Tuesday, 9 June 2026
NEWS FEED

ผบ.กองเรือยุทธการ สั่ง 'พร้อมรบสูงสุด' ตามแผนจักรพงษ์ภูวนารถ-แผนกษัตริย์ศึก ตรวจความพร้อมหมู่เรือพิฆาต หน่วยซีล และ ฮ.ปฏิบัติการ รับมือภัยคุกคาม

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกำลังรบ หน่วยกำลังทางเรือในพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความพร้อมรบขั้นสูงสุดในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในทุกมิติ

ผบ.กองเรือยุทธการ ได้ตรวจเยี่ยมหน่วยปฏิบัติการหลัก อาทิ หมู่เรือพิฆาต หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (หน่วยซีล) ซึ่งถือเป็น “นักรบ 3 มิติ” และหน่วยเฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติการทางเรือ เพื่อประเมินสมรรถภาพของยุทโธปกรณ์และความพร้อมของกำลังพล

พลเรือเอก ณัฏฐพล ได้กล่าวให้โอวาทและสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพล พร้อมเน้นย้ำให้ทุกนายมีความพร้อมสูงสุดทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์อธิปไตยของชาติอย่างมั่นคง ภายใต้แนวทางการใช้กำลังตามแผนป้องกันประเทศ 'จักรพงษ์ภูวนารถ' หรือ 'แผนกษัตริย์ศึก' ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือ

ผู้บัญชาการฯ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยยึดหลักความคล่องตัวในการปฏิบัติภารกิจและสามารถตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังได้แสดงความห่วงใยต่อครอบครัวของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ พร้อมให้คำมั่นว่า กองเรือยุทธการจะดูแลสวัสดิการของครอบครัวกำลังพลอย่างดีที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติได้อย่างภาคภูมิใจ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือน ระวังผู้ไม่หวังดี ฉวยโอกาสใช้ข่าวปลอม ปลุกปั่นคนไทย และหลอกรับบริจาค

(26 ก.ค.68) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าในสื่อสังคมออนไลน์ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งที่เป็นความจริงและไม่เป็นความจริง สร้างความสับสนและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย รวมไปถึงอาจมีการฉวยโอกาสของผู้ไม่หวังดี ใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงพี่น้องประชาชน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวัง อย่ารีบตัดสินใจหลงเชื่อข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้อง เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ที่ฉวยโอกาสในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

1.เผยแพร่ข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนก - เผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือนเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณแนวชายแดน โดยอาจมีการนำภาพเก่า หรือภาพจากเหตุการณ์อื่น มาประกอบกับข้อความเพื่อให้คนตื่นตกใจ

2.เผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง – เผยแพร่ข้อมูลเพื่อยุยงปลุกปั่นพี่น้องประชาชน โดยมุ่งหวังเพื่อให้เกิดความไม่สงบ หรือเกิดสถานการณ์ความรุนแรงภายในประเทศไทย อันจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในมุมมองของประชาคมโลก

3.หลอกรับบริจาค - อาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย หลอกเปิดรับบริจาคจากพี่น้องประชาชน อ้างว่าจะนำไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน

โดยขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร และขอให้ยุติการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากอาจถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนสู้รบกับประเทศไทย

และหากพี่น้องประชาชนพบเห็นการเผยแพร่ข่าวปลอม เผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความเกลียดชัง หรือหลอกลวงรับบริจาค สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 และ 1599 หรือหากได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘กองทัพเรือ’ เปิดยุทธการ!! ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ ผลักดัน!! ทำลายพื้นที่ ‘ทหารกัมพูชา’ ให้ถอยออกไป

(26 ก.ค. 68) ทหารกัมพูชาเปิดพื้นที่ใหม่เริ่มโจมตีทหารไทยเวลา05.10 น.
บริเวณบ้านชำราก จ.ตราด ทางทหารจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ตอบโต้ เริ่มการปะทะ 

กองทัพเรือ จึงได้เปิดยุทธการ 'ตราดพิฆาตไพรี1' ทำการผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาวางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด กระทั่งเวลา 05.40 น. กำลังทหารเรือได้สามารถผลักดัน ฝั่งกัมพูชาได้ถอยออกไป

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประกาศ เรื่องให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ โดยที่ปรากฏว่า ประเทศกัมพูชาใช้กำลังและอาวุธรุกรานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดแนวชายแดน จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามอันมีที่มาจากภายนอกราชอาณาจักรดังกล่าว

เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 176 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ 2457

จึงให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

1.จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอเขาคิชฌกุฏ

2.จังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ต่อมามีประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(เฉพาะ) ที่ 1290/2568 
เรื่อง การปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่ จ.จันทบุรี และพื้นที่ จ.ตราด

โดยกำหนดมาตรการดังนี้

1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 

2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย 

3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

ปตท. จับมือ ‘ธิสเซ่นครุปป์’ และพันธมิตรจากเยอรมนี (GIZ) เดินหน้าศึกษาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในภาคใต้ของไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ 'H2Uppp' ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี 

การร่วมมือกันในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 

รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการในเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จีนเป็นห่วงศึกชายแดนระหว่าง ‘ไทย-กัมพูชา’ หวังแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจา ย้ำเป็นมิตรกับทั้งสองฝ่าย

(25 ก.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองประเทศจะแก้ไขข้อพิพาทอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาหารือ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาต่างเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของจีน รวมถึงเป็นสมาชิกคนสำคัญของอาเซียน โดยการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสมนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ จีนยึดมั่นจุดยืนอันเป็นธรรมและเป็นกลาง ยังคงส่งเสริมการหารือเพื่อสันติภาพผ่านวิถีทางของตนเอง และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการช่วยลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลร่วมของประเทศในภูมิภาค

‘กองทัพบก’ ชวนคนไทยทั่วประเทศ ร่วมประดับธงชาติแสดงพลังความสามัคคี

(25 ก.ค. 68) กองทัพบกออกประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกัน 'ประดับธงชาติไทย' ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบ้านเรือน อาคารราชการ โรงเรียน ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

ภายใต้แนวคิด “ยืนหยัดเพื่อชาติ ศักดิ์ศรี และความเป็นไทย” การประดับธงในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความเสียสละ และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ที่พร้อมเคียงข้างกองทัพในการปกป้องแผ่นดิน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการพลังใจจากคนทั้งชาติ

ผบช.ภ.2 เช็กความพร้อม 'ภ.จว.ตราด' เดินเครื่อง 'พิทักษ์ส่วนหลัง' ดูแลประชาชน สั่งตรึงเข้มแนวชายแดนเตรียมกำลังพร้อมหนุนส่วนหน้า

(25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เดินทางไปตำรวจภูธรจังหวัดตราด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยได้ประชุมกำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และอพยพประชาชน โดยให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดให้สามารถปฏิบัติภารกิจสนับสนุนส่วนหน้าได้ทันท่วงทีเมื่อจำเป็น หรือมีการสั่งการ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ได้ตรวจความพร้อมของกำลังพล อาวุธ ยุทโธปกรณ์ การดำรงการสื่อสาร และแผนการปฏิบัติการบัญชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะกำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กำชับให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจของส่วนหน้าได้ทุกเมื่อ โดยย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันให้มีแผนการปฏิบัติในการอพยพประชาชนที่ชัดเจน เตรียมความพร้อมในทุก ๆ สถานการณ์ อาทิ เตรียมพร้อมการเคลื่อนผู้ป่วยในสถานพยาบาล การลำเลียงทางการแพทย์ โดยให้สำรวจพื้นที่หลบภัย ศูนย์พักพิง สำรวจประชากรกลุ่มเปราะบางวางแผนการเข้าช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้สอบถามถึงการส่งกำลังบำรุง โดยทางตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติทุกนาย

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา ระวังภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดต่อชายแดน ให้ประสานงานหน่วยร่วมปฏิบัติ สืบสวนหาข่าวเชิงลึก เกาะติด แสดงกำลัง ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เฝ้าระวังผู้ไม่ประสงค์ดี และอาชญากรที่ฉวยโอกาสก่อเหตุในสถานการณ์เช่นนี้ 

“ในการปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน ไม่ทำให้ตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิด กรณีเกิดสถานการณ์ที่ต้องอพยพประชาชนจากบ้านเรือนให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าตำรวจพร้อมดูแล และให้ฝ่ายสอบสวนเตรียมความพร้อมด้านการสอบสวน การดำเนินคดีต่าง ๆ โดยให้ประสานงานศูนย์พิสูจน์หลักฐานตำรวจในพื้นที่ให้พร้อมปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ” 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอให้ตำรวจลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ชี้แจงประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง ต่อต้านข่าวเท็จ ข่าวลวงที่สร้างความตื่นตกใจกระทบขวัญของประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจภูธรภาค 2 ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน อยู่เคียงข้างดูแลประชาชน ทำหน้าที่พิทักษ์ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ

‘เมโทร กรุ๊ป’ เปิด!! ZEEKR Metro Flagship บางนา กม.5 ชูประสบการณ์กว่า 70 ปี เติมเต็มความเชื่อมั่น ตลาดรถอีวีไทย

(26 ก.ค. 68) นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมโทร กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “ภายใต้หลักการ Win Win Win ความซื่อสัตย์และจริงใจกับคู่ค้าทางธุรกิจและลูกค้าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้เมโทร กรุ๊ป ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่นคงทางธุรกิจยานยนต์มากว่า 70 ปี สามารถสร้างเป็นเครือข่ายยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ด้วยฐานลูกค้ามากกว่า 200,000 ราย”

“นวัตกรรมพลังงานสะอาดของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมของเราและเป็นแรงบันดาลใจให้เลือก ZEEKR รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่า ZEEKR เป็นบริษัทในเครือ Geely Automobile ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่จากประเทศจีนที่มีความมั่นคง มีความหลากหลายของยานยนต์ที่อยู่ในความดูแล และ ZEEKR มีความโดดเด่นเรื่องการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ ในลักษณะของการผสานกันระหว่างยานยนต์ตะวันออกและตะวันตก (East Meet West) และการจับมือกับ ZEEKR ในครั้งนี้ส่งให้ เมโทร กรุ๊ป ก้าวสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจยานยนต์ครบวงจร ประเดิมเปิด ZEEKR Metro Flagship โชว์รูมและศูนย์บริการ ที่บางนา กม. 5 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 60 คันต่อเดือน”

'ZEEKR Metro Flagship' มีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกกระบวนการของการซื้อ และบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด 'Customer-first Experience' เชื่อมต่อนวัตกรรมล้ำสมัย ความพรีเมียม และไลฟ์สไตล์ ไว้ในที่เดียวกัน ผ่าน 3 หลักการคือ Hardware มีโชว์รูม ที่กว้างขวาง สวยงาม สะดวกสบาย ด้วยพื้นที่จัดแสดงรถขนาดหน้ากว้าง 92 เมตร พร้อมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คาเฟ่เต็มรูปแบบ และ Share Working Space ที่สามารถรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย

หลักการที่สอง Software ระบบการทำงานและการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ที่จะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้กับลูกค้าในการมารับบริการ และหลักการสุดท้าย Peopleware เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบการบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อาทิ โปรแกรม 'Metro Lux' ที่ให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกสามารถสะสมคะแนน และรับสิทธิพิเศษมากมาย”

นอกจากนี้ เรามีบริการ 'ใกล้ไกล เรา ใกล้คุณ' เป็นการบริการส่งรถทดลองขับถึงบ้านลูกค้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บริการรับ-ส่งรถเมื่อถึงกำหนดเข้ารับบริการ โดยการนัดหมายล่วงหน้า บริการรถสำรองให้ลูกค้า บริการรถสไลด์ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นต้น ซึ่งเมื่อผนวกแนวคิดการทำงานแบบ “มาด้วยกัน ไปได้ไกล - Together We Can” ของเมโทร กรุ๊ป เข้ากับวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ ZEEKR แล้ว เรามั่นใจว่าลูกค้าจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน”

โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร ZEEKR Metro Flagship บางนา ก.ม.5 พร้อมให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. 

ติดตามข่าวสารของ ZEEKR Metro เพิ่มเติมได้ที่ 

https://zeekrmetro.com 

Facebook : ZEEKR Metro 

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
Call Center 02-0123-999

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

(25 ก.ค.68) เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บังคับบัญชาหน่วยต่างๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้น ผบ.ตร. และคณะ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ฯ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีต่างๆ ในโอกาสอันเป็นมหามงคล ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th  ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2568

นักวิเคราะห์ออสซี่จากสถาบัน ASPI เปิดข้อมูลสำคัญจากภาพดาวเทียม ชี้ชัด!! “กัมพูชาเริ่มก่อน” มีการเสริมกำลังล่วงหน้า ก่อนเปิดฉากปะทะชายแดน

(25 ก.ค. 68) นาธาน รูเซอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาพถ่ายดาวเทียมจากสถาบัน ASPI ของออสเตรเลีย เปิดเผยหลักฐานใหม่ว่าความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชารอบล่าสุดมีแนวโน้มเริ่มจากฝั่งกัมพูชา โดยเขาตรวจสอบภาพดาวเทียมย้อนหลังพบว่า ทหารเขมรได้เสริมกำลังในหลายพื้นที่ก่อนเกิดเหตุปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 และยังเร่งส่งทรัพยากรทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติมทันทีหลังเกิดเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญรายดังกล่าวได้เผยแพร่แผนที่แสดงความหนาแน่นของกิจกรรมทางทหารในฝั่งกัมพูชา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม โดยย้ำว่าภาพถ่ายดาวเทียมเป็นหลักฐานที่ “ไม่สามารถบิดเบือนได้” พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันแชร์ข้อมูลนี้ เพื่อให้โลกได้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

ทั้งนี้ นาธาน รูเซอร์ (Nathan Ruser) เป็นนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงจากการติดตามความขัดแย้งในยูเครน เมียนมา และตะวันออกกลาง โดยข้อมูลของเขาถูกใช้โดยสื่อใหญ่ระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง ทั้ง CNN, BBC และ Reuters ทำให้รายงานล่าสุดนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top