Sunday, 14 June 2026
NEWS FEED

‘ชาวเน็ต’ ติง!! ‘เพจท่องเที่ยว’ หลังแปะสติกเกอร์บนเสาเหล็กภูเขาฟูจิ ชี้!! ‘การเคารพ-ให้เกียรติสถานที่’ เป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวควรทำ

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค. 67) กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อเพจเฟซบุ๊กท่องเที่ยว ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 37,000 คน ได้เผยภาพโมเมนต์แฟนหนุ่มคุกเข่าขอแต่งงานบนยอดเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยได้โพสต์ภาพที่ลูกเพจทักอินบ็อกซ์มาชื่นชมด้วยที่เจ้าของเพจนำสติกเกอร์ข้อความเดียวกับชื่อเพจไปติดบนเสาที่ใช้กั้นเขตทางเดินบนภูเขาฟูจิ

ภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง มีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างมากว่าเป็นการกระทำที่อาจจะไม่เหมาะสมหรือไม่ บ้างก็มองว่าเป็นเพจท่องเที่ยวอาจจะต้องมีการศึกษากติกาก่อนว่าทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ ภูเขาฟูจิ และเสาโทริอิ ยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวญี่ปุ่นด้วย แม้จะอ้างว่าสอบถามคนแถวนั้นก่อนติดแล้ว แต่จริง ๆ อาจจะต้องขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่หรือไม่

- อ้างว่าได้ขออนุญาตจากร้านค้าแถวนั้นแล้ว พอติดเสร็จก็เอาออกเลย (แต่ก็ไม่รู้ว่าได้แกะออกจริงหรือเปล่า) ประเด็นสำคัญคือ คุณไม่ควรคิดที่จะไปติดตรงนั้นตั้งแต่แรกแล้ว แค่คิดก็ผิดแล้ว การเคารพการให้เกียรติต่อสถานที่ เป็นเรื่องที่ควรทำสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะเหมือนเป็นการให้เกียรติกับตัวเองด้วย
- ตอนเที่ยวไม่ได้ศึกษาก่อนเหรอว่าอันไหนสมควรหรือไม่?
- เมื่อคืนเจอดรามาในต็อก ๆ แต่หาต้นตอไม่เจอ ตอนนี้เจอละ
- แบบนี้ก็เคยเป็นข่าวแล้วไม่ใช่หรอ อย่างว่าอุทาหรณ์ ไม่ได้มีไว้สอนคนจริง ๆ

ทั้งนี้ ทางเจ้าของเพจได้ชี้แจงว่า “ขออนุญาตเจ้าหน้าที่แล้ว เป็นพื้นที่ที่เขาสามารถติดได้ และไม่ใช่พลอยติดคนเดียว ท่านอื่น ๆ ขอติดได้ ลองขึ้นไปถึงจุดติด พอครบ 1 ปีจะแกะออกตามปกติ ขอบคุณและน้อมรับ”

ล่าสุดโพสต์ดังกล่าวถูกลบ และเพจไปเที่ยวกับพลอยมั้ย PlayLand ได้ปิดไปแล้ว

'กรมอุทยานฯ' สานต่อความสำเร็จจับมือเครือข่ายภาคปชช. มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า ย้ายลิงเมืองเพชรรอบที่ 3 ดร.ยุทธพล ติ้งพ่อเมืองเพชรควรออกมาช่วยกันแก้ปัญหา

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.67) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในฐานะประธานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่องย้ายลิงสู่ที่พักพิงใหม่ ครั้งที่ 3 ภายใต้โครงการแก้ไขปัญหาลิงล้นเมืองเพชรบุรี โดยมี นายสมเจตน์ จันทนา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี 

พร้อมด้วย อำนวยการส่วน หัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม และเจ้าหน้าที่ น.ส.จันทร์แสง สร้างนานอก ประธานมูลนิธิเพื่อสัตว์ป่า นายเอ็ดวิน เจ วิค เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า หัวหน้าส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยรอบเขาวังเพชรบุรีเข้าร่วมในพิธีกว่า 300 คน ครั้งนี้ได้ดำเนินการเคลื่อนย้ายลิงแสมบริเวณโดยรอบเขาวังเพชรบุรี (พระนครคีรี) เป็นครั้งที่ 3 เพิ่มอีกจำนวน 156 ตัว เคลื่อนย้ายทั้ง 3 ครั้งร่วม 565 ตัว ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าฯได้จัดเตรียมกรงพักพิงลิงที่ได้รับการสนับสนุนและจัดสร้างโดยมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า บนพื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร ภายในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ไว้เป็นสถานที่สำหรับพักพิงลิงแสม โดยได้นำลิงแสมที่เคลื่อนย้ายในวันนี้ นำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดความก้าวร้าว รุนแรง พร้อมได้จัดทีมสัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติฯ มาทำการตรวจสุขภาพและดำเนินการทำหมันลิงแสม เพื่อเป็นการควบคุมประชากรลิง ไปพร้อมกันด้วย 

ทั้งนี้เมื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลิงแสมแล้ว ก็จะได้หาแหล่งที่อยู่ที่เหมาะสมในการปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งยึดถือเป้าหมายที่สำคัญคือการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่เกิดจากการรบกวนของลิงแสมของจังหวัดเพชรบุรี  ถือว่าเป็นโครงการนำร่องที่ประสบผลสำเร็จ นำไปใช้เป็นโมเดลให้กับจังหวัดอื่นๆในการแก้ปัญหาลิงล้นเมืองได้

ด้าน ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ในฐานะประธานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า 
รอบนี้เป็นรอบที่ 3 แล้ว รอบแรก 200 ตัว รอบที่สอง 200 ตัว รอบที่สามก็ยากได้ 200 ตัว แต่เนื่องจากกรงที่มีอยู่ค้อนข้างแออัด รอบที่สามนี้จึงได้แค่ 156 ตัว โดยละแวกตัวเมืองเพชรบุรีคงคลี่คลายปัญหาลิงล้นเมืองไปได้เยอะ สิ่งที่ชาวเพชรบุรีต้องการจริงๆคือท้องถิ่นต้องเข้ามาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่  ไม่ใช้ให้มูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า และกรมอุทยานฯเดินหน้าแก้ไขปัญหาตามลำพัง หากท้องถิ่นเข้ามาร่วมช่วยแก้ปัญหา จัดสรรงบประมาณในพื้นที่ก็จะรวดเร็วกว่าไปของบส่วนกลางมาดำเนินการ กฎหมายระเบียบต่างๆทางรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้ท้องถิ่นได้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาลิงร่วมกับกรมอุทยานไปแล้ว ปัญหาจะได้คลี่คล้ายลง หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือพื้นที่ อ.บ.ต.เทศบาลไหน ไม่มีงบประมาณเพียงพอ ก็สามารถจะได้รับงบประมาณสนับสนุนหรืออุดหนุน จากองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือทางจังหวัดเพชรบุรี ได้อยู่แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญส่งผลกระทบต่อเศรฐกิจ กระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชนชาวเพชรบุรี จึงวอนท้องถิ่นให้เข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป  

‘หนุ่มใหญ่รัสเซีย’ สูญทั้ง ‘เงิน-บ้าน-รถ’ ต้องมาสู้ชีวิตที่ จ.ภูเก็ต หลังแยกทางภรรยา เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว วอน!! คนใจดีช่วยหางานทำ

(15 ส.ค. 67) Phuket Times เผยข้อมูลของ Mr. Oleg Magdeev ซึ่งระบุว่าตนเป็นชาวรัสเซีย อายุ 57 ปี มาทำงานอยู่ จ.ภูเก็ต โดยขับเรือยนต์ขนาด 60 ฟุต เป็นเวลา 4 ปี แต่ในช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิด เกิดวิกฤติ ตนได้ขายบ้าน และย้ายไปอยู่ที่ จ.ชัยนาท สร้างบ้านในที่ดินภรรยา (จดทะเบียน) และซื้อรถใช้ชื่อภรรยา ปัจจุบันรถถูกยึด ภรรยาเอารถไปไว้ไฟแนนซ์ไม่ผ่อนรถเลยถูกยึด ปัจจุบันแยกกันอยู่กับภรรยา

ปัจจุบันมาขอเช่าบ้านอยู่แถว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต แต่ไม่ได้จ่ายค่าเช่ามาหลายเดือนแล้ว ขอเช่ารถจักรยานยนต์เพื่อได้พาลูกไปโรงเรียนและได้ค้างค่าเช่ามาหลายเดือนแล้วเช่นกัน ปัจจุบันลูกชายอายุ 5 ปีอยู่ชั้นอนุบาล

ตอนนี้ต้องการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูบุตร โดย Mr. Oleg มีความสามารถดังนี้ ขับเรือยนต์ และซ่อมเรือขนาดไม่เกิน 60 ฟุต แต่ปัจจุบันใบอายุใบขับขี่เรือขาดอายุ มีความสามารถในการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น หม้อหุงข้าว พัดลม ตู้เย็น  ปั๊มน้ำ และระบบไฟฟ้า

ตอนนี้ ผู้เช่าก็ให้พักอยู่ แม้ยังไม่มีเงินจ่าย และทราบว่าก็ไปต่อจั้มวีซ่าที่ระนอง ตอนนี้อยากทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อจะได้มีงานทำ เริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูก

บ.ไหน หรือท่านใดอยากช่วยเหลืออนุเคราะห์ สามารถติดต่อไปได้ที่คุณเอกวิทย์ สุรัตวดี 090-485-8422

‘เศรษฐา’ เคลื่อนไหวผ่าน X หลังพ้นสถานะ ‘นายกฯ’ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใหม่ สวมถุงเท้าแดง-มีสุนัขตัวโปรด

(15 ส.ค. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใหม่หลังจากพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี โดยในแอปพลิเคชัน X หรือ ทวิตเตอร์ ได้ใส่แฮชแท็กว่า #NewProfilePic โดยรูปภาพดังกล่าวเป็นรูปในลักษณะพักผ่อนอิริยาบถสบาย ๆ นั่งอยู่กับสุนัขตัวโปรด โดยในรูปนายเศรษฐาสวมถุงเท้าสีแดง ซึ่งเป็นสีที่เจ้าตัวชื่นชอบ

ทางด้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายเศรษฐา ได้มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก อาทิ เป็นกำลังใจให้ท่านนายกค่ะรู้สึกเสียดาย, ท่านคือแบบอย่างที่ดีงามในทุกด้าน, นายกที่ขยันและแข็งแกร่งที่สุด นายกในดวงใจค่ะ my role model,นายกที่ทำงานเยอะที่สุด คนนึง ใจเย็น พูดจาดีไพเราะ และเก่งมาก ๆ คนหนึ่ง เสียดายค่ะ และ ขอบคุณการทำงานอย่างหนักเพื่อประเทศชาติในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาครับ เป็นต้น

โดยวันนี้บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในเช้าวันเดียวกันนี้ เป็นไปอย่างเงียบเหงามีเพียงบรรดาสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ และข้าราชการที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ในส่วนของนักการเมืองยังไม่มีบุคคลใดเข้ามา 

ส่วนบรรยากาศบนตึกไทยคู่ฟ้า ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ประตูยังคงปิดเงียบไม่มีบุคคลใดเข้าและออก  และในเวลา 14.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการรมว.พาณิชย์ ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีรักษาการเป็นครั้งแรกที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล

'สมภพ' แนะ!! คนไทยบางกลุ่มที่กำลังสิ้นหวังกับประเทศไทย อย่าฝืนใจทนทุกข์ต่อไป แต่ 'สละสัญชาติ-ความเป็นคนไทย' ก่อน

(15 ส.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'Sompob Pordi' ของ นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความแนะนำ 'เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน' ที่นำเสนอเนื้อหาในหัวข้อ #วันที่บ้านดูไร้ความหวัง ระบุว่า...

วันนี้เรียกหาเด็กเก่ง เด็กดี

วันก่อนเห็นบอกว่า...
- อย่าสอนให้ปลาขึ้นต้นไม้
- อย่ากดดันเด็กเรื่องเรียน
- อย่าสอบวัดผลการเรียนของเด็ก
- อย่าบังคับฝืนใจเด็กด้วยเครื่องแบบ ทรงผม
- อย่าลงโทษเด็กเมื่อทำผิด
ฯลฯ

เด็กเก่ง เด็กดี ไม่ได้เกิดขึ้นเองจากอากาศธาตุ ต้องใช้เวลาสร้าง ต้องใช้ความรู้สติปัญญา ความรัก ความใส่ใจ ดูแล อบรม สั่งสอน ปลูกฝัง

เด็กเก่ง เด็กดี ไม่ใช่เด็กที่อ่อนแอ อ่อนไหว ใจเสาะ เปราะบาง เหมือนแก้วเจียระไน ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่รู้จักกฎ ไม่ยอมรับกติกา ไร้วินัย ไม่มีมารยาท ไม่รู้จักกาลเทศะ เนรคุณ ชังชาติ ดูถูกดูแคลน เหยียดหยามแผ่นดินเกิด

คนไทยคนไหนใครสิ้นหวัง ไม่ว่าจะหัวหงอกหัวดำก็ไปซะเถอะ อย่าฝืนใจต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ต่อเลย สละสัญชาติ สละความเป็นคนไทยก่อนด้วย

แล้วให้คนที่ไม่สิ้นหวัง ที่เคยช่วยกันสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างโรงเรียน สร้างโรงพยาบาล สร้างถนน รถไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน ไฟฟ้า ประปา โทรคมนาคม สร้างศิลปวัฒนธรรม สร้างความเป็นไทย ที่คนทั้งโลกเขาเห็น เขาชื่นชม สร้างต่อไป

แต่ขอว่าอย่ากลับมาละกัน

จัดยิ่งใหญ่! สถาบันพระปกเกล้า-วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เปิดสนามศุภชลาศัย เตรียมระเบิดศึก ฟุตบอลประเพณี “รักเมืองไทย” ครั้งที่ 2

เมื่อวานนี้ (14 ส.ค.67) ที่ โรงแรม Siam At Siam Hotel รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการ ในฐานะ (ผู้แทนเลขาธิการ) สถาบันพระปกเกล้า พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร คุณอรรถพล เสื้อคำรณ ประธานจัดงาน ปปร.27 พล.ท.ฐิตวัชร์ เสถียรทิพย์ อดีตประธานรุ่น และประธานที่ปรึกษา วปอ.66 คุณวิกร ภูวพัชร์ ประธานจัดงาน วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ หัวหน้าทีมฟุตบอล สถาบันพระปกเกล้า และ พลเรือตรี วิชาญ วันทนี่ยกุล หัวหน้าทีมฟุตบอล วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ร่วมแถลงข่าวการแข่งขันฟุตบอลประเพณี "รักเมืองไทย" ครั้งที่ 2 โดย สถาบันพระปกเกล้า และ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาฯ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า กิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อ และสร้างจิตสำนึกให้สังคมเห็นถึงความปรองดองสมานฉันท์ นำพาประเทศ ก้าวข้ามความขัดแย้งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ เนื่องจากทั้ง 2 สถาบัน เป็นสถาบันหลักของประเทศที่ให้ความรู้ และผลิตบุคลากรของชาติ ระดับคุณภาพอย่างมากมาย ซึ่งการแข่งขัน ยึดรูปแบบฟุตบอลประเพณี "จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์" ที่โด่งดังมาช้านาน เป็นโมเดล

ด้าน พล.ท.ทักษิณ สิริสิงห ผู้อำนวยการ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
เปิดเผยว่า การแข่งขันฟุตบอลประเพณี “รักเมืองไทย” ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจากความสำเร็จจากกิจกรรมครั้งที่ 1 เป็นการสร้างโอกาสให้นักศึกษาในอดีตและปัจจุบันของทั้งสองสถาบัน ได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น พร้อมเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านประชาธิปไตยและความปรองดองในสังคม ผ่านกีฬาฟุตบอลเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ 

งานนี้เป็นความร่วมมือจากนักศึกษาทั้ง 2 สถาบัน โดยเฉพาะ นักศึกษาหลักสูตร ปปร. รุ่น 27 และ วปอ. รุ่น 66 ที่เป็นเหมือนเจ้าภาพและแกนหลักการจัดงาน รวมถึงพลังความร่วมมือจากนักศึกษาหลักสูตรต่างๆจากสองสถาบัน อาทิ สสสส. ปรม. ปศส. ปนป. SML วปอ.บอ.

ทางด้าน คุณวิกร ภูวพัชร์ ประธานจัดงาน วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เปิดเผยว่า การแข่งขันฟตบอลประเพณี "รักเมืองไทย" ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2566 ณ สนามศุภชลาศัย กรีทาสถานแห่งชาติ แข่งขันกัน 2 ประเภท คือ Junior กับ Senior ในครั้งนี้มีการแข่งขันประเภท Young เพิ่มเข้ามา เพื่อผลักดันคนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถในทางกีฬา และเพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของรุ่นก่อน สืบไปในอนาคต

คุณอรรถพล เสื้อคำรณ ประธานจัดงาน ปปร.27 เปิดเผยว่า ฟุตบอลประเพณี "รักเมืองไทย" ครั้งที่ 2 เริ่มแข่งขันวันอาทิตย์ที่ 1 กันยายน พ.ศ.2567 ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่เวลา 15:30 น. จะมีการแข่งขันฟุตบอลคู่แรก ประเภท Young และการแข่งขันฟุตบอลคู่ที่ 2 ประเภท Junior ในเวลา 16.45 น. และจะทำพิธีเปิดการแข่งขันพร้อมการแสดงขบวนพาเหรดของศิษย์ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร - สถาบันพระปกเกล้า และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน ก่อนจะมีการแข่งขันฟุตบอลคู่ที่สาม ประเภท Senior ในเวลา 19.00 น และพิธีมอบรางวัล ในเวลา 20.35 น.

‘ชาวเน็ต’ อึ้ง!! หลังเจอประกาศรับสมัครงานตำแหน่งแอดมิน ฐานเงินเดือน 5,000 บาท ทำงาน 14 ชม. หยุดเดือนละ 2 วัน

(14 ส.ค. 67) กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันทีเมื่อเพจเฟซบุ๊ก 'Thai Work From Home งานประจำทำที่บ้าน' ที่มีผู้ติดตาม 2.2 แสนราย หลังจากที่มีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ประกาศหาพนักงานพร้อมระบุคุณสมบัติว่า…

"‼️รับสมัครแอดมิน Work from anywhere‼️ แอดมินร้าน skincare (งานจริง ไม่ใช่มิจฉาชีพ) ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ 

>> หน้าที่
1. เวลางาน 8.00-22.00
2. ตอบแชทลูกค้าเร็ว ภายใน 5 นาที ไม่ดองแชท
3. รับออเดอร์ ให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ เชียร์ขายสินค้า
4. อัปเดตสต็อกสินค้า
5. ลงสินค้าในกลุ่มไลน์
6. งานอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย เช่น แต่งภาพรูปสินค้า ตัดต่อวิดีโอง่าย ๆ คิดแคปชันขายสินค้า รวบรวมข้อมูลลูกค้า

>> คุณสมบัติ 
1. เพศ ญ. / LGBTQ+
2. อายุ 20-30 ปี ไม่มีภาระทางการเรียน
3. ไม่ทำงานอื่นหรือเป็นแอดมินร้านอื่น เนื่องจากลูกค้าทักมาทั้งวัน
4. จบการศึกษาขั้นต่ำ ม.6
5. อ่านภาษาอังกฤษได้ เนื่องจากชื่อสินค้าทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ
6. ตอบแชทไวภายใน 5 นาที ไม่ดองแชท ทั้งกับลูกค้าและเจ้าของร้าน ในเวลางาน 8.00-22.00 ต้องตามตัวได้ตลอด
7. มีมารยาท สุภาพ ใจเย็น สามารถทำงานภายใต้คำสั่งได้ดี
8. ใช้โปรแกรม excel, google sheet พื้นฐานได้ (แค่พื้นฐานจริง ๆ คับ แค่ใส่สต็อกง่าย ๆ)
9. หากสามารถแต่งรูปสินค้าได้ หรือตัดต่อวิดีโอได้ จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
10. สามารถเริ่มงานได้ทันที (มีการสอนงานให้เบื้องต้น)

>> ผลตอบแทน
1. เงินเดือน 5,000 + ค่าคอมมิสชั่น ยิ่งเชียร์ขายมาก ยิ่งได้ค่าคอมมาก (รวมแล้วประมาณ 6,500-9,000)
2. วันหยุด เดือนละ 2 วัน

งานนี้ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์สนั่น อาทิเช่น เงินเดือนนี่พิมพ์เลข 1 ที่อยู่หน้าเลข 5 ตกไปปะคะ ช็อคเลย คุณสมบัติที่ต้องการเยอะมาก แต่เงินเดือน, ทำงาน 14 ชม. ต้องตามตัวได้ตลอด เงินเดือน 5,000, รวมค่าคอมด้วย ยังไม่ถึง 10,000 ทำ 14 ชม. หยุดเดือนละ 2 วัน ทำที่ไหนก็ได้ ค่าเน็ต ค่าไฟชาร์จแบต พนักงานจัดการเองหรอคะ ว้าวมาก

รรท.รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนงานพิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง ยกระดับกระบวนการคัดกรองบุคคลกลุ่มเสี่ยงเหยื่อค้ามนุษย์

วันนี้ ที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.(มค) เปิดเผยว่า ตามนโยบายรัฐบาล ที่ตระหนักและให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาการกระทำผิดเกี่ยวกับเด็ก สตรี ครอบครัว และภาคประมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมกับการนำประเทศไทยไปสู่ระดับ Tier 1 โดยมุ่งหวังให้ ตร. มีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาล มาสู่การปฏิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) และมอบหมายให้ พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร.รรท.รอง ผบ.ตร.(มค) เป็น ผอ.ศพดส.ตร. เพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

พล.ต.ท.ประจวบฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกระบวนการคัดกรองบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ณ ฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาเข้าและฝ่ายพิธีการเข้าเมือง ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า (โซน 1) และฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก ชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออก (โซน 2) ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จว.สมุทรปราการ โดยมี ผู้แทน บก.ตม.2 และ ผกก.ในสังกัด ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าร่วม โดยได้กำชับให้ยึดถือขั้นตอนการปฏิบัติตามกลไกการส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM (National Referral Mechanism) ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (Victim-Centered Approach) คำนึงถึงบาดแผลทางใจของผู้เสียหาย(Trauma Informed Care) และเน้นย้ำไม่ให้เจ้าหน้าที่ทุกนาย เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด           

พล.ต.ท.ประจวบฯ กล่าวว่า พฤติกรรมที่เข้าข่ายการค้ามนุษย์ที่อาจพบได้ในสนามบิน มีหลายประการ เช่น การถูกหลอกลวงไปทำงาน การถูกหลอกลวงไปค้าประเวณี การเดินทางเข้ามาเป็นขอทานในประเทศไทย การถูกหลอกลวงโดยแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ การถูกหลอกลวงเรียกค่าไถ่เสมือนหรือถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่โดยตรง โดยมีกระบวนการขึ้น Watch List และควบคุมแรงงานไทยที่เคยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ คือ กต.ส่งข้อมูลแรงงานไทยที่เคยขอความช่วยเหลือกลับประเทศไทย เนื่องจากตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ให้กับ สตม. ตรวจสอบข้อมูลเปรียบเทียบกับข้อมูลผู้เสียหายในคดีค้ามนุษย์ เมื่อพบว่าเคยเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์มาก่อน จะดำเนินการขึ้น Watch List เมื่อฝ่ายตรวจคนเข้าเมืองขาออก หรือด่าน ตม.ทอ.พบบุคคลตาม Watch List จะแจ้ง ฝ่ายสืบสวน ด่าน ตม.ทอ. นั้นๆ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนหางานทำการคัดกรอง ขั้นตอนของกระบวนการคัดกรองต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนที่เข้มงวด โดยมีจุดประสงค์ในการแก้ไขปัญหา เป็นทางผ่านของกลุ่มบุคคลที่จะเดินทางออกไปยังประเทศที่สาม ที่จะไปประกอบอาชีพผิดกฎหมายหรือเข้าข่ายเรื่องของการค้ามนุษย์ ซึ่งกระบวนการคัดกรองเข้า-ออกราชณาจักรอย่างเข้มงวดถูกปฏิบัติมาแล้วอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าในพื้นที่ชายแดนประเทศไทย โดยเฉพาะในจุดด่านพรมแดน อ.แม่สอด จว.แม่ฮ่องสอน ก็เป็นพื้นที่ที่พบว่าเป็นจุดทางออกยอดนิยม ของบุคคลที่ต้องการเดินทางออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคาดว่าจะไปก่ออาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และการค้ายาเสพติด ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการอย่างเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนกว่า 6,000 กิโลเมตร ที่ติดกับอีก 4 ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวคู่ขนานกับการคัดกรองเข้มงวดในพื้นที่ต้นทาง เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.ประจวบฯ รรท.รอง ผบ.ตร. กล่าวทิ้งท้ายว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีความมุ่งหวังว่าการระดมสรรพกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทุกภาคส่วน ในการเร่งรัดปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเด็ก สตรี ครอบครัว การป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมงจะประสบผลสำเร็จ ตอบสนองนโยบายรัฐบาล เสริมสร้างความเสมอภาค เท่าเทียม และรักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบของกฎหมาย ประชาชนและสังคมมีความสงบเรียบร้อยสืบไป   

‘ผู้โดยสาร’ แฉ!! ‘รถแดงเชียงใหม่’ ไล่ลูกค้าคนไทยลงกลางทาง เหตุอยากรับลูกค้าต่างชาติ-ราคาแพงกว่า แต่สุดท้ายก็โดนปฏิเสธ

เมื่อวานนี้ (13 ส.ค. 67) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพพร้อมบอกเล่าประสบการณ์แย่ ๆ จากการใช้บริการรถสี่ล้อแดงรับจ้างในตัวเมืองเชียงใหม่ โดยระบุว่า ตัวเองได้ใช้บริการรถสี่ล้อแดงรับจ้าง ซึ่งแต่กลับถูกไล่ลงจากรถระหว่างทาง เพราะคนขับจะรับผู้โดยสารชาวต่างชาติ ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีการแชร์และผู้เข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ต่างตำหนิการกระทำของคนขับรถสี่ล้อแดงรับจ้างดังกล่าว

ขณะที่จากการสอบถามป้าศรี (นามสมมติ) อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว เปิดเผยว่า ตัวเองมีบ้านอยู่ย่านศรีประกาศ ตำบลวัดเกตุ ในตัวเมืองเชียงใหม่ ช่วงสายวันที่ 13 ส.ค.67 ตัวเองกับเพื่อนได้ขึ้นรถสี่ล้อแดงบริเวณเชิงสะพานนวรัฐ ด้านตะวันตก เพื่อให้ไปส่งย่านตลาดประตูก้อม ในตัวเมืองเชียงใหม่ ตกลงค่าโดยสารคนละ 30 บาท แต่เมื่อรถไปถึงย่านกำแพงดิน พบมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 4-5 คน โบกรถ ทางคนขับที่เป็นผู้ชายสูงอายุได้จอดรถรับ และบอกให้ตัวเองลงจากรถโดยไม่เก็บค่าโดยสาร ซึ่งตัวเองรู้สึกงงอย่างมาก และถ่ายภาพไว้ จากนั้นตั้งใจเดินเท้าไปกันเอง

ส่วนคนขับได้ไปพูดคุยเจรจาตกลงค่าโดยสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตามปรากฏว่าสุดท้ายแล้วไม่สามารถตกลงกันได้และคนขับได้มาเรียกให้ตัวเองกลับขึ้นรถและใช้บริการตามเดิม แต่ตัวเองและเพื่อนปฏิเสธ ซึ่งทำให้คนขับรถไม่พอใจ รวมทั้งพยายามเข้ามาแย่งโทรศัพท์เพื่อให้ลบภาพที่ถ่ายไว้ แต่ไม่สำเร็จ และขับรถออกไปในที่สุด ทั้งนี้ตัวเองใช้บริการรถสี่ล้อแดงมานานหลายสิบปี เพิ่งเคยพบเจอประสบการณ์ตรงที่เลวร้ายเช่นนี้ แม้จะเคยเห็นข่าวหลายครั้งแล้ว จึงอยากจะเตือนให้ปรับปรุงและอย่าเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติดีกว่าคนไทยด้วยกัน

ด้านนายบุญเนียม บุญทา ประธานสหกรณ์นครลานนาเดินรถ จำกัด ยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรถสี่ล้อแดงเป็นอย่างมาก ซึ่งหลังทราบเหตุได้ตรวจสอบจนทราบแล้วว่าคนขับรถดังกล่าวชื่อ นายวัฒนา และเตรียมเชิญตัวคนขับรถสี่ล้อแดงคันดังกล่าวมาพูดคุยสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมตักเตือนคาดโทษ แต่หากยังมีพฤติกรรมเช่นนี้อีก จะปลดออกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถโทรศัพท์ติดต่อนายวัฒนาได้

นอกจากนี้นายบุญเนียม ย้ำว่า ที่ผ่านมาทางสหกรณ์นครลานนาเดินรถ จำกัด ได้พยายามปรับปรุงแก้ไขและป้องกันปัญหาเกี่ยวกับการให้บริการเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความพอใจให้กับผู้ใช้บริการให้มากที่สุด แต่ยอมรับว่าหนักใจเพราะสี่ล้อแดงเชียงใหม่ประกอบด้วยสมาชิกที่หลากหลาย จึงอยากเน้นย้ำคนขับสี่ล้อแดงทุกคนให้นึกถึงอยู่เสมอว่ามีอาชีพให้บริการ ต้องมีความอดทนอดกลั้นให้มากไม่โต้แย้งหรือต่อล้อต่อเถียงกับผู้โดยสาร เนื่องจากเขาเป็นผู้มีอุปการคุณช่วยเหลือทำให้คนขับสี่ล้อแดงมีรายได้

'ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตฯ ลำปาง' เปิด 7 ข้อเท็จจริง 'ชามตราไก่ลำปาง' ยัน!! ด่ากราดจีน ผ่านปมชามละ 5 บาท เป็นเรื่องเอาแพะกับแกะมาผสมกัน

(14 ส.ค.67) จากกรณีการพบชามตราไก่ นำเข้าจากจีน ขายในประเทศไทย และพบผลกระทบอย่างหนัก ทำให้ผู้ประกอบการเซรามิกขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีกว่า 300 โรงงาน ต้องหยุดไปแล้วกว่า 200 โรงงาน เพื่อรอดูท่าที และรอความหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น

ด้าน นายอธิภูมิ กำธรวรรินทร์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วันสองวันนี้มีประเด็นเรื่อง เซรามิกลำปาง ย่ำแย่ผลมาจากการทุ่มตลาดของจีนทำชามไก่เหมือนลำปางขายใบละ 5 บาท ผมคิดว่ารายละเอียดมีความคลาดเคลื่อนค่อนข้างมากทีเดียว ขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับเซรามิกลำปางโดยเฉพาะชามไก่ลำปาง และปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนี้

1. ลายไก่ลำปางเดิมไม่ใช่ของลำปาง แต่มีที่มาจากประเทศจีน ซึ่งชาวจีนที่มาตั้งรกรากในลำปางได้นำลายไก่จากจีนมาผลิตที่ลำปางด้วย เพราะลำปางมีแหล่งดินขาวที่สามารถผลิตเป็นเซรามิกได้ใกล้เคียงกับจีน

2. ไม่ว่าชามไก่ของจีนในสมัยก่อน หรือชามไก่ของลำปางในสมัยก่อน จะเขียนลายด้วยมือ แต่ในปัจจุบันการผลิตชามไก่ของจีนจะใช้รูปลอกเซรามิกแทนการเขียนลาย จึงมีความเหมือนของลวดลายไก่ทุกใบ แต่ชามไก่ของลำปางในปัจจุบันยังนิยมเขียนลายด้วยมือเหมือนเดิม ที่ทุกใบมีความแตกต่างกัน

3. ชามไก่จีนใบละ 5 บาท ผมคิดว่า เป็นเรื่องเอาแพะกับแกะมาผสมกัน แล้วมองว่าเหมือนกัน แต่ในข้อเท็จจริง ชามใบละ 5 บาทเป็นสินค้าที่มีตำหนิมาก เน้นขายถูกและไม่มีลวดลายอะไร หากมีตำหนิน้อยจะขายแพงขึ้นและการโฆษณาว่าเซรามิกใบละ 5 บาท เพื่อผลในการดึงดูดลูกค้าเข้าร้านมากกว่าจะขายใบละ 5 บาทอย่างจริงจัง

4. ผมอยู่กับเซรามิกลำปางมาเกือบ 30 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงมาตลอด และเห็นปัญหาของเซรามิกลำปางมาตลอด ความเป็นจริงของเซรามิกลำปางคือยิ่งขายยิ่งถูก ยิ่งผลิตคุณภาพยิ่งต่ำ ด้วยสองเหตุผลหลักคือ 4.1 วัตถุดิบต้นน้ำและต้นทุนผลิตเราสู้จีนไม่ได้ 4.2 ผู้ผลิตในลำปางแข่งขันกันเองทั้งแข่งขันด้านราคาและแข่งขัน ในการลดต้นทุนการผลิต ทั้งที่ต้นทุนการผลิตของไทยสูงมากอยู่แล้ว

5. อาจจะมีบางส่วนที่สินค้าจีนไม่ได้คุณภาพในเรื่องของสารพิษที่มีจากรูปลอกบนเคลือบอุณหภูมิต่ำ แต่ไม่ได้มีสารพิษทุกชิ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบผลิตภัณฑ์

6. ตั้งแต่มกราคม - พฤษภาคม 2567 มีการนำเข้าเซรามิกจากจีนมากกว่า 3,000 ตันในราคาเฉลี่ย 8.96 บาทต่อกิโลกรัม (ดูตารางประกอบ) ปล.ราคาที่แจ้ง 8.96 บาทต่อกิโลกรัม เป็นราคาสำแดงขณะนำเข้า ซึ่งข้อเท็จจริงราคาต้องสูงกว่านี้

7. สิ่งที่มาตามถนนหรือจะสู้สิ่งที่ข้ามเขาลงห้วยมาจากป่า นั่นหมายความว่าข้อเท็จจริงมีการนำเข้าจากจีนมากกว่าที่แสดง แต่ไม่มีการลงบันทึกตามพิธีการศุลกากร ประเมินนำเข้ามามากกว่านี้ 2-3 เท่าของที่สำแดงตามตาราง นั่นแปลว่าเซรามิกจากจีนเข้ามาท่วมตลาดและเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการในประเทศอย่างหนัก

ทั้ง 7 ข้อเป็นข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่ทำให้เซรามิกที่ผลิตในประเทศสู้จีนไม่ได้ ไว้จะมาเพิ่มเติมรายละเอียดเจาะลึกให้อีกครั้งครับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top