Monday, 14 September 2026
NEWS FEED

มุกดาหาร -​ ชาวบ้านร้อง!! ถูกแก๊งเงินกู้นอกระบบโหดข่มขู่ ยิงปืนโชว์ต่อหน้ากล้อง

(3 ก.ย. 68) จากกรณีเหตุการณ์ทวงหนี้ที่ปรากฏในสื่อโซเชียล เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 20.00 น พลตำรวจตรี ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และ พันตำรวจเอก​ กิตเตชิษฐ์​ บำรุง​ รอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกประยุทธ์ เรือนทองคำ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองมุกดาหาร และพันตำรวจเอก วิจิตร บุญวรรณ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร ดำเนินการ สืบสวนติดตาม ผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด โดย ชุดสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร และกก.สส.ภ.จว.มุกดาหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการสอบถามข้อมูล จากผู้เสียหายทราบว่า คลิปดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2567​ ที่ผ่านมา และได้ให้ข้อมูลว่า การทวงหนี้ดังกล่าวเกิดจากการที่ตนได้กู้​เงินกับ นายทักษ์ดนัย หรือเล้ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้​ สภ.เมืองมุกดาหาร จึงได้สืบสวนจนทราบที่อยู่ของนายเล้ง และได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเช่าเลขที่ 14/1 ซอยตาดแคน 14 ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งนายทักษ์ดนัยฯ เป็นผู้เช่าอาศัย ตรวจค้นพบบัตรโฆษณาให้กู้เงิน จึงได้จับกุม ในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนผู้ก่อเหตุในคลิป ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่าเป็นลูกน้องของนายเล้ง ชื่อ นายฟลุ๊ค และนายหนุ่ม ซึ่งได้นำอาวุธปืนแก๊ป แบบแก๊ปวง (ปืนเด็กเล่น)​ มากระทำลักษณะตามที่ปรากฏตามคลิป จากการสืบสวนทราบว่าปัจจุบันทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหารแล้ว สภ.เมืองมุกดาหาร จะได้ดำเนินการสืบสวนขยายผล ติดตามตัวมาดำเนินคดีในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน

'ศบ.ทก.' ไฟเขียวสร้างรั้วชายแดนไทย – เขมร ยาว 16 กม. จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

'ศบ.ทก.' เห็นชอบแผนสร้างรั้วยาว 16 กม. บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว แจง 'ไอโอที' ลงพื้นที่สังเกตการณ์ จ.ตราด แค่เก็บข้อมูล 'กต.' จี้ เขมรเลิกสร้างข่าวบิดเบือน บั่นทอนความเชื่อใจระหว่างกัน

(3 ก.ย. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปทั้ง 2 ฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงเวลาที่ผ่านมา และจากการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) เดินทางไปสังเกตการณ์ในพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เมื่อวันที่ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาได้เน้นย้ำว่าไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่จะทำหน้าที่สังเกตการณ์เก็บข้อมูลและรายงานอย่างเป็นธรรม

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่า แผนงานในการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป(GBC) สมัยวิสามัญครั้งที่ 2/ 2568 มีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 7-10 ก.ย. 68 ในพื้นที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา โดยรูปแบบการประชุมเหมือนครั้งที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือการประชุมของฝ่ายเลขานุการร่วม ช่วงวันที่ 7-9 ก.ย.และจากนั้นวันที่ 10 ก.ย.เป็นการประชุม GBC หลัก และจะมีการแถลงข่าวหลังจากการประชุมในพื้นที่จังหวัดตราด ทั้งนี้ในส่วนของความมั่นคงเป็นเรื่องของการติดตามการดำเนินการบริหารจัดการบริเวณชายแดนพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว โดยในวันเดียวกันนี้ที่ประชุมศบ.ทก. จังหวัดสระแก้ว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ชี้แจงและนำเสนอแนวทางการดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคง ปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่บ้านหนองจานและพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีแผนจัดสร้างรั้วระยะทาง 16 กิโลเมตร บริเวณหลักเขตแดนที่ 50 ถึง 51 ซึ่งถือว่าเป็นหลักเขตแดนที่มีการสำรวจและได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้จะมีการสำรวจสิทธิการครอบครองที่ดินในพื้นที่อย่างละเอียด ตลอดจนมีมาตรการดำเนินการตามกฎหมายของไทยในการประกาศใช้กฎหมายกับชาวกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่และแจ้งความดำเนินการกับราษฎรกัมพูชาที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ซึ่งที่ประชุมศบ.ทก.ในวันนี้เห็นชอบในหลักการที่จังหวัดสระแก้วได้เสนอมา และจะนำข้อมูลต่างๆนำเสนอต่อที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อขออนุมัติ

ด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ประเด็นด้านการต่างประเทศเรื่องแรกการดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งระหว่างวันที่ 26-28 ส.ค.ที่ผ่านมา นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เดินทางไปนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในเขตแดนไทย ไปชี้แจงกับกลุ่มบุคคลต่างๆที่มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา การเยือนครั้งนี้นอกจากได้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ไทยยังยืนยันความมุ่งที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา และเป็นโอกาสให้เขาได้สอบถามเพื่อปรับความเข้าใจเรื่องต่างๆให้ได้เข้าใจถูกต้อง นอกจากนี้ยังได้ประกาศว่าไทยจะเข้าร่วมในโครงการรณรงค์ระดับโลกเรื่องการลดอาวุธเพื่อมนุษยธรรมและดำเนินการด้านทุ่นระเบิด และในเวลาเดียวกันเอกอัคราชทูตผู้แทนถาวรไทย ณ นครนิวหยอก ได้เข้าพบเลขาธิการสหประชาชาติอีกครั้งเพื่อนำส่งข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์เพิ่มเติม ต่อกรณีการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชาที่มีทหารไทยบาดเจ็บถึง 6 ครั้ง

นางมาระตี กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารตามที่ปรากฎรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ขแมร์ ไทม์ส อ้างกรณีที่ชาวกัมพูชาไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ว่าเป็นผลจากอาวุธที่ตกค้างของฝ่ายไทยจากการปะทะกันบริเวณชายแดนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และการกระทำในพื้นที่สวนทางกับข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงมาโดยตลอด ทั้งด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การใช้โดรน การปลุกระดมประชาชน และล่าสุดยังพบการใช้ระเบิดแสวงเครื่องในฝั่งไทย และเร็วๆนี้มีรายงานจากนิตยสาร JANES ซึ่งเป็นนิตยสารด้านความมั่นคง นำเสนอว่าจากหลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมพบการก่อตั้งฐานปฏิบัติการทางทหารในฝั่งกัมพูชาบริเวณชายแดนหลายเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ปะทะระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีไทยที่ชี้แจงมาโดยตลอดว่าฝ่ายกัมพูชาริเริ่มการโจมตี

“ไทยห่วงกังวลต่อการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายกัมพูชาที่ทำอย่างเป็นระบบ ซึ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้หยิบยกขึ้นหารือกับรมว.การต่างประเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย โดย OHCHR มองเป็นปัญหาระดับโลกเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจ ความไว้วางใจระหว่างกัน และยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการหาทางออกโดยสันติ ไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ในลักษณะนี้ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและสันติภาพในภูมิภาค สุดท้ายนี้ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามการหลอกลวงทางออนไลน์ ” นางมาระตี กล่าว

ขณะที่ น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ในการประชุมครม.วันที่ 2 ก.ย. มีมติเห็นชอบยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไทยกัมพูชา ซึ่งจะครอบคลุมกรณีผู้เสียชีวิตและทุพพลภาพ 17 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 136 ล้านบาท และกรณีผู้บาดเจ็บสาหัส 37 ราย เป็นเงิน 29.6 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 165.6 ล้านบาท ทั้งนี้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลประชาชน เพื่อให้ได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้อย่างครบถ้วนและเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนทุกคนมั่นใจเราเร่งแก้ไข ฟื้นฟู และใส่ใจความเป็นอยู่ของทุกคนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และขอให้เชื่อมั่นว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง รัฐบาลจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกๆก้าว เพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

‘ดร.สัญญา’ ฉายภาพ 36 ปี วิศวกรรมศาสตร์ มธ. กับบทบาทสร้างคนคุณภาพที่พร้อมเปลี่ยนแปลงสังคม

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับก้าวต่อไปสู่การพัฒนาวิศวกรรุ่นใหม่ ด้วยเจตนารมณ์เดินหน้าสร้าง “ผู้สร้าง” ที่มากกว่าวิศวกร และพร้อมก้าวไปกับโลกอนาคตอย่างไม่หยุดนิ่ง

ศาสตราจารย์ ดร.สัญญา มิตรเอม คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของคณะ ในโอกาสครบรอบ 36 ปี ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ประเทศต้องการวิศวกรเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม สู่การสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงมีความรู้ทางเทคนิค แต่ยังมีจิตสำนึกต่อสังคม มีเสรีภาพ และความเป็นธรรม

โดย คณบดีได้เล่าถึงการพัฒนาหลักสูตรที่หลากหลายและทันสมัย การเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้กับมหาวิทยาลัยชั้นนำ Top 100 ของโลก ไปจนถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สะท้อนบทบาทของคณะในการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับประเทศ ว่า วิศวกรรม ธรรมศาสตร์ เริ่มต้นจากการที่ประเทศมีความต้องการวิศวกรเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นในช่วง 36 ปีที่ผ่านมา สามารถกล่าวได้ว่าเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ได้สร้างบุคลากรที่สร้างคุณค่า ต่อเศรษฐกิจและสังคม ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ที่ธรรมศาสตร์มีแนวคิดในเรื่องของประชาธิปไตย เรื่องเสรีภาพ และเรื่องของความเป็นธรรม แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ได้ส่งต่อมาถึงตัวนักศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ธรรมศาสตร์เช่นเดียวกัน 

“เรามองว่าบัณฑิตของเรา นอกจากจะเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคแล้ว ยังต้องเป็นคนที่มีจิตสำนึกต่อสังคมในการที่จะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคม โดยใช้ความรู้ทางด้านวิศวกรรมที่เขามีอยู่ ต่อยอดออกไป เพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ดียิ่งขึ้น”

และยิ่งไปกว่านั้น บัณฑิตของวิศวะ มธ. นั้น จะต้องเป็น “มากกว่าวิศวกรรม”  ซึ่งหมายถึงการสร้างบัณฑิต สร้างวิศวกรขึ้นมา แต่เป็นวิศวกรในแบบที่มีความรู้รอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นความรู้ทางศาสตร์อื่น ๆ ด้วย โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคน สามารถเลือกเรียนวิชาในคณะอื่น ๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีกิจกรรมหลากหลาย ทำให้นักศึกษาจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นกับเพื่อนจากคณะอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมองให้เกิดการพัฒนาไปเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม ดังนั้น นิยามของวิศว มธ. คือ เราไม่ใช่แค่วิศวกรที่พร้อม จะออกไปช่วยสร้างคุณค่าต่อสังคมต่อไป

“จุดยืนของเราก็คือการสร้างบุคลากรวิศวกรที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประเทศ และเป็นบุคลากรที่มีความเป็นธรรม ดังนั้นเราก็ยังหวังว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วิศว มธ. จะยังสร้างวิศวกรในระดับมาตรฐานสากล ที่มีแนวคิดมีมุมมองที่เป็นจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ก็คือรักความเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพ และเชื่อมั่นในความเป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะคงอยู่กับวิศว มธ. ต่อไปในอนาคต”

คอนโดหรูกลายเป็นรังยา!  ตำรวจ ดส. บุกทลายเครือข่ายไนจีเรีย–สาวไทย ยึดโคเคนพร้อมทรัพย์สิน 4 แสน

เมื่อวันที่ (2 ก.ย. 68) ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ศานติ กรเกษม ผกก.ดส., พ.ต.ท.วรปรัชญ์ วุฑฒิรักษ์ และ พ.ต.ท.ปียรัช เวสสะโกศล รอง ผกก.ดส. ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. นำโดย พ.ต.ต.ยศชนินทร์ ประเสริฐโสภา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ บุกเข้าจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่สมุทรปราการ

ตำรวจสามารถจับกุม MR. UKWE VINCENT CHISOM อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย และ น.ส.เกศินี หรือเล็ก พึ่งสันเทียะ อายุ 30 ปี ได้ภายในคอนโดหรูย่านศรีนครินทร์ โดยทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายโคเคน” เพื่อการค้า และแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ขณะเดียวกันผู้ต้องหาชาวไนจีเรียยังถูกดำเนินคดีข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” อีกด้วย

ของกลางที่ยึดได้ ได้แก่ โคเคนหนัก 99 กรัม กล่องไม้ซุกซ่อนยา ถุงแบ่งบรรจุ ตาชั่งดิจิตอล เทปกาว โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง พร้อมหลักฐานอื่น ๆ รวมทั้งยังตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด มูลค่ากว่า 4 แสนบาท ประกอบด้วย รถยนต์ 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน และเงินสด 39,000 บาท

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สื่อเขมร โพสต์ถามไทยจะช่วยสร้าง 7 โครงการต่อหรือไม่ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกฯ

(3 ก.ย. 68) Khmer Times โพสต์ถาม ไทยยังเดินหน้าช่วยกัมพูชาตาม 7 โครงการ หลัง ‘แพทองธาร’ ถูกถอดถอนหรือไม่

สื่อกัมพูชา Khmer Times โพสต์ตั้งคำถามต่อความช่วยเหลือจากไทย หลังจากที่รัฐบาลแพทองธารเคยลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับกัมพูชาไว้ 7 โครงการ ว่าหลังการถอดถอน “อุ๊งอิ๊ง” ไทยจะยังคงดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่ โดยบทความได้สัมภาษณ์นักวิชาการกัมพูชา ซึ่งย้ำว่า ไทยมีพันธะตามสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง

‘แม่ทัพภาค 2’ สั่งปิดตายปราสาทตาเมือนธม ล้อมรั้วลวดหนามชั่วกัลปาวสาน ใครแตะถือว่าล้ำอธิปไตยไทย

เมื่อวานนี้ (2 ก.ย. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวระหว่างการบรรยายพิเศษกับนักศึกษาหลักสูตรวัคซีนเพื่อชีวิต (วชส.) สมาคมพนักงานสอบสวน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ถึงประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า แม้มีการหยุดยิงชั่วคราว แต่ทหารกัมพูชายังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้น และบางครั้งใช้สูตรเจรจาไปพูดอีกอย่าง ทำอีกอย่าง พร้อมยืนยันว่า ภูมะเขือและพื้นที่ที่ไทยควบคุมอยู่ทั้งหมดเป็นอธิปไตยของไทย

สำหรับปราสาทตาเมือนธม แม่ทัพภาค 2 ชี้แจงว่า มีการวางรั้วลวดหนามรอบปราสาททั้งหมด และถือเป็นการประกาศอาณาเขตไทย หากใครแตะต้องรั้วถือว่าล้ำอธิปไตยไทย พร้อมย้ำว่า รั้วนี้จะอยู่ชั่วกัลปาวสาน ใครจะขึ้นมาต้องมีวีซ่าและพาสปอร์ต

พล.ท.บุญสินยังกล่าวถึงกรณีปราสาทพระวิหารที่ไทยแพ้คดีแล้วว่า มีสองแนวทาง คือ ยื่นต่อศาลโลกใหม่ หรือใช้กำลังยึดกลับ แต่ต้องคำนึงถึงกฎหมายและสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันพื้นที่ชายแดนอื่น ๆ เช่น บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ก็มีการวางรั้วลวดหนามเพื่อประกาศอาณาเขตไทย

ทั้งนี้ แม่ทัพภาค 2 ย้ำว่า การปฏิบัติหน้าที่และการวางรั้วขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่จริง และเป็นมาตรการรักษาอธิปไตยของชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับฝ่ายกัมพูชา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

‘แม่ทัพภาค 2’ น้ำตาคลอ!! เผยทหารเจ็บ 666 นาย สละชีพ 18 นาย เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ย้ำทหารจะไม่ทำรัฐประหาร

(2 ก.ย. 68) “แม่ทัพภาคที่ 2” พลโท บุญสิน พาดกลาง กล่าวด้วยน้ำตาคลอ ระหว่างบรรยายวิสัยทัศน์หลักธรรมและยุทธศาสตร์ป้องกันชายแดน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยข้อมูลสะเทือนใจว่า ทหารไทยบาดเจ็บกว่า 666 นาย และเสียชีวิต 18 นาย ในการปฏิบัติภารกิจปกป้องแผ่นดิน โดยบางนายสูญเสียอวัยวะหรือสายตา ซึ่งตนได้ไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจด้วยตัวเองทุกครั้ง

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังฝากถึงนักศึกษาให้เลิกยึดภาพจำทหารในอดีต แต่ให้มองบทบาทปัจจุบัน พร้อมยืนยันว่า “ทหารจะไม่ทำรัฐประหารแล้ว” และขอเป็นปากเสียงแทนเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 อย่าง พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เพราะหมดสมัยแล้ว

ทั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลางย้ำชัดว่า กองทัพจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แต่ประเทศต้องการ “คนดีมาบริหาร” หากปล่อยให้การเมืองวนซ้ำเดิม ปัญหาก็จะเกิดซ้ำไม่สิ้นสุด พร้อมยืนยันบทบาทหลักของกองทัพคือการป้องกันชายแดนและยืนอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เร่งกระจายกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ระดมทีมกู้ชีพ กู้ภัย จัดตั้งโรงครัวฯ จัดกำลังช่วยเหลือชาวเพชรบูรณ์ และส่งทีมสังคมสงเคราะห์ แผนกสาธารณภัยฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ชาวเชียงราย พะเยา น่าน สุโขทัย

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดอุทกภัยในหลากหลายพื้นที่ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยวานนี้ (วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568 ) ได้เร่งจัดทีมบรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นำทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมเรือท้องแบน อุปกรณ์กู้ภัยทางน้ำ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รถกู้ภัยและรถพยาบาลขับเคลื่อน 4 ล้อ เสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว เร่งลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในทันที โดยกองอำนวยการฯ และโรงครัวเคลื่อนที่ จัดตั้ง ณ บริเวณสมาคมกกไทร พ่งไล้ยี่จับเซียวเกาะ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งในขณะนี้ ทีมบรรเทาฯ กำลังปฏิบัติภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ โดยท่านสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

พร้อมกันนี้ ระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม -1 กันยายน พ.ศ. 2568 แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำโดย นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย จัดทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4 จังหวัดเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และสุโขทัย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช และน้ำปลา รวมทั้งสิ้น 8,000 ชุด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 3,600,000 บาท (สามล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐเป็นประธานในพิธี พร้อมทั้งมูลนิธิสงเคราะห์ 14 จังหวัดภาคใต้ และ สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมให้ความช่วยเหลือ

เมื่อเกิดอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเรือท้องแบน และ โรงครัวเคลื่อนที่เพื่อประกอบอาหารกล่อง พร้อมถุงยังชีพ ชุดยาเวชภัณฑ์ และอาหารสุนัขและแมว นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัย เพื่อการบรรเทาทุกข์และช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ในเบื้องต้น พร้อม ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกสาธารณภัย จะประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท และกรณีมีผู้เสียชีวิตจากเหตุอุทกภัย ญาติของผู้เสียชีวิตสามารถขอรับเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจศพจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2568 ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ โดยแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ริเริ่มโครงการมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ โดยร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยได้ทำพิธีมอบไปแล้ว 2 จังหวัดภาคเหนือ รวมงบประมาณการดำเนินงานโครงการฟื้นฟูหลังน้ำลด และมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ในปี 2568 กว่า 20.6 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป

ทหารกัมพูชาแอบวางทุ่นระเบิดในไทย ใกล้ปราสาทตาควาย ทบ. แถลงประณามกัมพูชา…ถือเป็นการเมินข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

(1 ก.ย. 68) กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 11.50 น. กองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 27 ตรวจพบการวางกับระเบิดแสวงเครื่อง ใช้ลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิดประกอบกับลวดสะดุด คาดว่าเป็นฝีมือทหารกัมพูชา พิกัดอยู่ทางทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ห่างจากเนิน 350 ประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ใกล้แนวลวดหนามฝั่งไทย

จากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบการวางทุ่นระเบิด PMN-2 รวม 3 ทุ่น พร้อมลูกกระสุนเครื่องยิงลูกระเบิด 2 ลูก และตะปูเรือใบจำนวนมาก สอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อ 22 ส.ค. 2568 ที่ฝ่ายไทยเคยตรวจพบทหารกัมพูชาดักซุ่มและวางกำลังบริเวณเดียวกัน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน และเป็นความพยายามลอบโจมตีทหารไทยให้ได้รับอันตรายถึงชีวิตในเขตแดนไทย พร้อมชี้ว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พบ สวนทางกับท่าทีของกัมพูชาที่อ้างต่อประชาคมโลกว่าปฏิบัติตามข้อตกลงและยึดมั่นในสันติภาพ

ด้าน พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้สั่งการให้กองทัพภาคที่ 2 กำชับกำลังพลปฏิบัติหน้าที่อย่างรอบคอบ และส่งชุดทหารช่างเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง เพื่อความปลอดภัยและลดความสูญเสียในการปฏิบัติภารกิจบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด

ในห้วงเวลาที่การเมืองไทยฝุ่นตลบ ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเผชิญวิกฤตทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง ‘ลุงตู่’ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งองคมนตรี 

(1 ก.ย. 68) เช่นเดียวกับ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคยทำงานร่วมกับลุงตู่อย่างใกล้ชิด ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แม้ว่าในช่วงขณะหนึ่งเมื่อ 2 ปีก่อน ภายหลังการเลือกตั้งในปี 2566 มีกระแสข่าวว่า นายพีระพันธุ์ จะทิ้งลุงตู่ จนทำให้ต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า ไม่มีวันที่จะทิ้งคนดีๆ อย่างลุงตู่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า การได้เจอคนดีนับเป็นโชคดีของชีวิต การได้เจอและได้ทำงานกับคนดีๆยิ่งต้องถือว่าทั้งโชคดีและเป็นกำไรของชีวิตที่ได้ซึมซับและได้เรียนรู้เรื่องดีๆจากคนดีๆ ยิ่งเป็นคนดีที่รักชาติบ้านเมืองรักสถาบันยิ่งชีวิตก็ยิ่งต้องถือว่าเป็นโชคมหาศาลของชีวิต 

โดยนายพีระพันธุ์ ได้อยู่ทำงานร่วมกับลุงตู่จนวินาทีสุดท้ายในการทำงานและการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีของคนไทยและประเทศไทย

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า พลเอกประยุทธ์ หรือ ลุงตู่ มีความตั้งใจในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง ทำให้คนที่ทำงานด้วย ต่างมีพลังบวก พร้อมทำงานเพื่อชาติอย่างมีความสุขเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top