Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

‘เศรษฐา’ เปิด ‘เมืองน่าเที่ยว’ เร่งเดินหน้าอย่างเต็มสูบ เพื่อผลักดันให้ไทย เป็นศูนย์กลาง การท่องเที่ยวของโลก

(8 มิ.ย.67) ที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต ต.ป่าตัน อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สวมเสื้อลายช้าง เป็นประธานพิธีเปิดงาน ‘เปิดเมืองน่าเที่ยว’ พร้อมด้วย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.จิราพร สินธุไพร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง และคณะ

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดเมืองน่าเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลัก IGNITE THAILAND ของรัฐบาล เพื่อคืบคลานไปสู่จุดมุ่งหมายหลักให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของโลก เราทราบกันดีอยู่แล้วประเทศไทยเป็นเมืองน่าเที่ยวในหลายๆ โพลหลายสำนักบอกเรามีจุดแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรม อาหารการกิน เกาะที่มีความสวยงาม วัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งเป็นจุดขายหลักของไทยและวันนี้เรามาอยู่จังหวัดเชียงใหม่หรือเป็นเมืองหลวงใหญ่ของการที่เรามีวัฒนธรรม ประเพณี ดีงามมาโดยตลอด ในอดีตเชื่อว่าทุกคนทราบดีอยู่แล้วก่อนที่จะมีโควิด 19 การท่องเที่ยวเป็นธงเรือใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่ไม่พึงเกิดขึ้นคือโควิด 19 ทำให้มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวสะดุดมาโดยตลอด แต่รัฐบาลนี้โดยเฉพาะภายใต้การนำของ นายเสริมศักดิ์ ตระหนักดีถึงความสำคัญที่จะต้องมาช่วยปลุกตลาดการท่องเที่ยวขึ้นมา โดยเรามี 5 กลยุทธ์ ซึ่งคิดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

“การท่องเที่ยวของไทยจะเดินหน้าไปอย่างเต็มสูบไม่ใช่มีสถานที่ดีอย่างตลาดจริงใจหรือมีนิทรรศการต่างๆ หรือมีคอนเสิร์ตเฟสติวัลระดับโลกมาเล่นอย่างเดียว การที่นักท่องเที่ยวเดินทางมาตั้งแต่ก้าวแรกเหยียบแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสายการบิน ซึ่งปัจจุบันมีราคาแพง ฉะนั้นการท่องเที่ยวก็ลดน้อยลง รัฐบาลให้ความตระหนักดีถึงเรื่องนี้ พยายามลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง วิธีการเข้าเมืองต้องสะดวกสบาย ไม่ใช่เข้ามาถึงแล้วติดอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมืองระยะเวลานาน เรื่องนี้เราดูตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ และผมจะเดินทางไปจังหวัดลำพูน ลำปาง ดูการท่องเที่ยวเชิงอารยธรรมศิลปะสร้างสรรค์ และวิถีชีวิตเรามา Kick Off กันตรงนี้ไม่ใช่แค่ภาคเหนืออย่างเดียว ภาคใต้เราก็จะไปใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภาคอีสานเรื่องของวัฒนธรรมพื้นเมืองของแต่ละภูมิภาค เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ“ นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวว่า หวังอย่างยิ่งว่าความมุ่งมั่นของรัฐบาลจะส่งผลให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ใน ห่วงโซ่การท่องเที่ยวมีรายได้ที่ดีขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถือเป็นการคิดใหญ่ และจะทำอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมทการท่องเที่ยว สุขทันทีที่เที่ยวไทย สร้างความทรงจำที่ประทับใจอย่างไม่รู้ลืมตลอดไป

จากนั้นเวลา 11.00 น. ที่ห้องประชุมตลาดจริงใจมาร์เก็ต นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เข้าร่วม นอกจากนี้ยังมี สส.เพื่อไทย นายรังสรรค์ มณีรัตน์ สส.ลำพูน นายธนาธร โล่ห์สุนทร สส.ลำปาง นายทรงยศ รามสูต สส.น่าน นายณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ สส.น่าน น.ส.ศรีโสภา โกฏคำลือ สส.เชียงใหม่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ และนายนิยม วิวรรธนดิฐกุล สส.แพร่

หลังรับฟังรายงานสรุปการท่องเที่ยวจากผู้ว่าราชการจังหวัด เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงแล้วที่ผู้ว่าฯเชียงใหม่รายงานจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่าช่วงก่อนโควิด ระยะเวลาการอยู่ยาวขึ้นเล็กน้อย แต่ส่วนตัวอยากให้อยู่นานขึ้นอีก จ.เชียงใหม่ เด่นด้านวัฒนธรรม ประเพณี เครื่องเขินเครื่องเงิน ต่างๆ เชื่อว่าเราเด่นชัดอยู่แล้ว แต่ในช่วง 7-8 เดือนเปลี่ยนไปเยอะ สนามกอล์ฟเป็นสวรรค์ของนักกอล์ฟ เรามีหลายสนาม ฝากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ไปดูตรงนี้ด้วย รวมถึงการไปมาหาสู่เป็นเรื่องที่สำคัญ อยากให้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่าง AOT Airline ต่างๆ ถ้ามีการเข้ามาจากนักท่องเที่ยวประเทศนั้นๆอาจจะเพิ่มสล็อตการบินเข้าประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น เหนือสิ่งอื่นใดเวลาเขาเข้ามาแล้วต้องได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วย จึงขอฝากไว้มีฝ่ายความมั่นคงเข้ามาประชุมครั้งนี้ ขอเน้นย้ำตรงนี้ให้ดี

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กีฬาปีนเขาที่มีการเสนอ เพราะมีคนนิยมชมชอบสูงมาก ตรงนี้เห็นด้วยและเข้าใจว่าเวลานักท่องเที่ยวมาครั้งหนึ่งนานมาก นอกจากนี้ยังมีที่จ.ราชบุรีอีก ที่ตนไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เขางูก็สามารถทำให้เป็นที่ปีนเขาได้ ทีมงานกำลังทำอยู่ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่ในส่วนของเชียงใหม่ ผู้ว่าฯบอกว่าอยู่ในความดูแลและความรับผิดชอบสามารถที่จะเปิดใหม่ได้ ก็ขอให้ดำเนินการตรงนี้ด้วย

นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่เป็นที่สงสัย จ.ลำพูนมีศักยภาพสูง เข้าใจที่เสนอมาที่มีสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนเยอะมาก อัตลักษณ์ วัฒนธรรม มีความโดดเด่น เรื่องของการไปมาหาสู่เราชัดเจน มีสนามบินที่เชียงใหม่ ซึ่งเหนือสิ่งอื่นใดต้องยอมรับและต้องมาดูมหภาพใหญ่ของเศรษฐกิจว่าจริงๆแล้วผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ของจังหวัดอยู่ต่ำมาก และตกลงเรื่อยๆ คนก็ย้ายออกเยอะ กลายเป็นเมืองมีแต่คนแก่เหมือนไม่มีชีวิตชีวา ต้องย้ำว่าตรงนี้คือปัญหาใหญ่ของจ.ลำพูน แต่ข้อดีเรามีศักยภาพสูง อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้าง เชื่อว่าวันนี้หลังจากไปดูพื้นที่พบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมงานของตนได้ทำการบ้านมา จะมีการเสนออะไร หลายๆอย่างสามารถปรับโฉมจ.ลำพูนให้เป็นเมืองน่าเที่ยวได้ ซึ่งอาจจะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น อาจต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายอย่าง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เชื่อว่าจะมีทางออกมาเสนอกันต่อไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงจังหวัดลำปาง ว่า มีศักยภาพสูงแต่เรื่องถนนที่ขอมา ได้มีการพูดคุยแล้วอยู่ในงบฯปี 68 และ 69 ซึ่งเสร็จแน่นอน และขอสนับสนุนให้ฟื้นกิจกรรมสารถีรถม้า ส่วนจ.แพร่ เป็นเมืองเสริมไม่ใช่มาแข่งขันกัน แต่พูดว่าเมืองรองเป็นการได้ค่า ให้เป็นเมืองน่าเที่ยวดีกว่า ดูแล้วมีอัตลักษณ์และวัฒนธรรมที่ดี ตรงนี้ยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่

นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะที่ จ.น่าน ตนสนับสนุนเป็นเมืองมรดกโลกตั้งแต่ตนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็พยายามจะผลักดันควบคู่กับการอัปเกรดสนามบินให้สามารถบินได้ในเวลากลางคืน เป็นเมืองคู่แฝดหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวจะได้มาจากหลวงพระบางและทางเมืองน่านด้วย ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญนโยบายหลักของรัฐบาลอยากให้คนมาเที่ยวจากลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ถ้า จ.น่านเป็นมรดกโลกได้ อย่างอื่นก็จะตามมา โดยเฉพาะสนามบินที่ต้องการให้เป็น International ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งต่อไป อาจจะขอให้ทีมงานสั่งการในที่ประชุมครม.ให้กระทรวงวัฒนธรรม ผลักดันให้จ.น่านเป็นเมืองมรดกโลก ซึ่งเชื่อว่านายเสริมศักดิ์ได้เดินเรื่องไว้แล้ว

“อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกลไกหนึ่งขับเคลื่อนและเป็นตัวกลางในการประสานทุกฝ่ายทำงานขับเคลื่อนข้าราชการและส่วนต่างๆ พร้อมฝากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งอบจ. ก็เป็นส่วนสำคัญอยากให้มีการประสานงานให้ดี” นายกรัฐมนตรี กล่าว

‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ เผย ไม่ได้ชกมวยมาเกือบปี เพราะ ‘มือขยับไม่ได้’ พร้อมระบาย!! ‘ท้อมาก-รู้สึกกดดัน’ หากแพ้ คงไม่มีที่ยืนบนเวทีอีกต่อไป

(8 มิ.ย.67) ศึก ONE 167: ตะวันฉาย vs โจ II ที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.67 คู่ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจ เป็นการกลับมาขึ้นชกในรอบ 9 เดือนของ ‘ดิไอรอนแมน’ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ราชันมวยไทย รุ่นฟลายเวต (125 – 135 ป.) ลงดวลกับ เดนิส พูริช ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ในพิธีชั่งน้ำหนัก รถถัง จิตรเมืองนนท์ ทำน้ำหนักไม่ได้ตามกำหนด เกิน 3.5 ปอนด์ ก่อนจะมีการเจรจากันซึ่งรถถัง ออกมาขอโทษ และยอมจ่ายค่าชดเชยให้กับ เดนิส เพื่อชกกันในพิกัด แคตช์เวต หรือ 141.25 ปอนด์ ตามกติกาคิกบ็อกซิ่ง

เริ่มชกยกแรก รถถัง ที่สปีดหมัดดีกว่า สาดอาวุธเข้าใส่ พูริช แบบไม่ยั้ง ทำให้ พูริช เริ่มมีรอยแตกที่บริเวณแก้ม และโงนเงนในช่วงท้ายยก ซึ่ง รถถัง เห็นดังนั้นก็พยายามเร่งเครื่องปิดเกม แต่สุดท้ายมีเสียงระฆังช่วยไว้ก่อน

เข้าสู่ยกสอง รถถัง ยังเดินหน้าออกหมัดบวกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ขณะ พูริช เองก็ปักหลักสู้ไม่ถอยเช่นกัน ทำให้จบยกนี้ทั้งคู่แลกกันสนุก

ต่อที่ยกสามทั้งคู่ยังเดินหน้าแลกกันสนุก โดยรถถัง งัดอาวุธมาประเคนใส่ พูริช แบบครบเครื่อง ทั้งตัดลำตัว และใบหน้า ก่อนจะครบ 3 ยก กรรมการชูมือให้ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ชนะคะแนนไปแบบสะใจ

หลังการชก รถถัง ได้ร่ำไห้ พร้อมระบายเกี่ยวประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ำหนักเกิน ว่า 

“ก่อนอื่นผมขอระบาย ผมไม่ได้ชกมวยมาเกือบปี น้ำหนักผมก็เกินมาเยอะ เพราะผมรักษามือขยับไม่ได้ คนนอกอาจไม่รู้ เพราะผมปิดบังมาโดยตลอด ก่อนผมมาชกวันนี้ ตั้งแต่ผลน้ำหนักออก ผมเจอดราม่าเยอะมาก ผมเต็มที่ ผมอยากชกมวยมาก แต่ผมมีอาการบาดเจ็บ พอเจอดราม่า ผมท้อมาก ผมรู้สึกกดดัน ถ้าแพ้วันนี้ผมจะยืนบนเวทีนี้ต่อไปได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่วันนี้ผมทำสำเร็จแล้ว ขอขอบคุณทุกคนที่รักและชื่นชมผม”

‘เต้-มงคลกิตติ์’ ถูก ‘ป.ป.ช.’ เรียกรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมชุมนุม ชู 3 นิ้ว เมื่อปี 63 ชี้!! มีวัตถุประสงค์ล้มล้าง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.67) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำหนังสือลงวันที่ 5 มิ.ย.2567 ส่งถึง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ใจความระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนกรณีกล่าวหาท่านว่ากระทำการอันเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 - 20 ก.ย.2563 และได้แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว อันเป็นการสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่มีวัตถุประสงค์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

บัดนี้ คณะกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและพิจารณาแล้วเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนว่า ข้อกล่าวหามีมูลความผิด

ฉะนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 คณะกรรมการไต่สวนประสงค์จะแจ้งข้อกล่าวหาให้ท่านทราบ เพื่อให้โอกาสท่านชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว จึงขอให้ท่านไปพบคณะกรรมการไต่สวน ในวันที่ 18 มิ.ย.2567 เวลา 09.00 น.ที่สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัดนนทบุรี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หากจะชี้แจงข้อกล่าวหาก็มีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานไปประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา และนำทนายความ หรือบุคคลที่ท่านไว้วางใจไม่เกิน 3 คนเข้าฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้

ผู้บริโภคโวยลั่น!! จอด ‘รถไฟฟ้า’ ตากฝนแค่ 20 นาที แบตเตอรี่พัง โชว์รูมแจง ‘ค่าซ่อมเกือบ 1.1 ล้านบาท’ เตรียมเดินหน้าร้อง ‘สคบ.’

เมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.67) ในเพจกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ มีเจ้าของรถรายหนึ่งร้องเรียนถึงรถไฟฟ้าจอดตากฝนแค่ 20 นาที ปรากฏว่าแบตเตอรี่พัง ค่าซ่อมล้านกว่าบาท

รายละเอียดในเพจที่เขียนไว้ว่า ขอแจ้งเตือนให้ข้อมูลเพื่อนำความปรารถนาดีต่อผู้บริโภคด้วยกันนะคะ แค่จอดรถหน้าบ้านขณะฝนตกสัก 15-20 นาที แบตเตอรี่ก็พังแล้ว โชว์รูมเขาบอกมา เสนอราคาค่าซ่อมเปลี่ยนแบตเตอรี่รวมอื่น ๆ ต่าง ๆ นานา บอกมาเกือบ 1.1 ล้านเชียวนะคะ

ตอนนี้ยังจอดสนิทอยู่ที่โชว์รูมเป็นซากรถมาเกือบ 30 วันแล้วค่ะ ดิฉันยังไม่ได้รับการติดต่อหรือให้การบริการรถสำรอง เยียวยาใด ๆ ทั้งสิ้นจากโชว์รูม หรือจากประกันชั้นหนึ่งเลยค่ะ ความเสียหายอันแสนเป็นบทเรียนของการตัดสินใจซื้อรถยี่ห้อ ไร้คุณภาพและบริการคันนี้นะคะ ทำให้ตอนนี้คือแจ้งความกับ สคบ. และแต่งตั้งทนายดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายและออกสื่อต่อไปคะ ทุกๆ ทางคะ

อย่างไรเรื่องนี้ ต้องรอ ทาง เรเว่ ออโตโมทีฟ ผู้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า BYD ออกมาชี้แจง แก้ไขปัญหาในเคสนี้

สำหรับรุ่นนี้ เป็นรถ BYD SEAL ราคาเริ่ม 1,325,000 -1,599.000 บาท 

เร่งฟื้นฟู ‘สถานีรถไฟสงขลา’ หลังปล่อยร้าง มานานกว่า 40 ปี เตรียมผลักดันให้เป็น โบราณสถานอันทรงคุณค่า เพื่อการท่องเที่ยว

เมื่อไม่นานมานี้ มีการขนย้ายหัวรถจักรและโบกี้ตู้สินค้าเพื่อติดตั้งบริเวณสถานีรถไฟสงขลา ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ตามโครงการทำการฟื้นฟูร่างรถไฟบริเวณสถานีรถไฟสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสถานีรถไฟ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นอกจากนี้ยังเป็นการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเมืองสงขลา ให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย

ปัจจุบันรถไฟสายสงขลาแห่งนี้ ได้ถูกยกเลิกการใช้งานไปตั้งแต่ 1 ก.ค. 2521 โดยสถานีรถไฟแห่งนี้ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุผลว่า มีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย รวมทั้งผู้คนใช้บริการน้อยลง หากรถไฟยังวิ่งอยู่อาจต้องขาดทุน เพราะเส้นทางหาดใหญ่-สงขลามีตัวเลือกทั้ง รถตู้โดยสาร รถส่วนตัว

ล่าสุดบรรยากาศที่สถานีรถไฟสงขลา ได้มีการนำขบวนรถไฟเก่ามาวางตั้งโชว์ รวมถึงหัวจักรในหลายขบวนมาตั้งโชว์ให้เป็นอนุสรณ์แหล่งการเรียนรู้ของชุมชน และไว้ให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาถ่ายรูปกัน บนชานชาลาและทางเข้าหน้าสถานีมีวางของขายนักท่องเที่ยวเดินตลาดแล้วถ่ายรูปกับหัวรถจักรคึกคักกันตั้งแต่เช้า บรรยากาศในช่วงเช้าเต็มไปด้วยความสวยงาม มีตลาดนัดวันอาทิตย์ทำให้ชาวบ้านที่มาเที่ยวจ่ายตลาด สามารถนั่งทานน้ำชากาแฟ โดยจิบกาแฟแลรถไฟไปในตัว

นอกจากนี้ก็ยังมีการอนุรักษ์บริเวณบ้านพัก และบริเวณล้อมรอบก็จะทำเป็นสวนสาธารณะ เพื่อการพักผ่อนและออกกำลังกายของคนในชุมชน สำหรับสถานีรถไฟสงขลานั้น เป็นโบราณสถานแห่งหนึ่งในย่านเมืองเก่า ซึ่งในประเทศไทยมี 3 แห่งที่มีอายุเกิน 100 ปีได้แก่ สถานีรถไฟบางปะอิน สถานีรถไฟกันตัง และสถานีรถไฟสงขลา ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่า เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป

ขอนแก่น - 'บิ๊กทิน' ร่วมเปิบข้าวเหนียว ลาบหมู เมนูมื้อเที่ยง ให้กำลังใจ ทหารใหม่ค่าย ร.8

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาในวันนี้ เพื่อรับฟังปัญหาแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือประชาและเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการฝึกทหารใหม่ โดยได้เน้นย้ำถึงการดูแลน้องทหารใหม่เสมือนคนในครอบครัว 

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดขอนแก่น รายงานว่า ที่กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชไชย ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยกรมทหารราบที่ 8 เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปการดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติในพื้นที่และตรวจเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการฝึกทหารใหม่ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 , พลโท ณรงค์ สวนแก้ว เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก, พล.ต.นรธิป โพยนอก ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 , นายพันธ์เทพ เสาโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, พล.ต. กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23, พ.อ. สุพรเทพ ไชยยงค์ รองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8 เป็นผู้แทน ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8, พ.ท.ยุทธพล บิดร ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3. กรมทหารราบที่ 8, ผู้บังคับกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 8 พร้อมด้วยส่วนราชการในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ 

นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่าในการเดินทางมาในวันนี้ เพื่อรับฟังปัญหาแนวทางปฏิบัติในการช่วยเหลือประชาและเยี่ยมหน่วยฝึกทหารใหม่ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินการฝึกทหารใหม่ โดยได้เน้นย้ำถึงการดูแลน้องทหารใหม่เสมือนคนในครอบครัว เพราะเขาคือน้องเล็กของกองทัพบก ซึ่งปัจจุบันการฝึกทหารใหม่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงมาดูความคืบหน้าในเรื่องกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สิ่งแรกคือได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพลทหาร ซึ่งมีการฝึกเพียง 2 สัปดาห์กว่า

นายสุทิน กล่าวอีกว่าแต่ก็สามารถเปลี่ยนจากพลเรือนเป็นทหารได้รวดเร็ว ทั้งเรื่องวินัยและความพร้อมทาง ถือเป็นความภูมิใจที่ได้เห็นทหารเกณฑ์เหล่านี้เปลี่ยนจากพลเรือนมาเป็นทหารอย่างที่กองทัพต้องการได้ อีกทั้งครูฝึกมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเห็นกระบวนการฝึกที่จัดไว้ให้พลทหารอย่างดี พร้อมเน้นย้ำเรื่องการฝึกทหารใหม่ ให้ดูแลช่วยเหลือ สร้างขวัญกำลังใจ รวมทั้งคุณวุฒิทางด้านการศึกษาให้มีการศึกษาที่เพิ่มขึ้น พัฒนาทักษะวิชาชีพเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างอนาคตที่ดี สร้างเยาวชนที่เข้มแข็ง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง หันหลังให้กับยาเสพติด

ต่อจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เยี่ยมชมโรงเลี้ยงร่วมรับประทานอาหารกับทหารใหม่ในภาชนะถาดหลุม ซึ่งเป็นอาหารอีสาน ได้แก่ ข้าวเหนียว ลาบหมู ผัดผัก และเมนูของหวาน คือ ทับทิมกรอบ โดยก่อนรับประทานอาหาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สอบถามทหารใหม่ถึงอาหารมื้อนี้เหมือนกับมื้ออื่นๆ หรือไม่ พร้อมกล่าวอีกว่า ทหารอีสานต้องทานข้าวเหนียวด้วย เพื่อให้อยู่ท้อง บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และอบอุ่นเป็นกันเอง

‘รัฐบาล’ เตรียมดันปีหน้าให้เป็น ‘ปีที่ยิ่งใหญ่การท่องเที่ยวไทย’ มุ่งเน้น ‘คุณภาพ-ภาพลักษณ์’ เพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน

(8 มิ.ย.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวสอดรับนโยบาย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพื่อทำให้ปีหน้า (2568) เป็นปีที่ยิ่งใหญ่การท่องเที่ยวไทย พร้อมรองรับการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค (Tourism Hub) โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนร่วมงานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบ Business to Business (B2B) ในงาน Thailand Travel Mart Plus 2024 (TTM+ 2024) งานระดับนานาชาติที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย พร้อมนำเสนอแคมเปญ ‘Amazing Thailand : Your Stories Never End’ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2567 ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา คาดการณ์ว่า จะสร้างรายได้จากการเจรจาธุรกิจกว่า 3 พันล้านบาท

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า ในงาน TTM+ 2024 นี้ เป็นการรวมตัว และจับคู่เจรจาธุรกิจของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวกว่า 425 ราย จาก 50 ประเทศทั่วโลก มาร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทย (ผู้ขาย) ที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรม รวมถึงบริษัทนำเที่ยว สถานบันเทิงและสันทนาการ และธุรกิจด้านคมนาคมขนส่ง โดยคาดว่าในการจัดงานปีนี้ จะเกิดการเจรจาธุรกิจไม่ต่ำกว่า 15,000 นัดหมาย หรือราว 36 นัดหมายต่อราย สร้างรายได้จากการเจรจาธุรกิจมากกว่า 3,000 ล้านบาท และกระจายรายได้สู่จังหวัดพังงา จากการจัดงานครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

โอกาสนี้ ททท. ยังมุ่งเน้นการท่องเที่ยวที่ผสมผสานแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวทั้งเชิงคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมและประสบการณ์การท่องเที่ยว สร้างความประทับใจที่ต่อยอดนำไปสู่การแบ่งปันเรื่องราวการท่องเที่ยวไทยอย่างไม่รู้จบ สอดรับกับแคมเปญ “Amazing Thailand : Your Stories Never End” นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานในรูปแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงานในรูปแบบดิจิทัลด้วย E-Badge ลดการใช้กระดาษ มีการใช้ Mobile Application เพื่อการนัดหมายผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งบริหารจัดการขยะในพื้นที่จัดงาน การคำนวณ Carbon Footprint และมีการนำอาหารไปบริจาคให้แก่ผู้ขาดแคลนในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการตระหนักถึงปัญหาขยะ นับเป็นการดำเนินการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการท่องเที่ยว บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อส่งเสริมเครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพ ราคา และบริการด้านการท่องเที่ยว และยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินมาตรการอำนวยความสะดวกให้แก่การท่องเที่ยวมาแล้วอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในบางจังหวัดที่มีศักยภาพจะเริ่มกิจกรรมการท่องเที่ยวตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมและส่งต่อให้ปี 2568 เป็นปียิ่งใหญ่ด้านการท่องเที่ยวของไทย” นายชัย กล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำชับปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด วางตัวเป็นกลาง

เมื่อวานนี้ (7 มิถุนายน 2567) เวลา 15.00 น. พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร. ให้ขับเคลื่อนและเป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) 

พล.ต.ท.กรไชยฯ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จัดให้มีการรับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. และได้ผ่านพ้นขั้นตอนการรับสมัครดังกล่าวแล้ว โดยในภาพรวมการรับสมัครทั่วประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีผู้มาสมัคร สว. จากทั่วประเทศมากกว่า 48,000 คน ซึ่งขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัย และรักษาความสงบเรียบร้อยประจำสถานที่รับสมัคร รวมถึงผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมการปฏิบัติดังกล่าวให้เป็นไปตามแผนด้วยดี , ตำรวจทางหลวงในการนำขบวนรถขนส่งบัตรเลือก สว. , เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องในการรักษาความปลอดภัยประจำรถขนส่งบัตรของบริษัทไปรษณีย์ไทย  และตำรวจพื้นที่ที่มีจุดพักรถในเส้นทางการขนส่งบัตรทุกสาย โดยภารกิจยังคงมีต่อเนื่องจนกระบวนการเลือกในแต่ละระดับจะแล้วเสร็จ โดยการเลือก สว.ระดับอำเภอ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2567 ได้กำชับการทำหน้าที่ และให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องรายงานความพร้อม หรือหากมีข้อมูลการข่าวที่จำเป็น ขอให้หน่วยได้รายงาน เพื่อวางแผนการปฏิบัติให้เหมาะสม

นอกจากนี้ พล.ต.ท.กรไชยฯ กล่าวว่า ในภารกิจรักษาความปลอดภัยและการรักษาความสงบการเลือก สว.ครั้งนี้ ใช้กำลังตำรวจทั่วประเทศเกือบ 2 หมื่นนาย ได้สั่งการกำชับให้ตำรวจทุกหน่วยปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมทั้งวางตัวเป็นกลาง ตามสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. สำหรับในส่วนของการจับกุมและการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. และการกระทำความผิดอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือก สว.ในทุกระดับ ให้พนักงานสอบสวนประสานการปฏิบัติกับ กกต. ดำเนินการด้วยความรอบคอบ ยึดหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด พร้อมกำชับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ตรวจสอบกระทำความผิดตามกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นบนโซเชียลด้วย ทั้งนี้ กรณีมีเหตุสำคัญที่เกี่ยวข้อง ให้รายงานมาที่ศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทันที

กองทัพอากาศจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong)

กองทัพอากาศ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์) จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) เพื่อนำรายได้จากการจัดการแข่งขันสมทบทุนมูลนิธิพระมหาธาตุนภเมทนีดล พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ กิจกรรมสาธารณกุศลในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และมูลนิธิผู้พิทักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชน หันมาสนใจในการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยกำหนดจัดการแข่งขัน ในวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567 ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 

กิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ และเป็นการผสานความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนทั่วไป ข้าราชการที่เข้าร่วมกิจกรรม และประชาชน ให้เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกาย ซึ่งกิจกรรมนี้ กองทัพอากาศมุ่งหวังที่จะได้สร้างการรับรู้ให้กับประชาชนและหน่วยงานอื่น ๆ ให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของกองทัพอากาศที่ปฏิบัติงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะสถานีรายงานดอยอินทนนท์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ในการเฝ้าตรวจการรุกล้ำน่านฟ้าไทย ตลอดจนเพื่อประชาสัมพันธ์กิจการแหล่งท่องเที่ยวในเขตทหารของกองทัพอากาศ และร่วมกันชื่นชมความงดงามของพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ซึ่งเป็นพระมหาสถูปเจดีย์ที่ประดิษฐานอยู่บนพื้นที่ที่สูงที่สุด ในประเทศไทย ที่กองทัพอากาศจัดสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

สำหรับการแข่งขันวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) แบ่งเป็นสองประเภท คือ ประเภท Sky Breaker ระยะ 16 กิโลเมตร เส้นทางเริ่มต้น ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ กม.31 สิ้นสุดที่สถานีรายงานดอยอินทนนท์ และ ประเภท Sky Touch ระยะ 5 กม. เส้นทางเริ่มต้น ณ พระมหาธาตุ นภเมทนีดล สิ้นสุดที่สถานีรายงานดอยอินทนนท์ ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับเหรียญรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัยทุกท่าน นอกจากนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1 - 5 ของแต่ละกลุ่มอายุ ชาย-หญิง และรุ่นทั่วไปไม่จำกัดอายุ ชาย-หญิง เงินรางวัลสำหรับผู้เข้าเส้นชัย Over All 30 ท่านแรก ชาย-หญิง อีกด้วย

โดยมีกำหนดการที่สำคัญดังนี้
- วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. กิจกรรม Air Force Run Training Camp 2024 ณ โรงเรียนจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 
- วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2567 ณ อาคารศูนย์กีฬา-สวนเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
 - เวลา 10.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน
- เวลา 14.30 น. งานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky  # I’m Strong) 
- วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2567 เวลา 09.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน ณ หอประชุมเดชะตุงคะ กองบิน 41
- วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 - 18.00 น. แจกบิบให้สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขัน ณ โรงเรียนจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่
- วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2567 กิจกรรมวิ่งการกุศล Air Force Run 2024 (Run to The Sky # I’m Strong) ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 

สามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook : Air Force Run – Run to the Sky และสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ

ที่มาเว็บไซต์กองทัพอากาศ : https://welcome-page.rtaf.mi.th/blog/khaawedn-19/k-ngthaph-aakaascchadkicchkrrmwingkaarkusl-air-force-run-2024-run-to-the-sky-im-strong-1095

สำนักงานตำรวจแห่งชาติปิดการแข่งขันกีฬา โครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 เสริมความสามัคคีและสมรรถนะร่างกายของตำรวจ

เมื่อวานนี้ (7 มิถุนายน 2567) เวลา 18.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผย.ตร.) เป็นประธานปิดโครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 ณ สนามศุภชลาศัย เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผบช.สกพ. และข้าราชการตำรวจจำนวนมากเข้าร่วมเชียร์กีฬาและร่วมพิธีปิดโครงการ 

ซึ่งในวันนี้มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมตำรวจภูธรภาค 2 และทีมตำรวจภูธรภาค 9 ผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมตำรวจภูธรภาค 9 สามารถคว้าชัยชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4 ต่อ 2 จากนั้นเป็นการแข่งขันฟุตบอลทีมอาวุโส ระหว่างทีมตำรวจภูธรภาค 2 และทีมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ด้วยสกอร์ 2 ต่อ 1

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันกีฬาสนุกสนานของข้าราชการตำรวจหน่วยต่างๆ และครอบครัวข้าราชการตำรวจ เข่น การแข่งขันวิ่งผลัด 4 สายงาน เป็นการวิ่งผลัดของตำรวจหน่วยงานต่างๆ โดย 1 ทีม จะประกอบด้วยสายงานสืบสวน จราจร ป้องกันปราบปราม และกองร้อยควบคุมฝูงชน แต่งกายในชุดปฏิบัติหน้าที่ โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้แก่ ทีมตำรวจภูธรภาค 2 , การแข่งขันวิ่งผลัดสามัคคีครอบครัวตำรวจ ทีมชนะเลิศได้แก่ ทีมครอบครัวตำรวจภูธรภาค 2  

ในช่วงสุดท้ายเป็นพิธีปิดโครงการจัดเตรียมนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬากองทัพไทย ประจำปี 2567 โดยมีผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพลกล่าวรายงานวัตถุประสงค์ โดยการแข่งขันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเสริมสร้างและพัฒนาสมรรถภาพทางกีฬาและร่างกายให้แก่ข้าราชการตำรวจ ในปีนี้มีการแข่งขันกีฬาทั้งหมด 17 ประเภทกีฬา เริ่มแข่งขันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จนถึงพิธีปิดในวันนี้ 

จากนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ เป็นประธานมอบถ้วยและเหรียญรางวัลให้แก่นักกีฬาที่ชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ได้แก่ กรีฑา กอล์ฟ ตะกร้อ ต่อสู้และป้องกันตัว เทนนิส เทเบิลเทนนิส บาสเกตบอล แบดมินตัน เปตอง ฟันดาบ ฟุตซอล มวย ยิงปืน ยูโด วอลเลย์บอล ฟุตบอล และมอบรางวัลให้กับกลุ่มที่ได้รับคะแนนรวมสูงสุด ซึ่งได้แก่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รวมทั้ง มอบรางวัลให้กับทีมที่ชนะเลิศวิ่งผลัด 4 สายงาน และวิ่งผลัดสามัคคีครอบครัวตำรวจ ด้วย

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทีมชนะเลิศในการแข่งขันกีฬาแต่ละประเภท ซึ่งการแข่งขันกีฬานี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติยินดีส่งเสริมโครงการดังกล่าว เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสามัคคี และเพิ่มสมรรถนะร่างกายของตำรวจ ให้มีทักษะและมีประสิทธิภาพ เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลพี่น้องประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top