Friday, 19 June 2026
NEWS FEED

ผู้ช่วยทูต กลับถิ่นสานสัมพันธ์ทัพเรือไทยมาเลเซีย แน่นแฟ้น

คณะผู้แทน ทร. โดยมี พล.ร.ต.เทพฤทธิ์ ลาภเหลือ ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายและแผน กรมยุทธการทหารเรือ อดีตผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารเรือไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และกำลังพล กองเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ 2 นาย กรมการสื่อสารและสารสนเทศทหารเรือ 1 นาย กรมยุทธการทหารเรือ 2 นาย เดินทางไปร่วมประชุม Navy to Navy Talks ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้น ณ กองบัญชาการกองเรือดำน้ำ รัฐซาบาร์ ก.บอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย 

ผลการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นสอดคล้องที่จะเสนอเพื่ออนุมัติในการแลกเปลี่ยนการศึกษาและการฝึกตามแผน การเยี่ยมเยือนและจัดกิจกรรมของ ผู้บังคับบัญชา ประจำปี (golf top ten) ตามที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ทร.มาเลเซียยังได้เปิดให้เยี่ยมชม กองเรือดำน้ำ และหน่วยบิน UAV (SCAN EAGLE) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ตามโครงการ MSI (Maritime Security Initiative) ที่ได้เคยหารือไว้จากการประชุมครั้งที่ผ่านๆ มา สรุปการดูงาน ประกอบด้วย

การเยี่ยมชมกองเรือดำน้ำ จัดให้ชมทั้งหมดประกอบ อาทิ กองบัญชาการ โรงงานซ่อมเรอดำน้ำ (ด.) และสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด อาคารฝึกกำลังพล เครื่องฝึก simulator การดำ ห้องฝึกซ่อมบำรุงเครื่องกล ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ห้องฝึกการนำเรือ ห้องฝึก ศูนย์ยุทธการ อาคารฝึกการช่วยเหลือกำลังพล ด. Submarine escape เครื่องฝึกป้องกันความเสียหาย

โดยมีข้อมูลที่สำคัญคือ ขณะนี้ ทร.มาเลเซีย สามารถฝึกกำลังพล และซ่อมบำรุง ด. ได้เองทั้งหมดเกือบ100% โดยในระยะแรกสร้างอู่ โดยใช้เงินรัฐบาลและจ้างบริษัทฝรั่งเศส ดำเนินการซ่อมบำรุง แล้วค่อยๆ สร้างบริษัท ของมาเลเซียมาทดแทน จนในปัจจุบัน บริษัท ของมาเลเซียทดแทนได้ทั้งหมด ใช้เวลาประมาณ 10 ปี มีเพียงการ refit โปรแกรมทุก 7 ปี ที่ยังต้องมี บริษัท ฝรั่งเศสช่วยบางส่วน โครงสร้างกำลังพลกองเรือ ด. ประมาณ 200 กว่านาย อู่บริษัท เอกชน 200-300 นาย ปัญหา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องกำลังพล ที่ฝึกไม่ผ่าน หาคนมาอยู่เรือ ด. ยาก ตามนิสัยมีครอบครัวใหญ่และรักครอบครัวของคนมาเลเซีย และต้องมาอยู่ เกาะบอร์เนียว ที่ไกลบ้าน

การเยี่ยมชมหน่วยบิน UAV - scan eagle นั้น ได้จัดให้ชม อุปกรณ์ทั้งหมด การควบคุมและใช้งาน การซ่อมบำรุง ข้อมูลสำคัญ ไม่แตกต่างจาก black jack ใช้จากฐานบินฝั่งเป็นหลัก เพราะอุปกรณ์ปล่อย และเก็บ UAV ใหญ่มาก ไม่สามารถเอาไปกับเรือที่ ทร.มาเลเซีย มีได้ แต่จะพัฒนาหารุ่นใหม่ ที่นำไปกับเรือได้ต่อไป เพื่อใช้ในพื้นที่ เกาะบอร์เนียวและ ทะเลจีนใต้เป็นหลัก

‘อภิศักดิ์’ ลั่น!! ไม่ได้เพิกถอนที่ดินป่าชั้นใน แต่เฉือนแค่รอบนอก เหตุเขตอุทยานไปทับซ้อนที่ทำกินชาวบ้าน เรื้อรังกว่า 40 ปี

(9 ก.ค.67) จากกรณีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดรับฟังความเห็นในการเพิกถอนพื้นทีอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งจะต้องเฉือนพื้นที่ป่า จำนวน 265,286.58 ไร่ ออกจากการเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งกรมอุทยานฯ เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม สามารถแสดงความคิดเห็นได้ผ่านเว็บไซต์ของอุทยาน ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2567 ซึ่งกระแสโซเชียลต่างเคลื่อนไหวอย่างหนัก แห่ #saveทับลาน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ล่าสุด ในโลกออนไลน์เฟซบุ๊กชื่อว่า Apisak Sukkasem หรือ นายอภิศักดิ์ สุขเกษม ตำแหน่งที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรรมการบริหารสัดส่วนภาคกลาง ที่สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย สนนท.ได้โพสต์ชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวอีกแง่มุมหนึ่ง ระบุว่า…

'เรื่องป่าทับลานนั้น ไม่ได้เพิกถอนสภาพที่ดินอุทยานในป่าชั้นในที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าที่สัตว์อาศัยอยู่นะครับ แต่เป็นการเพิกถอนแนวเขตที่อุทยานทับลานไปประกาศทับซ้อนกับที่ดินชาวบ้าน และที่ดินราชพัสดุครับ 260,000 กว่าไร่คือแนว ‘รอบนอก’ ที่เป็นปัญหามาตั้งแต่ปี 2524'

'เรื่องเพิกถอนป่าทับลานที่เป็นดรามาอยู่ตอนนี้ หาข้อมูลที่มาที่ไปดี ๆ ก่อนไปลงชื่อคัดค้านนะครับ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปค่อนข้างมาก เป็นปัญหาเรื่องการประกาศที่อุทยานทับซ้อนที่ทำกินชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 2524'

ฮือฮา!! ‘เสือดาววัยรุ่น’ โผล่กลางถนนอุทยานแก่งกระจาน  สะท้อน!! ป่ามรดกโลกอุดมสมบูรณ์-เจ้าหน้าที่ดูแลเข้มงวด

(9 ก.ค.67) หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 17.55 น. ขณะที่นักท่องเที่ยวกำลังเดินทางลงจากหน่วย กจ.4 บ้านกร่าง ระยะทางประมาณ 1 ก.ม. ได้พบเสือดาว บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 14 เมื่อประเมินจากลักษณะคาดว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น จากการสังเกตพบว่า เสือดาวตัวดังกล่าวมีลักษณะสมบูรณ์ ขนาดโตเต็มวัย ไม่มีอาการบาดเจ็บ ปรากฏตัวเดินอยู่บริเวณข้างทาง โดยไม่ตื่นตระหนกเมื่อเห็นรถยนต์ จากนั้นได้เดินเข้าป่าลึกไป สร้างความตื่นเต้นแก่นักท่องเที่ยวที่พบเป็นอย่างมาก

เสือดาวที่พบเป็นเสือดาวที่มีขนาดโตเต็มวัย มักออกมาหากินในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีรถนักท่องเที่ยววิ่งผ่านไปมา ซึ่งช่วงนี้เริ่มออกมาปรากฏตัวให้เห็นมากขึ้น เนื่องจากมีแหล่งน้ำแหล่งอาหารสมบูรณ์ ซึ่งการบันทึกภาพในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำวิจัยเป็นอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่เสือดาวจะวิ่งและกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถบันทึกภาพไว้ได้ทัน

และยังเป็นการตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามรดกโลกกลุ่มป่าแก่งกระจาน ว่ายังมีสัตว์ป่าหายาก​ที่เราสามารถพบเจอได้หลายชนิด​ ทั้งนี้ สำหรับภาพดังกล่าวที่ถูกนำมาเผยแพร่ เพียงเพื่อต้องการให้ทราบถึงการทำงานปกป้องดูแลป่า และลาดตระเวนเชิงคุณภาพอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ ที่ป้องกันภัยคุกคามในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ ซึ่งการพบเสือดาวเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยอนุรักษ์​ และเป็นเหตุที่จะวางแนวทางอย่างไรให้คนจะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน​ ต่อไป

ขอบคุณภาพ : คุณกิตติพงษ์​ งานจริง
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน - Kaeng Krachan National Park

‘หนุ่มน้อยวัย 13 ปี’ มุ่งมั่นช่วยแกะสลักเทียนพรรษา วัดโบสถ์คงคาล้อม เผย ตนใฝ่ฝันอยากเป็น ‘ช่างแกะ’ ฝีมือดี เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น

เมื่อวานนี้ (8 ก.ค. 67) ที่วัดโบสถ์คงคาล้อม ต.กระโทก อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักของชาวบ้านที่ต่างพากันเร่งหล่อ และแกะสลักต้นเทียนพรรษา เพื่อเข้าร่วมงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาประจำปี 2567 ที่เทศบาลตำบลโชคชัย จะจัดขึ้นในวันที่ 19 ก.ค.นี้ ก่อนนำไปร่วมในงานเทศกาลแห่เทียนพรรษาของจังหวัดนครราชสีมา ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค. 67

โดยขณะนี้ ขบวนต้นเทียนพรรษาของวัดโบสถ์คงคาล้อม มีความคืบหน้าไปประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากวัดแห่งนี้ ขาดหายจากงานแห่เทียนไปเกือบ 10 ปี โดยเพิ่งเริ่มต้นทำขบวนต้นเทียนพรรษาแทบทั้งหมด เพราะเพิ่งได้ช่างแกะสลักเทียนลูกหลานในหมู่บ้านกลับมาช่วย ภายหลังจากไม่มีช่างแกะสลักเทียนมานานหลายปีแล้ว แต่ที่สะดุดตาที่สุด คือ ช่างแกะสลักเทียนจูเนียร์ ที่มุ่งมั่นช่วยแกะเทียน และทำงานช่วยทุกอย่าง หลังเลิกเรียนมาก็รีบมาช่วยงานหามรุ่งหามค่ำทุกวัน

ต่อมาทราบชื่อคือ เด็กชายพัฒนศักดิ์ ต้องกระโทก อายุ 13 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนโชคชัยสามัคคี ช่างแกะเทียนจูเนียร์ ที่มีความมุ่งมั่น อยากให้ขบวนแห่เทียนของวัดดังกล่าว ได้มีโอกาสไปโชว์ในงานแห่เทียนพรรษาอีกครั้ง ภายหลังห่างหายไปนานกว่า 10 ปี

ทั้งนี้ เด็กชายพัฒนศักดิ์ ต้องกระโทก เปิดเผยว่า เห็นกิจกรรมแกะสลักเทียนพรรษามาตั้งแต่เล็ก ๆ และเคยมาช่วยหล่อเทียนกับวัดเกือบทุกปี ซึ่งก็ห่างหายไปกว่า 10 ปีแล้ว ที่วัดจะมีขบวนแห่เทียน ดีใจมากที่วัดกลับมาฟื้นฟูขบวนแห่เทียนอีกครั้ง ตนเองมีความใฝ่ฝันอยากเป็นช่างแกะเทียนที่มีฝีมือดี เพื่อจะได้มาสืบทอดประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่มีความสวยงาม และอยากเห็นคนรุ่นใหม่สนใจประเพณีวัฒนธรรม หวังสืบทอดรุ่นต่อรุ่น และเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะงานแห่เทียนพรรษาอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติประชุมเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจร งานมหรสพสมโภช เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม 2567) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยและการจราจร งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวกการจราจร งานมหรสพสมโภช เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการรักษาความปลอดภัยและการจราจร งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 พร้อมด้วยผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และผู้แทนกระทรวงคมนาคม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงวัฒนธรรม กรมประชาสัมพันธ์ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการแพทย์กรมสุขภาพจิต กรมเจ้าท่า กรมขนส่งทางบก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ การไฟฟ้าวัดเลียบ การประปานครหลวง สำนักเทศกิจ  สำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย ร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รัฐบาลได้จัดมหรสพสมโภช เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงความจงรักภักดีถวายเป็นราชสักการะ ธำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ในวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 26 ริ้วขบวนเฉลิมพระเกียรติ , การแสดงศิลปะวัฒนธรรม ดนตรีไทย ดนตรีสากลเฉลิมพระเกียรติ , นิทรรศการสวนแสง และชิม ช้อปอาหาร-ผลิตภัณฑ์ตลาดวัฒนธรรม 

สำหรับพิธีเปิดงานมีขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม 2567 เวลา 19.30 น. ณ ท้องสนามหลวง โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธี และก่อนพิธีเปิด เวลา 17.30-19.00 น. มีกิจกรรมการเดินริ้วขบวนเฉลิมพระเกียรติฯ ประกอบด้วย ริ้วขบวน 26 ขบวน ที่มีทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ ข้าราชการ ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานครและภูมิภาคต่างๆ เข้าร่วมกว่า 2,800 คน โดยใช้เส้นทางถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่บริเวณแยก จ.ป.ร. เลี้ยวขวาเข้าถนนราชดำเนินกลาง มุ่งหน้าบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งจะมีการใช้ช่องการจราจรบางส่วนในการเดินขบวน อาจส่งผลให้การจราจรมีความหนาแน่น ขอให้พี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงในห้วงเวลาและเส้นทางดังกล่าว

ส่วนการจัดการจราจรเส้นทางรอบท้องสนามหลวง ระหว่างการจัดงานมหรสพสมโภช 11 – 15 กรกฎาคม 2567 ประชาชนสามารถใช้เส้นทางเดิมได้ปกติ โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน หรือขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง โดยขอให้ใช้เส้นทางอื่นเพื่อความสะดวกในการบริการจัดการจราจร 

การให้บริการประชาชนที่นำรถส่วนตัวมาในงาน ได้มีการจัดพื้นที่จอดรถไว้ที่ลานจอดรถท้องสนามหลวงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 12-15 กรกฎาคม 2567 รองรับได้ 400 คัน และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ยังได้จัดรถให้บริการรับ-ส่งประชาชนฟรี ตลอดงาน ตั้งแต่เวลา 12.00 - 22.00 น. จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ อนุสาวรีย์ชัย-สนามหลวง , วงเวียนใหญ่-สนามหลวง , สายใต้ใหม่-สนามหลวง , หมอชิต-สนามหลวง และสนามหลวง -ท่าเตียน-ท่าช้าง  

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ทศมินทรราชา 72 พรรษา มหาวชิราลงกรณ” ตลาดวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ชมการแสดงเวทีย่อย (การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงพื้นบ้าน) และชมการสาธิต อาหารย้อนยุคและมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วิจิตรตระการตาและตื่นตาตื่นใจกับสวนแสงเฉลิมพระเกียรติ “มหาทศมินทรราชา” ระหว่างวันที่ 11-15 กรกฎาคม 2567 ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ภายในงานมหรสพสมโภช เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

สมาคมแม่บ้านตำรวจมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ชุมชนตรอกโพธิ์ เยาวราช

เมื่อวานนี้ (8 กรกฎาคม 2567) เวลา 15.00 น. คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ พร้อมด้วยคุณดรุณวรรณ พึ่งทรัพย์ ประธานชมรมแม่บ้านตำรวจนครบาล และคณะแม่บ้านตำรวจนครบาล ลงพื้นที่วัดสัมพันธวงศารามวรวิหาร (วัดเกาะ) เพื่อนำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยจากเหตุเพลิงไหม้ภายในชุมชนตรอกโพธิ์ ถนนเยาวราช แขวงสัมพันธ์วงศ์ เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับเสียหายจำนวนมากไม่มีที่พักอาศัย และต้องการความช่วยเหลือโดยเร่งด่วน 

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจขอเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ในการจัดหาสิ่งของที่จำเป็นพื้นฐานต่างๆ และสิ่งของที่ผู้ประสบภัยต้องการ มามอบให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ และในอนาคต หากสมาคมแม่บ้านตำรวจสามารถช่วยเหลือในส่วนใดได้มากขึ้น ยินดีสนับสนุน และวันนี้สมาคมแม่บ้านตำรวจขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ท่าน ให้มีกำลังกาย กำลังใจ และขอเป็นกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจทุกนายที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ อาจจะเหนื่อยแต่ทำเพื่อชุมชนของตำรวจท้องที่ และประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย

อัปเดต ‘พ่อค้าหนุ่ม’ ไลฟ์สดขายรองเท้า 2 ปี คนดูไม่เกิน 5 คน ปัจจุบันชีวิตเปลี่ยน-ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ชาวเน็ตแห่ร่วมยินดี

(9 ก.ค. 67) ชาวเน็ตจำนวนมาก ต่างพากันแสดงความยินดีกับหนุ่มพ่อค้าไลฟ์สดขายรองเท้ามือสอง 2 ปี มีคนดูไม่เกิน 5 คน จนกลายเป็นคลิปไวรัลในโซเชียล

มีสื่อต่าง ๆ หลายสำนักมานำเสนอ ซึ่งปัจจุบันชีวิตของพ่อค้าดังกล่าวคือ นายไพลิน จ่อยสาครู หรือน้องปื๊ด เปลี่ยนไปอย่างมาก

ล่าสุด น้องปื๊ด ได้ออกมาอวดภาพบ้านหลังงามที่เพิ่งสร้างใหม่ได้อย่างสวยงามกว้างขวาง มีญาติพี่น้องมาแสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

โดยเป็นภาพบรรยากาศพิธีขึ้นบ้านใหม่ มีการเชิญพระ มีญาติพี่น้องมาร่วมยินดี โดยเพจรองเท้ามือสองของแท้ P&N ได้โพสต์ภาพบรรยากาศพร้อมข้อความระบุว่า…

“วันนี้ฤกษ์ดี ทำพิธีขึ้นบ้านใหม่แบบอีสานบ้านเรา ให้อยู่เย็นเป็นสุข สงบ บ้านนี้อยู่แล้วรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอบคุณพี่ ๆ ที่ ซัปพอร์ตมาโดยตลอด

ขอบคุณพี่ชมพู่เพจ Kunchom เสื้อผ้าแบรนด์เนม จุดเริ่มต้นที่ทำให้มีคนรู้จักเยอะขนาดนี้ #ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมแสดงความยินดีด้วย

‘ดาวติ๊กต็อก’ โดนถล่มยับ!! ถ่ายคอนเทนต์เยาวราชตอนไฟไหม้ ไม่สนแม้ข้างหลังควันสีดำพวยพุ่ง - รถฉุกเฉินจอดจำนวนมาก

(9 ก.ค.67) จากกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ชุมชนตรอกโพธิ์ เยาวราชที่ผ่านมานั้น มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 66 หลังคาเรือน ลุกลามโรงแรม-ร้านอาหาร และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย

โดยในโลกออนไลน์ มีการแชร์คลิปของดาวติ๊กต็อก ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.4 ล้านคน ไปถ่ายคอนเทนต์ตามรอยลิซ่า ในขณะที่ด้านหลังกำลังมีเหตุไฟไหม้ ควันสีดำพวยพุ่งเต็มท้องฟ้า มีรถกู้ภัย และรถพยาบาล เปิดสัญญาณไฟ และมีจังหวะหนึ่งในคลิปจะเห็นรถ จยย.ของเจ้าหน้าที่ ต้องขี่หลบดาวติ๊กต็อก ที่กำลังเดินขวางทางอยู่

จากคลิปหญิงสาวได้ถ่ายคลิปขณะที่ด้านหลังมีฉากเป็นไฟไหม้เยาวราช มีรถฉุกเฉินจอดอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเหมือนว่าขณะนั้นมีการปิดการจราจรจนสามารถไปยืนถ่ายกลางถนนได้ในบางช่วง โดยจะเห็นว่าตอนนั้นมีนักท่องเที่ยวและผู้คนเหลืออยู่เพียงบางตา เพราะจุดดังกล่าวใกล้กับเหตุไฟไหม้และมีควันลอยเป็นจำนวนมาก โดยก่อนคลิปนี้ หญิงรายดังกล่าวได้ลงคลิปเล่าว่า "คนบาปมาถ่ายรูปค่ะ เยาวราชไฟไหม้ (หัวเราะ) นี่คือไซด์เอฟเฟกต์อย่างแท้จริง"

หลังจากคลิปนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยวิจารณ์ว่าเป็นคอนเทนต์ที่ดูจะไม่เหมาะสม เพราะกลายเป็นเหมือนว่า ทั้งที่เกิดเหตุแบบนี้ แต่ยังกลับเลือกจะถ่ายในเชิงมีความสุข เป็นการทำคอนเทนต์บนความทุกข์ของคนอื่นหรือไม่

ต่อมา เจ้าของช่อง TikTok ดังกล่าว อัดคลิปชี้แจง ระบุว่า "หนูจะขอน้อมรับคำติชมและคำแนะนำมาปรับปรุงตัวเองต่อไป ขอโทษจากใจจริง ๆ ค่ะ" โดยกล่าวว่า หนูอยากขอโทษกับการกระทำของหนูกับคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมเลย ทำให้โซเชียลอาจไม่พอใจกับการกระทำของหนูกับเรื่องที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี ขอโทษจากใจ และจะนำไปเป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิต ขอน้อมรับคำติชม และส่งกำลังใจให้ผู้เสียหาย รวมทั้งชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยจากนี้จะคิดไตร่ตรองก่อนจะลงเนื้อหา ตัวหนูเองอยากจะขอโทษมากๆ ในการกระทำครั้งนี้

ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า มอบเงินสนับสนุนสร้างขาเทียม ผ่านมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์

วันที่ 9 กรกฎาคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รับมอบเงิน จำนวน 100,000 บาท จากนายอภิชาต ลี้อิสสระนุกูล ประธานกรรมการ บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ณ  บริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า  จำกัด ถ.บางพูน - รังสิต ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี 

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์และคณะได้มารับมอบเงินจาก ผู้บริหารบริษัทไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า เพื่อส่งต่อไปยังมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำหรับใช้จัดซื้อวัสดุ อุปกรณ์ในการผลิตขาเทียมให้แก่ผู้พิการยากไร้ทั่วประเทศ ในการจัดทําขาเทียมพระราชทานให้แก่คนพิการขาขาด เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภา ทั้งนี้จะมีกิจกรรมการออกหน่วยขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 169 ณ จังหวัดนครปฐม ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 กรกฎาคม 2567 ณ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหารนี้

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ขอขอบคุณผู้บริหารบริษัทไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัดเป็นอย่างสูงและขอร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการส่งต่อน้ำใจที่จะช่วยดูแลและตอบแทนสังคมไทย ให้ผู้พิการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ตามปณิธานของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระเมตตาคุณอันล้นพ้นต่อพสกนิกรคนพิการที่ยากไร้ โดยมิได้คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ มอบขาเทียมฟรีให้ผู้พิการทุกคนเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

สำหรับบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) ผู้บริจาคเงินสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นสถานประกอบกิจการประเภทนำเข้าและจำหน่ายหลอดไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่างสำหรับยานพาหนะ ทั้งนี้ บริษัท ฯ ได้มีกิจกรรมในการช่วยเหลือผู้ยากไร้หรือประสบภัยในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังร่วมมือกับมูลนิธิการกุศลต่างๆ ในการบริจาคของ อุปโภคบริโภค รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น ให้กับประชาชนในพื้นที่และนอกพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นตามเจตนารมณ์ของบริษัท

มูลนิธิต้านโกง” ชู “ดร.เอก์” บุคคลดีเด่นด้านต่อต้านการทุจริต “วิชา”ตอกย้ำ“กรีนคอร์รัปชั่น”มหันตภัยร้ายทำลายโลก ห่วงระบบยุติธรรมถูกทำลาย เปิดช่องกินบ้านกินเมือง

ที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารอเนกประสงค์ สถาบันป้องกันราชอาณาจักร (สปท.) ถนนวิภาวดีฯ เมื่อวันที่ 8 ก.ค.67  มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ได้จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันครบรอบ 9 ปี การจัดตั้งมูลนิธิต่อต้านการทุจริต และมอบรางวัลองค์กรและบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต ประจำปี 2567 (Anti–Corruption Awards 2024) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต เป็นประธานในพิธี

โดย ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวแสดงความยินดีกับองค์กรและบุคคลที่ได้รับรางวัลฯ ว่า หน่วยงานองค์กร และบุคคลที่ได้รับรางวัลเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาต้องทำงานด้วยความอดทน ยากลำบาก โดยไม่ได้มุ่งหวังสิ่งตอบแทน รางวัลที่ได้รับจึงเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนสร้างความโปร่งใสให้กับบ้านเมืองปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น

สถานการณ์คอร์รัปชั่นที่น่าหวาดกลัวและเป็นภัยคุกคามต่อชาวโลก ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประเทศหนึ่งประเทศใดนั้น คือการทุจริตได้ทำลายสิ่งแวดล้อม (กรีนคอร์รัปชั่น) ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในโลก การตัดไม้ทำลายป่าทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้โลกวิปริตไปหมด ทั้งยุโรป อเมริกา มีแนวโน้มภัยพิบัติที่รุนแรง ส่งผลกระทบต่อชีวิตการดำรงชีวิตของมนุษย์ เกิดโรคอุบัติใหม่ ซึ่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว  ฉะนั้นต้องเร่งปลูกฝังให้เยาวชนทุกคนตระหนักรู้รักษาผลประโยชน์ของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา ยังแสดงความห่วงใยต่อการทำลายระบบยุติธรรม ว่า การทุจริตนั้นบั่นทอนความเจริญของเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถไปช่วยเหลือคนยากจนที่ด้อยโอกาสได้  โครงการช่วยเหลือสังคม  ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ถูกนักการเมืองทุจริตแกร่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์ไปอย่างน่าเศร้าสลดใจ ทั้งนี้องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)  ได้เรียกร้องให้ไทยยุติทำลายระบบยุติธรรม และเห็นว่าการทำลายระบบยุติธรรมเป็นพวกตะกละตะกลาม (greedily) เป็นพวกกินบ้านกินเมือง

ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ต้องต่อสู้กับกระบวนการทุจริตที่เผชิญกับการถูกฟ้องปิดปาก (SLAPP)  ดังนั้นจึงต้องเร่งผลักดันให้มีการแก้กฎหมาย เพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากสื่อมวลชน ตลอดจนภาคประชาชนโดยเร็ววัน

“มูลนิธิต่อต้านการทจริตได้ขับเคลื่อนกิจกรรมต่อต้านทุจริตและปลูกฝังหลักธรรมาภิบาลมาเป็นเวลา 9 ปีเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว ขอเรียกร้องให้องค์กรและบุคคลที่ได้รับรางวัลอย่าท้อถอย เราต้องร่วมกันยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไป เร่งเพาะบ่มปลูกฝังเด็กเยาวชนให้เห็นถึงภัยอันตรายการคอร์รัปชั่น ให้เขาเหล่านั้นเป็นอนาคตของบ้านเมืองที่เข้มแข็งสืบไป” ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวทิ้งท้าย ด้าน ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) และประธานสภาธรรมาภิบาลสื่อมวลชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีและภูมิใจที่มูลนิธิต่อต้านการทุจริตได้มอบรางวัลอันทรงคุณค่า “บุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริต” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่สื่อที่ดี พร้อมสานต่อเจตนารมณ์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในการสร้างความสุจริตให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยจะร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรและรัฐบาลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการก็จะไม่ย่อท้อต่อสู้กับขบวนการมิชอบอย่างไม่หยุดยั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจาก ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) และประธานสภาธรรมาภิบาลสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริตแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญได้รับรางวัลอีก 2 ท่าน ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคลม เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน และนายสุทธิรักษ์ ยังยิ้ม หัวหน้ากองประจำการรถไฟฯ สำนักงานอาณาบาล การรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนรางวัลองค์กรดีเด่นด้านการต่อต้านการทุจริตมี 3 องค์กร ได้แก่ ภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ,บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุภาพ(สสส.)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top