Monday, 13 July 2026
NEWS FEED

ต่างชาติคิดหนัก หากหวังเกิดใหม่ใน 'ฟินแลนด์' เหตุรัฐโบกมือเรียก แต่คนถิ่นโบกมือไล่

ถ้าพูดถึงฟินแลนด์ คงหนีไม่พ้นการเป็นเมืองในฝันของใครหลายคน ที่ติดอันดับเมืองที่มีค่าดัชนีความสุขสูงติดอันดับท็อปของโลก มีคุณภาพชีวิตสูง เปี่ยมล้นด้วยสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน มีสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม แต่มีอัตราการคอร์รัปชัน อาชญากรรมต่ำ

ทว่า ถึงแม้จะมีสุดยอดโปรไฟล์ที่ใคร ๆ ก็อิจฉา แต่ในประเทศฟินแลนด์ ก็ยังมีปัญหาเรื้อรังมานานที่กำลังเข้าขั้นวิกฤติ ก็คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

ในความเป็นจริงแล้ว ตอนนี้หลายประเทศในยุโรป ล้วนประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานหรือหาคนทำงานระดับทั่วไปได้ยาก เพียงแต่ประเทศฟินแลนด์ดูจะเจอปัญหาหนักกว่าใคร ๆ ในย่านนี้ อันเนื่องมาจากประเทศฟินแลนด์ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่เราเรียกว่ายุค Grey Generation 

โดยสัดส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปในฟินแลนด์มีสูงถึง 39.2 คนต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงญี่ปุ่นเท่านั้น และคาดว่าสัดส่วนประชากรวัยเกษียณของฟินแลนด์จะพุ่งไปถึง 47.5% ภายในปี 2030 นี้ 

แต่ปัญหาของฟินแลนด์ที่ดูจะหนักกว่าของญี่ปุ่นนั้น ก็เพราะฟินแลนด์เป็นประเทศที่มีประชากรเบาบางมาก เพียง 5.5 ล้านคนเท่านั้น หากเทียบกับญี่ปุ่นที่มีประชากรถึง 125 ล้านคน 

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลฟินแลนด์จะต้องทำเพื่อแก้ปัญหาด้านแรงงาน คือ ต้องสนับสนุนให้คนวัยหนุ่ม-สาว จากประเทศอื่นย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ทำงานในฟินแลนด์ให้มากขึ้น อย่างน้อย 20,000 -  30,000 คนต่อปี เพื่อเติมเต็มความต้องการด้านแรงงานในประเทศ 

ซึ่งดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ยาก เพราะระดับประเทศแดนสวรรค์อย่างฟินแลนด์ประกาศขอรับคนต่างชาติย้ายถิ่นถาวร รับรองว่าจะต้องมีคนนับล้านจากทั่วโลกอยากเข้าไปตั้งรกรากทำงานในฟินแลนด์อย่างแน่นอน

แต่อุปสรรคใหญ่ของรัฐบาลฟินแลนด์คือ ยังมีกลุ่มนักการเมืองสายขวาจัดในฟินแลนด์ที่ต่อต้านการรับชาวต่างชาติเข้าเมือง โดยอ้างเหตุผลว่า ชาวต่างชาติมักมาสร้างปัญหา เป็นภาระภาษีของประชาชนมากกว่าจะมองในแง่การแก้ปัญหาแรงงานเพียงอย่างเดียว 

ส่วนชาวฟินแลนด์จำนวนไม่น้อย ก็ไม่ค่อยไว้ใจในการจ้างแรงงานต่างชาติมากนัก!!

นายอาห์เมด หนุ่มใหญ่วัย 42 ปีจากอังกฤษ ผู้มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดิจิทัลเคยตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปหางานที่ฟินแลนด์ เล่าประสบการณ์ว่า ชาวต่างชาติหางานในกรุงเฮลซิงกิยากมาก ใบสมัครที่มาจากชาวต่างชาติมักถูกคัดทิ้งเป็นชุดแรก ๆ เสมอ แม้แต่ตัวเขาที่เคยผ่านงานด้านดิจิทัลมาก่อน การติดต่อธุรกิจกับบริษัทฟินแลนด์ยังมีอุปสรรคด้านวัฒนธรรมอยู่มาก ชาวฟินแลนด์บางคนยังไม่ยอมรับ แม้แต่จะจับมือทำความรู้จักกับชาวต่างชาติ

เรื่องปัญหาการสื่อสารก็เป็นเรื่องปวดใจไม่น้อย เมื่อชาวฟินแลนด์ไม่เปิดใจ เขาก็จะพูดภาษาฟินแลนด์ใส่หน้าคุณ โดยไม่สนใจว่าคุณจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ และกำแพงภาษามักเป็นเรื่องยากที่จะข้ามผ่านหากคุณไม่ได้เกิด หรือเติบโตในฟินแลนด์

“ผบ.ทสส.” พร้อม “ผบ.ทอ.” ร่วมทำการบินสังเกตการณ์ในตำแหน่งที่นั่งหลังของเครื่องบินขับไล่ GRIPEN 39 C/D เพื่อรับทราบสมรรถนะและขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางอากาศโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ณ กองบิน 7อ

พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พร้อมด้วย พล.อ.อ.นภาเดช  ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ตรวจเยี่ยมกองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมี นาวาอากาศเอก พุทธพงศ์  ผลชีวิน ผู้บังคับการกองบิน 7 ให้การต้อนรับ 

โดยได้รับชมสาธิตการปฏิบัติการทางอากาศโดยใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง หรือ Network Centric Operation (NCO)  ซึ่งกองทัพอากาศได้ปฏิบัติภารกิจร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อพัฒนาต่อยอดไปสู่การปฏิบัติการในรูปแบบ Multi Domain Operation (MDO) บนพื้นฐานการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธีของกองทัพไทย (National Link)

“ผบ.ทบ.” ลงพื้นที่ชายแดนตะวันตก หลังแรงงานเมียนมาทะลัก รับเปิดประเทศ 

พ.อ.ญ ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางตรวจเยี่ยมชายแดนทางด้านตะวันตกไทย-เมียนมา ด้าน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังสุรสีห์ เพื่อติดตามภารกิจป้องกันชายแดน สกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและไม่ผ่านการคัดกรองโรค ซึ่งเป็นไปตามบัญชาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ให้เหล่าทัพบูรณาการร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบ เตรียมความพร้อมรับการเปิดประเทศใน พ.ย.นี้ 

โดยผู้บัญชาการทหารบก ได้ตรวจเยี่ยมรับทราบผลการปฏิบัติงาน พร้อมกับให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ ฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา หลายแห่ง ของหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ ซึ่งภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน เส้นทางเข้า-ออก ยากลำบาก เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการสกัดกั้นสิ่งผิดกฎหมายและการลักลอบเข้าเมือง ได้แก่ จุดผ่อนปรนช่องทางตะโกบน, จุดตรวจแปดเหลี่ยม ในความรับผิดชอบของกองร้อยทหารพราน 1109 และจุดตรวจบูรณาการร่วมของส่วนราชการ อ.สวนผึ้ง ได้พบปะให้กำลังใจกับตำรวจตระเวนชายแดน อาสาสมัครสาธารณสุขและอาสาสมัครหมู่บ้าน  

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่าแนวโน้มการลักลอบเข้าเมืองในปัจจุบันเพิ่มมากขึ้น ทำให้การปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ยากลำบากยิ่งขึ้น ขอให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง และนำยุทโธปกรณ์พิเศษมาใช้ในการเฝ้าตรวจ ติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อช่วยตรวจการณ์ในเวลากลางคืน วางเครื่องกีดขวางปิดกั้นช่องทางธรรมชาติ รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดอย่างใกล้ชิด รวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และติดตามการปฏิบัติทุกขั้นตอน นำไปสู่ต้นตอของขบวนการนำพา และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนในการดูแลพื้นที่ชายแดน ให้ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังเพื่อประเทศชาติ 

ทั้งที่ ในปี 64 ที่ผ่านมา กองกำลังสุรสีห์ ซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ จับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและผู้นำพา ได้ 3,036 คน สถิติล่าสุดตั้งแต่ 1-25 ต.ค.64 ตรวจพบการลักลอบ 61 ครั้ง 
ผู้หลบหนีเข้าเมือง 928 คนและผู้นําพา 33 คน ซึ่งมีแนวโน้มที่สูงขึ้นจึงต้องเฝ้าระวัง และเพิ่ม มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด ส่วนการติดตามการดําเนินคดีกับผู้นําพา ตั้งแต่ 1 ต.ค.63 ถึง ปัจจุบัน มีจํานวน 83 คดี และศาลตัดสินแล้ว จํานวน 25 คดี ถือเป็นการปฏิบัติงานของกองกำลังป้องกันชายแดน ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองด้วยกระบวนการตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ

'ไบเดน' เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรก รอบ 4 ปี ร่วมประชุม 'สุดยอดอาเซียน'

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ จะเข้าร่วมประชุมซัมมิตทางไกลกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในวันอังคาร (26 ต.ค.) เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ที่วอชิงตันจะมีส่วนร่วมในระดับสูงกับอาเซียน ที่ทางอเมริกามองว่าเป็นกุญแจสำคัญในยุทธศาสตร์ตีโต้กลับจีนของพวกเขา

สถานทูตสหรัฐฯ ในบรูไน เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ไบเดนจะเป็นผู้นำคณะผู้แทนของอเมริกาสำหรับการประชุมอาเซียนซัมมิท-สหรัฐฯ ส่วนหนึ่งในการประชุมหลายการประชุมของบรรดาผู้นำอาเซียนในสัปดาห์นี้

สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วมในการประชุมระดับประธานาธิบดีมานับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมปป์ ร่วมประชุมอาเซียน-สหรัฐฯ ในกรุงมะนิลาปี 2017

พวกนักวิเคราะห์มองว่าการร่วมประชุมกับอาเซียนของไบเดน สะท้อนถึงความพยายามของประธานาธิบดีรายนี้ที่ต้องการประสานเชื่อมต่อพันธมิตรและคู่หูในความพยายามตีโต้กลับจีนร่วมกัน

ขณะเดียวกันพวกเขายังคาดหมายด้วยว่า ไบเดน จะมุ่งเน้นความร่วมมือเกี่ยวกับการกระจายวัคซีนโควิด-19 ภาวะโลกร้อน ห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐาน

ทัวร์ลงยับ!! หลัง ‘เก็ตสึโนวา’ แซะ จ้าง ‘ลิซ่า’ เคาท์ดาวน์ปีใหม่ แถมระรานคนเห็นต่างเป็นไอโอ อ้างแค่อยากร่วมแจม

วงดนตรีเก็ตสึโนวา โพสต์แซะ จ้างลิซ่าเคานต์ดาวน์ปีใหม่ที่ภูเก็ต ไม่คิดจ้างตัวเองบ้างเหรอ เจอทัวร์ลง หงายการ์ดด่าคนเห็นต่าง สุดท้ายลบโพสต์ ขอโทษขอโพย อ้าง อยากกลับไปเล่นดนตรีแล้วครับ

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. จากกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมเสนอของบประมาณ 200 ล้านบาท เชิญศิลปินมาแสดงในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อย่าง ลิซ่า ลลิสา มโนบาล หนึ่งในสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลี แบล็กพิงก์ ที่บริเวณสะพานสารสิน จ.ภูเก็ต กับ แอนเดรีย โบเชลลิ นักร้องโอเปราชาวอิตาลี ที่ท้องสนามหลวง กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กับการนำงบประมาณจำนวนนี้ไปแก้ไขปัญหาโควิด-19 เช่น การจัดซื้อวัคซีนที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวัคซีนที่มีคุณภาพ เช่น mRNA

ปรากฏว่าวงดนตรีที่ชื่อว่า "เก็ตสึโนวา" จากค่ายไวท์มิวสิก ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สร้างชื่อเสียงจากเพลง "ไกลแค่ไหนคือใกล้" ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพจของวง ระบุว่า “ภูเก็ตจ้างลิซ่า ไม่สนใจจ้าง getsunova ไปด้วยเหรอครับ” ปรากฏว่าทัวร์ลงจากแฟนคลับลิซ่า เข้ามาแสดงความไม่พอใจจำนวนมาก

ต่อมา เฟซบุ๊กของวงได้โพสต์ข้อความโจมตีกลับ ระบุว่า "#อีกไม่นานนานแค่ไหน ที่ I.O. จะใช้เฟสจริงมาคอมเมนต์ซักที" ปรากฏว่าเรียกทัวร์ลงไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แนวร่วมกลุ่มผู้สนับสนุนม็อบกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ราษฎร หรือม็อบสามนิ้ว ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มักจะใช้คำว่า ไอโอ เพื่อเหยียดคนที่เห็นต่าง เข้ามาถล่มยับ

ภายหลังได้ลบข้อความพาดพิงลิซ่า และกลุ่มผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนโพสต์ข้อความอีกครั้ง ระบุว่า "ทางเราขออนุญาตลบโพสต์ภูเก็ต เนื่องจากทางเราเกรงว่า อาจจะทำให้แฟนคลับน้องลิซ่าเกิดความไม่สบายใจที่อ้างอิงถึง ต้องขออภัยทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ส่วนข้อความในโพสต์ดังกล่าว เราแค่อยากจะบอกทุกคนว่า อยากกลับไปเล่นดนตรีแล้วครับ" ท่ามกลางแฟนคลับวงเก็ตสึโนวาให้กำลังใจจำนวนมาก แต่ไม่ได้กล่าวถึงโพสต์ที่พาดพิง กลุ่มผู้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่อย่างใด

“ลุงป้อม” ห่วง! กลุ่มเปราะบาง - คนพิการ สั่งแรงงานร่วมมือเอกชน จ้างงานคนพิการทั่วประเทศ

วันที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 10.00 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจโครงการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ระหว่าง กรมการจัดหางาน และสถานประกอบการชั้นนำ 7 แห่ง โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงานร่วมงาน และมีนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน เป็นผู้ลงนาม ณ ห้องประชุม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน

โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยประชาชนในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะคนพิการ ที่ต้องการทำงาน เพื่อหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่ยังขาดโอกาส จึงมอบหมายนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการโครงการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างโอกาส ให้คนพิการในประเทศไทยสามารถเข้าถึงสวัสดิการและบริการของรัฐ สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ระหว่าง 12 กระทรวง 1 หน่วยงาน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าวว่า กระทรวงแรงงานขานรับนโยบายรัฐบาล และเร่งดำเนินการสนับสนุนการจ้างงานเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และการสนับสนุนให้คนพิการมีงานทำตามศักยภาพ และความต้องการทำงาน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โดยขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ

สำหรับการจัดกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ระหว่างกรมการจัดหางาน และสถานประกอบการชั้นนำ จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ กลุ่มบริษัท อเด็คโก้ ประเทศไทย บริษัท อิตาเลี่ยนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัท รักษาความปลอดภัยการ์ดฟอร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กลุ่มบริษัทชัยรัชการ และบริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (โลตัส) ที่ได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามแนวทางประชารัฐ โดยจ้างงานคนพิการ จำนวน 329 อัตรา

“พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป จ้างคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วน 100 : 1 หากไม่สามารถดำเนินการได้ จะต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา 34 ในอัตรา 114,245  บาทต่อปี ตามจำนวนคนพิการที่ไม่ได้จ้าง โดยที่ผ่านมามีการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ปีละกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกต่อนายจ้าง/สถานประกอบการที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่คนพิการจะไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง จึงได้มอบหมายกรมการจัดหางานโน้มน้าวสถานประกอบการเพื่อเปลี่ยนมาจ้างงานคนพิการเชิงสังคม โดยใช้สิทธิตามมาตรา 35 ประเภทจัดจ้างเหมาช่วงงานหรือการจ้างเหมาบริการ เงินก้อนเดิมที่ถูกนำส่งกองทุนฯ จะเปลี่ยนไปสร้างโอกาสให้คนพิการมีงานทำใกล้บ้าน คนพิการมีรายได้จากบริษัทโดยตรง ซึ่งจากความร่วมมือของสถานประกอบการภาคเอกชนทั่วประเทศ ยืนยันการจับคู่ (Matching) พร้อมทำงานแล้ว 568 อัตรา จากเป้าหมาย 1,000 อัตรา แบ่งเป็น จากสถานประกอบการทั้ง 7 แห่งที่ร่วมทำ MoU จำนวน 329 อัตรา และสถานประกอบการเอกชนอื่นๆทั่วประเทศที่ให้ตำแหน่งรวม 239 อัตรา ทั้งหมดจะทำสัญญาจ้าง ภายใน 31 ธันวาคม 2564 และเริ่มปฏิบัติงานในวันที่ 1 มกราคม 2565 วิธีนี้คนพิการจะมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ สามารถรับประโยชน์ได้โดยตรง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าว

ด้านนายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีข้อสั่งการให้กรมการจัดหางาน ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้สถานประกอบการเลือกใช้วิธีการจ้างเหมาบริการคนพิการปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐในจังหวัดที่คนพิการอาศัยอยู่ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ ศูนย์บริการคนพิการของท้องถิ่น เทศบาล 

 

“ประยุทธ์” เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 39 ย้ำอาเซียนต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อร่วมสร้างความเข้มแข็งให้ภูมิภาค “ลั่น” ไทยต้องการเห็นสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมา

ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 39 ผ่านระบบการประชุมทางไกล พร้อมผู้นำและผู้แทนสมาชิกอาเซียน ซึ่ง
การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 39 นี้ ที่ประชุมมีประเด็นหลักที่หยิบยกขึ้นหารือหลักๆ ได้แก่ พัฒนาการความสัมพันธ์และความร่วมมือกับหุ้นส่วนภายนอกภูมิภาค 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อที่ประชุมว่า ทุกประเทศต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ สมาชิกอาเซียนต้องรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความเป็นแกนกลางของอาเซียนเพื่อเอาชนะกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งโควิด-19 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายต่อภูมิรัฐศาสตร์ในโลกและในภูมิภาค อาเซียนจะต้องมีความร่วมมือที่สร้างสรรค์กับภายนอกภูมิภาค และรักษาความสงบสุขในภูมิภาค เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป 

นายกรัฐมนตรี กล่าวเสนอ 3 แนวทางโดยให้ดำเนินการควบคู่กันไป ว่า 1. อาเซียนควรเพิ่มพูนความสัมพันธ์กับภาคีภายนอกให้มากยิ่งขึ้น รักษาความเป็นเอกภาพ มีบทบาทนำในการขับเคลื่อนข้อริเริ่มต่าง ๆ เพื่อขยายโอกาสและสร้างพลังของอาเซียนในการดำเนินความสัมพันธ์ภายนอก และเห็นว่าอาเซียนควรใช้โอกาสจากความเป็นหุ้นส่วนเหล่านี้ในการผลักดันวาระต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ของอาเซียนและส่งเสริมความเป็นแกนกลางของอาเซียนในภูมิภาคต่อไป

2.อาเซียนต้องร่วมกันส่งเสียงที่ชัดเจนและสอดคล้องกันเกี่ยวกับความเป็นแกนกลางของอาเซียนในสถาปัตยกรรมในภูมิภาค เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกต่าง ๆ ที่อาเซียนมีบทบาทนำ โดยใช้มุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก (AOIP) เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนให้มหาอำนาจมีปฏิสัมพันธ์กันในภูมิภาคของเราอย่างสร้างสรรค์ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค  3. อาเซียนควรมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยอาจพิจารณาใช้แนวทางใหม่ ๆ ในการปฏิสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแสวงจุดร่วมในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น  

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา ถือเป็นบททดสอบความสามารถของอาเซียนในการจัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในภูมิภาค อาเซียนควรมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในเมียนมาเพื่อความน่าเชื่อถือของอาเซียนในประชาคมระหว่างประเทศ โดยไทยต้องการที่จะเห็นสันติภาพและเสถียรภาพในเมียนมาและพร้อมฉันทามติ 5 ข้อ ทั้งนี้ ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนจะมีบทบาทช่วยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและบรรยากาศสำหรับการหารือที่สร้างสรรค์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ได้ การยุติความรุนแรง และการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีโดยการพูดคุยและหารือระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และ การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ควรจะยังคงดำเนินต่อไปและกระจายไปสู่ทุกฝ่ายอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว 

ด่วน “บิ๊กตู่” สั่งตั้งคกก.ตรวจสอบส่งออกถุงมือยางใช้แล้ว 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการส่งออกถุงมือยางที่ใช้งานแล้วจากประเทศไทยไปต่างประเทศ ซึ่งมีปลัดหลายกระทรวง และหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันตรวจสอบ ซึ่งจะนัดประชุมนัดแรกวันที่ 27 ต.ค.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเริ่มตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงกรณีนี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมทั้งการดำเนินการในช่วงต่อไป เบื้องต้นนายกฯ ไม่ได้ระบุกรอบเวลา แต่จะต้องเร่งสรุปให้เร็วที่สุด  

ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้นับหนึ่ง จึงขอให้รอผลการหารือในวันที่ 27 ต.ค.ออกมาก่อน แต่ก็เข้าใจว่า กรณีนี้เป็นการกระทำผิดกฎหมายของผู้ที่เอาสิ่งที่ผิดกฎหมายออกไปนอกประเทศ คือถุงมือยางที่เป็นเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ใช้แล้วส่งออกไปนอกประเทศถือว่ามีความผิด อย่างไรก็ตามรายละเอียดทั้งหมดนั้นตอนนี้ยังไม่อยากพูดมากเพราะต้องให้ทางกรรมการที่มาจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลทั้งหมดก่อน  

แอดมินเพจ ‘พิสูจน์บั้งไฟพญานาค’ หอบเอกสารรายชื่อหมู่บ้าน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ ร้องสถานทูตลาว พร้อมพิสูจน์ความจริง ‘บั้งไฟพญานาค’

คลิปที่ นายสมภพ ขำสวัสดิ์ เจ้าของเพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาค พร้อมด้วยสมาชิกในกลุ่มบันทึกไว้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา  เป็นคลิปที่ถ่ายไว้ ที่ บ้านตาลชุม อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย คลิปดังกล่าว จะเห็นลูกไฟสีแดงอมชมพู พุ่งขึ้นฟ้า นายสมภพ แสดงความมั่นใจว่า ลูกไฟที่พุ่งขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นที่บริเวณแม่น้ำโขง แต่เกิดขึ้นที่ บ้านห้วยสายพาย เมืองท่าพระบาท แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

นอกจากนี้ ยังมีอีกคลิปที่มีการทดลองยิงลูกไฟพญานาค จากฝีมือมนุษย์ ที่มีการทดสอบยิงขึ้นฟ้าหลายนัด

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายสมภพ ขำสวัสดิ์ แอดมินเพจพิสูจน์บั้งไฟพญานาค นำหลักฐานเป็น รายชื่อหมู่บ้าน ภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่บันทึกการเกิดบั้งไฟพญานาค มาเป็นหลักฐานยื่นให้สถานเอกอัครราชทูตลาว สืบหาความจริงกรณีการเกิดบั้งไฟพญานาคเป็นการยิงกระสุนแสงจากหมู่บ้านฝั่งลาว ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดให้กับคนไทยมานานหลายสิบปี

สายพันธุ์ ‘เดลตา พลัส’ บุกไทย พบแล้วผู้ป่วยรายแรก เผยแพร่ไวขึ้น 15%

จากกรณีที่ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน เปิดเผยถึงการพบชายอายุ 49 ปี มีประวัติทำงานที่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีการส่งตัวอย่างที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทางทหาร กองทัพบก (AFRIMS) พบติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ AY.4.2 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์เดลตา ทว่า เป็นการตรวจพบตั้งแต่เดือนกันยายน 2564 ปัจจุบันผู้ป่วยได้รักษาหายแล้ว มีการสุ่มตรวจรายอื่นๆ และยังไม่พบผู้ติดเชื้อที่เชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายดังกล่าว

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ blockdit ส่วนตัว “ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย” ระบุถึงการพบสายพันธุ์เดลตาพลัสในประเทศไทยว่า ไทยพบไวรัสเดลตาพลัส (Delta Plus) รายแรกที่อยุธยา แพร่ระบาดเร็วขึ้น 15% หลังจากที่มีข่าวการระบาดของไวรัสกลายพันธุ์เดลตาพลัสในอังกฤษ โดยพบจำนวนผู้ติดเชื้อ 6% จนทางการอังกฤษจัดให้เป็น VUI (Variant Under Investigation) เนื่องจากมีความสามารถในการระบาดเพิ่มขึ้น 15% แต่ยังไม่ได้ยกระดับขึ้นเป็นไวรัสที่น่าเป็นกังวล : VOC (Variant of Concern) เพราะยังขาดข้อมูลเรื่องความรุนแรงในการก่อโรค และการดื้อต่อวัคซีน

“ไวรัสเดลตาพลัสเป็นปัจจัยที่ทางอังกฤษให้ความสนใจ เพราะเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับที่มีการระบาดระลอกใหม่ มีผู้ติดเชื้อหลายหมื่นคนต่อวัน แต่คงไม่ได้เกิดจากปัจจัยไวรัส Delta Plus เพียงลำพัง แต่น่าจะเกิดจากการผ่อนคลายมาตรการของทางการอังกฤษ ร่วมกับการที่ประชาชนอังกฤษหย่อนวินัยในการป้องกันโรคระบาด

“ทางกรมควบคุมโรคได้แถลงว่า พบไวรัส Delta Plus ที่อยุธยา จากการถอดรหัสจีโนม ซึ่งทำเป็นประจำอยู่แล้ว และเคยพบว่ามีสายพันธุ์ย่อยของไวรัสเดลตาในประเทศไทย 4 สายพันธุ์ ซึ่งไม่ได้มีลักษณะการแพร่ระบาด หรือความสามารถในการก่อโรครุนแรง แตกต่างกับไวรัสสายพันธุ์เดลตา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top