Saturday, 18 July 2026
NEWS FEED

‘อนุทิน’ ย้ำ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนทีมพัฒนาวัคซีนโควิด-19 จากจุฬาฯ อย่างเต็มที่ เผย ข่าวดีผลการทดลองในสัตว์ผ่านฉลุย เตรียมทดลองในอาสาสมัครเดือนพฤษภาคมนี้ ได้ที เกทับ “ไม่แทงม้าตัวเดียว แต่เป็นเจ้าของคอกม้า”

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ แถลงข่าวความก้าวหน้าล่าสุดของการพัฒนาวัคซีน Chula Cov19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและความพร้อมในการทดสอบในอาสาสมัคร

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนและกระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ของจุฬาฯ ในทุกวิถีทาง เพื่อให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุด ให้คนไทยปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเพื่อส่งเสริมฐานที่แข็งแกร่งของระบบสาธารณสุขของประเทศเรา ให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น จากการที่สามารถผลิตวัคซีนได้ในประเทศ ถึงแม้ จะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจุฬาฯ แต่ก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเห็นโครงการฯ ประสบความสำเร็จ พร้อมให้ความช่วยเหลือสนับสนุนในทุกด้านที่ได้รับการร้องขอ เปรียบเสมือนทีมเดียวกัน

ที่สำคัญ นี่คือเครื่องพิสูจน์ ว่า ไทยไม่ได้แทงม้าแค่ตัวเดียว แต่เราพยายามทำทุกทางอย่างเหมาะสม เพื่อให้ไทย ได้วัคซีนโควิด-19 ได้เร็วที่สุด และต้องปลอดภัยที่สุด กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีนมาก มิได้เพิกเฉย เหมือนที่ฝ่ายการเมืองนำมาวิพากษ์วิจารณ์ เพราะตั้งแต่ได้ยินคำว่าโควิด-19 ครั้งแรก ก็นึกถึงในหัวคือ วัคซีน จะต้องหามาให้ได้ และเชื่อมั่นในศักยภาพของระบบการแพทย์ไทยว่าวันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนในประเทศ ไทยต้องยืนบนขาตัวเอง ไม่แทงม้าตัวเดียว แต่เราจะเป็นเจ้าของคอกม้า

ที่ผ่านมาประเทศไทย พยายามปรับใช้ประสบการณ์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาด ณ ปัจจุบัน ปัจจุบัน ไทยมีความสามารถในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันได้เอง อาทิ หน้ากากอนามัย ชุดป้องกันส่วนบุคคล(PPE) รวมถึงยารักษาด้วย ปัจจุบัน ไทยมีวัคซีนโควิด-19 ในมือแล้ว 63 ล้านโดส และในอนาคต หวังว่าจะมีวัคซีนที่ผลิตในประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความก้าวหน้าล่าสุดของการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ล่าสุด ผ่านการทดลองในหนูและลิง สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระดับสูง และกำลังจะเข้าสู่การทดลองในคนระยะที่ 1

เบื้องต้น วัคซีนของจุฬาฯ สามารถเก็บในอุณหภูมิตู้เย็นปกติคือ 2 - 8 องศาเซลเซียส และอย่างน้อย 1 เดือน ขณะนี้กำลังรอผลวิจัยที่ 3 เดือน ดังนั้นการขนส่งกระจายวัคซีนไปยังต่างจังหวัดทั่วประเทศจึงสามารถทำได้อย่างสะดวก ทั้งนี้ คาดว่าจะผลิตเสร็จเพื่อนำมาทดลองในอาสาสมัครได้ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมนี้

ขณะเดียวกันก็กำลังเตรียมการพัฒนารุ่น 2 เพื่อทดสอบในหนูทดลองเพื่อรองรับเชื้อดื้อวัคซีนในอนาคตเพราะเนื่องจากมีเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังระบาดในหลายประเทศและบางสายพันธุ์ ซึ่งวัคซีน mRNA มีจุดเด่นคือสามารถออกแบบวัคซีนรุ่นที่ 2 เพื่อตอบโต้เชื้อดื้อวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว

โดนแล้ว!! ผู้ใช้งาน Facebook ในออสเตรเลียไม่สามารถเข้าถึง และแชร์เนื้อหาข่าวของสำนักข่าวทุกแห่งบนโลก ไม่เว้นแม้แต่สื่อในประเทศตัวเอง เช่นเดียวกันกับผู้ใช้งานในต่างประเทศ ที่จะไม่สามารถเข้าถึง และแบ่งปันเนื้อหาของสำนักข่าวจากออสเตรเลีย

นี่ถือเป็นการตอบโต้รัฐบาลแคนเบอร์รา (เมืองหลวงของเครือรัฐออสเตรเลีย) ที่ผลักดันกฎหมาย 'เก็บค่าข่าว' จาก Facebook

ทั้งนี้ มีรายงานว่า เพจบน Facebook ของหน่วยงานรัฐหลายแหงในออสเตรเลีย รวมถึงสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ และสำนักงานสาธารณสุขของหลายรัฐ ไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน

ขณะที่สำนักข่าวทุกแห่งในออสเตรเลียพร้อมใจกันวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนัก ต่อมากระทรวงการสื่อสารในกรุงแคนเบอร์รา ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่า Facebook จะตัดสินใจแบบนี้ และเรียกร้องอีกฝ่ายกลับมาเชื่อมต่อระบบโดยเร็วที่สุด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ Facebook เกิดขึ้นในเวลาเดียวกับที่สภาผู้แทนราษฎรของออสเตรเลีย ‘อยู่ในขั้นตอนสุดท้าย’ ของการพิจารณาและลงมติรับรองกฎหมายว่าด้วยการที่บริษัทเทคโนโลยีต้องบรรลุข้อตกลงเรื่องผลตอบแทนกับสำนักข่าว หรือบริษัทผู้ผลิตเนื้อหาในประเทศ ก่อนนำข้อมูลไปเผยแพร่บนแพลตฟอร์มเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า โดยกฎหมายมีแนวโน้มได้รับความเห็นชอบสูงมาก เมื่อพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณสนับสนุน

นอกจาก Facebookแล้ว ในอีกด้านหนึ่ง ‘อัลฟาเบ็ต’ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ก็ได้ขู่ว่าจะระงับการให้บริการในออสเตรเลียเช่นกัน แต่ต่อมามีรายงานว่า ผู้บริหารของกูเกิลบรรลุข้อตกลงกับ นิวส์ คอร์ปอเรชั่น อาณาจักรสื่อสารมวลชนของตระกูลเมอร์ด็อก ซึ่งเป็นเจ้าของสื่อใหญ่หลายแห่ง รวมถึง ฟ็อกซ์ นิวส์ และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล เกี่ยวกับการซื้อขายข่าวแล้ว

อย่างไรก็ตามรัฐบาลสหรัฐยังไม่มีปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการต่อการดำเนินการของ Facebook กับรัฐบาลออสเตรเลียในครั้งนี้ มีเพียงก่อนหน้าที่รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประสานมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของออสเตรเลีย เพื่อขอมีการให้ระงับการพิจารณากฎหมายนี้เท่านั้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ


ที่มา: https://www.dailynews.co.th/foreign/826081

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เปิดเผยว่า หลังจากพบประชาชนกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ตโฟนไปลงทะเบียนรับสิทธิโครงการเราชนะที่ธนาคารกรุงไทยจำนวนมาก ล่าสุดกระทรวงการคลังได้ขยายจุดให้บริการเพิ่มตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.นี้

โดยสามารถใช้บัตรประชาชนลงทะเบียนที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ว่าการอำเภอ หรือผู้ใหญ่บ้าน โดยใช้มือถือเจ้าหน้าที่ลงทะเบียนเพื่อจดเลขบัตรประชาชน เพื่อส่งให้ธนาคารกรุงไทยต่อไป

"กระทรวงการคลังต้องขออภัยที่ประชาสัมพันธ์ไม่ชัดเจนในเรื่องระยะเวลาการลงทะเบียน ทำให้ทุกคนมาในวันแรกวันเดียว แต่คลังได้ขยายเวลาในการลงทะเบียนแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.พ. - 25 มี.ค.นี้ และประสานผู้ว่าราชการทุกจังหวัด กรมสรรพากร กรมสรรพสามิตร ช่วยกันให้บริการและอำนวยความสะดวก แต่ผู้ให้บริการหลัก ยังเป็นพนักงานธนาคารกรุงไทยอยู่"

'อานนท์ นำภา’ ติดอันดับ TIME 100 NEXT เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนอนาคต

เว็บไซต์ ไทม์ (TIME) ได้เผยแพร่ 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคต ในปี 2021 TIME 100 NEXT โดยมีรายชื่อของ นาย อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่กำลังถูกคุมขังในความผิด ม.112 และไม่ได้รับสิทธิประกันตัว

โดย ไทม์ ได้ระบุว่า นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน ได้ขึ้นอภิปรายในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ สร้างความสั่นสะเทือนให้กับประเทศไทย ซึ่งไทยนับเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐ ในเอเชีย แต่ประชาธิปไตยของไทย ได้ถูกกัดกร่อน หลังจากการขึ้นมามีอำนาจของจีน

อานนท์ ได้ปลุกพลังคนไทยรุ่นใหม่ ด้วยการถอดรากของอำนาจทางการเมืองในไทย และแก้รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยทหาร ทำให้เขาถูกจับกุมถึง 3 ครั้งในช่วงไม่กี่เดือน และการปลุกระดมฝูงชนให้ต่อต้านรัฐบาล แม้ว่าโควิด 19 จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ แต่คนรุ่นใหม่ ก็ยังคงเข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งนับได้ว่าใหญ่ที่สุดนับแต่การรัฐประหารปี 57 ที่ ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่า สร้างความกดดันให้กับรัฐบาลทหาร

“ประชาชนป่วย และเหนื่อยในการใช้ชีวิต ภายใต้ระบบการปกครองแบบอดกลั้น” อานนท์ เปิดเผยกับไทม์ เมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ นอกจากนายอานนท์ นำภา แล้ว ไทม์ยังได้เลือกบุคคลผู้มีชื่อเสียง เข้ามาอยู่ในลิสต์ 100 รายชื่อครั้งนี้ อาทิ ซานนา มาริน นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งฟินแลนด์ ซึ่งอายุน้อยที่สุดในโลก, ดูอา ลิปป้า นักร้องชื่อดัง, จอห์น เดวิด วอชิงตัน นักแสดงชาวอเมริกัน อดีตนักฟุตบอลอเมริกัน, เรกเก้ ฌอง เพจ นักแสดงจาก บริดเจอร์ตัน, อะแมนดา กอร์แมน กวีหญิงวัย 22 ปี ผู้ได้รับรางวัลกวีเยาวชนแห่งชาติคนแรกของสหรัฐ, อันยา เทย์เลอร์ จอย นักแสดงชื่อดัง จาก ควีน แกมบิต, โคโยฮารุ โกโตเกะ ผู้เขียนการ์ตูนชื่อดังแห่งปี ดาบพิฆาตอสูร และ มาร์คัส แรชฟอร์ด จาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด


ที่มา: https://www.matichon.co.th/politics/news_2583813

‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ เตรียมยื่น ป.ป.ช. สอบ ‘สิระ เจนจาคะ’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปม ทำเหรียญ ‘หลวงพ่อป้อม’ รุ่น ‘ป่ารอยต่อ’ ซัด ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณชน

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ได้จัดทำเหรียญทองคำรุ่น “หลวงพ่อป้อม” และรุ่น “ป่ารอยต่อ” ที่นำมาโชว์แสดงต่อสื่อมวลชนเมื่อเช้าของวันที่ 17 ก.พ.64 ที่ผ่านมา จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันของสาธารณชนเป็นจำนวนมากนั้น

กระทั่งช่วงบ่ายโมง นายสิระได้ออกมาแถลงอีกว่าการจัดทำเหรียญดังกล่าวที่เป็นใบหน้ารูป พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้รับอนุญาตจาก พล.อ.ประวิตรเรียบร้อย และท่านไม่ได้ว่าอะไร และตนได้นำเหรียญไปให้ พล.อ.ประวิตรดู ซึ่งท่านได้เป่าพร้อมให้พรเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอให้คุ้มครองแคล้วคลาดจากศัตรูและคู่อริ

แต่ทว่าเมื่อเย็นของวันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้กล่าวถึงกรณีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ จัดทำเหรียญทองคำรุ่น"หลวงพ่อป้อม" และรุ่น"วัดป่ารอยต่อ"ว่า ตนไม่รู้เรื่องและไม่เคยให้คำแนะนำการจัดทำเหรียญดังกล่าว และนายสิระไม่เคยมาปรึกษา และก็ไม่ได้เห็นด้วยที่จะให้ทำเหรียญดังกล่าว และอย่าเอาตนไปเกี่ยวข้อง ไม่สนับสนุน

กรณีดังกล่าว เป็นการชี้ให้เห็นว่า การนำเหรียญทองดังกล่าวมาแถลงข่าวในบริเวณรัฐสภาของนายสิระ ถือว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตน มิได้เป็นประโยชน์ใดๆแก่ประเทศชาติ อีกทั้งเป็นการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อสาธารณชน เพียงเพราะต้องการสร้างข่าวให้เกิดความหวือหวาหรือเพื่อการเป็นข่าวเท่านั้น

ซึ่งมิได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อสาธารณชนหรือประเทศชาติแต่อย่างใด และการแกะชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเหรียญดังกล่าวก็ทำผิดทั้งชื่อและนามสกุล กลายเป็นที่ตลกขบขันของสื่อมวลชนและสาธารณชนทั่วไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ข้อ 7 ข้อ 15 และข้อ 17 ที่ว่า “ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน” “ต้องให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตน ถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน” และ “ไม่กระทําการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหน่ง”

ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงจะนำความไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ในวันศุกร์ที่ 19 ก.พ.64 เวลา 13.00 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ช. นนทบุรี เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน สอบสวนกรณีดังกล่าวว่าเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ อย่างไร หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจักได้ดำเนินการส่งให้ศาลฎีกาพิพากษาในลักษณะเดียวกับปารีณา

ศาลสิงคโปร์ตัดสินจำคุกและปรับเงิน โจโลแวน แวม นักเคลื่อนไหวชาวสิงคโปร์ หลังจัดม็อบบนขบวนรถไฟใต้ดินและข้อหาอื่น ๆ

ศาลสิงคโปร์จำคุก 'โจโลแวน แวม' วัย 40 ปี เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังรับสารภาพว่าจัดประท้วงเล็ก ๆ บนรถไฟใต้ดินโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อเดือนมิถุนายน 2017 ซึ่ง แวม เผยว่า เขาจัดม็อบเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่กลุ่มคน 22 คนที่ถูกจับกุมในปี 1987 ภายใต้กฎหมายโทษร้ายแรง จึงถูกสั่งให้กักขังได้โดยไม่ต้องพิจารณาคดี

นอกจากการประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว แวมยังถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สิน เพราะไปติดประกาศบนหน้าต่างรถไฟ และข้อหาปฏิเสธลงนามในแถลงการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

แวมรับสารภาพผิดทั้ง 3 ข้อหา ซึ่งเขาจะถูกปรับเป็นเงิน 8,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 180,000 บาท หรือรับโทษจำคุก 32 วัน โดยแวมเลือกที่จะจ่ายค่าปรับส่วนหนึ่งและรับโทษจำคุก 22 วัน

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาระบุว่า แวมเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำ เนื่องจากในปี 2016 เขาเคยถูกตัดสินโทษจำคุก 10 วันหลังจัดกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งมี โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชื่อดังร่วมสนทนาผ่านทางสไกป์ด้วย


ที่มา: https://www.posttoday.com/world/645611

อิสราเอล พบ ตัวอ่อนในครรภ์ อายุ 25 สัปดาห์ ดับจาก โควิด-19 ครั้งแรก

สำนักข่าวกานนิวส์ของรัฐบาลอิสราเอล รายงานเมื่อวันอังคาร (16 กุมภาพันธ์ 2564) กรณีตัวอ่อนในครรภ์เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 (COVID-19) ครั้งแรกในอิสราเอลหลังรับเชื้อจากแม่

รายงาน ระบุว่า หญิงวัย 29 ปี ซึ่งตั้งครรภ์อายุ 25 สัปดาห์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในเมืองแอชดัดทางตอนใต้ หลังจากไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ ต่อมาแพทย์พบว่าเด็กในครรภ์เสียชีวิตแล้ว จึงทำคลอดร่างของทารกออกมา

หญิงรายดังกล่าวมีอาการไข้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และมีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวกที่โรงพยาบาล ขณะการทดสอบเพิ่มเติมบ่งชี้ว่าทารกในครรภ์ก็มีผลตรวจโรคเป็นบวกเช่นกัน

โรงพยาบาล เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเป็นหนึ่งในไม่กี่กรณีในโลกที่ตัวอ่อนเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ขณะอยู่ในครรภ์ของผู้เป็นแม่


ที่มา: https://www.xinhuathai.com/high/178188_20210217

น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าของการเปิดรับลงทะเบียนโครงการเราชนะว่า ในวันที่ 18 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลัง

พร้อมโอนวงเงินเราชนะงวดแรก 2,000 บาท ให้ผู้ผ่านคัดกรองสิทธิ ในกลุ่มผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังอยู่แล้ว และกลุ่มที่ลงทะเบียนเพิ่มผ่านเว็บไซต์เราชนะ

ปัจจุบันทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าว มีผู้ผ่านการคัดกรองเข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 16.3 ล้านคน แบ่งเป็นกลุ่มผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังและเราเที่ยวด้วยกัน 8.4 ล้านคน และกลุ่มที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เราชนะ อีก 7.9 ล้านคน ขณะที่การโอนวงเงินสิทธิ์ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.69 ล้านคน ได้โอนไปแล้ว 2 ครั้ง โดยยอดล่าสุดกลุ่มผู้ถือบัตรฯ มียอดการใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยไปแล้วมากกว่า 14,000 ล้านบาท

ส่วน ยอดกดสละสิทธิ์เราชนะ ล่าสุดมีจำนวน 8.8 หมื่นคน โดยกระทรวงการคลัง ขอให้กลุ่มข้าราชการการเมือง ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐที่รับค่าตอบแทนโดยตรงจากหน่วยงานของรัฐ และไม่เป็นอาสาสมัครหรือเป็นการจ้างรายวัน รวมถึงผู้รับบำนาญปกติ ให้แจ้งสละสิทธิ์ทางเว็บไซต์เราชนะ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะหากตรวจสอบพบภายหลัง จะมีการเรียกเงินคืนทันที โดยสามารถกดสละสิทธิ์ทางเว็บไซต์เราชนะ ได้ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 25 มี.ค. 64

นอกจานี้ การเปิดรับลงทะเบียนเราชนะ สำหรับกลุ่มเปราะบางและผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยและจุดบริการทั่วประเทศในช่วง 3 วัน ตั้งแต่ 15 - 17 ก.พ. มียอดสะสมรวมกว่า 3.27แสนคน และยังสามารถไปลงทะเบียนยังสาขาธนาคารกรุงไทยและจุดรับลงทะเบียนได้จนถึงวันที่ 5 มี.ค.นี้

ประโยคเผ็ดร้อนของ ‘รองนายกฯ อนุทิน vs ส.ส. วิโรจน์ ‘ ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประจำวันที่ 17 ก.พ. 2564

เข้าสู่วันที่สอง ความเผ็ดร้อนของ ‘ศึกซักฟอกระลอกใหม่ 10 รัฐมนตรี’ ก็ไม่ได้ลดดีกรีลงแต่อย่างใด โดยซีนร้อน ๆ ของวันนี้ ต้องยกให้กับการปะทะกันทางประโยคของ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

โดยเป็นทางฝั่งของนายวิโรจน์ ที่เปิดประเด็นเรื่องราวการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด -19 ของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่ามีความผิดพลาด ก่อนที่ช่วงท้ายจะซัดแรง ๆ ด้วยประโยคที่ว่า...

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และนายอนุทินชาญวีรกูล วัน ๆ มีแต่ทำตัวหิวแสง กระหายแฟลช เสี้ยนไมโครโฟน มักใหญ่ใฝ่สูงหมายจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปสร้างซีนให้กับตนเอง คุยโม้คุยโต โง่แล้วอยากนอนเตียง เอาชีวิตของราษฎรไปขึ้นเขียง เอาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนไปเสี่ยงกับบริษัทเอกชนที่เพิ่งรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี และน่าจะไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อน ประชาชนเขาหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นเพราะวัคซีน แต่สุดท้ายต้องสิ้นอนาคตได้ฟอร์มาลีนมาแทน

คนคู่นี้ แค่เดินเฉียดเงาผมยังรู้สึกรังเกียจ แค่คิดว่าต้องหายใจเอาอากาศร่วมกันกับคนสองคนนี้ ก็รู้สึกขยะแขยง ผมจึงไม่อาจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้อีกต่อไป และไม่อาจไว้วางใจ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลูกกระจ๊อก สมุนคู่ใจ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้วยเช่นกัน”

งานนี้เมื่อถึงคิวของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ได้ขึ้นมากล่าวโต้แย้ง ก็เริ่มต้นด้วยประโยคเชือดเฉือนที่ว่า...”สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ผมได้เจอบุคคลที่เรียกตัวเองว่าเป็น ส.ส. ในสภา มากล่าวโกหก ให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ท่ามกลางโรคระบาดที่ร้ายแรง แทนที่จะให้กำลังใจ กลับนำข้อมูลทางโซเชี่ยล ไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเผยแพร่ในสภา เมื่อสักครู่ คุณบอกว่าผมน่ารังเกียจ แต่เดินเจอหน้ากันหน้าห้องน้ำ เข้ามากราบแทบอก และถ้าผมเอาแอลกอฮอล์ฉีดตรงที่เนคไท คุณจะรู้สึกอย่างไร”

ต่อมา ในช่วงท้าย นายอนุทิน ยังได้ตั้งคำถามกับคำว่า ‘น่ารังเกียจ’ ที่นายวิโรจน์ได้กล่าวหา โดยขยายความให้เห็นภาพว่า...

“คนสองคนที่ท่านบอกว่าน่ารังเกียจ ไม่ควรเข้าใกล้ ไอ้สองคนนี้ล่ะครับ ทำให้ อสม.เข้มแข็งขึ้น ไอ้สองคนนี้ล่ะครับ ทำให้มีโครงการสามหมอ ทำให้ระบบสาธารณสุขมีการพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพ มีความสะดวกในการให้บริการพี่น้องประชาชน สองคนนี้แหละครับ เปิดคลีนิคบริการผู้สูงอายุ เพราะว่าประเทศไทยเราเข้าสู่ยุคผุ้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ เราเตรียมไว้พร้อม

สองคนนี้และครับ จัดหาเครื่องฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ถึง 7 เครื่อง บริษัทผู้ผลิตยังงงไปหมดว่า สั่งทีเดียวได้ยังไงตั้ง 7 เครื่อง เพื่อให้บริการผู้ป่วยมะเร็งทั่วประทศไทย ที่จะไม่ต้องลำบากเดินทาง เข้าคิว เขาจะได้รักษาตรงเวลา ทันเวลา และไม่ต้องทนทุกข์ทรมานให้มากขึ้น ยุคนี้กระทรวงสาธารณสุข ทำให้คนไทยเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทุกแห่ง ทุกโรงพยาบาล ในโรคทั่วไป ที่ไม่ต้องใช้เทคนิคพิเศษ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่

สิ่งที่เราเคยกังวล เคยประสบ เราเคยลำบากในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิดระลอกแรก ยาก็ไม่มี หน้ากากก็ไม่พอ ชุดพีพีอีก็หาไม่ได้ วันนี้ หน้ากากผลิตเอง ไม่มีใครฉวยโอกาสขึ้นราคาได้อีกต่อไป ยา มีมากเกินพอ ที่จะให้การรักษาดูแลผู้ที่ติดเชื้อโควิด 

สุดท้าย การที่มีโรงงานผลิตวัคซีน อยู่ในประเทศไทย จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนนี้ ที่จะเป็นศูนย์การผลิตวัคซีนต่อต้านโควิด แล้วฟีดไปในภูมิภาคนี้ อยู่ในสัญญาที่ทางบริษัทวัคซีนให้ไว้กับรัฐบาลไทย และให้ไว้กับเจ้าของผลิตภัณฑ์ มันเป็นความน่าภาคภูมิใจครับ ไม่ใช่สิ่งที่จะมาก่นด่า หรือพูดอะไรที่เป็นการลดขวัญกำลังใจคนทำงาน

ผมเรียนว่า สิ่งที่ผมได้แจ้งมานี้ ถ้าท่านยังบอกว่า ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และตัวกระผมเอง มีความน่ารังเกียจ ไม่ควรเดินเข้ากระทรวงสาธารณสุข ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ต้องยอมล่ะครับ แต่ประเด็นคือ ท่านโกหกจนนาทีสุดท้ายมากกว่า

ท่านบอกว่า กระผมไปที่ไหน ท่านนายกฯ ไปที่ไหน มีแต่คนยี๊ มีแต่คนไม่เอาด้วย มีแต่คนรังเกียจ ผมว่ามันตรงข้ามจริง ๆ ครับ ผมก็คนหนึ่งล่ะ ที่รังเกียจกิริยาเช่นนี้ อายุยังน้อย เราทำงานสร้างสรรค์ ทำงานเพื่อบ้านเมือง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ขอให้เป็นผู้แทนของราษฎร ดูแลทุกข์สุขของราษฎร เรื่องส่วนตัวค่อยว่ากัน”

ร่ายยาวแบบจัดหนัก จัดเต็ม ถ้ายังไม่เคลียร์ สงสัยต้องนัดเจอกัน ‘หน้าห้องน้ำ’ อีกสักที!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top