Friday, 25 September 2026
NEWS FEED

ทธ. แถลง “เปิดกรุสมบัติทรัพยากรแร่ของประเทศไทย”

วันพุธที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดแถลงข่าวสื่อมวลชน ในประเด็น “เปิดกรุสมบัติทรัพยากรแร่ของประเทศไทย” โดยมี นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายพิชิต สมบัติมาก อธิบดี
กรมทรัพยากรธรณี และนางสาวกฤตยา ปัทมาลัย ผู้อำนวยการกองทรัพยากรแร่ ร่วมแถลงข่าวสื่อมวลชน ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น ๑ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขัน
รุนแรงมากขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาประโยชน์
จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลให้มีการปรับตัวในการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โดยอุตสาหกรรมแร่เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 

“ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรแร่ โดยข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีที่มีสำรวจข้อมูล พบว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรแร่ โดยพบมากถึง ๔๐ ชนิด ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๖๐ ล้านไร่หรือร้อยละ ๑๙ ของพื้นที่ประเทศ มีปริมาณทรัพยากรแร่ ๓๐ ล้านล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้น ๔๔,๔๑๐ ล้านล้านบาท ซึ่งแร่เหล่านี้จะเป็นแหล่งสำรอง
เพื่อความมั่นคงทางวัตถุดิบของประเทศ ทั้งนี้ ปริมาณทรัพยากรแร่เป็นตัวเลขเบื้องต้นที่พิจารณาเฉพาะข้อมูลธรณีวิทยาเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่เท่าไหร่หากภาคเอกชนลงทุน สำรวจรายละเอียดในพื้นที่ศักยภาพแร่ที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด จะได้ตัวเลขของปริมาณแร่สำรอง ซึ่งนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตแร่ต่อไป” 

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เผยว่า “กรุสมบัติดังกล่าวนี้นับเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่นำไปสู่การพัฒนาต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น
หินอุตสาหกรรมที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แร่เพื่อการเกษตร เช่น แร่โพแทชสำหรับเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปุ๋ย โดโลไมต์และเพอร์ไลต์สำหรับปรับสภาพดิน ดินมาร์ลสำหรับแก้ปัญหาดินเค็ม หรือแม้กระทั่งแร่ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ เช่น ธาตุหายาก ลิเทียม ควอตซ์ เพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น กังหันลม แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ยานพาหนะไฟฟ้าและแบตเตอรี่กักเก็บ จากผลการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแหล่งศักยภาพโพแทช
ที่น่าสนใจ ๑๐ แหล่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณทรัพยากรแร่โพแทชอย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ ล้านตัน มูลค่าแร่ประมาณ ๑๖๑ ล้านล้านบาท พบแหล่งศักยภาพธาตุหายาก ๓๐ แหล่ง เนื้อที่ประมาณ
๑๐ ล้านไร่ ใน ๙ จังหวัดมีปริมาณทรัพยากรธาตุหายาก รวมประมาณ ๗ ล้านตันโลหะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๔.๔๐ ล้านล้านบาท หากมีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้เกิดการแปรรูปวัตถุดิบแร่
ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำหรือมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและต่อยอดการผลิตได้ เช่น แร่โมนาไซต์มีราคาเฉลี่ยประมาณ ๑๒๗,๐๐๐ บาท/ตัน (ณ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๑๕ เท่า

หากนำไปสกัดแยกออกเป็นสารประกอบธาตุหายากออกไซด์ และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๓ เท่า เมื่อนำไปถลุงเป็นโลหะธาตุหายาก (ประเมินเบื้องต้นจากการเฉลี่ยราคาฐาน ณ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ของโลหะธาตุหายากและสารประกอบธาตุหายากออกไซด์แต่ละชนิด)
หรือการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากเกลือหินซึ่งเป็นแร่รองที่ได้จากการทำเหมืองแร่โพแทช
ที่สามารถนำมาต่อยอดโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้”

ดังนั้น กรมทรัพยากรธรณีจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการแร่ของประเทศ โดยการกำหนดพื้นที่สงวน พื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่พัฒนาทรัพยากรแร่เพื่อให้มีการนำทรัพยากรแร่มาใช้ให้เกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่าสูงสุด เสริมสร้างการตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมแก่ทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรแร่ให้ถูกต้องรวมถึงผลักดันกิจกรรมเหมืองแร่ตามหลักธรรมาภิบาลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกิจกรรมของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่และกิจการที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจการสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างผาสุก

สวธ.จัดประกวด 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ร่วมสืบสานดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน อนุรักษ์ เพิ่มมูลค่าให้ศิลปะการแสดงของไทย

(เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ ณ อุดรฮอลล์ เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี) อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช ๒๕๖๗ “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็นวิศิษฏศิลปิน และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม รวมถึงเผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้แสดงความสามารถ ยกระดับเสริมศักยภาพด้านดนตรี พัฒนาเทคนิคทางการแสดง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศในการประกวดของแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลิปิการ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่น มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวและแสดงถึงมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีคุณค่าและควรได้รับการส่งเสริมพัฒนา ต่อยอด และสร้างสรรค์ให้เข้ากับยุคสมัย รวมถึงทำให้คนรุ่นใหม่ได้หันกลับมาสนใจและมีส่วนร่วมในการสืบทอดมรดกศิลปะการแสดงพื้นบ้าน  อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคณะนักแสดงและศิลปินในปัจจุบันและอนาคต

รองอธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า การประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ได้จัดการประกวดไปแล้ว ๒ ภาค คือ ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง ณ จังหวัดนนทบุรี  สำหรับครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๓ จัดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประกวดต้องประกอบด้วยการแสดงและการขับร้องประกอบเรื่องราววิถีชีวิตคนอีสาน เช่น ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเต้ย ลำเดิน ลำเพลิน เป็นต้น 

มีเนื้อหาการแสดงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในภาคอีสาน และการแสดงประกอบการขับร้องที่มีเนื้อหาเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยวงที่เข้าร่วมประกวด ต้องประกอบด้วยเครื่องดนตรี นักดนตรี นักร้อง นักแสดง อุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น วงโปงลาง วงหมอลำ วงกันตรึม วงมโหรีโคราช วงพิณ แคน ซอ วงกลองยาวอีสาน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านฯ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ประกอบด้วย

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ และเงินรางวัล ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้รับถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล 
๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้รับถ้วยรางวัลปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ 
รางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร จำนวน ๒ รางวัล 
      
โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เชิญชวนทุกท่านร่วมส่งกำลังใจ และติดตามการประกวด 
“รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ภาคใต้ ครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในวันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗  ณ Convention Hall เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านช่องทางของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมการประกวดหรือข้อมูลทางวัฒนธรรมได้ทาง www.culture.go.th เฟซบุ๊ก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ line@วัฒนธรรม

ทีมผู้เข้าประกวดรวมศิลป์แผ่นดินสยาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
รอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

- วง1 คณะโรงเรียนบ้านหนองบง จังหวัดนครราชสีมา
-วง2 คณะมหาชุมพลจังหวัดศรีสะเกษ 
-วง3 คณะดอกศิลป์ถิ่นสกล จังหวัดสกลนคร 

-วง4 คณะวงโปงลางหลานย่าโมจังหวัดนครราชสีมา

-วง5 คณะวงโปงลางศิลป์ลำปาว สาวภูไท จังหวัดกาฬสินธุ์ 

นครปฐม-พิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ตำรวจภูธรภาค 7 ครอบรอบ ปีที 78 ประจำปี 2567

วันนี้ (12 มิ.ย.67)  เวลา 10.00 น. พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ  พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย พลตำรวจโท กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจโท นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม, รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, โดยมี  พล .ต.ท  สำเริง สวนทอง  ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต. ชมชวิณ ปุระธนานนท์ พล.ต.ต อาทิชา เปาอิทร์ พล.ต.  ต. อุทัย กวินเดชาธร  พล.ต .ต วันชัย ธารณธรรม พล.ต.ต. พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล   พล.ต.ต. ปิติ นฤขัตรพิชัย พร้อมด้วย ผู้บังคับการในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 และข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ร่วมพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาตำรวจภูธรภาค 7 ครบรอบปีที่ 78 ประจำปี 2567 

***ตำรวจภูธรภาค 7 ถือเอาวันที่ 12 มิถุนายน 2489 ซึ่งเป็นวันที่มีประกาศกำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบครั้งแรก ตรงตามพื้นที่ในปัจจุบัน เป็นวันสถาปนาตำรวจภูธรภาค 7 และในปีนี้ เป็นวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 78 ปี  โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งหน่วย เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าราชการตำรวจในหน่วย ที่ได้อุทิศแรงกาย แรงใจปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพิทักษ์รักษาความสงบเรียบร้อยให้ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบตำรวจภูธรภาค 7

เชียงใหม่-คณะพยาบาล มช. MOU พัฒนาวิจัยและนวัตกรรมร่วมกับ Yonsei University

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ Yonsei University มหาวิทยาลัยชั้นนำของสาธารณรัฐเกาหลี นำโดย Professor Dr. Eui Geum Oh, Dean, College of Nursing, Yonsei University ในโอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฑารัตน์ มีสุขโข รองคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรมและบูรณาการพันธกิจสากล พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วันเพ็ญ ทรงคำ รองคณบดีด้านพัฒนาการศึกษาปริญญาตรี ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อพัฒนางานวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการพยาบาล รวมทั้งส่งเสริมโอกาสการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาและคณาจารย์บนเวทีระดับนานาชาติ ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองสถาบัน ณ Yonsei University กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน 2567

พัฒนชัย/เชียงใหม่ 

ผอ.ศรชล.ภาค 1 เปิดการฝึกทบทวน มว.เรือ ศรชล.ภาค 1 ประจำปี 2567

เมื่อ 11 มิ.ย.67 พล.ร.ท.สุระศักดิ์ สิงขรวัฒน์ ผอ.ศรชล.ภาค 1 เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกทบทวน มว.เรือ ศรชล.ภาค 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 ณ ห้องประชุม รร.บ้านฉางพาเลซ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง โดยการฝึกทบทวน มว.เรือ ศรชล.ภาค 1 จัดขึ้นระหว่าง 11 -14 มิ.ย.67 แบ่งการฝึกเป็น 3 ขั้นได้แก่ ขั้นการอบรมในห้องเรียน ใน 11-12 มิ.ย.67 ขั้นการฝึกในทะเล ใน 13 มิ.ย.67 และขั้นการสรุปผลการฝึก ใน 14 มิ.ย.67  มีกำลังพลที่เข้าร่วมฝึกประกอบด้วย กำลังพลจาก บก.ศรชล.ภาค 1 ศรชล./ศคท.ตราด และ ชุมพร และกำลังพลจากเรือในบัญชีกำลัง มว.เรือ ศรชล.ภาค 1
สำหรับ กำลังทางเรือที่เข้าร่วมการฝึกในทะเล  ประกอบด้วย เรือ ต.266 เรือตรวจการณ์เจ้าท่า 1303 เรือตรวจประมงทะเล 213 เรือตรวจการณ์ รน.633 เรือ ศรชล.4001 และ เรือ ศรชล.4002 

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘ผู้ช่วย สส.ก้าวไกล’ ถูกจับกุมฐาน ‘กรรโชกทรัพย์’ ด้าน สส.ปัด!! แค่คนทดลองงาน สั่งขับพ้นทีมแล้ว

(12 มิ.ย.67) ตำรวจเข้าจับกุมนายบรรณสิทธิ์ วงษ์นาค ผู้ช่วย สส. เชตวัน เตือประโคน พรรคก้าวไกล ปทุมธานี ในความผิดฐาน ‘ร่วมกันกรรโชกทรัพย์,ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง’ ได้ที่ ริมถนนมิตรภาพ ทล.2 ช่วง กม.50 ฝั่งขาเข้า กทม. ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา

เจ๊จุก คลองสาม โพสต์ข้อความพร้อมภาพ สส.และผช.สส.ลงพื้นที่พบประชาชน ผ่าน X (ทวิตเตอร์) บัญชี @jjookklong3 ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า

ในฐานะคนคลองสาม วอนเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยคุ้มครองดูแลด้วยค่ะ

ทุกวันนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ แบ่งแยกยากขึ้นไปทุกทีว่าคนไหนดีย์ คนไหนโจร เดี้ยนและชาวบ้านละแวกนี้หวาดผวาไปหมดแล้ว จะมั่นใจได้ยังไงว่ามาช่วยเหลือจริง ๆ ไม่ได้มาขู่กรรโชกทรัพย์ค่ะ

ขณะเดียวกัน ทันทีที่ข่าวดังกล่าวแพร่สะพัด ด้าน นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคก้าวไกล ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีมีผู้อ้างตัวเป็นผู้ช่วย สส. ลักพาตัวและรีดไถทรัพย์บุคคลอื่นตามข่าว ว่า กรณี นายบรรณสิทธิ์ วงษ์นาค อ้างเป็นผู้ช่วย สส. ของผม กระทำความผิด ถูกจับกุมข้อหา “ร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง” ตามที่ปรากฏทางออนไลน์นั้น

ผมต้องขอโทษผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของนายบรรณสิทธิ์ รวมถึงขอโทษผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลทุกคนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่ข้อเท็จจริง ขอชี้แจงว่าบุคคลคนนี้ไม่ได้เป็นผู้ช่วย สส. ของผม ไม่ได้มีตำแหน่งในกรรมาธิการใด ๆ เป็นเพียงคนทำงานในพื้นที่ปทุมธานี ซึ่งอยู่ในช่วงการทดลองงานด้วย ซึ่งการมีพฤติกรรมตามที่ถูกจับกุม ไม่ได้เป็นการสั่งการของผม และผมไม่เคยรับรู้มาก่อนแต่อย่างใด

ผมได้พูดคุยกับรองสารวัตรทางหลวงนครราชสีมา ซึ่งเป็นผู้สกัดจับ รวมถึงพูดคุยกับรองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์ ผู้เป็นเจ้าของคดี เพื่อให้ความร่วมมือในการสืบสวน ทำให้ทราบถึงพฤติกรรมของบุคคลดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 ยืนยันว่า จากการสืบสวนการกระทำของนายบรรณสิทธิ์ เป็นพฤติกรรมส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผม และไม่มีความจำเป็นใดที่ต้องเรียกผมไปให้ปากคำ

ทั้งนี้ ผมได้สั่งให้บุคคลคนนี้ออกจากทีมทันทีหลังจากทราบข่าว กรณีที่เอาชื่อผมไปแอบอ้าง คงไม่ติดใจอะไร แต่ในส่วนของพรรค ก็เป็นการพิจารณาของพรรคว่าจะดำเนินการอย่างไรหรือไม่ต่อกรณีที่ทำให้พรรคเสียหาย เรื่องที่เกิดขึ้น ถือเป็นบทเรียนของผมและพรรคก้าวไกลในการรับคนมาเป็นทีมงานต่าง ๆ ในอนาคต

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ นำทีมเก็บหลักฐานเพิ่มเติม ‘ตลาดสัตว์เลี้ยงจตุจักร’ พบ ‘อุปกรณ์วงจรไฟฟ้า-จุดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ คาด!! เป็นสาเหตุเพลิงไหม้

จากกรณีเหตุเพลิงไหม้ในโซนจำหน่ายปลากัดและสัตว์เลี้ยง ของโครงการตลาดศรีสมรัตน์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย และสัตว์เสียชีวิตจำนวนมาก

ล่าสุด (12 มิ.ย. 67) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ. พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.สพฐ.ตร. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ลงตรวจสอบพื้นที่จุดเกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณโครงการตลาดศรีสมรัตน์ โซนจำหน่ายปลากัดและสัตว์เลี้ยง ย่านจตุจักร ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าจะเป็นต้นเพลิง 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จากที่เมื่อวานนี้ (11 มิ.ย. 67) ได้เข้ามาตรวจที่เกิดเหตุพบว่าพื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสัตว์เลี้ยงยังมีความร้อนสะสม และมีแผ่นปูนกะเทาะร่วงหล่นมา เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงลงมาตรวจพื้นที่อีกครั้งในวันนี้ 

โดยมีผู้กำกับการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และผู้กำกับกลุ่มงานฟิสิกส์มาดูเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า สายไฟต่าง ๆ ว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้หรือไม่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หลังจากตรวจที่เกิดเหตุเสร็จสิ้นจะคืนพื้นที่ให้กับทางพนักงานสอบสวน เพื่อให้พิจารณาว่าจะให้เจ้าของห้องเช่า ได้เข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินความเสียหายของตัวเองได้เมื่อไหร่ 

ส่วนสัตว์ต่าง ๆ ที่ตรวจตั้งแต่เมื่อวานนี้ยังมีที่รอดชีวิตอยู่คือ ปลากัด ซึ่งอยู่ในบริเวณที่ไฟไปไม่ถึง จึงให้เจ้าของขนย้ายออกมาเรียงด้านนอกก่อน และได้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เดินตรวจสอบว่ายังมีสัตว์ที่ยังรอดตายอยู่อีกหรือไม่ เบื้องต้นยังไม่พบ พบเพียงแค่ปลากัดที่อยู่ในน้ำที่รอดตาย จำนวนหลายร้อยตัว ส่งคืนให้กับเจ้าของ 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า ในการตรวจสถานที่เกิดเหตุทราบจุดที่น่าเชื่อว่าจะเป็นต้นเพลิง จากพยานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นวันนี้พบว่าจุดที่เชื่อว่าเป็นจุดต้นเพลิงมีทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า และพบสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น กุมารทอง ที่เจ้าของร้านนับถือ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไปว่าสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากสาเหตุใด 

ทั้งนี้จะเร่งผลการตรวจให้รวดเร็วที่สุด แต่ต้องทำด้วยความรอบคอบ ซึ่งการสรุปพยานหลักฐานที่เกิดเหตุจะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสถานที่เกิดเหตุที่เข้ามาดูเรื่องโครงสร้าง และการตั้งสิ่งของอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อหาว่าประกายไฟเกิดจากสาเหตุใด และมีผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าลงพื้นที่ในวันนี้ด้วยเช่นกัน เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป 

‘สันติสุข’ ออกโรง!! อย่าโยง 'Top News - Voice TV' เหมือนกัน Top News ต้องจ่ายค่าตอบแทนสถานี ไม่ได้ไปกินเงินสถานี

(12 มิ.ย. 67) นายสันติสุข มะโรงศรี ผู้ประกาศข่าว Top News โพสต์ข้อความระบุว่า เรื่องของวอยซ์ก็ของวอยซ์ครับ ใครอย่าได้อ้างว่าเหมือน Top News

ความจริง - การที่ Top News ไปออกช่องทีวีดิจิทัล เราจ่ายค่าตอบแทนทุกครั้งครับ เราเอาเงินไปให้สถานี ไม่ใช่ไปกินเงินสถานีครับ

ทั้งตอนที่ไปออก ททบ.5 และที่กำลังออกทางช่อง JKN18 ในปัจจุบัน

ถ้าจะบอกว่าเหมือนวอยซ์ วอยซ์จะต้องทำสัญญาเช่าเวลาสถานี หรือจ่ายค่าตอบแทนในรูปแบบอื่นแก่ NBT มันถึงจะเทียบเคียงกันได้ครับ

ใครก็ตาม โปรดกรุณาอย่าโยงมั่ว ๆ แบบคนไร้ความรู้นะครับ มันดูแย่มาก

ด้วยความเคารพ

ชลบุรี-ตำรวจน้ำสัตหีบ เข้าแจ้งความ เรือของกลาง 3 ลำ คดีน้ำมันเถื่อนหาย

วันนี้ 12 มิ.ย.67 ที่ สภ.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ร.ต.ท.สันติชล หุมอาจ รองสารวัตรสอบสวน สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งความจาก จนท.ตำรวจน้ำสัตหีบ ว่า เรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนจำนวน 3 ลำ ของกลางในคดี ที่ถูกควบคุมให้ทอดสมออยู่ในอ่าวสัตหีบ ได้หนีหายไป เมื่อกลางดึกของวันที่ 11 มิ.ย.67 และคาดว่าน่าจะมุ่งหน้าไปทาง จ.ตราด และเข้าไปในเขตทะเลประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

จากการสอบถามทราบว่า เมื่อวันที่ (12 มิ.ย.67) เวลาประมาณ 06.00 น. พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน. (ตร.น้ำสัตหีบ) ได้รับแจ้งว่า เรือของกลาง จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย 1. เรือ เจ.พี. มีของกลาง น้ำมันเถื่อนประมาณ 80,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ 7 คน  2. เรือซีฮอต มีน้ำมันเถื่อนประมาณ 150,000 ลิตร ลูกเรือ 6 คน และ 3. เรือดาวรุ่ง มีน้ำมันเถื่อนประมาณ 100,000 ลิตร พร้อมลูกเรือ จำนวน 5 คน ได้หายไปจากจุดทิ้งสมอ สืบเนื่องจาก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มิ.ย.67 มีพายุเข้าในพื้นที่ อำเภอสัตหีบ มีกระแสลมแรง ทำให้สะพานตำรวจน้ำ ไม่สามารถรองรับนำหนักเรือของกลาง ที่จอดอยู่บริเวณหัวสะพานทั้งหมดได้ จึงให้เรือของกลางฯ ทั้ง 3 ลำ ออกไปลอยลำเพื่อทำการทิ้งสมอ ในระยะปลอดภัย ห่างจากสะพานท่าเทียบเรือตำรวจน้ำ ประมาณ 100 เมตร

และในเวลา 08.00 น. ของวันที่ 12 มิ.ย.67 พ.ต.ท.กอบชัย โตอ่อน สว.ส.รน.3 กก.5 บก.รน. พร้อมด้วย ข้าราชการตำรวจ ในสังกัด ส.รน.3 กก.5 บก.รน.(ตำรวจน้ำสัตหีบ) ได้นำเรือตรวจการณ์ 815 และ เรือตรวจการณ์ 632 ออกทำการค้นหา เพื่อติดตามเรือของกลาง จำนวน 3 ลำ กลับมา 

เมื่อเวลา 11.00 น. เรือตรวจการณ์ 815 และ 632 ยังคงทำการค้นหา ปัจจุบันยังไม่พบเรือ ของกลาง จำนวน 3 ลำ แต่อย่างใด โดยเรือทั้งหมด ถูกตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (กก.2 บก.ปอศ.) จับกุมเมื่อวันที่ 17 มี.ค.67 ที่ผ่านมา      

โดยเรือน้ำมันเถื่อนของกลางทั้งหมด จอดรวมกันในวันที่เกิดเหตุและได้เกิดพายุลมแรง จึงให้นำเรือทั้งหมดออกไปจอดทอดสมอห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ตำรวจที่เข้าเวรยังมองเห็นเรือดังกล่าวเปิดไฟ เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 11 มิ.ย.67 กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. เรือทั้งหมดได้ดับไฟ จนกระทั่งช่วงเช้าจึงพบว่าเรือหายไปแล้ว จึงมสแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเป็นหลักฐานต่อไป

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่กำลังเร่งคลี่คลายคดีอย่างเร็วที่สุด โดยให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกค้นหา ทั้งทางเรือและทางอากาศ เนื่องจากของกลางหายเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะอยู่ในความควบคุมของตำรวจ โดย พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผบก.รน. ได้ตั้งกรรมการสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด และหาผู้กระทำผิดมารับผิดชอบต่อไป

สำหรับเรือทั้ง 3 ลำ ที่หายไปในครั้งนี้ เป็นเครือข่ายของ 'โจ้ น้ำมันเถื่อน' หรือ 'โจ้ ปัตตานี' ซึ่งเป็นขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ในภาคใต้ ที่หลบหนีหมายจับคดีน้ำมันเถื่อนหลายคดีอยู่ในต่างประเทศ

เตรียมความพร้อม ทรภ.1 โดย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดนฝึกสถานีเรือ เตรียมความพร้อมป้องกันชายแดน

หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน โดย ร.ล.ตากใบ เรือ ต.992 และ เรือ ต.233 ฝึกเตรียมความพร้อม ในการประจำสถานีเรือ เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติงาน ในพื้นที่ชายแดนทางทะเล จ.ตราด สร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจ และความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ให้แก่ ประชาชนในพื้นที่ อีกด้วย
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

#เทิดทูนสถาบันยึดมั่นระเบียบวินัยประชาชนภูมิใจทะเลไทยมั่นคง
#FitfortheFuture
#ทัพเรือภาคที่1


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top