Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING ล็อกเป้าลดอาชญากรรมเห็นผล กล้องอัจฉริยะ 5 จุดแลนด์มาร์ก 

(20 ก.ค. 68)  พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สร้าง “พัทยาโมเดล” ต้นแบบนวัตกรรมสร้างความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว แบบเชิงรุก ผนึกเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานความร่วมมือผนวกข้อมูลของตำรวจและท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และชาวเมืองพัทยา โดยผลลัพธ์จากการทดลองในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงปัจจุบัน รวม 4 เดือน ผลออกมาดี พบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จับกุมคนร้ายตามหมายจับได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความพึงพอใจและเพิ่มเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่วอล์กกิ้งสตรีทพัทยาเพื่อตรวจความพร้อมงานพัทยามาราธอน ตนจึงได้นำเสนอ “พัทยาโมเดล” ที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบ AI เชื่อมโยงบิ๊กดาต้า มาใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดย รมว.ท่องเที่ยวฯ ชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เราเล็งเห็นว่าความมั่นใจในความปลอดภัยเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน เราต้องสร้างเมืองท่องเที่ยวของไทย โดยเลือก “พัทยา” ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นพื้นที่ต้นแบบทำ พัทยาโมเดล ให้เป็นเมืองปลอดภัย น่าเที่ยวและน่าเชื่อถือ  ตำรวจต้องปรับตัว คิดและลงมือทำแบบเชิงรุกสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนปัญหาเกิด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสาน เมืองพัทยา และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้าครบวงจร มีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย บุคคลเฝ้าระวัง และบุคคลตามหมายจับ ทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ CRIME MAPPING เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดอัจฉริยะใน 5 จุดในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยเลือกสถานที่ 3 แห่ง 5 จุดสำคัญ คือ 1.ชายหาดพัทยา 2 จุด  2.วอล์กกิ้งสตรีท 2 จุด  และ 3. ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย 1 จุด มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าบุคคล หรือ FACE RECOGNITION แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย เคลื่อนที่ได้สามารถปรับใช้ในอีเว้นต์ต่าง ๆ ได้ โดยมีระบบ Smart Notification แจ้งเตือนทันทีไปยังเจ้าหน้าที่ สามารถจับได้ไว ลดโอกาสคนร้ายหนีรอด ตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้หลายรายได้เร็วขึ้นหลายเท่า

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ยังมีนวัตกรรม CRIME DASHBOARD รายงานเหตุ บันทึกเหตุอาชญากรรม ติดตามสถิติอาชญากรรมครบในระบบเดียวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ง่าย ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญมีข้อมูลพร้อมใช้ทันที โดยหลังจากติดตั้งระบบนี้สถิติอาชญากรรมในเมืองพัทยาลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ยกตัวอย่างเหตุทำร้ายร่างกายในเดือนมิถุนายน มี 50 ราย ลดลงจากเดือนเมษายน ที่มี 111 รายเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลงเช่นกันเดือนเมษายน 81 ราย เดือนมิถุนายนเหลือ 48 ราย ผลมาจากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้แม่นยำขึ้น ตรวจจุดเสี่ยงลดการเกิดเหตุ รวดเร็ว เห็นผลจริง

“5 ข้อ หัวใจสำคัญของการใช้นวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้เมืองท่องเที่ยวโลก โดยเมืองพัทยามุ่งมั่นจะยกระดับพัฒนา “พัทยาโมเดล” ให้สมบูรณ์ ต้องมี 5 ส่วนสำคัญ คือ 
1.CRIME PREVENTION BY DESIGN วางโครงสร้างป้องกันก่อนเหตุด้วยเทคโนโลยี 
2. AI-DRIVEN POLICING ใช้ AI และ BIG DATA เป็น “หัวใจ” ทุกกระบวนการ
 3. SMART COLLABORATION ประสานทุกภาคส่วน ตํารวจ, ท้องถิ่น, ภาคเอกชน,
ประชาชน ร่วมสร้างเมืองปลอดภัยร่วมกัน
 4.TOURIST FRIENDLY TECH สร้าง APPLICATION / QR CODE  ให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอความช่วยเหลือ แจ้งเหตุง่าย
และ 5. RAPID RESPONSE ตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันที เชื่อมต่อทั้ง ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข” ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ นำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ขอให้เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเรา 

คนไทย ได้ใช้ ‘ยารักษามะเร็ง’ ราคาถูก ด้วยพระปรีชาของ ‘กรมพระศรีสวางควัฒนฯ’

(20 ก.ค. 68) นายสมภพ พอดี นิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิษย์เก่าปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟสบุ๊ค กรณียารักษาโรคมะเร็ง อิมครานิบ 100 ชนิดเม็ดที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยพัฒนาขึ้นจากพระปรีชาสามารถของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนา ระบุว่า …

ยารักษามะเร็ง

พวกเราที่ต้องกินยาฝรั่งเป็นประจำ ต้องรูัว่ามันแพง บางอย่างแพงมากๆ
แล้วคนไหนที่เปลี่ยนจากยาฝรั่งต้นตำรับที่เรียกว่า innovator (อิน-โน-เว-เต้อร์) เป็นยาตัวเดียวกันที่หมดความคุ้มครองของสิทธิบัตรแล้วที่เรียกว่า generic (เจ-เนอ-หริก) ที่ผลิตในประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะรู้ด้วยว่า ราคาถูกลงเยอะมาก ถูกลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง บางอย่างราคาแค่ 10% เท่านั้นเอง

ที่ราคาต่างกันราวกับฟ้ากะเหวเป็นเพราะว่า การวิจัย พัฒนา ยารักษาโรคใหม่ขึ้นมา มันทั้งแพงและใช้เวลายาวนาน
เรามาดูกันว่า แพงแค่ไหน นานแค่ไหน

การพัฒนายารักษาโรคใหม่ๆ เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องผ่านขั้นตอนการวิจัยและทดสอบที่เข้มงวดหลายขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนที่จะนำไปใช้กับผู้ป่วยได้จริง ดังนี้

1. การค้นพบและพัฒนา (Discovery and Development) - ระยะเวลา: 2-4 ปี
ศึกษาค้นคว้าโรค สาเหตุและกลไกของโลก หาสารออกฤทธิ์ที่มีเป็นแสนๆชนิดที่มีศักยภาพใฃในการรักษาโรค

2. การวิจัยพรีคลินิก (Preclinical Research) - ระยะเวลา: 1-2 ปี
ทดสอบตัวยาที่เลือกไว้ว่ามีผลลัพธ์ที่ต้องการ ประสิทธิภาพ และเป็นพิษ ทั้งในหลอดทดลองมาจนเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สัตว์ทดลอง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัย
รวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นขออนุญาตทำการวิจัยทางคลินิก ต่อหน่วยงานกำกับดูแล เช่น อย. (FDA ในสหรัฐอเมริกา)

3. การวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) - การทดสอบในมนุษย์ ระยะเวลา: 6-7 ปี โดยเพิ่มจำนวนขึ้นทีละขั้นจนแน่ใจว่าปลอดภัย และรูัว่าผลข้างเคียงทั้งหมดคืออะไร

4. การยื่นขอขึ้นทะเบียนและอนุมัติ (Regulatory Review and Approval) - ระยะเวลา: 1-2 ปี

5. การเฝ้าระวังหลังการวางตลาด (Post-Market Safety Monitoring)

โดยเฉลี่ยแล้ว กระบวนการพัฒนายาใหม่ตั้งแต่ต้นจนถึงการได้รับอนุมัติให้ขายได้ ใช้เวลาประมาณ 10 - 15 ปี ในบางกรณีอาจนานกว่านั้นถึง 20 ปี

ส่วนเรื่องของต้นทุน จากการศึกษาล่าสุด ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการพัฒนายาใหม่ 1 ขนาน (รวมถึงต้นทุนของยาที่ล้มเหลวในกระบวนการ) อยู่ระหว่าง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35,000 ล้านบาท ถึง 91,000 ล้านบาท) หรือสูงกว่านั้นในยาบางชนิด โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็งที่จะต้องไม่เป็นพิษต่อผู้ป่วย อย่างเช่น

ยารักษามะเร็งไขสันหลังชื่อ Carvykit ของบริษัท Janssen Biotech ที่ราคาต่อการเข้ารักษาหนึ่งครั้งอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และจะต้องได้รับการรักษาหลายครั้งจึงจะมีโอกาสหาย

ด้วยเหตุนี้ ในโลกตะวันตก ผู้ป่วยโรคร้ายแรงจำนวนไม่น้อยจึงไม่ได้รับการรักษาหรือเลือกที่จะไม่รักษา เพราะราคายาที่นั่นแพงสุดๆ ใครไม่มีประกันสุขภาพ ก็หมดโอกาสรักษาตัว แต่ถ้ารักษาก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว

แต่ไม่ใช่ที่บ้านของเรา เมืองไทยของเรา

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอาหารและยา หรือ อย. ได้ขึ้นทะเบียนยารักษามะเร็ง 2 ขนาน ชื่อ Herdara และ Imcranib 100 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดย สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

จากตรงนี้ไป ผมขอเรียกพระองค์ว่า เจ้าหญิงของคนไทย ในโพสต์นี้

คนไทยเป็นมะเร็งมากขึ้นเพราะอายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อมและอาหารที่มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนมากขึ้นๆ แต่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยารักษามะเร็งราคาแพง

เจ้าหญิงของเราจึงทรงมีพระกรุณาธิคุณ ให้หน่วยงานของพระองค์วิจัยพัฒนายาทั้ง 2 ขนานจากยาต้นตำรับ (Innovator) ที่ถูกพิสูจน์จากการใช้งานจริงแล้วว่า ใช้ได้ผลและมีประสิทธิภาพดี เพื่อให้ได้ยาที่ราคาถูกลง คนไทยทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยใช้เวลานานนับปีๆ และทรัพยากรทุกอย่างที่พระองค์ทรงสนับสนุน ส่งเสริม และจัดหาให้

ยา Herdara เป็นยารักษามะเร็งเต้านม ถูกพัฒนามาจากยา Herceptin ที่ราคาสูงถึง 45,000 บาทต่อ หนึ่ง ไวอัล และการรักษาแต่ละคอร์สต้องใช้ยาหลายไวอัล แม้ว่ายังไม่มีการประกาศราคา แต่เจ้าหญิงของคนไทยทรงมุ่งมั่นที่จะทำให้ราคายาของพระองค์ราคาถูกกว่ายาต้นแบบมาก

ยา Imcranib 100 ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง พัฒนาจากยาต้นตำรับ Gleevec ที่มีราคาสูงถึงเม็ดละหลายพันบาท โดยยาของเจ้าหญิงของเราจะมีราคาถูกกว่า 10 เท่าคือเม็ดละร้อยกว่าบาทเป็นอย่างสูง

ยาทั้งสองนี้จะถูกผลิตที่โรงงานผลิตยาของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่จังหวัดชลุบรี เพื่อคนไทย พสกนิกรไทยต่อไป

เจ้าหญิงของคนไทยเรา ทรงศึกษาวิชาการสายวิทยาศาสตร์ถึงขั้นสูงสุด ทรงพระเมตตา ทรงงานด้านสาธารณสุขอย่างหนักเพื่อคนไทยของพระองค์มาตลอดโดยไม่คำนึงถึงสุขภาพของพระองค์เอง เช่นเดียวกับ ในหลวงรัชกาลที่เก้า พ่อของพระองค์ และสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ปู่ของพระองค์

ขอพระองค์ทรงพระเจริญเป็นขวัญเป็นมงคลให้กับคนไทยชั่วกาลนานด้วยเทอญ

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

‘ปลอดประสพ’ วิจารณ์!! กฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา ลั่น!! ‘พระสงฆ์ที่ต้องปาราชิก เพราะเสพเมถุน’ ไม่ใช่อาชญากร

(19 ก.ค. 68) ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเสพเมถุนของพระสงฆ์ พร้อมแสดงความเป็นห่วงต่อการตรากฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ทำผิดว่า

"จะลงโทษยังไงดีเรื่องพระเสพเมถุน ผมน่ะหวาดเสียวเหลือเกินเมื่อได้ยินรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักพระพุทธศาสนาพูดถึงข้อเสนอการตรากฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยจะมีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ต้องปาราชิกเพราะเสพเมถุน มันไม่เกินไปหรือครับ? คิดให้ดี พระสงฆ์ไม่ใช่อาชญากร"

ดร.ปลอดประสพยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัยพุทธกาล พระสงฆ์ที่ทำผิดเกี่ยวกับกามเมถุนจะถูกลงโทษโดยการขาดจากความเป็นพระภิกษุเท่านั้น ไม่ใช่โทษจำคุก และย้ำว่าความเชื่อในพระพุทธศาสนาควรมุ่งไปที่ ‘ธรรมและวินัย’ ไม่ใช่ลุ่มหลงในตัวบุคคล

นอกจากนี้ ดร.ปลอดประสพยังเสนอแนวทางการจัดการกับการใช้เงินของพระสงฆ์ โดยแนะนำให้มีการเปิดบัญชีพิเศษสำหรับเงินถวายเฉพาะตัวพระสงฆ์ และเมื่อพระสงฆ์สึกแล้วควรมีการทบทวนการคืนเงินเพื่อความเหมาะสม

ในท้ายที่สุด ดร.ปลอดประสพได้เตือนสื่อมวลชนให้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ และการทำข่าวที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความเชื่อถือในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือสร้างความเข้าใจผิดในสังคมไทย

ตำรวจภูธรภาค 2 ดูแลความปลอดภัย - การจราจร 'พัทยามาราธอน' ใช้นวัตกรรมล้ำ กล้อง AI เชื่อมบิ๊กดาต้า เพิ่มความเชื่อมั่น

(19 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการแข่งขันพัทยามาราธอน ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ถึง 20 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรส่วนหน้า เป็นศูนย์ปฏิบัติการดูแลความเรียบร้อยในกิจกรรมมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวสำคัญครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชน

ผบช.ภ.2 กล่าว กิจกรรมในวันนี้ (19 กรกฎาคม) เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งด้านความปลอดภัยและการจราจรส่วนในพรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม) ได้วางกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่จัดการและจุดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ จัดเจ้าหน้าที่จราจรคอยอำนวยการจราจรตามจุดต่าง ๆ พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมสแตนด์บาย และได้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยกล้อง AI เชื่อมต่อ BiG Data มีระบบ Smart notification แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อมีบุคคลต้องสงสัยบุคคลตามหมายจับเข้ามาในรัศมีการควบคุม เป็นนวัตกรรมที่สร้างความเชื่อมั่นอีกระดับให้กับผู้ที่มาร่วมงาน นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยา 

สำหรับด้านการจราจรนั้น เมืองพัทยา ประชาสัมพันธ์การปิดถนนชั่วคราวดังนี้ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568
•มอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 ถึงแยกจอมเทียนสาย 2 เวลา 00.00 - 08.30 น.
•ถนนสุขุมวิท (แยกปริญญา-พัทยาเหนือ-Terminal) เวลา 00.00 - 11.00 น.
•แยกเพ็ชรตระกูล เวลา 00.00 - 11.00 น.
•ถนนพัทยากลาง / พัทยาใต้ เวลา 00.00 - 10.30 น.
•ถนนพระตำหนัก เวลา 00.00 - 10.00 น.

สำหรับแยกจราจรอื่น ๆ ที่เริ่มปิดเวลา 00.00 น. ของวันที่ 20 ก.ค.68
•แยกหนองพอง ปิดถึง 07.00 น.
•แยกเทพพระยา, แยกทัพพระยา, แยกศาลพัทยา ปิดถึง 09.45 น.
•แยกชัยพฤกษ์, แยกวัดบุณย์กัญจนาราม, แยกเทพประสิทธิ์, แยกพัทยาใต้,แยกจอมเทียนสาย 2, แยกปูเป็น ปิดถึง 08.30 - 08.45 น. ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามและแจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 191 ตำรวจพร้อมดูแลสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจ

สมุทรปราการ-ครอบครัวสุวรรณบุตร เลี้ยงอาหารเด็กกว่า 4,000 คน เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 63 ปี สส.ยงยุทธ สุวรรณบุตร

(18 ก.ค.68) ครอบครัวสุวรรณบุตร นำโดย ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา

พร้อมด้วย นางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ได้เดินทางไปเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน จำนวนกว่า 4,000 คน เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 สมุทรปราการ สมัยที่ 25 และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบล

โดยได้เลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมทั้งไอศครีม ขนมเค็ก แก่เด็กนักเรียน และน้องๆหนูๆ ทุกคนรวมถึงนักเรียนชั้นอนุบาล จำนวนกว่า 4,000 คน ได้แก่ โรงเรียนวัดแพรกษา โรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา (ชั้นประถม) โรงเรียนมัธยมแพรกษาวิเทศศึกษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ระดับเตรียมอนุบาล บ้านเอื้ออาทร 1 บ้านเอื้ออาทร 3 และบ้านเอื้ออาทร 14 

จากนั้นในช่วงบ่าย ทางคณะผู้บริหารโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา พร้อมด้วย คณะครู นักเรียน ร่วมแสดงกิจกรรมต่างๆ เพื่อต้อนรับครอบครัวสุวรรณบุตร ในฐานะผู้ก่อตั้งโรงเรียนแพรกษาวิเทศศึกษา สังกัดเทศบาลตำบลแพรกษา กระทรวงมหาดไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี วันคล้ายวันเกิด ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร 

โดยมี คณะผู้บริหาร คณะสมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะครู นักเรียน ผู้นำชุมชน ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติและพี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่จำนวนมากต่างเดินทางมาร่วมกิจกรรม ร่วมรับประทานอาหาร พร้อมทั้งมอบกระเช้าดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกับ ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด

นอกจากนี้ นายเมธากุล สุวรรณบุตร กรรมการผู้จัดการ และประธานมูลนิธิแพรกษาเพื่อการศึกษา ได้มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมของทางโรงเรียนให้แก่นักเรียนที่เป็นตัวแทนของโรงเรียนเตรียมตัวไปแข่งขันระดับประเทศ จำนวน  50,000 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่น้องๆ นักเรียนที่จะเดินทางไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนต่อไป

กมธ.ทหารฯ ลงพื้นที่ติดตามและรับทราบผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรร

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค.68) เวลา 14.00. - 16.30 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภาลงพื้นที่ติดตามและรับทราบการจัดภารกิจ ขีดความสามารถ การบรรเทาสาธารณภัยและการดำเนินการเกี่ยวกับกำลังพลสำรองของกรมการทหารช่างและมณฑลทหารบกที่ 16 จังหวัดราชบุรี

โดยมีพลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการการทหารฯร.ต.อ.ฉลอง ทองนะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ว่าที่พ.ต.กรพด รุ่งหิรัญวัฒน์ รองฯ คนที่สาม นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการ นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษา นักวิชาการ เลขานุการประจำร่วมเดินทางในครั้งนี้ 

ในการนี้ พล.ท.สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่างและพล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 กับคณะผู้บัญชาการให้การสรุปผลการดำเนินและให้การต้อนรับนำชมผลงานโรงเรียนทหารช่าง กรมการทหารช่างค่ายภาณุรังษีให้การต้อนรับ

คณะกรรมาธิการได้รับทราบสรุปผลการดำเนินงานของกรมการทหารช่าง ดังนี้ 
(1) ภารกิจหลักทหารช่างมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพและประเทศชาติ มีหน้าที่หลักในการก่อสร้าง ซ่อมแซม และบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการ
รบและการดำรงอยู่ของกองทัพ 
(2) ภารกิจการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติเช่น 
การสร้างสะพานชั่วคราว ซ่อมแซมบ้านเรือน แจกจ่ายอาหารและน้ำ เป็นต้น พร้อมทั้งการ พัฒนาประเทศชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสำรวจความต้องการยุทโธปกรณ์ของหน่วยเพื่อให้มีความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
(3) การพัฒนาทหารช่างให้มีทักษะและความรู้ด้านวิศวกรรม ที่สามารถประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะดังกล่าวในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตามภารกิจและการสั่งการของกองทัพบก
(4) ภารกิจการฝึกร่วมและการเข้าร่วมผสมการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพและมนุษยธรรมระหว่างประเทศหรือนานาชาติ

ซึ่งเจ้ากรมการทหารช่างมีข้อเสนอเพื่อให้สนับสนุนผลักดันกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้กรมการทหารช่างสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มขีดความสามารถโดยเฉพาะอาวุธทยุทโธปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่มีอายุการใช้งานมาแล้ว30 หรือ 40 ปีทั้งซ่อมไปด้วยและใช้ไปด้วยจึงควรช่วยผลักดันในส่วนนี้ด้วย
(5) ในส่วนเรื่องกำลังพลสำรอง พล.ต.พงษ์สวัสดิ์  ภาชนะทิพย์ ผู้บัญาชาการ มณฑลทหารบกที่ 16 ให้ข้อมูลว่ากำลังพลสำรองของ มทบ.16 ประมาณ จำนวน 200,000 นายครอบคลุมพื้น 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งการติดตามให้ครอบคลุมครบถ้วนคงไม่ได้ เพราะมีการย้ายถิ่นฐานหรือเหตุอื่นที่ไม่สามารถติดต่อได้ 

ทั้งนี้ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอและข้อคิดการรักษาและฝึกทหารใหม่หรือกำลังพลสำรองที่ถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ใจความสำคัญเกี่ยวกับการปลุกจิตสำนึกความรักชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ของหทารใหม่กำลังพล กช.และกำลังพลสำรองในการดูและของ มทบ.16 เพื่อปลูกฝังให้เกิดสำนึกรักสามัคคีและส่งเสริมความปรองดองสมานฉันท์ ตระหนักถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม มุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาสถาบันภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างกล้าหาญและเข้มแข็งทั้งขณะเป็นทหารประจำการและปลดประจำการไปแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ จก.กช.นำคณะกรรมาธิการการทหารฯ เยี่ยมชมนิทรรศการ กองทัพบก เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน ในบทบาทต่างๆ ทั้งด้านการทหาร การพัฒนาประเทศและการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยทุกพื้นที่ตามภารกิจอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาตามบทบาทหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้
เพื่อภารกิจงานทหารและความมั่นคงของชาติต่อไป

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘สุดซอย’ ขยายผลกากพิษซุกดิน 50,000 ตัน ที่ฉะเชิงเทรา ค้นโรงงานตัวพ่อ ลักลอบเก็บฝังขยะพิษ ผงะ!! เจอบัญชีส่วยยาวเป็นหางว่าว

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ผู้แทนมูลนิธิบูรณนิเวศ และเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท เค.เอส.ดี. รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 83 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งประกอบกิจการคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งขยายผลจากกรณีลักลอบฝังขยะอุตสาหกรรมกว่า 50,000 ตัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมมีการลงพื้นร่วมตรวจสอบ

"จากการขยายผลกรณีลักลอบฝังขยะอุตสาหกรรมจำนวนมากที่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา พบการเชื่อมโยงมายัง บริษัทฯแห่งนี้ ซึ่งเป็นของบุคคลในครอบครัวเดียวกัน จึงส่งทีมงานมาตรวจสอบอย่างเร่งด่วน" นายเอกนัฏกล่าว

ทางด้านนางสาวฐิติภัสร์ ได้กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงงานพบว่า มีเครื่องจักร และกองกากอุตสาหกรรมทั้งบนดินและฝังดิน มีลักษณะการประกอบกิจการคล้ายกับ จุดที่ อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา คือเปิดบริษัทรีไซเคิลรับกำจัดกากอุตสาหกรรม แต่ไม่นำกากอุตสาหกรรมไปกำจัดให้ถูกต้อง แต่กลับใช้วิธีกองเก็บไว้ และฝังกลบไว้ในที่ดินของตนเอง ซึ่งจากการสอบสวนพบว่าเจ้าของบริษัทแห่งนี้ยังเป็นพ่อของเจ้าของที่ดิน อ.แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา ที่ขุดพบขยะพิษเกือบ 50,000 ตันไปก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งยังพบข้อมูลบัญชีการจ่ายเงินให้กับบุคคลต่างๆ ทั้งนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ตำรวจท้องที่ ข้าราชการ และจะทำการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสีเทาอื่นๆอีกหรือไม่ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาและดำเนินคดีตั้งประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมเก็บตัวอย่างดินและน้ำในพื้นที่ส่งตรวจวิเคราะห์ หากผลปนเปื้อนเข้าข่ายเป็นของเสียที่เป็นวัตถุอันตราย เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีเพิ่มเติมข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย

“สิ่งที่น่าสังเกตคือการที่ครอบครัวเดียวกันมีการประกอบกิจการที่ผิดกฎหมายเหมือนกัน เราจึงต้องเร่งสืบหาความเชื่อมโยงว่ามีเครือข่ายอื่นใดอีกหรือไม่ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ลักลอบฝัง-ขนย้ายกากอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ด้วยหรือไม่ ที่สำคัญคือพบว่ามีหลักฐานการจ่ายส่วยอย่างชัดเจน ซึ่งเราต้องเร่งเอาผิดและจัดการกับผู้เกี่ยวข้องทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่คอยปกป้องผู้กระทำผิดเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีการเอาเยี่ยงอย่าง การช่วยเหลือผู้ประกอบการสีเทาเหล่านี้” นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

รัฐมนตรี 'สรวงศ์' นำทีม ตร.ท่องเที่ยว ปกครอง เดินเยี่ยม นทท.ย้ำมั่นใจความปลอดภัย  

เมื่อเวลา 20.06 น. (18 ก.ค.68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวกีฬา นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุงพลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พลตำรวจโท ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เมืองพัทยา เดินตรวจเยี่ยมความเรียบร้อย ของสถานประกอบการ และจุดจอดรถบริการนักท่องเที่ยวเคลื่อนที่ (CCOC Mobile) โดยมุ่งเน้นไปในเรื่องของความปลอดภัยกับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ที่ซบเซาลงในช่วงหน้าโลว์ซีซั่น ซึ่งมีปริมาณนักท่องเที่ยวน้อยลง จึงมีแนวทางที่จะจัดกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เพราะเมื่อมีการจัดกิจกรรมก็จะต้องมีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจ เดินทางมาใช้บริการสถานประกอบการต่างๆ ทั้งร้านอาหาร โรงแรม สถานบันเทิง รวมไปถึงการใช้บริการรถสาธารณะด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐ จึงต้องมีอุปกรณ์ และเทคโนโบยี ที่จะเสริมศักยภาพ และมาตรการดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางเข้ามาในทุกๆ วัน ซึ่งก็ขอให้นักท่องเที่ยวมั่นใจในมาตรการของภาครัฐ 

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการและพนักงานออกมาร่วมให้ต้อนรับ มอบดอกไม้เป็นกำลังใจให้กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวกีฬา ก่อนจะร่วมกันเดินเท้าพูดคุยประชาสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว พร้อมมอบของที่ระลึก ให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top