Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

‘ป้าปูนา’ เดินหน้าฟ้อง ‘จั๊กกะบุ๋ม’ หลังเบี้ยวหนี้-ไร้ท่าทีสำนึก ย้ำ!! หากมาขอโทษก็สายไป พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา

(3 เม.ย.67) นางรชต คำรอด อายุ 45 ปี หรือป้าปูนา เจ้าของธุรกิจปูนาฟ้าใส พระราม 2 เปิดใจถึงกรณีที่ถูกดาราตลกชื่อดัง จั๊กกะบุ๋ม เบี้ยวหนี้ ไม่ยอมจ่ายค่าปูนากว่า 300,000 บาท

โดย ป้าปูนา กล่าวว่า หลังจากเกิดเรื่องเมื่อวานและจบรายการโหนกระแสแล้ว อีกฝ่ายไม่มีท่าทีอยากจะขอโทษเราจากใจจริงเลย ไม่มีท่าทีที่สำนึกผิด เมื่อกลับมาที่บ้านก็ปรึกษากับครอบครัวและทนายความส่วนตัวที่เข้ามาช่วยเหลือ มีความเห็นตรงกันว่าจะฟ้องร้องแน่นอน ถึงแม้ว่าหากหลังจากนี้อีกฝ่ายจะมาขอโทษและขอโอกาส มองว่ามันสายเกินไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราให้โอกาสคุณตลอด

“วินาทีที่เราพูดในรายการโหนกระแสว่าจะยกหนี้เกือบ 300,000 ให้นั้น เชื่อว่าคนที่ดูรายการอยู่ตอนนั้น คงรู้สึกแบบเดียวกัน เพราะว่าอีกฝ่ายประดิดประดอยคำพูดตลอด พยายามพูดให้ตัวเขาไม่ผิด และสถานการณ์ในตรงนั้นกดดันมาก ๆ จึงพูดแบบนั้นออกไป

“คุณให้สัมภาษณ์ว่าจ่ายหนี้รายวัน วันละ 40,000 บาท ทำไมถึงไปให้ความสำคัญกับเจ้าหนี้ขนาดนั้น ถ้าเขาเรียงลำดับความสำคัญให้ดี 40,000 ที่จ่ายรายวันไป ก็สามารถลดทอนมาเจ้าละ 500 บาทก็ได้ ซึ่งทยอยนำเงินมาให้แม่บ้างก็ได้ เพราะว่าความเดือดร้อนของแต่ละคนต่างกัน อย่างของแม่ ตอนที่ไม่มีก็ไม่มีเงินซื้อขนม 1 ห่อให้ลูกที่บ้านเลย อย่าเอาภาระของคุณไปโยนให้กับเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้บางคนภูมิต้านทานไม่เท่ากัน กรณีแม่ยังมีครอบครัว แต่บางคนอาจจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือเป็นคนที่โดดเดี่ยว อาจจะรับความกดดันนี้ไม่ไหว อีกฝ่ายจะยังสำนึกผิดอยู่ไหม” นางรชต กล่าว

ป้าปูนา กล่าวว่า ไม่อยากฝากบอกอะไรถึงอีกฝ่ายแล้ว เพราะขั้นตอนต่อไปอยู่ในกระบวนการของศาลแล้ว เรายืนยันว่าจะฟ้องร้องแน่นอน พร้อมพูดถึงอีกฝ่ายว่า ขอให้อีกฝ่ายใช้ชีวิตไม่ให้แย่ลงไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ตนอยากจะขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา ทำให้เหมือนเสียชีวิตที่ก่อนหน้านี้หรือกำลังจะจมน้ำ ตอนนี้สามารถหายใจขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนสัญญาว่าหากกลับมายืนได้อย่างมั่นคงแล้ว จะส่งต่อสิ่งดี ๆ พวกนี้ให้กับคนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น

‘เว็บไซต์อาหารดัง’ เปิดอันดับ ‘เมนูยอดแย่’ ของโลก อึ้ง!! ‘แกงไตปลา’ ของไทย โผล่ที่ 1 จาก 100 เมนู

(3 เม.ย. 67) กลายเป็นกระแสในหมู่อาหารไทย เมื่อเว็บไซต์ TasteAtlas เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลอาหารจากทั่วโลก ครอบคลุมประเภทอาหาร ส่วนผสม และร้านอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มกว่าหลายรายการ

โดยเว็บดังกล่าวได้เปิดเผยอาหารยอดแย่ที่สุดในโลกได้แก่ ‘แกงไตปลา’ ของประเทศไทย ซึ่งติดอันดับที่ 1 จาก 100 เมนูยอดแย่ของโลก

ทั้งนี้ TasteAtlas ได้บรรยายรสชาติของแกงไตปลาไว้ว่า เป็นแกงปลาเนื้อหนา กลิ่นหอม ซึ่งต้นกำเนิดมาจากภาคใต้ของประเทศไทย ประกอบด้วย เครื่องในปลาหมักแบบไตปลาและเครื่องแกงรสเผ็ดที่ประกอบด้วยพริก ข่า กะปิ ขมิ้น หอมแดง และตะไคร้

อาหารเครื่องเคียง ประกอบด้วยปลาแห้ง มะเขือยาวหั่นเต๋า หน่อไม้ ถั่วฝักยาว หรือผักอื่น ๆ เนื่องจากความเข้มข้นและกลิ่นหอมฉุน แกงไตปลาจึงรับประทานคู่กับข้าวสวยเป็นเครื่องเคียงได้ดีที่สุด แต่เดิมแกงไทยนี้ปรุงด้วยปลาเท่านั้น และแกงส่วนใหญ่ไม่ใช้กะทิ

สำหรับ 20 อันดับแรก ที่เว็บไซต์ TasteAtlas ทำการจัดอันดับ ได้แก่…

อันดับ 1 แกงไตปลา จากประเทศไทย
อันดับ 2 Hákarl (ฮาคาร์ล) จากไอซ์แลนด์
อันดับ 3 Fesikh (เฟสซิก) จากอียิปต์
อันดับ 4  Yerushalmi Kugel (เยรูชาลมี คูเกล) จากอิสราเอล
อันดับ 5  Luther Burger (ลูเธอร์ เบอร์เกอร์) จากสหรัฐอเมริกา
อันดับ 6  Pani ca meusa (ปานี กา มูซา) จากอิตาลี
อันดับ 7 Jellied Eels (เจลลี่ อีล-ปลาไหลเยลลี่) จากอังกฤษ
อันดับ 8 Calskrove (คาลสโกรฟ) จากสวีเดน
อันดับ 9 Peladillas (เพลลา ดิลลาส) จากสเปน
อันดับ 10 Smalahove (สมาลาโฮฟ) จากนอร์เวย์
อันดับ 11 Beyin salatasi (เบยิน ซาลาตาซี) จากเตอร์กิเย
อันดับ 12 Chapalele (ชาปาเลเล่) เกาะชิโลเอ จากชิลี
อันดับ 13 Sneem Black Pudding (สนีม พุดดิ้งดำ) จากไอร์แลนด์
อันดับ 14 Marmite and Chip Sandwich (แซนด์วิชมาร์ไมต์และชิป) จากนิวซีแลนด์
อันดับ 15 Fried spider (A-ping) (แมงมุมทอดอาปิง) จากกัมพูชา
อันดับ 16 Gazpacho de mango (คาสปาโช่ เดอ แมงโก้) จากสเปน
อันดับ 17 Bocadillo de carne de caballo (โบคาดิลโล่ เด การ์เน่ เด กาบัลโล) จากสเปน
อันดับ 18  Tinutuan (ตินูตวน) จากอินโดนีเซีย
อันดับ 19  Oil Down จากเกรเนดา
อันดับ 20  Lutefisk (ลูเตฟิสก์) จากนอร์เวย์

‘ดร.อานนท์’ โต้ ‘รศ.วิทยากร’ ปม รัชกาลที่ 5 ไม่ได้สร้าง ‘จุฬาฯ’ เผย!! ทรงสร้างโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ที่ต่อมาคือ ‘จุฬาฯ’

(3 เม.ย. 67) จากเฟซบุ๊ก ‘Witayakorn Chiengkul’ โดย รองศาสตราจารย์ วิทยากร เชียงกูล ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

“ประวัติการสร้างจุฬาฯ มหาวิทยาลัยแห่งแรก ที่ผมเคยอ่านพบคือ ร.๕ ไม่ได้สร้าง มีฝรั่งที่ปรึกษาและปัญญาชน อย่าง ‘ครูเทพ’ เคยเสนอแนะให้สร้างตั้งแต่ยุคนั้น แต่ไม่เกิดผล หลัง ร.๕ สวรรคต รัฐบาลยุค ร.๖ เรี่ยไรเงินจากประชาชนก่อสร้างอนุสาวรีย์ ร.๕ ทรงม้าที่ลานพระรูป แล้วยังมีเงินเหลือ รัฐบาลจึงได้นำไปสร้างจุฬาฯ คงต้องใช้เงินรัฐบาลสมทบด้วย แต่งบรัฐบาลก็มาจากภาษีประชาชนอยู่นั่นเอง”

หลังจากข้อความดังกล่าวปรากฏ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก็ได้อธิบายความเพื่อตอบโต้โพสต์ดังกล่าว ไว้ว่า…

“กราบเรียนว่า ข้อมูลอาจารย์ไม่ถูกต้องทั้งหมดครับ...

1. รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ดังนั้นจึงมีความต่อเนื่อง 

2. พระบรมรูปทรงม้า สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ครับ ไม่ได้สร้างหลัง ร.5 เสด็จสวรรคตครับ แต่สร้างคราวเสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จไกลบ้านครั้งที่ 2 ครับ รัฐบาลไม่ได้เรี่ยไรครับ ประชาชนรวมเงินกันถวายสร้างพระบรมรูปทรงม้า ได้เงินมามากเกินกว่าที่จะสร้างพระบรมรูปทรงม้า 6-7 เท่า แต่ก็เก็บเงินไว้เฉย ๆ 

3. ครูเทพ ท่านกราบบังคมทูลให้สร้างมหาวิทยาลัยจริงครับ แต่เป็นในสมัย รัชกาลที่ 6 

4.ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงดำริตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

‘รัดเกล้า’ เผย ‘โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1’ แล้วเสร็จ ‘การเคหะฯ’ เตรียมส่งมอบให้ผู้อยู่อาศัย เดือนพ.ค.นี้ ย้ายของเข้าอยู่ได้

(3 เม.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เตรียมส่งมอบโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 ให้กับผู้อยู่อาศัยโครงการเคหะชุมชนดินแดง 1 อาคารแฟลตที่ 23-32 ซึ่งได้มีการจับสลากเลือกห้องพักอาศัยไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 

ทั้งนี้การเคหะแห่งชาติได้จัดปฐมนิเทศและเปิดให้ชาวชุมชนดินแดงจับสลากโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยเดิมอาคารแฟลตที่ 23-32 โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจับสลากเลือกห้องพักอาศัย จำนวน 363 ราย ได้สิทธิครอบครัวขยาย จำนวน 32 หน่วย และผู้ไม่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคาร D1 จำนวน 139 ราย จะได้รับเงินชดเชยรายละ 400,000 บาท ซึ่งการจับสลากเลือกห้องพักอาศัยฯ ถือเป็นกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้อยู่อาศัยในชุมชนดินแดงเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 35 ชั้น ขนาด 33 ตารางเมตร จำนวนรวม 612 หน่วย แบ่งออกเป็น ชั้นที่ 3-16 เป็นห้องพักอาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ จำนวน 274 หน่วย ชั้นที่ 16-35 จำนวน 338 หน่วย เป็นห้องพักอาศัยสำหรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยทั่วไป มีที่จอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 498 คัน (คิดเป็น 81.37%) และมีพื้นที่สวนและพื้นที่สีเขียวบริเวณชั้นล่างของอาคาร ชั้นที่ 7 ชั้นที่ 24 และชั้นดาดฟ้า นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่บริการชุมชน และพื้นที่สำนักงานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเคหะแห่งชาติได้นำเรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลหรืออารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาเป็นแนวคิดในการออกแบบเพื่อให้คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกายสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และให้ทุกคนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ (Housing for All)

นางรัดเกล้า ยังกล่าวว่า โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 มีความคืบหน้าการก่อสร้าง 100% แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจรับงานงวดสุดท้ายโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ พร้อมทั้งทีมสถาปนิก และวิศวกรของการเคหะแห่งชาติที่ได้ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องพักอาศัยก่อนส่งมอบให้กับผู้อยู่อาศัย จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการขนย้ายจากอาคารเก่ามาอาคารใหม่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม 2567 โดยการเคหะแห่งชาติได้สนับสนุนค่าขนย้ายให้รายละ 10,000 บาท ส่วนผู้ไม่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคาร D1 จำนวน 139 ราย จะได้รับเงินชดเชยรายละ 400,000 บาท

ชมรมเชียร์และแปรอักษรจุฬาฯ ออกประกาศ!! "ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ งานบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์"

(3 เม.ย.67) เฟซบุ๊ก CU Cheer Club ของชมรมเชียร์และแปรอักษร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศว่า งานบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ 2024 ชมรมฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แม้กระทั่งการแปรอักษรในงาน แถลงการณ์ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2567 (ก่อนวันงาน) เพราะฉะนั้น สามารถฝากคำติชมได้ที่เพจ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ผู้จัดงานนี้) 

อนึ่ง ก่อนหน้านี้การจัดงานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ 2024 ซึ่งจัดขึ้นเฉพาะองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) และองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ถูกวิจารณ์หลายเรื่อง ทั้งการนำรถกอล์ฟอัญเชิญพระเกี้ยว และการแปรอักษรโดยใช้จอ LED ระบุข้อความว่า "สวัสดี, ฉันคือจอ LED มีหน้าที่แปรอักษร รับ UV แทนเพื่อนมนุษย์ทุกคน #ไม่ได้บังคับใครขึ้นแปรแกอย่าพึ่งร้อนตัว" ซึ่งมีโลโก้กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ด้านมุมขวาบนของจอ

ตำรวจปราบปรามยาเสพติด จัดกิจกรรม “ต่อลมหายใจเพื่อนมนุษย์” บริจาคโลหิต เพื่อเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 72 พรรษา

วันนี้ 3 เม.ย.67 ช่วงเช้าที่ผ่านมา - เวลา 12.00 น. นำโดย พล.ต.ต.พลัฏฐ์  วิเศษสิงห์ รอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผู้บังคับการปราบปรามยาเสพติด 2 ร่วมกับข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และลูกจ้างในสังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด จัดกิจกรรมจิตอาสาบริจาคโลหิต เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 6 รอบ 72 พรรษา ที่จะมาถึงนี้ ณ ห้องประชุมห้องพรหมนอก ชั้น 2 บช.ปส. โดยได้รับความอนุเคราะห์จากหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้บริการ ณ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 

เพื่อนำโลหิตที่ได้ไปช่วยเหลือผู้ป่วย หรือส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการโลหิต ทั่วประเทศได้มีโลหิตใช้ในการผ่าตัดและการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอต่อไป ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้  มีเหล่าข้าราชการตำรวจ ครอบครัว และลูกจ้างในสังกัด เข้าร่วมบริจาคโลหิต จำนวน 58 คน ได้จำนวนโลหิต 51 ยูนิต จำนวน 22,950 ซีซี ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุก ๆ 4 เดือน เพื่อรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้กับข้าราชการตำรวจ ครอบครัว ได้บำเพ็ญตนให้เป็นผู้มีจิตอาสา รู้จักการเสียสละมีเมตตา ต่อเพื่อนมนุษย์ และปฏิบัติตนเพื่อสาธารณประโยชน์ และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้งยังเป็นการสำรองโลหิตให้มีปริมาณเพียงพอ และทันต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศอีกด้วย

ตม. ยัน 5 มาตรการสนามบินรับคลื่นท่องเที่ยวสงกรานต์ คาดยอดพุ่งแสนสองต่อวัน

​ตามนโยบายนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ได้ประกาศให้สนามบินไทยเป็น Aviation Hub หรือ ศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และประกาศ free visa ให้กับประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย เพื่อมุ่งหวังกระตุ้น
การท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนนี้

​วันนี้ ( 3 เม.ย.2567) เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี ผบก.ตม.2 และโฆษก สตม.ได้เปิดเผยว่า พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม.ได้เดินทางมาเป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม.ติดตามความพร้อม การเปิด" แผนอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยด้านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ " หรือ "แผนน่านฟ้า/เทศกาล67" ตั้งแต่ 28 มี.ค.- 30 เม.ย.2567 ของ บก.ตม.2 ซึ่งคุมงาน ตม.สนามบิน 5 แห่ง คือ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ โดยในการประชุมครั้งนี้ ได้เชิญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สายการบินต่างๆ ร่วมรับฟังด้วย

​โดยทาง บก.ตม.2 ได้ชี้แจงว่า ได้มีมาตรการหลักตามแผน เพื่อรองรับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวภายใต้หลักความมั่นคง ทั้งหมด 5 มาตรการ  เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น ได้แก่
​1. มาตรการด้านกำลังพล ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังพล โดยระดมกำลังพลของ ตม.สนามบิน และ พล.ต.ท.อิทธิพลฯ ได้สั่งสนับสนุนกำลังพลจากด่าน ตม.ต่างๆกว่า 100 นาย มาทำหน้าที่ตรวจ
หนังสือเดินทางเข้าและออกที่สุวรรณภูมิและสนามบินหลักเช่น ภูเก็ต นอกจากนั้น ยังขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ในการงดขาดลาพักผ่อน เพื่อช่วยกันเร่งระบายการตรวจผู้โดยสารอย่างเต็มที่
​2. มาตรการการลดขั้นตอน โดยได้รับรายงานว่า ทาง บก.ตม.2 ได้ปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติที่ไม่จำเป็น
เช่น การงดสแกนใบหน้า นิ้วมือคนไทย งดสแกนบัตรที่นั่ง งดการประทับตราคนต่างชาติที่ใช้เครื่อง Automatic Channel ขาออก และลดขั้นตอนของ จนท.บางส่วนออกไป ซึ่งสามารถลดเวลาจากการตรวจต่อคน 45 วินาที เหลือคนละ 20 วินาที
​3. มาตรการด้านเทคโนโลยี โดยให้เจ้าหน้าที่วิชาการจากศูนย์เทคโนโลยี สตม. เข้าเวรเพื่อ monitor ระบบ ตม.ไม่ให้เกิดข้อขัดข้อง
​4. มาตรการด้านความมั่นคง โดยมอบหมายงานสืบสวน บก.ตม.2 ประสานงานข่าวกับหน่วยงานความมั่นคง เพื่อป้องกันการแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวของกลุ่มเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะมิจฉาชีพ เช่น แก๊งลักทรัพย์ชาวเวียดนาม โคลัมเบีย ฯลฯ รวมถึงกลุ่มชาติขัดแย้งที่อาจเข้ามาก่อเหตุในช่วงดังกล่าว
​5. มาตรการความร่วมมือกับหน่วยข้างเคียง โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน เพื่อแก้ปัญหาฉุกเฉินกรณีหากเกิดเครื่องบินขัดข้องออกเดินทางไม่ได้ โดยได้มีการกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติไว้แล้ว ก่อนหน้านี้ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้โดยสารที่ต้องใช้ช่องทางเร่งด่วน หรือ priority ต่างๆ เช่น ผู้พิการ เด็กเล็ก เป็นต้น

​ซึ่ง พล.ต.ท.อิทธิพลฯ ได้กล่าวกำชับทาง ตม.2 ให้ช่วยกันปฏิบัติตามแผนและมาตรการดังกล่าว
ทั้ง 5 มาตรการโดยเคร่งครัด และให้ ผบก.ตม.2 พร้อมด้วยผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ช่วยกันควบคุมบริหารสถานการณ์โดยใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น ซึ่งคาดว่า ในเดือน เมษายน ช่วงสงกรานต์
จะมีผู้โดยสารระหว่างประเทศเข้าออกวันละราว 1.2 แสนคน โดยมีเที่ยวบินสูงสุดต่อชั่วโมงราว 25 เที่ยวบิน
คิดเป็นการสะสมของผู้โดยสารต่อชั่วโมงราว 4,000-5,000 คน ต่อวัน

​และจากมาตรการทั้ง 5 มาตรการ ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ 1 มี.ค.พบว่า สามารถเร่งระบายผู้โดยสารที่รอคิวในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น โดยจับเวลาจากคนท้ายคิว เดินมาถึงหน้าช่องตรวจ ใช้เวลารอคิวเพียง 15 นาที ก็ได้รับการตรวจจากเจ้าหน้าที่ ตม.แล้ว และมีเสียงชมจากผู้รับการตรวจทั้งคนไทยและต่างชาติว่า ตม.ประเทศไทย เร่งระบายการตรวจหนังสือเดินทางได้ดีกว่าหลายประเทศ ตนจึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของ ตม.ว่า มีความพร้อมที่จะเป็นประตูบ้านของประเทศรับนักท่องเที่ยวเข้ามาสร้างรายได้ให้กับบ้านเราในช่วงสงกรานต์อย่างเต็มที่ต่อไป

‘ดร.เสรี’ เฉลย!! 8 เม.ย.นี้ ‘ร้อนสุด’ ก่อนเล่นสงกรานต์ พร้อมชี้เป้า ‘สุโขทัย’ จะเป็นจังหวัดที่ร้อนที่สุดในประเทศ

(3 เม.ย.67) ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ประธานกรรมการบริหาร Futuretales LAB, MQDC ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานฯ ที่มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ระหว่างวันที่ 2-9 เมษายนนี้ อุณหภูมิสูงสุดมากกว่า 40 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่ และคาดว่า วันที่ 8 เมษายนนี้ จะเป็นวันที่ร้อนที่สุดก่อนสงกรานต์ปีนี้ อุณหภูมิช่วงสงกรานต์จะลดลงมาเล็กน้อย และอาจจะเพิ่มขึ้นหลังสงกรานต์ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป จะเห็นว่าพื้นที่จังหวัดที่มีอุณหภูมิสูงสุดในปัจจุบัน คือ จ.สุโขทัย และจะเป็นจังหวัดที่มีอุณหภูมิสูงสุดในอนาคตด้วย (ร้อนสุดขีดทั้งจังหวัด 49.01 องศาเซลเซียส อีก 60 ปีข้างหน้า) จากข้อมูลกรมอุตุฯ ในอดีต จ.สุโขทัย เคยมีอุณหภูมิสูงที่สุด (44.5 องศาเซลเซียส) เป็นลำดับที่ 3 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2559 และเป็นลำดับที่ 6 (44 องศาเซลเซียส) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2559

สำหรับจังหวัดที่จะมีอุณหภูมิสูงสุดในอนาคตรองลงมาตามลำดับในภาคกลาง คือ จ.พิจิตร (48.74 องศาเซลเซียส) จ.ชัยนาท (48.48 องศาเซลเซียส) จ.นครสวรรค์ (48.08 องศาเซลเซียส)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ จ.มหาสารคาม (47.85 องศาเซลเซียส) จ.ขอนแก่น (47.58 องศาเซลเซียส) จ.ร้อยเอ็ด (47.56 องศาเซลเซียส) จ.นครราชสีมา (46.19 องศาเซลเซียส)

และในภาคเหนือ คือ จ.ลำปาง (47.19 องศาเซลเซียส) จ.ลำพูน (47.13 องศาเซลเซียส)

ส่วนพื้นที่ กรุงเทพมหานคร จะมีอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 44.90 องศาเซลเซียส ผลกระทบที่จะตามมาคือภัยคุกคามที่ไม่สามารถย้อนเวลากลับได้ คลื่นความร้อน-ภัยแล้ง-ฝนตกหนัก-น้ำท่วม-น้ำทะเลหนุนสูง ทุกภาคส่วนธุรกิจ สังคมเมือง และชนบทจะได้รับผลกระทบมากน้อย ในช่วงเวลาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการเตรียมความพร้อมโดยไม่ประมาท 

‘อ.ไชยยันต์’ เทียบ ‘ขบวนพระเกี้ยว-ขบวนธรรมจักร’  ชี้!! แตกต่างกันชัดเจน สะท้อนความตั้งใจของคนทำ 

จากกรณี ‘นิสิตจุฬาฯ’ ใช้รถกอล์ฟอัญเชิญ ‘พระเกี้ยว’ ในงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ประเพณี จุฬา-ธรรมศาสตร์ CU-TU Unity Football Match 2024 ซึ่งขบวนอัญเชิญ ‘พระเกี้ยว’ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ใช้รถกอล์ฟ EV อัญเชิญพระเกี้ยว ทำให้เป็นประเด็นร้อน สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้

ล่าสุด (3 เม.ย. 67) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เปรียบเทียบขบวนอัญเชิญพระเกี้ยวกับขบวนธรรมจักรของธรรมศาสตร์ ในงานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่ผ่านมา พร้อมระบุข้อความว่า.. 

“ตั้งใจทำให้ดูเป็นแบบนี้ ก็มีความหมายแบบหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจทำให้ดูแบบนี้ แต่มันพลาด ก็จะมีความหมายอีกแบบหนึ่ง ยิ่งถ้าตั้งใจทำให้ขบวนพระเกี้ยวจุฬาฯ แตกต่างอย่างชัดเจนจากขบวนธรรมจักรของธรรมศาสตร์ โดยรู้ล่วงหน้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะมีความหมายอีกแบบหนึ่ง”

รวบโชคสามโคกพร้อมอาวุธปืน เพราะชอบโชว์ ช่วงระดมเทศกาลเดือนสงกรานต์

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  รรท.ผบ.ตร. ,พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร. , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. ,พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ให้ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยเฉพาะอาวุธปืน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และ การมั่วสุมเสพยาเสพติด

วันที่ 2 เม.ย.67  พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น.,พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ รอง ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.อดุลย์ ดอกพวง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.รัฐนันท์ สมวงศ์, พ.ต.ท.ปกรณ์ ทองช่วง  รอง ผกก.สส.4 บก.สส.บช.น.ได้สั่งการ พ.ต.ต.นิทัสน์ มีทอง สว.กก.สส.4ฯได้ร่วมกันจับกุมตัว​ นายประสบโชค ขาวขำ อายุ 60 ปี ที่อยู่ 87 หมู่ที่ 6 ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จับหวัดปทุมธานี 

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน“มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่” พร้อมด้วยของกลาง
1.อาวุธปืนพก กึ่งอัตโนมัติ ยี่ห้อ นอรินโก้ โมเดล 213 จำนวน 1 กระบอก 
2.เครื่องกระสุน ขนาด 9 มม. จำนวน 39 นัด
3.เครื่องกระสุน ขนาด .38 มม. จำนวน 14 นัด
4.อาวุธมีด ความยาว 31 ซม.

สถานที่จับที่บริเวณห้องพักเลขที่ 6 ห้องพักเพชรเกษม เลขที่ 138 ซ.เพชรเกษม 26 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กทม.พฤติการแห่งคดี ด้วยเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนกองกำกับการสืบสวน 4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล  ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และ การมั่วสุมเสพยาเสพติด ภายในห้องเช่าแห่งหนึ่ง ในซอยเพชรเกษม 26 แขวงปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ กทม.นั้น  จากการสืบสวนทราบบุคคลดังกล่าวคือ นายประสบโชค ขาวขำ เคยถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน  ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันตามบัญชี ก. (ไฮโลว์) ฯ จำนวน 14 ครั้ง และไม่ได้เป็นบุคคลที่นายทะเบียนอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน  จากการตรวจสอบพบ นายประสบโชค ขาวขำ  พักที่ห้องพักหมายเลข 6 ในห้องเช่าดังกล่าวจริง  จึงได้ขออนุมัตหมายค้นจากศาลอาญาธนบุรี เข้าทำการตรวจค้นและจับกุมพร้อมของกลางในชั้นจับกุม ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล้าวหานำตัวส่ง สน.ภาษีเจริญ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top