Saturday, 20 June 2026
NEWS FEED

สื่อมวลชนได้ 'เฮ' นายก 2 สมาคมฯ 'ไชยยงค์' ได้รับเลือกตั้ง สว. สื่อมวลชนได้รับอนิสงค์

วันนี้ 27 มิถุนายน 2567 รายงานจากสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ( สนต.) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่ามีสมาชิกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้ และ สมาคมนักหนังสือพิมพ์ภูมิภาคแห่งประเทศไทย(สนพท.)หลายร้อยคนได้ร่วมแสดงความยินดีกับนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมฯทั้ง 2 สมาคมฯ  ที่ได้รับความไว้วางใจด้วยการเลือกเป็นว่าที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อสารมวลชนในกลุ่ม 18 อีก 9 คน

นายไชยยงค์ฯ เปิดเผยว่า การเลือกตั้ง สว.ปี 67 เหนื่อยต้องใช้ความอดทนสูง กว่าผ่านด่านแต่ละด่านอยากเย็นแสนเข็นมาก เมื่อได้รับความไว้วางใจจากผู้สมัคร สว.ทั้ง 20 กลุ่มอาชีพแล้ว จะทำหน้าที่ในสภา ตามบทบาทและหน้าที่ที่กฏหมายกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และผู้อยู่ในแวดวงวิชาชีพสื่อมวลชนให้มีสวัสดิภาพ และสวัสดิการเช่นเดียวกับวิชาอาชีพอื่นๆ

“โดยเฉพาะปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนคลุกคลีพื้นที่มา 20 กว่าปี เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลหรือหน่วยงานภาครัฐรับรู้ในบางสิ่งบางอย่าง เพื่อจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยการนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่อยู่ในแวดวงการวิชาชีพสื่อมวลชนมา 40 กว่าปี”

‘ครม.’ มีมติปรับเงื่อนไขชดใช้ทุน ‘นักเรียนทุน จ.ภ.’ สถาบันโคเซ็น ญี่ปุ่น เตรียมปฏิบัติงานตามผู้ให้ทุนกำหนด หลังสำเร็จการศึกษา

(27 มิ.ย. 67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอดังนี้...

1. เห็นชอบให้ปรับเงื่อนไขการชดใช้ทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเพื่อใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษาของนักเรียนทุนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (นักเรียนทุน จ.ภ.) ระยะที่ 2 โดยผู้รับทุนจะเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานชดใช้ทุน หรือหน่วยงานของรัฐที่ผู้ให้ทุนกำหนด และรับเดือนตามที่หน่วยงานนั้น ๆ กำหนด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนตามสัญญา โดยหน่วยงานชดใช้ทุน ให้หมายความรวมถึงภาคอุตสาหกรรมสถาบันไทยโคเซ็น และหน่วยงานของรัฐ ภาคอุตสาหกรรมให้หมายความถึง ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพและกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคตในประเทศไทย โดยไม่จำกัดภูมิภาคในประเทศไทยและไม่จำกัดสัญชาติของบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยและหน่วยงานของรัฐในกำกับของฝ่ายบริหาร ให้หมายความถึง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยธุรการขององค์การของรัฐที่เป็นอิสระ กองทุนที่เป็นนิติบุคคล หน่วยบริการรูปแบบพิเศษ และหน่วยงานที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐ

2. เห็นชอบให้ปรับเงื่อนไขการชดใช้ทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเพื่อใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษาของนักเรียนทุน จ.ภ. ระยะที่ 1 โดยให้เป็นไปตามเงื่อนไขการปฏิบัติงานเพื่อใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษาของนักเรียนทุน จ.ภ. ระยะที่ 2 ตามข้อ 1. เนื่องจากเป็นการให้ทุนการศึกษาในลักษณะเดียวกันกับการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาต่อสำหรับนักเรียนทุน จ.ภ. ไปศึกษาต่อ ณ National Institute of Technology (KOSEN) ของประเทศญี่ปุ่น (สถาบันโคเซ็น)

“คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ปรับเงื่อนไขการชดใช้ทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานเพื่อใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษาของนักเรียนทุนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย (นักเรียนทุน จ.ภ.) ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ซึ่งผู้รับทุนจะเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานชดใช้ทุนหรือหน่วยงานของรัฐที่ผู้ให้ทุนกำหนดและรับเงินเดือนตามที่หน่วยงานนั้น ๆ กำหนด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของระยะเวลาที่ได้รับทุนตามสัญญา โดยหน่วยงานชดใช้ทุน ให้หมายความรวมถึงภาคอุตสาหกรรม สถาบันไทยโคเซ็น และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้เพื่อให้เงื่อนไขการชดใช้ทุนของนักเรียนทุน จ.ภ. ทั้ง 2 ระยะ ซึ่งเป็นทุนประเภทเดียวกันมีแนวทางเหมือนกันและเป็นการขยายสถานที่การปฏิบัติงานเพื่อรองรับนักเรียนทุน จ.ภ. ที่สำเร็จการศึกษาให้สามารถเข้าปฏิบัติงานได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งเพื่อให้การจัดสรรทุนดังกล่าวเกิดประโยชน์ต่อประเทศโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่มีความต้องการกำลังคนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความรู้ ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ” นายคารม กล่าว

'อลงกรณ์' เปิดตัว 'เอฟเคไอไอ.' ดันไทยสู่มหาอำนาจอาหารโลก ผนึก 'หอการค้า-สภาอุตสาหกรรมฯ' ขับเคลื่อนนวัตกรรมพลิกโฉมประเทศ

“…เราต้องกำหนดเกมและนำประเทศเข้าสู่สนามแข่งที่เราเก่งมีศักยภาพ นั่นคือเกษตรและอาหาร… “
อลงกรณ์….

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ เปิดเผยวันนี้ (27 มิ.ย.67) ว่า 

สถาบันเอฟเคไอไอ ไทยแลนด์ (FKII Thailand) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วและจะเป็นหนึ่งการงัด อัปเกรดประเทศไทยสู่มหาอำนาจอาหารโลกโดยนวัตกรรม เทคโนโลยีและการวิจัยด้วยแพลตฟอร์มความร่วมมือกับทุกภาคีภาคส่วน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ประเทศไทยส่งออกสินค้าอาหารเป็นอันดับ 12 ของโลก และเป้าหมายต่อไปคือการก้าวสู่ท็อปเทนเพื่อเป็นมหาอำนาจอาหารของโลก โดยสถาบันเอฟเคไอไอ.องค์กรเครือข่ายนวัตกรรมพร้อมจับมือกับหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาเอสเอ็มอี. องค์กรเอกชน องค์กรเกษตรกร ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐพัฒนาอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพิ่มจีดีพี.ของประเทศด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพใหม่ของประเทศ ซึ่งในเฟสแรกของการทำงานเอฟเคไอไอ.จะโฟกัสกิจกรรมส่งเสริมต่อยอดด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร อาหาร อีคอมเมิร์ซ ไครเมทเทค เอไอและดิจิตอล เทคโนโลยีภายใต้ 12 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) เศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy)และ เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) เพื่อตอบโจทย์อนาคตทั้งโอกาสและภัยคุกคามเช่นภาวะโลกรวนโลกร้อนทะเลเดือด ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มของประชากรและสังคมสูงวัย ประเด็นเอไอ.-เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น สงครามและความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ผมเชื่อว่า โอกาสมีอยู่ในทุกวิกฤติและหนึ่งในโอกาสของประเทศไทยคือภาคเกษตรและอาหาร เราต้องกำหนดเกมและนำประเทศเข้าสู่สนามแข่งที่เราเก่งมีศักยภาพ “

ทั้งนี้ในงานเปิดตัวสถาบันเอฟเคไอไอ.เมื่อวานนี้ที่หอประขุมสวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์มีการปาฐกถาและบรรยายพิเศษเช่น หัวข้อ : FKII กับ เศรษฐกิจนวัตกรรมสู่การอัพเกรดประเทศไทยโดยอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
หัวข้อ : นวัตกรรมอุตสาหกรรมเพื่อการรับมือความท้าทายของโลกยุคใหม่
โดยนายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หัวข้อ : ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของไทยกับโอกาสในโลกยุคใหม่ 
โดยดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ 
รองประธานหอการค้าไทย
และนายธรรศ ทังสมบัติ
รองประธานหอการค้าไทย

หัวข้อ : Innovation ใน carbon credit สำหรับประเทศไทย 
โดย นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ 
นายกสมาคมธุรกิจไม้

หัวข้อ : สถานการณ์ล่าสุด ความท้าทาย และ ทางออกของ AI eCommerce ไทย 
โดยนายภาวัต พุฒิดาวัฒน์ 
ประธานกรรมการบริหารบริษัท GoShip จํากัด

หัวข้อ : Value Chain ของการสร้างเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก
โดยนส.ภัททดา สามัคคี 
กรรมการผู้จัดการบริษัท PDI Trading จํากัด อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพืชผักผลไม้ไทย

หัวข้อ : ข้อเสนอต่อก้าวใหม่ของานFKII
โดยนายกฤชฐา โภคาสถิตย์ 
เลขาณุการคณะทํางานฯ  FKII Thailand 

หัวข้อ : แผนการดําเนินงานของ FKII Thailandกับโจทย์อนาคตของโลกและของไทยโดยนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และ
ประธานสถาบันทิวา
โดย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะที่ปรึกษาเอฟเคไอไอ.กล่าวสรุป
ถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่และนวัตกรรม

นอกจากนี้มีผู้บริหารภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการภาคประชาสังคมและเกษตรกรกว่า120คนร่วมงานอย่าง คึกคักเช่น นพ.บุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรมช.คมนาคม ดร.เอกพร รักความสุข อดีตรมช.แรงงาน นายเกียรติ สิทธิอมร อดีตประธานผู้แทนการค้า ประเทศไทย ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัด กระทรวงการคลัง ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (GPI) ดร.เกษมสันต์ วีระกุล ประธานบริษัทSE-ED ม.ล สุภาพ ปราโมช สมาคมการค้าไทย-จีนและเศรษฐกิจเอเชีย พลเอก พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายกสมาคมภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ นายราม คุรุวาณิชย์ นักวิชาการอิสระและเซเลปTikTok ชื่อดังดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ที่ปรึกษาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร นายประพันธ์ บุณยเกียรติ อดีตประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย นาง ลักขณา นะวิโรจน์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้บริหารกลุ่มบริษัทThe mall - ตลาดไท - กูรเมย์ นายมงคล เจริญสุข ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม นายพรพล เอกอรรถพร อดีตผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ ประธานผลิตภัณฑ์ไม้ Asian อุปนายกสมาคมเครื่องเรือนไทย นายตฤณ วุ่นกลิ่นหอม นายกสมาคมดิจิตอลเทรด ดร.สุทัศน์  ครองชนม์  นายกสมาคมไทย IoT นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ นายณฐกร สุวรรณธาดา อดีตกรรมการคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ สำนักงานโครงการข้าวรักษ์โลก ฯลฯ

ตำรวจภาค 4 ชู 'ร้อยเอ็ดโมเดล' สร้างชุมชนเข้มแข็ง ปูพรมเด็ดปีกนักค้า 73 ราย ผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลยึดทรัพย์ 188 รายการ กว่า 7.7 ล้านบาท

ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งแก้ไขปัญหายาเสพติดทั่วประเทศ โดยให้จังหวัดร้อยเอ็ดเป็นพื้นที่ปลอดยาเสพติดและอาชญากรรม พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 ได้ระดมสรรพกำลัง ทั้งตำรวจในจังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดใกล้เคียง กวาดล้างจับกุมยาเสพติด และบูรณาการกับหน่วยงานจังหวัดร้อยเอ็ด ดำเนินมาตรการป้องกันและบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด รวมทั้งเปิดปฏิบัติการเด็ดปีกค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัด ในพื้นที่ตำรวจภาค 4 มาอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. ชุดปราบปรามยาเสพติดของ ภ.จว.ร้อยเอ็ด นำโดย พ.ต.ท.สมนึก ปัญญา สว.สส.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ได้ร่วมกันจับกุมขบวนการค้ายาบ้า รวม 7 คน ผู้ต้องหา ขบวนการค้ายาบ้า คือ นายศักดิ์ศรี, นายวิรัตน์, นายพชร, นายสุรชาติ, นายนัฐพล, นายประทีป และนายสามารถ พร้อมของกลางยาบ้า 1,280,000 เม็ด อาวุธปืน 2 กระบอก รถยนต์กระบะ 3 คัน  

โดยตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนทราบว่า จะมีขบวนการค้ายาเสพติดขนลำเลียงยาบ้าล็อตใหญ่ จากจังหวัดมุกดาหาร เพื่อไปส่งลูกค้าที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงนำกำลังเฝ้าสกัดจับกุม ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.67 เวลาประมาณ 19.30 น. พบรถกระบะยี่ห้อ Isuzu สีขาว ทะเบียน 7 กข 45XX ขับขี่ผ่านมาบนถนนเส้นตัดใหม่ มุกดาหาร – กาฬสินธุ์ ต.คำนาดี อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีพิรุธน่าสงสัยจึงเข้าทำการตรวจค้นผลการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 350 มัด จำนวน 700,000 เม็ด เม็ด และปืนพกสั้น 2 กระบอก ซุกซ่อนอยู่ในรถ มีนายสุรชาติ เป็นผู้ขับขี่ และนายพชร นั่งไปด้วย จากนั้นได้ขยายผลไปจับกุมนายศักดิ์ศรี และนายวิรัช ซึ่งใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อเชฟโรเลต สีเทา ทะเบียน กฉ 81xx ทำหน้าที่เป็นรถนำทาง และได้ติดตามไปตรวจค้นบ้านพัก ใน อ.เมือง จ.มุกดาหาร พบยาบ้าอีกจำนวน 580,000 เม็ด และจับกุมนายนัฐพล , นายประทีป และนายสามารถ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดรับว่าเป็นยาบ้าที่เตรียมขนไปส่งลูกค้า จึงยึดเป็นของกลาง (รวมยาบ้า 1,280,000 เม็ด) จากนั้นจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางนำส่ง พงส.สภ.โพนทอง ดำเนินคดี

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 4 ได้ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยทำเป็น “ร้อยเอ็ดโมเดล” ให้เป็นพื้นที่ไม่มียาเสพติด ตั้งแต่ 4 มิ.ย.67 ดำเนินการปราบปรามนักค้า 73 ราย ดำเนินการกับผู้เสพ 1,632 ราย ขยายผลจากผู้เสพนำไปสู่การดำเนินการกับนักค้าเพิ่มเติมอีก 131 ราย ยึดทรัพย์ 188 รายการ รวมมูลค่ากว่า 7.7 ล้านบาท ใช้มาตรการสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดผ่านเข้า-ออกพื้นที่ แล้วกวาดล้างจับกุมในพื้นที่ให้สิ้นซาก 

ด้านการป้องกันยาเสพติดได้ดำเนินโครงการชุมชนยั่งยืน(CBTx) จัดตั้งชุด ชรบ. เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง และส่งครูตำรวจ DARE ให้ความรู้เด็กและเยาวชนในการป้องกันยาเสพติด สำหรับใน อ.ธวัชบุรี มีครูตำรวจ DARE ให้ความรู้ครบทั้ง 46 โรงเรียน และได้ร่วมกับหน่วยบูรณาการในพื้นที่ ค้นหาผู้เสพยาเสพติดและผู้ป่วยจิตเวช เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู  นอกจากนี้ตำรวจภาค 4 ได้ปฏิบัติการเด็ดปีกนักค้ารายย่อยทั้ง 12 จังหวัดในภาคอีสานเหนือ ซึ่งอยู่ใน 25 จังหวัดเป้าหมาย ตามนโยบายรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง สามารถกวาดล้างจับกุมนักค้ารายย่อย 7,665 ราย ยึดยาบ้ากว่า 46 ล้านเม็ด ไอซ์ 1,429 กก. เฮโรอีน 260 กก. ยึดทรัพย์มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท และจะปราบปรามอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ยาเสพติดหมดไปจากพื้นที่ ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด

‘รร.สาธิต มศว.ปทุมวัน’ เริ่มแล้ว!! จัดกิจกรรม ‘OPEN HOUSE 2024’ เตรียมพบปะศิษย์เก่า 4 อาชีพ มาแลกเปลี่ยนความรู้ 30 มิ.ย. - 1 ก.ค.นี้

เมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘เปิดบ้านสาธิตปทุมวัน - PDS Open House’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ขอเชิญชวนนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จัดโดยสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

“พบปะพูดคุยกับพี่ ๆ ศิษย์เก่าสาธิตปทุมวันหลากหลายอาชีพที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานให้แก่น้อง ๆ และผู้ที่สนใจทุกคน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 15.30 น. ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ณ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ I ชั้น 2 อาคารสาธิตปทุมวัน 4 ในงานเปิดบ้านวิชาการสาธิตปทุมวัน : PDS OPEN HOUSE 2024 ‘สนุกรู้ สนุกคิด สไตล์สาธิตปทุมวัน’ ณ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน”

“ลุ้นรับของรางวัลจากพี่ ๆ ศิษย์เก่าและสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับในกิจกรรม ‘พบศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน’ จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับ 4 ข้อหัวที่มีทั้งหมด 4 อาชีพที่น่าสนใจ เช่น พี่หมอขอเล่า, นักกฎหมายเราทำอะไรกันบ้าง, คุยง่ายง่าย Style เด็กการเงิน, โลกยุคใหม่กับอาชีพที่น่าสนใจ เป็นต้น

‘ดีอี’ ระดม 400 หน่วยงาน รุกปราบ ‘ข่าวปลอม’ ตัดวงจร ‘โจรออนไลน์’

วันที่ 26 มิถุนายน 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวในเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ‘การใช้งานระบบสำหรับประสานงานการตรวจสอบข่าวปลอมฯ’ ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) ว่า รัฐบาลตระหนักและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของข่าวปลอม โดยมอบหมายให้กระทรวง ดีอี เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน ในการต่อสู้กับข่าวปลอม โดยได้พัฒนาเครือข่าย fact checking ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐและเอกชน กว่า 400 หน่วยงาน ร่วมเป็นเครือข่าย นับว่าเป็นเครือข่าย fact checking ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ร่วมมือกัน ในแก้ปัญหาข่าวปลอม และช่วยยืนยัน ข้อเท็จจริง สำหรับประชาชน

สำหรับการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้ใช้เครื่องมือ social listening tool คัดกรองข้อมูลที่เปิดเผยบนพื้นที่สาธารณะ ทั้งจากโซเชียลมีเดียและข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่เปิดเผย จำนวน 95 ล้านข้อความต่อเดือน (หรือเฉลี่ยวันละ 3.1 ล้านข้อความ) ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 2.9 หมื่นข้อความ ข้อความเรื่องที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 791 เรื่อง ซึ่งจะส่งเข้าสู่ระบบ fact checking โดยได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 444 เรื่อง และได้ทำการเผยแพร่เรียบร้อยแล้ว 215 เรื่องต่อเดือน (ข่าวปลอม 152 เรื่อง ข่าวจริง 50 เรื่อง ข่าวบิดเบือน 13 เรื่อง)

นายประเสริฐ กล่าวว่า กระทรวงดีอี ได้มีนโยบายสำหรับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม 3 เรื่องโดย 1. ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยให้ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ พัฒนาเทคนิควิธีการและเครื่องมือสนับสนุนการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบัน ศูนย์ฯ ได้นำเอาระบบ AI มาใช้ในการสืบค้น รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูล ข่าวสาร ข้อความ ที่มีการกล่าวถึงประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในโลกอินเทอร์เน็ตบนสื่อสังคมออนไลน์ในทุกช่องทางที่เป็นที่นิยมใช้งานกัน อาทิ Facebook, X (Twitter), Instagram, TikTok และระบบสามารถหาข้อมูลจากข้อความ (text) รวมทั้ง ภาพ วีดีโอ กราฟฟิก ตลอดจน ค้าหาต้นโพส และเฝ้าระวังได้อัตโนมัติ เป็นต้น

2. เร่งแก้ปัญหาข่าวปลอมในหมวดอาชญากรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอมการหลอกให้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ หรือการปล่อยกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ข่าวปลอมรับสมัครงาน การสร้างอาชีพ หารายได้เสริม โดยอ้างความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำการเผยแพร่ต่อๆกัน จนกระทั่งสูญเสียทรัพย์สินส่วนบุคคล และสร้างความเดือดร้อนอย่างเป็นวงกว้างในสังคม โดยเผยแพร่ข่าวเตือนภัย 155 ข่าวต่อเดือน เข้าถึง ประชาชน (reach) 18.6 ล้านครั้งต่อเดือน

3. ขยายเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งเครือข่าย fact checking และเครือข่ายให้ความรู้และแจ้งเตือนข่าวปลอม อาทิ ความร่วมมือกับ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดช่องทางการให้ความรู้และแจ้งเตือนภัยจากข่าวปลอมหรือภัยออนไลน์สำคัญ ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีสถิติการแจ้งเตือน การเข้าถึงของประชาชน (reach) มากกว่า 22 ล้านครั้งต่อเดือน

“ดีอี ได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล เป็นเกราะป้องกันตัวให้กับประชาชน สร้างความสุขที่อย่างยั่งยืนให้กับสังคม ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบ ติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ตลอด 24 ชั่วโมง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดมูลนิธิ โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดพร้อมทั้งตัดริบบิ้น ในพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ พลเรือตรี ประทีป ตังติสานนท์ รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ในฐานะประธานมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ กล่าวถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิในครั้งนี้ว่า เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสวัสดิการบุคลากรรวมถึงพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์และกิจกรรมต่างๆ ของโรงพยาบาล  เพื่อให้การส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วยของโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาพยาบาลดียิ่งขึ้น และเพื่อดำเนินการด้านสาธารณประโยชน์และให้ความร่วมมือกับองค์การการกุศล โดยไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด โดยมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ได้จดทะเบียนถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งในการนี้ ได้มีหน่วยงานราชการ พ่อค้า ประชาชน รวมถึงผู้มีจิตอันเป็นกุศล ได้ร่วมในพิธีดังกล่าวและได้ร่วมบริจาคเงินเพื่อเป็นสายธารบุญให้แก่มูลนิธิ โดยได้จัดพิธีรับมอบเงินบริจาค ณ ห้องประชุมลุมพิกานนท์ และ จัดพิธีเปิดมูลนิธิโรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ณ ห้องมูลนิธิฯ บริเวณส่วนตรวจโรคผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

พลเรือโท ณัฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ให้เกียรติเป็นประธาน กล่าวเปิดและตัดริบบิ้น เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้ปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางปฏิบัติงาน ผู้บัญชาการทหารเรือ ประจำปี งบประมาณ 2567 เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถการกู้ชีพขั้นพื้นฐานให้กับ กำลังพลกองทัพเรือ และนโยบายเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ ประจำปีงบประมาณ 2567 เรื่อง การพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการด้านการแพทย์ฉุกเฉินทาง ทะเล ให้สมบูรณ์ ได้มาตรฐาน มีความยั่งยืน และต่อยอดการพัฒนางานด้าน เวชศาสตร์ทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อเป็นการตอบสนองนโยบายดังกล่าว พลเรือตรี สรรชัย เลิศวีระศิริกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอาภากร เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ มีดำริให้จัดทำโครงการพัฒนาทักษะการกู้ชีพโรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อดำเนินการฝึกอบรมการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) ให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ และประชาชน ตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน

เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว เป็นการรองรับการพัฒนากำลังพลกองทัพเรือ และเครือข่ายการแพทย์ฉุกเฉิน พื้นที่ชายฝั่งและอ่าวไทยตอนบน 11 จังหวัดชายทะเล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมตรงตามวัตถุประสงค์สอดคล้องกับภารกิจที่หน่วยดำเนินการ จึงได้ขออนุมัติ เปิดศูนย์ฝึกอบรมภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 ซึ่งได้ดำเนินการฝึกอบรมให้แก่กำลังพลกองทัพเรือ เกินค่าเป้าหมาย 10,000 คน ในการนี้ กรมแพทย์ทหารเรือ ขอชื่นชมและแสดงความภาคภูมิใจ จากกรณีที่กำลังพลกองทัพเรือได้ช่วยชีวิตชาวต่างชาติโดยการทำ CPR ทำให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและทำการส่งต่อ เพื่อทำการรักษาจนปลอดภัย และได้มีการมอบโล่ห์ประกาศเกียรติคุณให้กับ พันจ่าเอก นิวัฒน์ กังหัน ผู้ให้การช่วยเหลือชาวต่างชาติจนปลอดภัย และมอบใบประกาศนียบัตรให้กับหน่วยที่ผ่านการอบรม โดยได้กระทำพิธีดังกล่าว ณ ห้องศูนย์ฝึกอบรม ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ โรงพยาบาล อาภากรณ์เกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

‘ชาวเน็ตเกาหลี’ วิจารณ์ ‘ลิซ่า ROCKSTAR’ ฉีกกฎ K-POP พร้อมจุดประเด็น ‘Blackfishing’ ฉกฉวยอัตลักษณ์สีผิว

เมื่อวานนี้ (25 มิ.ย. 67) จากช่องยูทูบ ‘Hello Lisa Day’ โพสต์คลิปวิดีโออัปเดตเรื่องราวของสาว ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BlackPink’ หลังจากได้ปล่อยโปสเตอร์ ROCKSTAR ออกมา ซึ่งสร้างเสียงฮือฮาและเป็นไวรัลต่าง ๆ ไปทั่วโลก แถมฝั่งอินเตอร์ก็ยังชื่นชมเกี่ยวกับสีผิวของลิซ่า ที่ดูสวย ดูอิ่มน้ำ ดูผิวน้ำผึ้ง ผิวแทน ซึ่งเหมาะมาก ๆ อย่างไรก็ตามนี่คือส่วนหนึ่งที่ทางฝั่งอินเตอร์ชื่นชม เพราะว่าในเกาหลีนั้นกลับมองว่าการทําสีผิวแบบนี้ของลิซ่า ถือว่าเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม เรียกได้ว่าเป็นการตั้งกระทู้ที่ค่อนข้างจะรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องราวของวัฒนธรรมและสีผิว 

ซึ่งในทางโพสต์ของกระทู้นี้ มีการบอกเอาไว้ว่าภาพถ่ายนั้นได้เผยแพร่ออกมา และดูเหมือนว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงของภาพลักษณ์ไอดอล K-POP อย่างลิซ่า ซึ่งรูปภาพนี้ลิซ่าแสดงออกด้วยความกล้าหาญและเฉียบคม พร้อมด้วยทรงผมแบบวูฟคัต และโทนสีผิวที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงนี้ทําให้เกิดความตื่นเต้นและก็เกิดชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งอาจจะพูดได้ว่าภาพหนึ่งภาพนี้ปรับเปลี่ยนมุมมองของลิซ่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง…

โดยหลายคนเชื่อว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่ภาพลักษณ์ระดับโลก ตามสไตล์คอนเซ็ปต์ที่เรียกว่า ‘Rockstar’ ที่ลิซ่าได้ปล่อยออกมา ซึ่งชาวเน็ตบางกลุ่มบอกว่าการทําแบบนี้นั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากบุคคลสําคัญ อย่างเช่น รีฮันนา หรือ บียอนเซ่ เป็นต้น เพื่อให้ภาพลักษณ์ของเพลง หรือการคัมแบ็กครั้งนี้ดูเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในโลกออนไลน์ตอนนี้ชาวเน็ตเกาหลี ได้ออกมาพูดว่าการทําผิวสีแทนหรือว่าผิวสีน้ำผึ้งของลิซ่านั้น ดูเหมือนเป็นการจุดประเด็นอย่างเรื่องของ ‘Blackfishing’ ขึ้นมารึเปล่า? 

สำหรับ ‘Blackfishing’ หากพูดกันง่าย ๆ ก็คือ การที่เรายกอัตลักษณ์ของกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งออกมาทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนาน ถ้าพูดให้เห็นภาพ อย่างเช่น ตะวันตก ชาวยุโรป ที่ทําตาหรือดึงตาให้ดูเหมือนกับตาชั้นเดียว เพื่อเป็นการล้อเลียนชาวเอเชีย รวมไปถึงการทำเมคอัพต่าง ๆ ที่แต่งหน้าแต่งกาย ทาสีผิวเพื่อเป็นสีดำ ถักเดทร็อค ซึ่งในจุด ๆ นี้ลิซ่าเคยโดนติงในเรื่องของการถักเดทร็อคมาแล้ว 1 ครั้ง ในการคัมแบ็กอย่างเพลง Money และมาตอนนี้ครั้งล่าสุดลิซ่าก็ถูกจ้องมองเกี่ยวกับเรื่องราวของการใช้สีผิวสีแทน หรือว่าสีผิวสีน้ำผึ้งนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวทั้งหมดนี้ ทางฝั่งแฟนคลับและฝั่งนักวิจารณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ก็ได้ออกมาพูดถึงว่า การพูดเชิงประมาณนี้อาจจะเป็นการพูดที่เกินจริงไปก็ได้เกี่ยวกับเรื่องราวการเหยียดสีผิว หรือการล้อเลียนของวัฒนธรรม เพราะว่าสิ่งที่ลิซ่าทํานั้น ไม่ใช่เป็นการทําเพื่อล้อเลียน หรือทำเพื่อความสนุกสนานเฮฮา แต่เป็นการทําเพื่อบริบทต่าง ๆ ของคอนเซ็ปต์ใน ‘Rockstar’ และการถ่ายภาพนั้นอาจเป็นคอนเซ็ปต์ หรือเป็นซิกเนเจอร์ของช่างแต่งภาพคนนั้นนั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีเจตนาล้อเลียน และทำการเหยียด ทั้งเชื้อชาติหรือสีผิวแต่อย่างใด 

‘รัดเกล้า-มินิ วปอ.รุ่นที่ 1’ ลงพื้นที่ภาคอีสาน 5 จว. รับฟังปัญหา ปชช. พร้อมเดินหน้าเซ็น MOU ผลักดันอุตฯ-ผลิตภัณฑ์เลือดอีสานสู่เวทีโลก

(26 มิ.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะสื่อสารของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารในอนาคต หรือ วปอ.บอ. หรือที่รู้จักกันในนาม ‘มินิ วปอ. รุ่นที่ 1’ ได้เปิดเผยกำหนดการการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 ของหลักสูตรที่มีกำหนดการเดินทางต่อเนื่อง 5 วัน ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายนจนถึง วันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2567 

โดยการเดินทางครอบคลุม 5 จังหวัดในแดนอีสาน เริ่มต้นตั้งแต่จังหวัดเลย เดินสายต่อไปที่จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย และปิดท้ายด้วยจังหวัดนครราชสีมา 

ซึ่งกำหนดการมีทั้งเนื้อหาของการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาเชิงลึก การฟังการบรรยายในหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน และผลกระทบการบริหารจัดการลุ่มแม่น้ำโขง ที่ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนที่มีต่อจังหวัดเลย ที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และเรียนรู้ถึงความกังวลใจของประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณชายแดนแม่น้ำโขงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อน เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงของประเทศลาว โดยเฉพาะชาวประมงที่จะพบเจอการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศที่ส่งผลให้มีจำนวนปลาน้อยลง จำนวนสาหร่ายเพิ่มขึ้น เป็นต้น

นางรัดเกล้า เผยเพิ่มเติมว่า วันนี้ (26 มิ.ย. 67) พลโท ศักดิ์สิทธิ์ แสงชนินทร์ ที่ปรึกษาสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กรรมการบริหารการศึกษา และ ผู้อำนวยการหลักสูตร วปอ.บอ. นำทัพเดินทางมาจังหวัดบึงกาฬเพื่อฟังการบรรยายเรื่อง ‘ประตูการค้าสู่อินโดจีน’ และคณะนักศึกษาได้ประกอบกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคม (CSR) รวมถึงการลงนามเซ็นในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) ในการให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของจังหวัดบึงกาฬไปสู่เวทีโลกภายใต้แนวคิด Connect to the future: Moving forward together ซึ่งจะเป็นการลงนามระหว่าง 5 ฝ่ายได้แก่ หลักสูตร วปอ.บอ. จังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ หอการค้าจังหวัดบึงกาฬ และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบึงกาฬ 

นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ประธานคณะกรรมการฝ่ายพัฒนาสังคม CSR นักศึกษาหลักสูตร วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 ชี้แจงภายหลังจากการร่วมลงนามใน MOU ว่า สาระสำคัญใน MOU คือการทำงานร่วมกันเชิงบูรณาการ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการของจังหวัดบึงกาฬไปสู่เวทีโลก อันจะนำไปสู่การพัฒนาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬอย่างยั่งยืน 

โดยนักศึกษา วปอ.บอ. รุ่นที่ 1 จะช่วย Connect จังหวัดบึงกาฬไปสู่อนาคตที่สดใส ภายใต้แนวคิด Moving forward together ขับเคลื่อนทำงานร่วมกันกับอีก 4 ฝ่ายในจังหวัดบึงกาฬ ผ่านการให้คำปรึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการของจังหวัดที่ประสบปัญหาในการสร้างรายได้ให้สามารถเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนและเป็นที่รู้จักในระดับประเทศและนานาชาติ ร่วมกันให้คำปรึกษาในการพัฒนาและขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยไปสู่เวทีโลก รวมถึงการขยายช่องทางการค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกันอีกด้วย

"ในอีก 2 วันที่เหลือของการเดินทาง คณะจะเดินทางไปหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) เพื่อฟังการบรรยายเกี่ยวกับ ‘การรักษาความสงบตามแม่น้ำโขง’ และ ‘การจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำทรัพยากรและผลกระทบลุ่มแม่น้ำโขง’ ตามด้วยการทำ MOU อีกฉบับร่วมกับจังหวัดหนองคาย จังหวัดอุดรธานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดหนองคาย และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ในการผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมลุ่มแม่น้ำโขงสู่เวทีโลก โดยในการลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเซ็น MOU ลักษณะเดียวกันที่จังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตากอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการลงพื้นที่ของ หลักสูตร วปอ.บอ. จะมีกำหนดการและเนื้อหาสาระที่อัดแน่น และมีการพ่วงกิจกรรมเพื่อพัฒนาสังคมทุกครั้ง เหตุเพราะหลักสูตร วปอ.บอ. นี้เป็นการรวมตัวของผู้นำแห่งอนาคตที่มุ่งหวังรวมตัวกันทำการดี เป็นการสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่ที่ต้องการร่วมกันพัฒนาประเทศไทยที่ดีขึ้น" นางรัดเกล้า กล่าวเสริม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top