Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

‘เจ้าอาวาส-ชาวบ้าน’ ช่วยสร้างบ้านให้ ‘หญิงพิการ-ลูกสาว’ ฟรี เปรย!! หากต้องการจะสร้างบุญสร้างกุศล ต้องทำในชาตินี้

(5 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางวรรณา รองพล อายุ 51 ปีพร้อมด้วย ด.ญ.กนกกาญจน์ รองพล อายุ 10 ขวบ สองแม่ลูกชาวตำบลทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เดินทางไปดูความคืบหน้าของการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ แทนบ้านหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม เนื่องจากอยู่อาศัยกันมานานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งนางวรรณา ผู้เป็นแม่ป่วยด้วยโรคโปลิโอมาตั้งแต่กำเนิด ทำให้แขนขาลีบ ไม่สามารถเดินได้ จึงต้องนั่งรถวีลแชร์เพื่อออกไปหาผักหญ้าข้างทาง ขุดหน่อไม้มาทำอาหาร ประทังชีวิตมานานหลายปีแล้ว ซึ่งสามีเสียชีวิตลงตั้งแต่ลูกสาวยังอยู่ในท้อง ทำให้สองแม่ลูกได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก เพราะมีรายได้จากเงินคนพิการเดือนละ 700 บาทเท่านั้น

ต่อมามีพระเคารพ ญาติโก เจ้าสำนักสงฆ์เขาหลักจันทร์ หรือเขาโหรง ต.น้ำผุด อ.เมืองตรัง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ หลังเห็นภาพนางวรรณาฯ ลงจากรถแล้วคลานไปขุดหน่อไม้หลังบ้าน เพื่อเอามาทำกับข้าว จึงได้ระดมทุนทรัพย์มาได้ส่วนหนึ่ง พร้อมชาวบ้านที่มีจิตอาสาทั้งในและนอกหมู่บ้าน มาช่วยกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้สองแม่ลูก ซึ่งพระเคารพ ได้แวะเวียนมาเกือบทุกวัน เพื่อช่วยก่ออิฐ ฉาบปูน ขนหินดินทราย ช่วยชาวบ้าน เพื่อให้สองแม่ลูกได้อยู่อาศัยโดยเร็วที่สุด โดยสองแม่ลูกต่างรู้สึกดีใจและมาดูการสร้างบ้านหลังใหม่ทุกวัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้เป็นแม่มีความฝันว่าอยากจะมีบ้านหลังใหม่สักหลัง เพราะลูกสาวกำลังโตขึ้น และใช้ชีวิตในบ้านหลังเก่าอย่างยากลำบาก แต่ความฝันยังริบหรี่เพราะมีฐานะยากจน

แต่วันนี้ความฝันกำลังจะกลายเป็นจริง ทำให้ผู้เป็นแม่ ตื่นเต้นมากถึงขั้นเข็นรถวีลแชร์ จากบ้านหลังเก่ามายังบ้านหลังใหม่ ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ 50 เมตรมาเฝ้าดูการก่อสร้างตั้งแต่เช้ายันเย็น ส่วนลูกสาวก็เดินมาดูบ้านหลังใหม่ พร้อมห้องนอนใหม่ที่กำลังก่อสร้างอย่างตื่นเต้นดีใจ และไปอวดเพื่อน ๆ ในโรงเรียนว่าจะได้อยู่บ้านหลังใหม่ในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้
อย่างไรก็ตาม แม้การก่อสร้างจะแล้วเสร็จเร็วกว่ากำหนด แต่ก็ยังขาดงบประมาณอยู่นับแสนบาท เพราะต้องถมที่ดินให้สูงขึ้นเพื่อหนีน้ำท่วม และทำทางต่างระดับให้ผู้พิการสามารถเข็นรถขึ้น-ลงได้ อีกทั้งยังไม่มีการติดตั้งไฟฟ้าและน้ำประปา รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องครัว เครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็น รวมถึงทุนการศึกษาของ ด.ญ วัย 10 ขวบ ซึ่งเรียนดีแต่ขาดเรียนบ่อย เพราะต้องมาคอยดูแลแม่ที่พิการ กับนางนวน รองพล ผู้เป็นยายอายุ 73 ปีที่มีสภาพแขนขาอ่อนแรง และป่วยหลายโรครุมเร้าอีก 1 คน แถมบางวันก็ไม่มีเงินไปโรงเรียนด้วย โดยผู้มีจิตศรัทธา ที่อยากจะช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์พระเคารพ ญาติโก 083-2802764

ด้านพระเคารพ ญาติโก เจ้าสำนักสงฆ์เขาหลักจันทร์ เปิดเผยว่า ตนทำเป็นทุกอย่างตอนที่มาสร้างวัด ทั้งห้องน้ำ ห้องครัวหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะไม่มีเงินจ้างจึงต้องทำกันเอง โดยสร้างวัดมาแล้ว 6 วัด นึกว่าจะทำให้ทุกวัดทั้งจัดอิฐ ฉาบผิว ทำเป็นทุกอย่าง เป็นพระช่วยมาช่วยสร้างบ้านให้ ซึ่งไม่ใช่หลังนี้หลังเดียว หลังต่อ ๆ ไปจะก็สร้างให้ ซึ่งตนมาเจอว่ามีคนพิการเหลืออยู่ท่อนเดียว เมื่อถามว่าอยากจะได้อะไร ผู้พิการตอบว่า อยากจะมีบ้านสักหลัง ตนจึงจัดการให้ โดยบอกญาติโยมว่าหากต้องการจะสร้างบุญสร้างกุศล ต้องทำในชาตินี้ ซึ่งการสร้างบ้านหลังนี้ใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือนเพราะมีหลายคนช่วย ทำให้ประสบความสำเร็จประมาณ 90% แล้ว แต่ยังขาดปัจจัยอีกเยอะ โดยเฉพาะถ้วยชาม เตาแก๊ส และโทรทัศน์เพื่อให้สองแม่ลูกไว้ดู ส่วนลูกสาววัย 10 ขวบตนต้องการหาผู้ใจบุญสักคนรับอุปการะส่งให้เล่าเรียนให้ถึงที่สุด แต่จะไปได้สักแค่ไหนก็ค่อยว่ากัน จึงวอนญาติโยมช่วยอุปถัมภ์เด็กผู้หญิงคนนี้ด้วย เพราะลำพังแม่ไม่มีความสามารถจะส่งเสียลูกคนนี้ได้

ขณะที่ น.ส.วรรณา รองพล หญิงพิการโรคโปลิโอ กล่าวว่า ดีใจมาก ลูกสาวก็ดีใจเพราะจะได้เข้าไปอยู่บ้านใหม่เร็วๆ ซึ่งลูกถามแม่ทุกคนว่าจะเข้าอยู่ได้เมื่อไหร่ แม่ก็ตอบว่าน่าจะเป็นเดือน 9 ซึ่งดีใจมากที่ทุกคนช่วยอุ้มชูขึ้นมาให้อยู่สบายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้แต่ตอนฝัน แต่ตอนนี้ฝันเป็นจริงแล้ว ทำให้มีกำลังใจขึ้น อุ่นใจขึ้นที่ช่วยให้มีบ้านในฝันเสียที

'Time Out’ ยก 'กรุงเทพฯ' เมืองที่ดีที่สุดอันดับ 6 ของโลกในด้านอาหาร ปลื้ม!! ราคาเป็นมิตรต่อ นทท. พร้อมแนะนำ 'ส้มตำ' อาหารที่ต้องลอง

(5 มิ.ย.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ปลื้มข่าวดี 'Time Out' นิตยสารอันดับโลกด้านไลฟ์สไตล์ สถานที่ท่องเที่ยว และนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดของเมืองในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับ วัฒนธรรม การเดินทาง อาหาร และความบันเทิง ประกาศว่า ไทยครองอันดับ 6 ของโลก ในหมวดหมู่ The world’s 20 best cities for food หรือ 20 เมืองที่ดีที่สุดในโลกในด้านอาหาร (https://www.timeout.com/travel/worlds-best-cities-for-food) โดยในการจัดลำดับทางนิตยสารสอบถามไปยังผู้คนท้องถิ่นเกี่ยวกับการรับประทานอาหารนอกบ้าน เพื่อจัดอันดับเมืองหลวงแห่งอาหารในปี 2024 นี้ 

นายชัยกล่าวว่า นิตยสาร Time Out ได้ระบุว่าการรับประทานอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการทำความรู้จักแต่ละเมือง ส่วนที่ทำให้อาหารยอดเยี่ยม ไม่ใช่เพียงแค่คำชม และดาวมิชลิน (Michelin Star) แต่คือ ตัวเลือกของอาหาร คุณภาพ ราคา การสำรวจครั้งนี้จึงเป็นการสอบถามไปยังหลายพันคนเพื่อกล่าวถึงการรับประทานอาหารนอกบ้านในบ้านเกิดของตัวเอง ให้คะแนน ด้านคุณภาพ ราคา จากนั้น ทีมบรรณาธิการและนักเขียนทั่วโลกเป็นผู้สรุปผลการสำรวจ 

โดยกรุงเทพฯ ได้รับการจัดอันดับให้ครองที่ 6 ของโลก The world’s 20 best cities for food โดยในนิตยสารได้ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของ Street Food และมีราคาย่อมเยาที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก มีความหลากหลาย ทั้งรับประทานจากจานร้อนริมถนน หรือเสิร์ฟในเรือบริเวณตลาดน้ำ อาหารที่ต้องลองคือ ส้มตำ นอกจากนี้ กรุงเทพฯ มีร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ ถึง 34 แห่ง และมีถึง 8 ร้านได้รับรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants 2024 (https://www.timeout.com/bangkok/restaurants/asias-50-best-restaurants)

ในโอกาสนี้ นิตยสาร Time Out เชิญชวนให้ผู้อ่านเดินทางมารับประทานอาหารที่กรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ดีที่สุดของโลก ในฐานะหัวใจของอาหาร Street Food ตอนนี้กรุงเทพฯ มีย่านใหม่ บรรทัดทอง แข่งขันกับย่านคลาสสิกที่ถนนเยาวราช รวมทั้งมีร้านอาหาร Fine Dining ซึ่งได้รับรางวัล Michelin stars และ Asia’s 50 Best Restaurants 2024 ข้างต้น

“นายกรัฐมนตรีภูมิใจในศักยภาพ มนต์เสน่ห์ ของกรุงเทพฯ และประเทศไทย นักท่องเที่ยวที่ได้มาสัมผัสวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ อาหาร ผลไม้ กรุงเทพฯ และประเทศไทยต่างมีความชื่นชม ไทยมีความหลากหลาย ตอบโจทย์กระแสการท่องเที่ยว และความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งอีกสิ่งที่น่าภูมิใจคือ ไทยมีศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมระดับโลก โดยนายกรัฐมนตรีพร้อมสนับสนุนให้ปีหน้า 2568 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ของไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม ชิม ช้อป ซึ่งนอกจากเชื่อมั่นว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจแล้ว เชื่อว่าจะขยายกิจกรรมออกไปทั้งในเมืองหลัก และเมืองรอง สร้างอาชีพ พัฒนาวิถีชีวิตพี่น้องประชาชน” นายชัยกล่าว

‘ชาวเน็ต’ ข้องใจ!! ‘ซีรีส์เกาหลี’ ถ่ายที่ไทย มักย้อมภาพ ‘สีเหลือง’ แถมเป็นโทนสีที่เห็นได้บ่อย ในฉากที่สื่อถึงประเทศด้อยพัฒนา

(5 มิ.ย.67) ในเชิงจิตวิทยา ‘สี’ มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของมนุษย์ โดยแต่ละโทนสี หรือกลุ่มสี สามารถสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกัน

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าการถ่ายทำซีรีส์หรือภาพยนตร์ มักจะมีการย้อมสีของภาพ (Color grading) เพื่อช่วยปรับปรุง แก้ไข และเติมชีวิตชีวาให้กับเรื่องราวที่ต้องการถ่ายทอดให้ผู้ชมรับรู้

โดยมีการย้อมภาพเป็น ‘สีเหลือง’ ซึ่งสีโทนเหลือง มักจะถูกใช้เพื่อบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึก ‘คลั่ง-เจ็บป่วย-วังเวง’ และเป็นโทนสีที่มักจะเห็นในฉากที่สื่อถึงประเทศด้อยพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ได้มีชาวเน็ตคนหนึ่งจุดประเด็นว่า… “ทุกเรื่องที่มาถ่ายที่ไทยเองติดเหลืองตลอดฟีลบ้านป่าเมืองเถื่อนสุด ๆ มีคิงเดอะแลนด์เรื่องเดียวที่มี กทท. สนับสนุนเลยออกมาดี ส่วนเรื่องอื่นถ้ามาถ่ายเองสีนี้หมดจะว่าเป็นโทนสีทั้งเรื่องก็ไม่ใช่ด้วยเพราะพอซีนถ่ายในประเทศตัวเองก็สีปกติ อิเกานี้มันจริง ๆ”

“แค่หงุดหงิดเพราะมันออกแนว Racist มากกว่า ปัญหาในสังคมไทยคิดว่าเนื้อเรื่องมันก็สามารถสื่อออกมาได้โดยไม่ต้องย้อมเหลืองได้

เราไม่มีความรู้เรื่องฟิล์มอะไรนะ แค่หงุดหงิดเพราะอุตสาหกรรมบันเทิงที่เป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศมัน ตัวจุดกระแสกับตลาดแรกก็ SEA เงินก็จะเอาเหยียดก็จะเหยียด”

ทั้งนี้ ก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยและไม่คิดว่าโดนเหยียดออกมาโต้ว่า ก็เป็นแค่การแต่งสีภาพเมืองร้อน ทุกประเทศก็มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดี แค่ต้องยอมรับความจริง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซีรีส์เกาหลีแทรกประเด็นเกี่ยวกับประเทศไทยในเชิงลบ ไม่นานมานี้ในซีรีส์เรื่อง Big Mouth มีฉากที่พูดว่า “พอคลอดไซโคพาธอย่างเอ็งแล้ว แม่เอ็งกินอะไร ต้มยำกุ้งเหรอหรือซุปเลือดวัว”

‘วิทยาลัยฯ โปลิเทคนิคลานนาฯ’ จัดกิจกรรมรับน้อง ใช้เวลาแค่ 30 วินาที อาจารย์ให้โอวาทกระชับ รุ่นพี่ปรบมือต้อนรับ น้องๆ ยกมือไหว้อบอุ่น

(5 มิ.ย. 67) อาจารย์ฉลวย พันธ์ทอง ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ กล่าวให้การต้อนรับและให้โอวาทกับนักศึกษาใหม่ ทั้งระดับ ปวช.และปวส. จำนวน 1,700 คน ที่เข้ามาเรียนในวิทยาลัยเป็นปีการศึกษาแรก

ก่อนมีกิจกรรมรับน้องที่เรียกว่า ใช้เวลาสั้นที่สุดในสถาบันการศึกษาของไทย โดยนักศึกษารุ่นพี่ทั้งหมดรวมกว่า 2,400 คน ปรบมือต้อนรับ นักศึกษารุ่นน้องทั้งหมดที่ยืนเข้าแถว ก่อนจะยกมือไหว้กล่าวสวัสดีรุ่นพี่ เป็นอันจบพิธี

นายประสิทธิ์ ชูดวง รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ที่วิทยาลัยได้จัดขึ้นเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 30 ปี รูปแบบการรับน้องใหม่จะแตกต่างจากสถาบันการศึกษาอื่นโดยนักศึกษาทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้องกว่า 4,100 คน จะรวมตัวกันที่สนามฟุตบอล เพื่อรับฟังโอวาทจากคณาจารย์

หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมการต้อนรับน้องใหม่ โดยรุ่นพี่จะปรบมือต้อนรับ ส่วนรุ่นน้องจะยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำขอบคุณ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดใช้เวลาเพียง 30 วินาที

ทั้งนี้ กิจกรรมรับน้องใหม่ของวิทยาลัยเทคโนโลยีโปลิเทคนิคลานนาเชียงใหม่จัดขึ้น เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ซึ่งทางคณาจารย์ได้ปลูกฝังให้นักศึกษาทุกคนมีความรัก ความสามัคคี ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวนี้ยังเป็นการป้องกันไม่ให้นักศึกษารุ่นพี่นำรุ่นนักศึกษาใหม่ไปรับน้องนอกสถาบัน ซึ่งถือว่าผิดระเบียบของวิทยาลัยและอาจจะเกิดความสูญเสียได้ในที่สุด

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นราธิวาส ปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ ลงตรวจสอบแรงงานต่างด้าว ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันแก้ไขปัญหาการลักลอบทำงานของคนต่างด้าว และการค้ามนุษย์

วันนี้ 5 มิ.ย.67 เวลา 08.00 น. ว่าที่ร้อยตรี  ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานในพิธีมอบนโยบายและปล่อยแถวเจ้าหน้าที่ด้านการตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว ประจำปี 2567 โดยรับนโยบายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ถ่ายทอดสดทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Facebook Live และดำเนินการตามนโยบาย ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ให้นายจ้าง สถานประกอบการ มีกำลังแรงงานในการขับเคลื่อนกิจการ ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมป้องกัน แก้ไขปัญหาการลักลอบทำงานของคนต่างด้าว การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานทางความมั่นคงในพื้นที่ จ.นราธิวาส ร่วมบูรณาการความร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบายฯ โดยครั้งนี้มีหัวหน้าส่วนในสังกัดกระทรวงแรงงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ และพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านการตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว ร่วมในพิธีฯ

สำหรับในภาพรวมจังหวัดนราธิวาส มีคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานถูกต้องตามกฎหมาย จำนวนทั้งสิ้น 1,975 คน ซึ่งมีทั้งคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย (ชั่วคราว) และคนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรี (คนต่างด้าว 3 สัญชาติ กัมพูชา ลาว และเมียนมา) โดยจะเห็นได้ว่าผลการดำเนินการ
ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 ดำเนินการไปแล้วคิดเป็นร้อยละ 87.13

ซึ่งจังหวัดนราธิวาส นับเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีแรงงานต่างด้าวทำงานในพื้นที่ จึงต้องบังคับใช้กฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 จะต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว รวมทั้งปราบปราม จับกุม  และดำเนินคดีกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย ตลอดจนสถานประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร / อัสมา บินมะนุ จ.นราธิวาส

'สาวเจ้าของเก่า' ราดน้ำร้อนใส่ไซบีเรียน โพสต์เปิดใจ ยอมรับว่าผิด แต่ไม่ใช่เพราะขโมยขนม ยัน!! ไม่รู้หมาท้อง

(5 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีสุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ที่กำลังท้อง ถูกราดน้ำร้อนจัดใส่ โดยฝีมือเจ้าของหมา ซึ่งให้เหตุผลว่าแอบกินขนม ขณะที่มูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์ ได้เข้าไปช่วยดูแลและหาบ้านใหม่ให้ 

สะเทือนใจคนรักหมา ว่อนคลิปสาวราดน้ำร้อน ไซบีเรียนท้อง ‘ดิ้นร้องสุดทรมาน’ 

ล่าสุด เจ้าของเก่าของเจ้าไซบีเรียน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

เป็น บ..จริงๆ ค่ะ ก่อนอื่นต้องขอโทษสังคมก่อนที่ได้รับภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้น ความรู้สึกผิด หรือรู้สำนึกว่ามันไม่ดี มันเกิดขึ้นตั้งแต่อารมณ์ขาดสติหมดลงแล้วค่ะ

เหตุการณ์เดือนนึงแล้ว บ..ไม่ได้มีไทม์แมชชีนย้อนกลับไปแก้ไขข้อผิดพลาดทางอารมณ์ที่มันเกิดขึ้น ณ จุดฟีลขาด

บ..ขอพูดในมุมของ บ..ในพื้นที่ของ บ..ที่จะเปิดเป็นสาธารณะ เพราะวันนี้มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของสังคม ที่ได้รับภาพความรุนแรง

ก่อนหน้านี้ไม่ทราบมาก่อนค่ะ ว่าน้องหมาตั้งท้อง

หมวยเล็กเป็นหมาที่ บ..เลี้ยงมาเอง ตั้งแต่มัน 45 วัน

กัดข้าวของและก่อการร้ายในบ้านเรื่อยๆ ตามประสา

ถ้า บ..ตีเพราะพฤติกรรมแย่งขนม น้องคงไม่ได้เป็นที่รักของทุกคนในโซเชียลจากการเผยแพร่ของ บ..

บ..อยากใช้พื้นที่ส่วนตัวอธิบายให้สังคมรับรู้ว่าทุกๆ คน มีแรงกดดัน มีสภาพแวดล้อม มีวิธีจัดการกับอารมณ์เมื่อจนมุมต่างกัน และ บ..ผิดพลาดที่จัดการอารมณ์ไม่ดี

เรารับรู้และไม่เคยกดดูคลิปวิดีโอนั้น แม้แต่ 1 ครั้ง เพราะใช่ มันรุนแรง เรารู้สึกผิดตั้งแต่วันที่มันเกิดเหตุแล้ว ว่ามันเกินกว่าเหตุ

แต่เราไม่ได้มานั่งอธิบายแต่แรก เพราะเราคิดว่ามันไม่มีใครเข้าใจ pressure environment ของแต่ละคนในเหตุการณ์นั้นๆ ทุกคนเห็นและตัดสินจากการกระทำเลย

เราแมนพอรับว่าเราตั้งใจทำ เราทำจริง และเรารับทุกคำด่าได้เป็นผลจากการกระทำของเราเอง
ขอความอนุเคราะห์ด่าในพื้นที่

ที่วางขอบเขตไว้โดยไม่รบกวนต่อบุคคลที่ 3-4-5-6 หรือคนในครอบครัว ตลอดจนเพื่อนร่วมสถานะ friends ใน Facebook

ขอบคุณและขอโทษอีกครั้งค่ะ

ส่วนของการดำเนินคดีตามกฎหมาย ให้เป็นไปตามขั้นตอนได้เลยค่ะ

***ไม่มีใครราดน้ำร้อน เพราะหมาขโมยขนมหรอกค่ะ***

มันมีหลายปัจจัย ที่กดดันให้ทำเพื่อให้หมาไปหาบ้านใหม่ที่พร้อมดูแลค่ะ

สตม. รวบหนุ่มใหญ่ออสซี่ โยงคดีเก่ามาเฟียในภูเก็ต หนีกบดานหมู่บ้านหรูกลางเมืองพัทยา พบประวัติอาชญากรรมเพียบในออสเตรเลีย

กก.สส.บก.ตม.3 ควบคุมตัว Mr.Grey (นามสมมติ) อายุ 52 ปี สัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นผู้มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมชาวต่างชาติ ในพื้นที่ จว.ภูเก็ต สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในพื้นที่ และเป็นผู้มีประวัติอาชญากรรมเคยก่อเหตุมีโทษจำคุกที่ออสเตรเลียในคดียาเสพติดและความผิดอื่นๆ ที่เป็นภัยต่อสังคม รวมทั้งมีหมายจับในข้อหาลักลอบค้าสารเสพติดและมีสารเสพติด ไว้ในครอบครอง นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย 

สืบเนื่องจาก สภ.ฉลอง จว.ภูเก็ต ได้ทำการจับกุมตัวชายชาวอังกฤษพกพาอาวุธปืนเข้าผับ ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลพบว่า Mr.Grey มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าวในพื้นที่ จว.ภูเก็ต ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวต่างชาติในพื้นที่ จึงได้ร่วมกับ ตม.จว.ภูเก็ต สืบสวนจนปรากฏข้อมูลเพิ่มเติมว่า Mr.Grey เป็นบุคคลผู้มีประวัติอาชญากรรม และมีโทษจำคุกที่ออสเตรเลียหลายคดี ทั้งคดียาเสพติดและความผิดอื่นๆ ที่เป็นภัยต่อสังคม รวมทั้งมีหมายจับที่ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในประเทศออสเตรเลียในข้อหาลักลอบค้าสารเสพติดและมีสารเสพติดไว้ในครอบครอง จึงได้รายงานพฤติการณ์ดังกล่าวของ Mr.Grey ไปยังกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ บก.ตม.6 เพื่อพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522

ต่อมาจากการพิจารณาของ บก.ตม.6 เห็นว่า Mr.Grey มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือเป็นบุคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ Mr.Grey ต่อมา Mr.Grey ได้ไหวตัวและหลบหนีออกจากพื้นที่ จว.ภูเก็ต ภายหลัง กก.สส.ตม.3 ได้สืบสวนจนกระทั่งทราบว่าได้มาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ จว.ชลบุรี จึงใช้เทคนิคทางการสืบสวนจนพบว่า Mr.Grey หลบมาพักอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา จึงได้เข้าแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (ตม.83) และควบคุมตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินการตามกระบวนการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักรและขึ้นบัญชีเป็นคนต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำชับทุกหน่วยเดินหน้าการป้องกันปราบปรามความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาวุธปืน การรวมกลุ่มแข่งรถจักรยานยนต์ และยกพวกทะเลาะวิวาท

วันนี้ (5 มิถุนายน 2567) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2567 โดยมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ และตำแหน่งเทียบเท่า , ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และรองจเรตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ณ ที่ตั้ง

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้สั่งการในที่ประชุมให้หน่วยต่างๆ ดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมด้านต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ได้แก่

การป้องกันปราบปรามความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืน แม้มีการจับกุมผู้ค้าและลักลอบขนยาเสพติดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงพบผู้เสพและคนคลุ้มคลั่งจากการเสพยาเสพติดปรากฏอยู่โดยตลอด จึงให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มงวดกวดขันจับกุมยาเสพติดในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ค้ารายย่อยในชุมชน ตำบล หมู่บ้าน และให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 คัดเลือกสถานีตำรวจต้นแบบที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่จนไม่มีผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ได้สำเร็จ เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ เพื่อพิจารณามอบรางวัลต่อไป และให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จัดทำข้อมูลเป้าหมายผู้กระทำความผิด ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและอาวุธปืน เพื่อกำหนดแผนระดมกวาดล้าง อาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และให้ทุกหน่วยจัดทำเป็นฐานข้อมูล OPEN DATA ที่สามารถแลกเปลี่ยนและเรียกใช้งานได้ รวมทั้งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 กำหนดเป้าหมายในแผนการตั้งจุดตรวจในเขตพื้นที่รับผิดชอบ มุ่งเน้นการกวดขันจับกุมในความผิดยาเสพติดและอาวุธปืน และให้สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจรวบรวมผลการปฏิบัติในห้วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอในที่ประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติครั้งต่อไป

การป้องกันปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการรวมกลุ่มแข่งรถจักรยานยนต์ และยกพวกทะเลาะวิวาท ให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 จัดทำข้อมูลกลุ่มแก๊งเด็กวัยรุ่นในพื้นที่ที่มีพฤติการณ์รวมกลุ่มแข่งรถจักรยานยนต์ กลุ่มยกพวกตีกัน และให้แต่ละหน่วยจัดทำฐานข้อมูล OPEN DATA เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เข้าถึง รับรู้ และเป็นหูเป็นตา ช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่ และให้สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ รวบรวมช่องทางเข้าถึงฐานข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ กรณีพนักงานสอบสวนไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีตำรวจจนเกิดปัญหาการร้องเรียนผ่าน                         สื่อออนไลน์ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ มอบหมายให้จเรตำรวจประชาสัมพันธ์ให้ร้องเรียนผ่านระบบทางเว็บไซต์ http://www.jcoms.police.go.th/ และสรุปผลการร้องเรียนและการดำเนินการให้ทราบ

รวมทั้งกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา มอบหมายให้สำนักงานกฎหมายและคดีจัดทำข้อมูล Infographic และสื่อวิดีโอ วิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ และให้สำนักงานงบประมาณและการเงินซักซ้อมทำความเข้าใจกับหน่วยปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยง

‘การรถไฟฯ’ เปิดใช้รถไฟทางคู่สายใต้เพิ่มอีก 72.6 กม. ช่วง ‘นครปฐม-ชุมพร’ วิ่งฉิวระยะทางรวม 420 กม.

เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย. 67) นายเอกรัช ศรีอาระยันพงษ์ หัวหน้าสำนักงานผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากที่การรถไฟฯ เร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยปัจจุบันสามารถเปิดใช้งานทางคู่ในเส้นทางสายต่าง ๆ แล้วจำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ โครงการช่วงชุมทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร โครงการช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ขณะที่เส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงนครปฐม-ชุมพร เปิดให้บริการระหว่างสถานีบ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี ถึงสถานีสะพลี จังหวัดชุมพร ระยะทาง 347.4 กิโลเมตร เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา

ล่าสุดการรถไฟฯ ได้พิจารณาความพร้อมของโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ และกำหนดเปิดใช้งานเพิ่มอีก 72.6 กิโลเมตร ระหว่างสถานีนครปฐม-บ้านคูบัว ระยะทาง 57 กิโลเมตร และสถานีสะพลี-ชุมพร ระยะทาง 15.6 กิโลเมตร ทำให้สามารถเปิดใช้ทางคู่ในเส้นทางสายใต้ ช่วงนครปฐม-ชุมพร ได้ตลอดเส้นทาง รวมระยะทางทั้งสิ้น 420 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 เป็นต้นไป

โดยใช้ระบบทางสะดวกอิเล็กทรอนิกส์ (E-token) ในการเดินรถระหว่างที่มีการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณที่มีความคืบหน้าแล้ว 59.762% คาดว่าจะสามารถใช้งานได้เต็มระบบภายในปี 2568 ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาเดินทางแก่ประชาชน อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมต่อระบบการขนส่งเส้นทางท่องเที่ยวของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และธุรกิจด้านการขนส่งสินค้าอื่น ๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดให้บริการรถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ในระยะแรก ช่วงสถานีมาบกะเบา-มวกเหล็กใหม่ จังหวัดสระบุรี ระยะทาง 13.20 กิโลเมตร และช่วงสถานีบันไดม้า-คลองขนานจิตร จังหวัดนครราชสีมา ระยะทาง 29.70 กิโลเมตร รวมระยะทาง 42.90 กิโลเมตร ภายในปี 2567 ส่วนการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายอื่น และรถไฟทางสายใหม่ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการนั้น การรถไฟฯ ได้เร่งดำเนินการ เพื่อให้เสร็จตามแผนที่กำหนดโดยเร็วเช่นกัน

ตามที่รัฐบาล และกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและขนส่งของประเทศ และมอบนโยบายให้การรถไฟฯ เร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และรถไฟสายใหม่ทั่วประเทศให้แล้วเสร็จตามแผนงานตามนโยบายของนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการขนส่งทางราง ให้เป็นระบบขนส่งหลักของประเทศ ที่มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สามารถอำนวยความสะดวกในการเดินทางของพี่น้องประชาชน การขนส่งสินค้าเชื่อมโยงทุกภูมิภาค มีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

หากโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วน 7 เส้นทางดำเนินการอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จะช่วยยกระดับการให้บริการการเดินทางที่ดีแก่พี่น้องประชาชน รวมถึงการขนส่งสินค้า สามารถถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาในการรอหลีกขบวนรถ เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเดินรถ ทำให้การรถไฟฯ สามารถรองรับขบวนรถได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งด้านโลจิสติกส์ ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง ลดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม 

อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางเสมอระดับรถไฟ-รถยนต์ ที่สำคัญ รถไฟทางคู่ยังช่วยกระจายโอกาสทางสังคมการเติบโตทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่ชนบท เมือง และประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการพลิกโฉมการคมนาคมขนส่งระบบรางของประเทศ ให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคตอันใกล้

'อ.เจษฎา' อธิบายชัด!! ปมเปิดแอร์ 27 พร้อมพัดลม แต่ค่าไฟพุ่งขึ้น ชี้!! เป็นวิธีทดลองที่ไม่น่าเชื่อถือ เผย!! บางส่วนทำแล้ว ได้ผลดีเกินคาด

จากกรณีมีผู้ใช้ติ๊กต็อกรายหนึ่งโพสต์วิดีโอคลิปแสดงบิลค่าไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ระบุว่า ทฤษฎีเปิดแอร์ 27 องศาฯ แล้วเปิดพัดลม อ้างว่าประหยัดไฟได้ครึ่งหนึ่ง เดือนที่แล้วค่าไฟ 5,100 บาท ปกติเปิด 25 องศาฯ แต่พอใช้เทคนิคนี้ปรากฏว่าค่าไฟ 6,100 บาท เพิ่มมา 1,000 บาท เดือนที่แล้ว 1,000 หน่วย เดือนนี้ 1,200 หน่วย ถามกลับว่าสูตรใครวะ โดนติ๊กต็อกหลอกอีกแล้ว ทฤษฎีนี้บอกเลยอย่าหาทำ ไม่เวิร์ก ค่าไฟเพิ่มตั้งพันหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย. 67) เฟซบุ๊ก ‘Jessada Denduangboripant’ ของ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความอธิบายทฤษฎีดังกล่าว โดยได้ระบุข้อความว่า

“คลิปติ๊กต็อก ‘เปิดแอร์ 27 องศา + เปิดพัดลม แล้วค่าไฟขึ้น’ ... เอามาอ้างอิงได้ จริงหรือ ? ผมว่าไม่นะครับ

มีนักข่าวสองสามช่องโทร.มาถามถึงกรณีที่มีคลิปติ๊กต็อกของหญิงสาวรายหนึ่ง ทำตามวิธีลดค่าไฟด้วยการ ‘เปิดแอร์ 27 องศา และเปิดพัดลม’ หวังลดค่าไฟ แต่ค่าไฟกลับสูงขึ้น โดยบิลค่าไฟเดือนนี้พุ่งไป 6,000 บาท ทำเอาชาวเน็ตสับสน เพราะมีบางส่วนทำแล้วได้ผลดีเกินคาด

โดยสรุป การทดลองในคลิปติ๊กต็อกที่แชร์กันนั้นยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีข้อมูลเรื่องการควบคุมตัวแปรต่าง ๆ และผมยังเชื่อว่าการเปิดแอร์ 27 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดพัดลมเป่าตัว ช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ มากกว่าการเปิดแอร์ 25 องศา (โดยเฉพาะถ้ายิ่งเป็นแอร์ Inverter ยิ่งประหยัดขึ้นไปอีก) ไม่น่าจะทำให้กินไฟขึ้นมากอย่างในคลิปดังกล่าวครับ

ตามรายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2567 ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่งแชร์คลิปลองทำตามวิธีลดค่าไฟตามที่แชร์กันในโลกโซเชียลโดยเปิดแอร์ที่ 27 องศา แล้วเปิดพัดลมควบคู่ กับห้อง 3 ห้องที่บ้าน

ในคลิปเธอบอกว่า ปกติแล้วเปิดแอร์ 25 องศา เพียงอย่างเดียว ใช้ไฟไปทั้งหมด 1,000 หน่วย ค่าไฟอยู่ 5,100 บาท แต่เมื่อได้รับบิลค่าไฟ กลับพบว่าใช้ไฟไป 1,200 หน่วย และค่าไฟพุ่งสูงขึ้น 6,100 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้ว 1,000 บาท เธอได้พูดแนวขบขันว่าน่าจะเป็นค่าพัดลม 3 ตัว พร้อมแนะชาวเน็ตอย่าหาทำ ไม่เวิร์ก โดนหลอก!?

ประเด็นสำคัญที่ต้องคิดคือ คลิปการทดลองดังกล่าวไม่มีรายละเอียดใดๆ เลยว่าที่ทำการทดลองไปหนึ่งเดือนนั้นได้ควบคุมปัจจัยอะไรบ้าง โดยเฉพาะเรื่องการใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะจากเครื่องแอร์ พัดลม รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ในบ้าน ให้เหมือนกันตลอดทั้งสองเดือนที่นำมาเทียบกัน

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเดือนแรกเปิดแอร์ 25 องศา แต่เปิดไม่เยอะ ไม่บ่อย / แล้วเดือนที่สอง เปิดแอร์ 27 องศาพร้อมเปิดพัดลม แล้วเปิดบ่อย เปิดเยอะ ค่าไฟฟ้า (ซึ่งคิดคำนวณตามจำนวนชั่วโมงที่ใช้ไฟ) ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ในขณะที่ถ้าเป็นการทดลองโดยอยู่ในสภาวะควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ให้คงที่ และเปิดแอร์เป็นเวลานานเท่ากัน การตั้งค่าอุณหภูมิเครื่องแอร์ที่สูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 10% (ข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง) ทำให้การตั้งค่าอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่ 27 องศาเซลเซียส จะประหยัดไฟฟ้ามากกว่าที่ 25 องศา

และการเปิดพัดลมช่วย ให้ลมปะทะร่างกาย ก็จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเย็นสบายมากขึ้นกว่าเดิมได้ถึง 2 องศาเซลเซียส …จึงแนะนำให้เปิดแอร์ที่ 27 องศา+เปิดพัดลมเป่าตัว เพื่อให้ได้ ‘ความรู้สึก’ เย็นสบายเหมือนเปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียส ….พูดง่าย ๆ คือ ให้แอร์สร้างอากาศที่เย็น แล้วใช้พัดลมเป่าเข้ามาให้ร่างกายรับอากาศเย็นนั่นเอง

และการเปิดพัดลมนาน ๆ นั้นก็ไม่ได้จะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น เพราะเมื่อเทียบกับแอร์แล้ว พัดลมใช้ไฟฟ้าน้อยกว่ากันมาก ...โดยส่วนใหญ่แล้วพัดลมไฟฟ้าขนาดใบพัด 16 นิ้ว เปิดลมเบอร์ 1 จะกินไฟแค่ประมาณ 40 วัตต์เท่านั้น / หรือคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเปิดแอร์ขนาด 9000 BTU จะใช้ไฟฟ้าไป พอกับพัดลมขนาด 16 นิ้ว มากถึง 16 ตัว / หรือถ้าคิดแบบหยาบ ๆ เครื่องแอร์ 1 เครื่อง จะกินไฟตกชั่วโมงละประมาณ 1 หน่วย ขณะที่พัดลมใช้ไฟฟ้าแค่ 0.05 หน่วยต่อชั่วโมงเท่านั้น

ดังนั้น จริง ๆ แล้วถ้าจะทำการทดลองเพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ ก็คงต้องทำกันโดยควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ให้คงที่ เช่น จำนวนชั่วโมงที่เปิดแอร์ในแต่ละวันต้องเท่ากัน ช่วงเวลาที่เปิดแอร์ก็ต้องเป็นช่วงเดียวกัน (กี่โมงถึงกี่โมง) เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ก็ต้องไม่เปิดเพิ่มให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแปรปรวนไป

หรืออย่างน้อย ถ้าดูจากคลิปวิดีโอยูทูบที่มีคนเคยทดลองเอาไว้ แบบควบคุมปัจจัย (ช่อง Clear Energy ตอน ‘เปิดแอร์ 25 องศา กับ 27 องศาและเปิดพัดลม ค่าไฟต่างกันแค่ไหน?’ (https://youtu.be/eEtjqLjh7sA?si=kmmGrn3UdXWMDzHt ) ซึ่งทดลองกับเครื่องแอร์แบบ Inverter และเมื่อวัดกระแสไฟฟ้า ระหว่างเปิดแอร์ 25 องศาเซลเซียส พบว่าอยู่ที่ 8.58 แอมป์ ขณะที่วัดกระแสไฟฟ้าระหว่างเปิดแอร์ 27 องศาเซลเซียส พร้อมพัดลม จะอยู่ที่ 4.36 แอมป์ / ถ้าเปิดแอร์วันละ 9 ชั่วโมง คือตั้งแต่ 8 โมงเช้า-5 โมงเย็น ได้ผลว่าค่าไฟจะลดลงถึงประมาณ 50% เลยทีเดียว

ส่วนแอร์แบบรุ่นเก่าทั่วไป ที่ส่วนเครื่องคอมเพรสเซอร์ทำงานแบบ fixed speed ที่ความเร็วรอบคงที่ ไม่ได้ปรับให้เร็วช้าได้แบบแอร์ Inverter และไม่ได้ประหยัดไฟเท่าแบบ Inverter อยู่แล้วนั้น ผลที่ได้จากการเปิดแอร์ 27 องศาเซลเซียสแล้วเปิดพัดลม ก็ไม่น่าจะประหยัดไฟฟ้าไปได้ถึง 50% ดังว่า แต่ก็น่าจะประหยัดไฟขึ้นแน่ ๆ (ถ้าอ้างอิงข้อมูลของการไฟฟ้านครหลวง ก็น่าจะได้ประมาณ 20%)

เมื่อย้อนกลับมาดูที่คลิปติ๊กต็อก ที่บอกว่าการเปิดแอร์แล้วใช้พัดลมช่วยทำให้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 200 หน่วย ซึ่งขึ้นสูงกว่าเดิมมากถึง 20% จากเดิม …ก็น่าสงสัยมาก ว่าจริง ๆ แล้วได้มีการใช้งานแอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ หนักขึ้นกว่าเดิมด้วยหรือเปล่า ถึงได้มีหน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นขนาดนั้นครับ

#โดยสรุป การทดลองในคลิปติ๊กต็อกที่แชร์กันนั้นยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือ เพราะไม่มีข้อมูลเรื่องการควบคุมตัวแปรต่างๆ และผมยังเชื่อว่าการเปิดแอร์ 27 องศาเซลเซียส พร้อมเปิดพัดลมเป่าตัว ช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าการเปิดแอร์ 25 องศา (โดยเฉพาะถ้ายิ่งเป็นแอร์ Inverter ยิ่งประหยัดขึ้นไปอีก) ไม่น่าจะทำให้กินไฟขึ้นมาก อย่างในคลิปดังกล่าวครับ”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top