรพระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ

พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เผยไตรมาส 2/68 ตลาดแรงงานไทยเสถียร การจ้างงานอยู่ในระดับสูง อัตราว่างงานต่ำ เดินหน้าพัฒนาทักษะ-คุ้มครองสิทธิแรงงานต่อเนื่อง

(7 พ.ย. 68) พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไตรมาส 2/2568 ซึ่งจัดทำโดยกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีความมั่นคง โดยสะท้อนจากอัตราการมีงานทำที่อยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการจ้างงาน  

สำหรับข้อมูลด้านกำลังแรงงานในไตรมาส 2/2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15 ปีขึ้นไป) จำนวน 59.43 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.11 ล้านคน และเป็นผู้มีงานทำ 39.51 ล้านคน ส่งผลให้อัตราการมีงานทำต่อประชากรอยู่ที่ร้อยละ 66.5 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 0.9 ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค 

ในส่วนของสถานการณ์การจ้างงานในระบบประกันสังคม ไตรมาส 2/2568 หรือ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มีจำนวน 12,159,025 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 0.52 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.12 จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าการจ้างงานในระบบยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ด้านการว่างงานในระบบประกันสังคมมีจำนวน 241,809 คน ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมาร้อยละ -3.98 โดยในจำนวนนี้มีผู้ถูกเลิกจ้าง จำนวน 41,973 คน โดยอัตราการว่างงาน (ในระบบ) อยู่ที่ร้อยละ 1.95 และอัตราการเลิกจ้างอยู่ที่ร้อยละ 0.34  

ขณะที่ข้อมูลแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานทั่วราชอาณาจักร ณ เดือนกันยายน 2568 มีจำนวน 4,005,283 คน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากช่วงก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 19.42 โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราวตามมาตรา 63/2 ซึ่งอยู่ในระบบและผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง  

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานยืนยันว่าตลาดแรงงานไทยยังคงมีเสถียรภาพ โดยภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ยังคงดี และกระทรวงแรงงาน จะเดินหน้าดำเนินมาตรการส่งเสริม การมีงานทำ การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน การดูแลแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงานไทยและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม  

สมุทรปราการ-วัดบางพลีใหญ่กลาง ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร ครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศลพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

(7 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อุโบสถวัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ คณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลางประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวารในวาระครบ 15 วัน อุทิศถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี จุดเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมด้วย นายแพทย์เสาร์ ปัญจพงษ์ ผอ.โรงพยาบาลบางพลี จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี พระวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์ 10 รูป ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ จากนั้น ได้ร่วมกันถวายผ้าไตรแด่พระสงฆ์ถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ภายในพิธีมี พ.ต.อ.วัชระ เทพเสน ผกก.สภ.บางปู ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก.อบต.บางพลีใหญ่ คณะไวยาวัจกร หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตำรวจ คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาลโรงพยาบาลบางพลีสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดบางพลีใหญ่กลาง 

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง คณะครูโรงเรียนวัดบางพลีใหญ่กลาง เจ้าหน้าที่สำนักพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรปราการ และพสกนิกรในเขตพื้นที่เข้าร่วมพิธีถวายพระราชกุศลและร่วมแสดงความอาลัยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

โดยมีกำหนดประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 50 วัน ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสัตตมวาร ครบ 100 วัน ในวันที่ 31 มกราคม 2569 และจนกว่าจะถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพื่อให้พสกนิกรชาวอำเภอบางพลีได้ร่วมกันน้อมรำลึกและถวายความอาลัยอย่างสมพระเกียรติและสมบูรณ์ตามราชประเพณีทุกประการ

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” 24 ชั่วโมง

(7 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนเรื่องอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” จะส่งผลให้ช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ระดมกำลังเตรียมพร้อมออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำข้อสั่งการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการถอดบทเรียนในครั้งที่ผ่านมา นำมาปรับใช้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที เพื่อดูแลบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน ตั้งแต่การขนย้ายสิ่งของและช่วยนำพาพี่น้องประชาชนไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจออกตรวจตราบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพอาศัยโอกาสเข้าซ้ำเติมสร้างความเดือดร้อนเพิ่มเติมให้กับผู้ประสบภัย รวมทั้งจัดการและอำนวยความสะดวกการจราจร โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องแต่งกายแสดงสัญลักษณ์ให้ประชาชนเห็นเด่นชัด เพื่อสามารถขอความช่วยเหลือได้ทันที และเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์กู้ภัยเพื่อความพร้อมในการออกปฏิบัติงาน บูรณาการกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด

หากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงหรือประสบปัญหาอุทกภัย สาธารณภัย ต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตำรวจทุกพื้นที่พร้อมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

“กรมทางหลวง” เดินหน้า!! รับฟังความเห็น โครงการมอเตอร์เวย์ “รังสิต-บางปะอิน” ก่อนเปิด PPP ปี 69 วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ชู M-Flow แก้รถติด เชื่อม “กทม.-เหนืออีสาน” สร้างประโยชน์เศรษฐกิจ 1.2 แสนล้านบาท

(6 พ.ย. 68) นายพงศกร จุลละโพธิ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชน (Market Sounding) สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน โดยมีวงเงินค่าลงทุนโครงการรวม 30,080 ล้านบาท ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Gross Cost) การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสนใจและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างรอบด้าน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกอัครราชทูต ผู้แทนบริษัทเอกชน หอการค้า สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการในสาขาที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังข้อมูลกว่า 150 คน เพื่อให้การรวบรวมความคิดเห็นครอบคลุมทุกมิติ และใช้ประกอบการจัดทำเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชน (RFP) ก่อนออกประกาศเชิญชวนร่วมลงทุนโครงการอย่างเป็นทางการในปี 2569 ต่อไป

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 สายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต-บางปะอิน เป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บททางหลวงพิเศษระหว่างเมือง พ.ศ. 2560-2579 ซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงกรุงเทพมหานครกับจังหวัดปทุมธานีและพระนครศรีอยุธยา รวมถึงเป็นเส้นทางสายหลักสำหรับการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างภาคกลางสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนพหลโยธินตอนบนและถนนวิภาวดีรังสิต ส่งเสริมให้การเดินทางและการขนส่งมีความคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษของประเทศไทยให้มีความสมบูรณ์และเชื่อมโยงทุกภูมิภาคอย่างไร้รอยต่อ

โครงการนี้มีรูปแบบการร่วมลงทุนแบบ PPP Gross Cost โดยภาครัฐเป็นเจ้าของทรัพย์สินและรายได้ทั้งหมดจากค่าธรรมเนียมผ่านทาง ส่วนเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ตามผลการดำเนินงานจริง โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการรวมไม่เกิน 34 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ:

* ระยะที่ 1 การออกแบบและก่อสร้างงานโยธา พร้อมติดตั้งงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ระยะเวลาไม่เกิน 4 ปี

* ระยะที่ 2 การดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ระยะเวลาไม่เกิน 30 ปี นับจากวันเปิดให้บริการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะออกประกาศเชิญชวนในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 คัดเลือกเอกชนและลงนามสัญญาภายในปีเดียวกัน และเปิดให้บริการในปี 2574

โครงการจะนำระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติแบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow) มาใช้ตลอดเส้นทาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางและลดความแออัดของการจราจรบนถนนพหลโยธินอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปิดให้บริการแล้ว จะยกระดับระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้เชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคได้อย่างสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ โครงการยังสร้างผลตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิกว่า 7,928 ล้านบาท และเกิดการขยายตัวของรายได้ในระบบทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 120,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากการลดต้นทุนด้านเวลาเดินทาง ค่าพลังงาน และต้นทุนโลจิสติกส์

โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 มีระยะทางรวมประมาณ 29 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) แบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงอนุสรณ์สถาน-รังสิต (7 กม.) ปัจจุบันดูแลโดยกรมทางหลวง และช่วงรังสิต-บางปะอิน (22 กม.) ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินก่อสร้างงานโยธา โดยไปสิ้นสุดที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน ตลอดเส้นทางมีจุดขึ้น-ลงและตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรวม 7 แห่ง ประกอบด้วย รังสิต 1, รังสิต 2, คลองหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นวนคร, วไลยอลงกรณ์ และประตูน้ำพระอินทร์ พร้อมจุดพักรถ (Rest Stop) บริเวณตำแหน่งเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางรังสิต 1 ขาเข้า ซึ่งออกแบบให้มีพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการแก่ผู้ใช้ทาง

การจัดสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ารับฟังข้อมูลโครงการอย่างครบถ้วน และแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้การจัดเตรียมเอกสารสำหรับการคัดเลือกเอกชนมีความเหมาะสม รอบคอบ และโปร่งใส


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top