Sunday, 21 June 2026
NEWS FEED

‘เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า’ ชี้อังกฤษเตรียมเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้า แก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนทะลัก

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า (ECST) ชี้อังกฤษเตรียมเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าและขึ้นภาษีบุหรี่ควบคู่กันตั้งแต่ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำรายได้ภาษีไปหนุนบริการสาธารณสุข และยังคงแรงจูงใจให้ผู้สูบบุหรี่หันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน ด้านตัวแทนองค์กรต้านการสูบบุหรี่ ของอังกฤษ ชี้การเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นกำลังสำคัญในการหยุดการทะลักเข้ามาของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังประสบอย่างหนักในช่วงนี้

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า หรือ กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) และเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 100,000 คน เปิด เผยว่า “ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลอังกฤษมีแผนจะเริ่มเก็บภาษีใหม่จากบุหรี่ไฟฟ้า และเพิ่มอัตราภาษียาสูบ โดยคาดว่าภาษีสรรพสามิตสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าจะอยู่ที่ 120 ล้านปอนด์ (ราว 5,469 ล้านบาท) ในปี 2569 ถึง 2570 และเพิ่มขึ้นเป็น 445 ล้านปอนด์ (ราว 20,282 ล้านบาท) ในปี 2571 ถึง 2572”

นอกจากนี้ Deborah Arnott หัวหน้าผู้บริหารของ Action on Smoking and Health หรือ ASH ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่รณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ได้กล่าวว่า “การเก็บภาษีสรรพสามิตจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือสำคัญของหน่วยจัดเก็บรายได้และกองกำลังป้องกันชายแดนในการหยุดยั้งการนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายที่ทะลักเข้าสู่ท้องตลาด เช่นเดียวกับกรณีของผลิตภัณฑ์ยาสูบ ที่การจัดเก็บภาษีช่วยลดการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายได้ถึงร้อยละ 80 ในช่วงปี 2543 ถึง 2564 โดยสามารถปรับขึ้นภาษีจากบุหรี่มวนได้ตราบใดที่บุหรี่ไฟฟ้ายังคงมีราคาถูกกว่าบุหรี่มวน เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูบบุหรี่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยเลิกบุหรี่และเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน ซึ่งนับเป็นวิธีช่วยเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่อย่างถูกกฎหมายมีอยู่ในปัจจุบัน”

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายฯ อีกราย ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มเติมว่า “การประกาศจัดเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าแบบใหม่ของอังกฤษในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าด้วยกฎหมายและมาตรการที่มีความชัดเจนแทนการแบน สามารถช่วยควบคุมการทะลักของบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนได้ ขณะที่เม็ดเงินภาษีมหาศาลที่จัดเก็บได้ก็จะถูกนำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ให้แก่พี่น้องประชาชนได้อีก”

“นับตั้งแต่มาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้าถูกบังคับใช้เมื่อราวสิบปีก่อน บุหรี่ไฟฟ้ากลับไม่ได้หายไปจากสังคมไทย แต่ไปอยู่ในรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนที่ทะลักเข้าสู่ประเทศไทยผ่านตลาดใต้ดิน และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะไม่กี่ปีให้หลังมานี้จากข้อมูลการส่งออกของทางการจีนพบว่ามีการส่งออกมายังไทยมากกว่า 1,500 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ามาตรการแบนนั้นไม่สามารถปิดกั้นบุหรี่ไฟฟ้าได้ นอกจากนี้ยังทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บรายได้ภาษีจำนวนมหาศาล รวมถึงโอกาสที่จะควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้พ้นมือเด็กและเยาวชนอีกด้วย”

“แม้การไม่สูบและไม่ใช้ทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้านั้นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ แต่ความพยายามของรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการคงราคาบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกว่าบุหรี่มวน เพื่อสร้างแรงจูงใจด้านการเงินให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนการสูบบุหรี่มวนนั้น เป็นแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความจริงและความพยายามที่จะสร้างประโยชน์ด้านสาธารณสุขในภาพรวมให้แก่ประชาชนเพราะสิ่งที่อันตรายน้อยกว่า ก็ควรถูกเก็บภาษีในอัตราที่น้อยกว่า เพื่อให้มีราคาที่ถูกกว่า และจูงใจให้ผู้สูบบุหรี่เลือกใช้มากกว่า” นายอาสากล่าวทิ้งท้าย
Source: ASH comment on Budget decisions on tobacco and vaping - ASH

กาฬสินธุ์- 'ไทด์' เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ รวมพลัง 'ขุนพลรวงข้าวอีสาน' ช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่

'ไทด์' เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ประธานกู้ภัยขุนพลอีสาน รวมพลังผู้บริหารสมาคมกู้ภัยฯ อาสากู้ภัย 'สมาคมกลุ่มขุนพลรวงข้าว สายอีสานใต้' จัดประชุมใหญ่ ระดมสรรพกำลังพร้อมช่วยเหลือชาวบ้านทุกสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือสาธารณภัยพายุฤดูร้อนอย่างเต็มที่ ตามอุดมการณ์ “เสียสละด้วยใจ เพื่อรับใช้สังคม”

วันที่ 23 เมษายน 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สมาคมกู้ภัยสามัคคีกตัญญูกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้มีการจัดประชุมใหญ่ของอาสาสมัครกู้ภัย ในนาม “ขุนพลรวงข้าว” โดย “ไทด์” เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ประธานกู้ภัยขุนพลอีสาน มอบหมาย “ปู่ตูน” หรือนายอำนวยพล ไทยจู นามเรียกขาน 'อีสาน 01' รองประธานกลุ่มขุนพลรวงข้าว เป็นประธานประชุม มีนายชยพล วัชระอุดมกุล นายกสมาคมกู้ภัยสามัคคีกตัญญูกาฬสินธุ์ นามเรียกขาน “อีสานเหนือ 02”  หัวหน้ากลุ่มขุนพลรวงข้าว สายอีสานเหนือ  พร้อมด้วยผู้บริหารสมาคมกู้ภัยฯ  และอาสากู้ภัยจากหลายจังหวัด ในภาคอีสานตอนบนและอีสานใต้ ร่วมประชุมเป็นจำนวนมาก

'ปู่ตูน' หรือนายอำนวยพล ไทยจู นามเรียกขาน “อีสาน 01” รองประธานกลุ่มขุนพลรวงข้าว กล่าวว่า ในการประชุมใหญ่ “สมาคมกลุ่มขุนพลรวงข้าวสายอีสาน” ครั้งนี้ เพื่อพบปะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ของแต่ละสมาคม ในนาม “ขุนพลรวงข้าว”  ซึ่งมีสมาคมกู้ภัยในเครือข่ายทุกจังหวัดในภาคอีสานตอนเหนือและตอนล่าง ซึ่งทุกสมาคม และอาสากู้ภัยทุกคน ต่างทำหน้าที่ด้วยจิตอาสา ด้วยความเสียสละ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ความสุข ความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน คือหน้าที่และความสุขของพวกเราชาว “ขุนพลรวงข้าว” ทุกคน ทั้งนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทาง “ไทด์” เอกพันธ์ บันลือฤทธิ์” ประธานกู้ภัยขุนพลอีสาน

ด้านนายชยพล วัชระอุดมกุล นายกสมาคมกู้ภัยสามัคคีกตัญญูกาฬสินธุ์กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ ทุกสมาคมกลุ่มขุนพลรวงข้าวสายอีสาน ต่างยืนยันศักยภาพของบุคลากร อุปกรณ์กู้ภัยและช่วยเหลือชีวิตที่จำเป็น เครื่องมือสื่อสาร ยานพาหะ จึงมีความพร้อมทุกเมื่อ ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเตรียมความพร้อมรับมือและช่วยเหลือประชาชน กรณีเกิดสาธารณภัยในฤดูแล้ง เช่น ไฟไหม้ ภัยแล้ง ร่วมทั้งที่ประสบภัยพายุฤดูร้อนอย่างเต็มที่ ตามอุดมการณ์ “เสียสละด้วยใจ เพื่อรับใช้สังคม”

อย่างไรก็ตาม ในการจัดประชุมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจาก สภ.ยางตลาด เทศบาลตำบลยางตลาด ร้าน อ.พิษณุโลกเบเกอรี่ ป้าหวีบ้านอร่ามมงคล นางจันทร์ ภูพิลา บ้านขาม ต.คลองขาม ที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร โต๊ะ เก้าอี้ และอาหาร ให้การประชุมครั้งนี้สำเร็จเรียบร้อยด้วยดี

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจผู้มีจิตศรัทธา มอบเงินกว่า 4.7ล้านบาท สงเคราะห์ผู้ป่วยขาดแคลน ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูมิภาค รวม 71 แห่ง

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 22 เมษายน 2567) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ และนายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี มอบเงินสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ขาดแคลนแก่โรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณสุข ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ จังหวัดใกล้เคียง จำนวน 36 แห่ง โดยมีผู้แทนแต่ละแห่งเป็นผู้แทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ 

นอกจากนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังได้มอบเงินสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ขาดแคลนแก่โรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ในส่วนภูมิภาค อีกจำนวน 35 แห่ง โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิและสมาคมจีน ประจำจังหวัดต่างๆ เป็นตัวแทนมอบ รวมงบประมาณการดำเนินการประจำปี พ.ศ. 2567 ทั้งสิ้น 4,704,000 บาท (สี่ล้านเจ็ดแสนสี่พันบาทถ้วน)

กว่า 56 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมอบเงินสงเคราะห์ผู้ป่วยที่ขาดแคลน อันเป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 เป็นความมุ่งหวัง ช่วยเหลือสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยสงเคราะห์ผู้ป่วยผู้ป่วยที่ขาดแคลนโดยไม่เลือกปฏิบัติ มีโอกาสเข้ารับการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมอบเงินผ่านโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ซึ่งแต่ละแห่ง จะมีนักสังคมสงเคราะห์ หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เป็นผู้พิจารณามอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลน โดยทำรายงานการสงเคราะห์ให้กับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทราบทุกเดือน

ตลอดระยะเวลากว่า 114 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สถาบันพระปกเกล้า นำนักศึกษาปกขส.รุ่น 6 ศึกษาการจัดการน้ำจืดน้ำเค็ม ชุมชนสมุทรสงคราม

วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า โดย นายศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนัก พร้อมด้วยนักวิชาการ และเจ้าหน้าที่หลักสูตร นำนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (ปกขส.) รุ่นที่ 6 ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดสมุทรสงคราม 

โดยเดินทางไปยังชุมชนแพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงครามลงพื้นที่ศึกษาภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวิถีชีวิตแห่งสายน้ำ จากนั้น เดินทางไปยัง วิทยาลัยการอาชีพอัมพวา เพื่อรับฟังการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็น “การจัดการน้ำจืดน้ำเค็ม กรณีประตูกั้นน้ำแพรกหนามแดง และการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มเลี้ยงสุกร” ณ วิทยาลัยการอาชีพอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม 

นอกจากนี้คณะนักศึกษายังลงพื้นที่ศึกษาดูงานประตูกั้นน้ำ การบริหารพื้นที่ของชุมชน  บรรยายโดย นายปัญญา โตกทอง กรรมการลุ่มน้ำเพชรบุรีประจวบ, นายสมศักดิ์ ริ้วทอง กรรมการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์และสวัสดิการชุมชน ตำบลแพรกหนามแดง และนายประสงค์ สุขศรี ผู้ประสานงานชลประทานตำบลแพรกหนามแดง 

การศึกษาดูงานดังกล่าว มุ่งเน้นให้นักศึกษานำความรู้และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการแลกเปลี่ยนกับบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อนำความรู้มาใช้ในการถอดบทเรียนต่อไป

กระบี่-รอง ผวจ.กระบี่ พร้อมด้วย ผอ.ปพ. DSI นำป้ายของกลางปิดทับป้ายบริษัทยึดโรงสกัดน้ำมันปาล์มเป็นของกลางสมบูรณ์  

วันที่ 22 เมษายน  2567 พันตำตรวจตรีสุทศวรรศ อารีย์รัตนะนคร  ผู้อำนวยการกองปฎิบัติการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ผู้บัญชาการเหตุการณ์ พร้อมด้วย นายอนุวรรตน์   โหมดพริ้ง  รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่   นำป้าย  ข้อความ”ของกลางในคดีพิเศษที่ 56/2566” ปิดทับป้ายบริษัท ยึดโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่  สมบูรณ์  โดยมีการสนธิกำลังระหว่าง หน่วยปฎิบัติการพิเศษ ของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ  ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 426 กระบี่  สั่งการโดย พ.ต.ท.ก้องภพ โพธิ์แสน  ผู้บังคับกองร้อย ต.ช.ด 426 กระบี่  นาวาโทอดิเรก สาทำ  รองผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน 2 กองพลนาวิกโยธิน  กองทัพเรือ  เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิ์การและคุ้มครองแรงงาน  วิศวกรโรงงาน สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ นายเติมศักดิ์  เสี่ยมไหม  ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์อ่าวลึก อ.ปลายพระยา  จ.กระบี่  นางจันทิมา  ชตาญาณ ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ผู้จัดการไฟฟ้าภูมิภาค กระบี่  นิติกรสำนักงานยุติธรรมจังหวัดกระบี่ นายนิติกร  สำนักงานสวัสดิ์การแรงงานจังหวัดกระบี่  พันตำตรวจตรีจตุพล  บงกชมาศ  ผู้อำนวยการกองปฎิบัติการคดีพิเศษภาค ร้อยตำรวจเอกชาญณรงค์  ทับสาร รองผู้อำนวยการกองปฎิบัติการคดีพิเศษภาค  หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 56/2566 และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจตาม มาตรา 24 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ  บุกเข้าควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่

ซึ่งเป็นของกลางในคดีพิเศษที่ 215/2565 ควบคุมสั่งหยุดการเดินเครื่องจักรกลสายการผลิตสกัดน้ำมันปาล์มที่บริษัทกระบี่วิเศษน้ำมันปาล์ม จำกัด กำลังเดินเครื่องจักรผลิตน้ำมันปาล์มตามอำนาจของอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ที่อนุญาตให้บริษัทกระบี่วิเศษน้ำมันปาล์ม จำกัด  ใช้ของกลางโรงงาน มาตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2565  โดยมีวิศวกรโรงงาน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องจักรกล จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ ร่วมตรวจสอบเครื่องจักรกลของกลางทุกชิ้น  ที่ประกอบกันเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ซึ่งมีฐานข้อมูลว่า  เป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่ดีที่สุดของประเทศ  เนื่องจากเครื่องจักรกลทั้งหมดถูกนำเข้าจากต่างประเทศในห้วงเวลาที่มีการก่อสร้างโรงงานแห่งนี้  และ พันตำรวจตรีจตุพล  ได้มีหนังสือที่ ยธ 0817/3049  ถึง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กระบี่วิเศษน้ำมันปาล์ม จำกัด ผู้ใช้ของกลางให้ เตรียมโรงงานให้อยู่ในสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ ภายในวันที่ 21 เมษายน 2567 เพื่อการส่งมอบของกลางในครั้งนี้ 

ร้อยตำรวจเอกชาญณรงค์  กล่าวว่า การสนธิกำลังในวันนี้เพื่อที่จะต้องการควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มให้นิ่ง และเพื่อให้การดำเนินการเกี่ยวกับของกลางในคดีพิเศษเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงยุติธรรม ที่ออกโดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 และ เนื่องจากตนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 56/2566 หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ 215/2565 สืบสวนสอบสวนพบการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส)และอดีตเจ้าหน้าที่ธกส.ร่วมกันทุจริต ทำให้ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ ธกส.และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะเจ้าหนี้  ได้รับความเสียหาย จึงส่งสำนวนการสอบสวนไปยัง ป.ป.ช.ตามกรอบกฏหมายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  และหลังจากที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ประชุมพิจารณาสำนวนแล้วมีความเห็นส่งกลับมาให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินคดีตนจึงถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีพิเศษที่ 56/2566 หลังจากที่ใช้เวลาสืบสวนสอบสวนตามพยานหลักฐานและการอนุญาตให้ใช้ของกลางซึ่งเป็นโรงงานและส่วนควบร่วม 17 รายการแล้ว  ที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีนี้ได้มีมติให้ รับของกลางจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 215/2565 ซึ่งหลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว คณะพนักงานสอบสวนจะร่วมประชุมกันอีกครั้งว่า จะดำเนินการต่อไปอย่างไรกับของกลางที่เป็นกรรมสิทธิ์เดิมของสมาชิกสหกรณ์ชาวสวนปาล์มกว่า 50,000 ราย 

“หลังจากนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 56/2566 จะแยกกันปฎิบัติการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดทั้งหมดมาเข้าสู่ขบวนการยุติธรรมเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 56/2566 จะเร่งสรุปสำนวนคดี  รายงาน คณะกรรมการ ป.ป.ช.และจะรีบส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดโดยด่วนที่สุดตามนโยบายเร่งคดีของ พันตำรวจเอกทวี  สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  และการบริหารคดีของ พันตำรวจยุธนา  แพร่ดำ รักษาการอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมกับการอำนวยความเป็นธรรมและสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนของ ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักษ์สกุล  รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ”ร้อยตำรวจเอกชาญณรงค์กล่าว....
กระบี่///ณัฏฐพงษ์ ศรีปล้อง รายงาน

'อ.เทพมนตรี' ชี้!! สติปัญญามีให้เรียนรู้ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ยิ่งคิดอย่างพุทธต้องมุ่งหาความจริง ก่อนนิพพานหรือเหนือมนุษย์

(22 เม.ย. 67) อาจารย์เทพมนตรี ลิมปพยอม นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Thepmontri Limpaphayorm ว่า...

ฟังคลิปเด็กสอนศาสนาผู้ใหญ่ เหนื่อย! เขาเอาหลายลัทธิศาสนามารวมปะปนกันพระศรีศากยมุนี เจ้าแม่กวนอิม พระพุทธเจ้ามีลูกเป็นนาคคือ ตัวเขา ไหว้พระคเณศ ตกลงอะไรกันแน่ แถมมีลูกแก้วแวววาว งง

พร้อมทั้งโพสต์อีกต่ออีกว่า...ดอกไม้ในความคิดเด็ก…ไร้ความรู้

ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธ (มหายาน) ให้ความสำคัญสีสันดอกไม้ในการประกอบพิธีกรรม ความเชื่อว่าเทพองค์นั้นองค์นี้ พระพุทธเจ้าประจำทิศนั้นทิศนี้จะต้องบูชาอย่างไร สาวกหรือศาสนิกต้องศึกษาและบูชาดอกไม้ที่มีสีสันให้ถูกต้อง เชื่อว่าจะบูชาได้สำเร็จบริบูรณ์ ที่ว่าดอกไม้สีเหลืองเอาไว้ทำเฉพาะงานศพ ไม่จริงเลยนะครับ เครื่องบูชาวางศิลาฤกษ์สร้างวัดเขาก็ใช้สีเหลืองเป็นองค์ประกอบ !

สติปัญญามีให้เรียนรู้ไม่ให้เชื่ออะไรง่าย ๆ ถ้าคิดอย่างพุทธต้องมุ่งหาความจริงก่อน ก่อนจะไปนิพพานหรือความเหนือมนุษย์

"เจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกสมรสกับนางนาคตนไหนจึงให้กำเนิดเจ้าชาย 'เพชรภัทรนาคานาคราช' ครับ ขอโทษจริง ๆ ผมพึ่งทราบ" อ.เทพมนตรี ทิ้งท้าย

'ต่อตระกูล' เปิดภาพแนวคิด ก่อสร้างตึกสูงจากกลุ่มทุนดูไบ ด้าน 'นายกฯ' เสนอ!! สร้างให้สูงที่สุดของโลกเลยได้ไหม?

(22 เม.ย. 67) นายต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ต่อตระกูล ยมนาคว่า "ตึกสูง ที่กลุ่ม EMAAR จาก ดูไบ จะมาลงทุนสร้าง นำบินมาเสนอนายกฯ ไทย หน้าตาเป็นแบบนี้ EMAAR Group เสนอเป็นแนวคิด ที่จะสร้างด้วยเหล็ก สเตนเลส ไร้สนิม แต่ยังไม่ใช่รูปแบบตึกที่จะสร้างให้สูงที่สุดในโลก แต่นายกฯ เศรษฐา เสนอแนะว่า จะสร้างให้สูงที่สุดในโลกเลย ได้ไหม? เขาก็รับไปศึกษาเพิ่มเติม

EMAAR Group เป็นกลุ่มผู้บริหารตึก Burj Khalifa ตัวจริง ที่ดูแลการบริหาร และจัดการตลาด ของตึกสูงสุดของโลกอยู่ในขณะนี้ เขามีความสนใจ ที่จะเสนอโครงการสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกที่ ประเทศไทย! ถ้าเขาอยากเอาเงินของกลุ่มเขาจากดูไบ มาลงทุนในประเทศไทยบ้าง เราก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ชาติอื่น ๆ ไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น และอีกหลายชาติเขาก็ได้มาลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเรากันมานานแล้ว ส่วนใหญ่เขาก็ประสบความสำเร็จกันดี"    

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนเที่ยวเกาหลีใต้ต้องระวัง เว็บไซต์-แอปพลิเคชันลงทะเบียน K-ETA ปลอม เสียทั้งเงิน เสียทั้งข้อมูล

วันนี้ ( 22 เมษายน 2567) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงพี่น้องประชาชนที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวที่สาธารณรัฐเกาหลี หรือประเทศเกาหลีใต้ โดยการสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันลงทะเบียน K-ETA ปลอม แล้วเผยแพร่ผ่านช่องทางต่าง ๆ

โดย ระบบ K-ETA หรือชื่อเต็มคือ Korea Electronic Travel Authorization เป็นระบบที่มีไว้ให้นักท่องเที่ยวลงทะเบียนขออนุญาตก่อนที่จะเดินทางเข้าไปที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อลดปัญหาการปฏิเสธนักท่องเที่ยวไม่ให้เข้าประเทศ และแก้ไขปัญหาการลักลอบเข้าไปทำงานผิดกฎหมาย โดยนักท่องเที่ยวจะต้องทำการลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งจำเป็นจะต้องกรอกข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลหนังสือเดินทาง ภาพถ่ายใบหน้า อาชีพ รายได้ต่อปี และข้อมูลที่พักอาศัยในประเทศเกาหลีใต้ อีกทั้งจำเป็นต้องชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 10,300 วอน (ประมาณ 270 ถึง 290 บาท) ผ่านช่องทางบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต

ซึ่งถ้าหากพี่น้องประชาชนหลงเชื่อลงทะเบียนผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน K-ETA ปลอม มิจฉาชีพก็จะได้ทั้งข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ซึ่งสามารถนำไปใช้แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเป็นจำนวนมาก เช่น อาจถูกนำข้อมูลบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า นำข้อมูลส่วนบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้กระทำความผิด หรืออาจถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในการหลอกลวงในอนาคต อีกทั้งเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน K-ETA ปลอมอาจมีการหลอกให้ชำระค่าธรรมเนียมที่สูงเกินจริง (ค่าธรรมเนียมปกติอยู่ที่ 10,300 วอน) เพื่อหลอกเอาทรัพย์สินจากพี่น้องประชาชนอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังในการลงทะเบียน K-ETA เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศเกาหลีใต้ โดยขอให้ตรวจสอบก่อนว่าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ใช้ลงทะเบียน เป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งเว็บไซต์สำหรับลงทะเบียน K-ETA ของจริงคือ www.k-eta.go.kr เท่านั้น ส่วนแอปพลิเคชันลงทะเบียน K-ETA สำหรับโทรศัพท์มือถือ สามารถดาวน์โหลดได้ผ่าน App Store และ Google Play Store ที่ https://apps.apple.com/th/app/k-eta/id1562976724 และ https://play.google.com/store/apps/details?id=kr.go.keta 

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบาย ตม.จว.นครพนม

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จึงได้กำหนดมาตรการดูแลอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมือง เพื่อบริการให้รวดเร็วประหยัดเวลา ลดความแออัด โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความสะดวกเรียบร้อยในทุกพื้นที่ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 

วันนี้ (22 เม.ย.2567)  เวลา 9.00 น. พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการปฏิบัติราชการ ณ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม อ.เมืองนครพนม จว.นครพนม  พร้อมทั้งมอบสิ่งของบำรุงขวัญให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัดตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม ครั้งนี้ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 กำหนดให้ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม นำโดย พ.ต.อ.ภัทรพงศ์ อินวรรณา ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม รายงานผลการปฏิบัติงานและการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมืองตามนโยบายของผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในห้วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ปี 2567 

จากนั้น พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.ชูฉัตร ธารีฉัตร รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้เดินทางต่อไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) โดยได้ตรวจดูความเรียบร้อยในการอำนวยความสะดวกด้านพิธีการเข้าเมือง และ พบปะประชาชนที่มารับบริการ ณ จุดผ่านแดน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดนครพนม กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4

‘กรมควบคุมโรค’ ห่วง!! สถานการณ์ ‘โควิด-19’ ระบาดเพิ่มหลังสงกรานต์ สัปดาห์เดียวป่วยเข้า รพ. 1 พันราย ลุยกำชับทุกหน่วยดูแล ปชช.ให้ทั่วถึง

(22 เม.ย.67) นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. มีความห่วงใยสถานการณ์โควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ แต่ยังไม่มีรายงานการระบาดรุนแรง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจได้สั่งการทุกจังหวัดประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อม กำชับทุกหน่วยงานดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง

นพ.ธงชัย กล่าวว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 14-20 เมษายน 2567 มีรายงานพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล จำนวน 1,004 ราย เฉลี่ย 143 รายต่อวัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ โดยพบผู้ป่วยมากขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่ง และมีผู้ป่วยอาการรุนแรงปอดอักเสบ 292 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 101 ราย และเสียชีวิต 3 ราย โดยผู้เสียชีวิตทุกรายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุหรือมีโรคเรื้อรัง (608)

“คาดสาเหตุที่ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ป่วยมีอาการเหมือนไข้หวัด ทำให้ไม่ระวัง ป้องกันตนเอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จากการติดตามเฝ้าระวังสายพันธุ์ที่กำลังระบาดในประเทศไทย ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่ายังคงเป็นสายพันธุ์รุ่นลูกของเชื้อโอมิครอน โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการคล้ายหวัด เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ มีน้ำมูก โดยยังไม่พบว่ามีระดับความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นจากสายพันธุ์โอมิครอนเดิมในปีที่ผ่านมา” นพ.ธงชัยกล่าว

อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวถึงโรคโควิด-19 ว่า ขณะนี้มีลักษณะเหมือนโรคประจำถิ่น สามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปี เพียงแต่จะมีจำนวนมากหรือน้อยแล้วแต่ช่วงเวลา โดยขณะนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั่วไป อาทิ โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด เป็นต้น ทั้งนี้ โรงพยาบาลทุกแห่งมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เตียงรองรับผู้ป่วย เวชภัณฑ์ ตลอดจนมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top