Monday, 8 June 2026
NEWS FEED

‘กองกำลังบูรพา’ ย้ำเอกสารปลอม!! ไม่มีคำสั่งอพยพประชาชนแนวชายแดน พบเอกสารมีพิรุธหลายจุด กำลังเร่งหาผู้ปลอมแปลงมาดำเนินคดี

(10 ก.ย. 68) กองกำลังบูรพาออกแถลงชี้แจงกรณีมีเอกสารเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียและกลุ่มไลน์ ระบุให้ประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน โดยยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็น ข่าวปลอม และไม่ใช่เอกสารทางราชการจริง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หากพิจารณารายละเอียดในเอกสารจะพบพิรุธหลายจุด และกำลังสืบสวนหาต้นตอการปล่อยข่าวลวง พร้อมเตรียมดำเนินคดีผู้กระทำผิดตามกฎหมายจนถึงที่สุด

ทั้งนี้ กองกำลังบูรพาย้ำว่า ข่าวปลอมเช่นนี้สร้างความสับสนและกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในแนวชายแดน จึงขอให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสาร และติดตามข้อมูลจาก หน่วยงานราชการหรือช่องทางที่น่าเชื่อถือเท่านั้น โดยเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วเกิดความวิตกกังวลอย่างมาก

‘บิ๊กเล็ก’ เผยผลถก GBC เผย ไทย-กัมพูชา เห็นชอบหลายข้อ ถอนอาวุธหนัก - ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง

‘บิ๊กเล็ก’ แถลงผลการประชุม GBC เผย ไทย-เขมร เห็นชอบถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 เดือน กัมพูชาตอบรับ ปราบสแกมเมอร์ 60 แห่ง พร้อมจัดระเบียบบ้านหนองจาน เล็งเปิดด่านจันทบุรี-ตราด

(10 ก.ย. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ว่า วัตถุประสงค์ของการประชุม GBC ในครั้งนี้เป็นการติดตามความคืบหน้าหลังจากที่มีการประชุม GBC ที่มาเลเซียครั้งที่แล้ว โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดจริงรวมทั้งแนวทางการดำเนินการต่อไปเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับมาสู่พื้นที่ชายแดนได้อย่างถาวร

การหารือในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าในหลายด้านนับตั้งแต่การประชุม GBC ครั้งที่แล้ว ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการใช้กลไกทวิภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างกัน และเป็นการยืนยันว่าสองฝ่ายจะยึดมั่นแนวทางนี้ต่อไป ถึงแม้ว่ายังมีข้อห่วงกังวลบางประการที่ทำให้ฝ่ายไทยรวมถึงพี่น้องประชาชนไทยไม่สบายใจอยู่ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับไปเป็นดังเดิมอยู่บ้างก็ตาม

แต่สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันในวันนี้เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์การประชุม GBC ในครั้งนี้ได้แก่

1 : การถอนอาวุธหนักยุทโธปกรณ์ทำลายล้างสูงออกจากพื้นที่แนวชายแดนกลับสู่ที่ตั้งปกติ โดยฝ่ายเลขานุการ GBC และ RBC จะหารือกันภายใน 3 สัปดาห์เพื่อจัดทำแผนดำเนินการและเริ่มเคลื่อนย้ายกำลังตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยให้คณะผู้สังเกตการณ์ IOT มาเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

2 : การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยจะมีการตั้งคณะประสานงานร่วม ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายเลขานุการ GBC และศูนย์ทุ่นระเบิดของไทย และกัมพูชาภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อจัดทำแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและกำหนดพื้นที่นำร่องตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาเพื่อเริ่มดำเนินการทันทีภายในหนึ่งเดือน

3 : การปราบอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ของทั้งสองฝ่ายตั้งคณะทำงานภายในหนึ่งสัปดาห์เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกัน ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้ส่งมอบข้อมูลและพิกัดที่ตั้งของสแกมเมอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์กว่า 60 แห่งในกัมพูชา ให้ฝ่ายกัมพูชาไปดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะทำงานนี้จะหารือกัน ซึ่งผู้แทนของตำรวจไทยและผู้บัญชาการตำรวจของกัมพูชา ได้หารือกันนอกรอบเพื่อนัดหมายการประชุมการประสานตามข้อตกลงนี้เรียบร้อยแล้วโดยมีกำหนดการในวันที่ 16 กันยายน 2568 ที่จะถึงนี้ที่จังหวัดสระแก้ว

4 : การบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน กรณีบ้านหนองจาน ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหารือ JBC ไทยกัมพูชาหารือเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว และให้คณะ RBC หารือการจัดการบนพื้นฐานของผลการหารือในกรอบ JBC โดยระหว่างนี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย ประสานงานกันเพื่อให้มีความสงบเรียบร้อย หากแนวทางนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะนำไปใช้สำหรับการจัดการบริหารพื้นที่อื่นที่มีปัญหาลักษณะเดียวกันต่อไป

5 : เราได้หารือเรื่องการผ่อนปรนให้มีการผ่านแดนบางจุดเพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการขนส่งข้ามแดน โดยเราได้มอบหมายให้กลไก RBC ไปหารือความเป็นไปได้ในการอนุญาตให้มีการขนส่งสินค้าผ่านจุดผ่านแดนบางจุดที่ไม่มีปัญหาด้านความมั่นคง โดยอาจเริ่มดำเนินการตามจุดผ่านแดนที่แนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราดก่อน

โดยสรุปผมเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่แนวชายแดนแล้วพัฒนาการสำคัญของการประชุม GBC ในครั้งนี้ คือการที่ทั้งสองฝ่ายได้กำหนดแนวทางการดำเนินการใน 2 เรื่อง ที่ไทยให้ความสำคัญแต่ก่อนหน้านี้ฝ่ายกัมพูชา ยังไม่เคยตอบรับได้แก่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งหน่วยงานของไทยจะติดตามกับฝ่ายกัมพูชา ให้มีการดำเนินการตามที่ตกลงกันก่อนหน้านี้

สำหรับการประชุม GBC สมัยครั้งต่อไปจะกำหนดให้เกิดขึ้นภายใน 30 วันหลังจากนี้โดยมีฝ่ายไทยเป็นเจ้าภาพ

สุดท้ายนี้ขอยืนยันว่าไทยกับกัมพูชาไม่อาจย้ายหนีจากกันไปได้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้ง 2 ประเทศจะต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างสันติวิธี เพื่อนำสันติภาพมาสู่พื้นที่ชายแดนและประชาชนทั้ง 2 ประเทศได้กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอีกครั้ง

ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำแนวทางการรักษาอธิปไตยต้องเป็นอันดับแรก  ให้ความสำคัญกับบทบาทของกองทัพ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคู่กันไปคือพี่น้องประชาชน ให้ดูแลในเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้วย

โดยก่อนที่จะเข้ามาหารือได้แบ่งโซนพื้นที่ตึงเครียดตามลำดับ 

โซนที่ 1 ที่มีความตึงเครียดสูงสุด คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่สอง ที่ประกอบไปด้วยจังหวัดอุบลราชธานีจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ 4 จังหวัด นี้ถือเป็นโซนที่มีความตึงเครียดสูงสุด

ส่วนที่ 2 ที่รองลงมาก็คือพื้นที่ของกองทัพภาคที่หนึ่ง จังหวัดสระแก้ว

ส่วนที่ 3 จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งเป็นโซนที่มีความตึงเครียดน้อยกว่าเพื่อนฉะนั้นการที่จะคิดผ่อนปรนอะไรได้ก็จะต้องดูตามโซนที่มีความตึงเครียด จึงเป็นที่มาที่ได้แถลงไปเมื่อสักครู่ เนื่องจากทางภาคประชาชนและผู้ประกอบการได้ขอให้มีการผ่อนปรนบ้างจึงคิดดำเนินการในส่วนที่สามก่อน

แต่อย่างไรก็ตามได้มอบหมายให้กับทางกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราดเป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากมาตรการที่เราควบคุมด่านเป็นมาตรการด้านความมั่นคง

ฉะนั้นขอให้กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีตราดเป็นผู้รับผิดชอบโดยให้หน่วยงานที่ได้แก่กรมศุลกากรกระทรวงพาณิชย์กระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนข้อมูล ส่วนนี้เป็นแนวทางที่มาเจรจา

วันนี้ก่อนการเข้าเจรจาอย่างเป็นทางการได้มีโอกาสประชุมแบบโฟร์อาย กลับรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และพูดประเด็นสำคัญอยู่สองประเด็น

คือได้นำสานจาก นายกฮุน มาเนต ที่ส่งแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี  ในข้อความแสดงถึงความที่อยากจะคลี่คลายสถานการณ์เพราะฉะนั้นอยากทราบแนวทางที่จะหารือกันในวันนี้อยากทราบความคืบหน้า

อีกทั้งได้พูดคุยกันถึงประเด็นความเจ็บปวดของบ้านเราที่จะต้องรีบแก้ไขคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด  และเรื่องบ้านหนองจาน จึงอยากขอความกรุณาให้ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบรับในเรื่องนี้ด้วยซึ่งผลการประชุมก็เป็นไปในทางที่ดีมีการตอบรับจากทางฝ่ายกัมพูชาที่มาประชุมซึ่งอย่างไรก็ตามต้องประเมินและติดตาม ความจริงใจฝ่ายกัมพูชาที่จะตามผลการประชุมวันนี้หรือไม่

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการตรวจสอบเรื่องของข่าวปลอม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางที่ประชุมได้มีการดำเนินการอย่างไรบ้าง ขณะที่การปราบปรามสแกมเมอร์ และกาสิโนในพื้นที่ มีการสกรีนนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ให้มีการไปเล่นการพนันอย่างไรได้บ้าง

ประเด็น ข่าวปลอมปัจจุบันมีการลดลงไปแต่ก็ยังเป็นปัญหาที่จะต้องพูดคุยกันเพราะทำให้พี่น้องประชาชนทั้งสองประเทศมีทัศนคติไม่ดีต่อกันซึ่งได้พูดคุยขอให้ และขอให้พี่น้องทั้งสองฝ่ายลดการสร้างข่าวปลอมเพื่อความเกลียดชัง ส่วนในการตรวจสอบข่าวปลอมเรามีคณะทำงาน เลขาGBC ตรวจสอบอยู่แต่หากมีประเด็นข่าวปลอมที่สำคัญก็จะแจ้งให้คณะ IOT รับทราบ

ส่วนเรื่องการผ่อนปรนเราไม่ได้ผ่อนปรนบุคคล แต่เราผ่อนปรนการขนส่งสินค้า ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือคนยังข้ามแดนไม่ได้ เอารถขนส่งสินค้าอย่างเดียว และรถขนส่งสินค้าไม่ใช่ผ่อนปรนเสรี คือมีวิธีจำกัดจำนวนเที่ยว แต่หากหารือกันแล้วภาคสังคมยังไม่ยอมรับก็อาจจะผ่อนปรนได้เป็นรายกรณีวันละสองถึงสามเที่ยว ตามกรณีไป

แต่หากหารือกันแล้วสังคมเห็นด้วยว่าเศรษฐกิจจะต้องเดินได้บ้างก็อาจจะเป็น 20 ถึง 30 เที่ยว ก็ตามกรณีไป หรือหากไปได้เลยก็ต้องบอกมา

อย่างไรก็ตามขอเน้นย้ำว่าต้นเหตุเรื่องการเปิดด่านไม่ใช่ฝ่ายไทยหรือกัมพูชา แต่เป็นประเทศที่ 3 เสนอ โดยบอกว่าไทยและกัมพูชาขัดแย้งกันแล้วเขาเดือดร้อนในปัจจุบัน ซึ่งในเรื่องนี้เป็นผลที่เราต้องรับฟังจึงมีการหารือกันในคราวนี้ แต่ก็ยังมีความกังวลและห่วงใยจึงให้ RBC หารือกันต่อไป

ส่วนเรื่อง เขตแดนต้องหารือในที่ประชุม JBC ต่อไป

"ทหารมีไว้ทำไม" รวมพลังอาสาสมัคร ทำเพลงเพื่อกองทัพ

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) กรมกิจการพลเรือนทหารบก โดยพล.ต.พิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก มอบเกียติบัตรแก่ทีมงานจิตอาสา ผู้ผลิตเพลง "ทหารมีไว้ทำไม" เพื่อมอบและให้กำลังใจแด่การปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก ในเหตุการณ์การปะทะระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมี นาย ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ นาย เทียนชัย เกียรติปรุงเวช Polar Bear Studio นางสาว ณัชชา วีรานุกุล ตัวแทนผู้ขับร้อง และนางสาว นลินรัตน์ กุลเมธีกวีวุฒิ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ

โดยทั้งหมดเป็นทีมงานอาสาสมัครในการถ่ายทอดภารกิจและจิตวิญญานแห่งความเสียสละของทหารไทย

พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทุกนาย ที่ไม่ได้มีเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญที่คอยทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยหวังอะไรตอบแทน เพียงอยากให้เห็นถึงความตั้งใจที่ทหารมีให้กับพี่น้องประชาชน ในการปกป้องประเทศชาติ 

กองทัพบกขอขอบคุณจิตอาสาทุกท่านในความเสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ การผลิตสื่อสร้างสรรค์ ประพันธ์บทเพลงจัดทำมิวสิควิดิโอ เพลง “ทหารมีไว้ทำไม” พวกเขาคือพลังสำคัญที่อยู่เคียงข้าง เหล่าทหาร วันนี้ เราขอขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ค่อยสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ทหารไทย ทุกความสำเร็จของทหาร คือกำลังใจของประชาชน

‘เนติวิทย์’ ยืนหยัดต่อต้านระบบเกณฑ์ทหาร ยึดมั่นในอุดมการณ์ผ่าน 11 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง

(10 ก.ย. 68) หรือ นายเนติวิทย์ โชติภัทรไพศาล นักเคลื่อนไหวทางสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก “Netiwit Chotiphatphaisal" ว่า วันนี้ 10 กันยายน เป็นวันพิเศษสำหรับผม

ข้อแรก
วันนี้และพรุ่งนี้เป็นวันที่ผมต้องไปศาล เข้าร่วมในการนัดสืบพยาน ขึ้นให้การกรณีการปฏิเสธเกณฑ์ทหารของตนที่ศาลแขวงสมุทรปราการ 
ข้อที่สอง
วันนี้ เป็นวันเกิดของผม
ข้อที่สาม
วันเดียวกันนี้เมื่อ 11 ปีที่แล้ว ผมได้เขียนแถลงการณ์ในวันเกิดปีนั้นว่าจะไม่เข้าร่วมเกณฑ์ทหาร ผมไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ต้องการระบบสมัครใจ จึงเป็นที่มาของการขึ้นศาลในวันนี้

ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมามากกว่าสิบปีแล้ว การบังคับเกณฑ์ทหารก็ยังมีอยู่  ยังสร้างความทุกข์ทรมานให้กับชายไทยมากมายมหาศาล มีผู้เสียชีวิตในค่ายทหารอยู่ทุกปี อาจจะดีหน่อยก็ตรงที่เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นผลักดันในหลายพรรคการเมือง และหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นประเด็นสำคัญ

ผมไม่หลีกหนีจากที่ตัวเองเคยประกาศไว้ ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆ และไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ผมก็ดีใจว่าได้ทำตามสิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ สิ่งที่พูด และก็เป็นก้อนอิฐก้อนหนึ่งในการนำไปสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เพื่อให้คนรุ่นหลังในอนาคตอีกมากได้มีทางเลือกในการทำเพื่อชาติอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากความรุนแรงและความกลัว 

ขณะนี้ผมเรียนหนังสืออยู่ในต่างประเทศด้วย บินกลับมาใช้เวลามากกว่า 24 ชั่วโมง และพึ่งเปิดเทอมไปได้สัปดาห์เดียว และศาลก็อยู่ไกลจากที่พักอาศัยมาก มีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย และคงยังต้องไปกลับอีกหลายครั้ง 

ในโอกาสวันเกิดของตนและวันต้องขึ้นศาล ก็เชื่อว่าหลายๆคนก็คงจะอวยพร อวยชัย รวมถึงสนับสนุน
ผมก็ยินดีรับการสนับสนุน

หากไม่ได้เปิดขอรับบริจาค แต่ขอให้ท่านช่วยสนับสนุนซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์นิสิตสามย่านแทน ซึ่งผมและเพื่อนๆทำกันมา มีหนังสือเขียนและแปลมากกว่า 60 เล่มแล้ว นี่จะเป็นเรื่องน่ายินดีในวันเกิดปีนี้

ผมขอแนะนำพิเศษด้วยเล่มนึงคือ “การศึกษาของนิสิตเลว: 5ปีในรั้วจุฬา” เล่มนี่ผมให้เหตุผลเรื่องปฏิเสธเกณฑ์ทหารโดยละเอียด นอกนั้นก็หนังสือดีๆและหนังสือใหม่ๆหลายปก

กัมพูชาฟันรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกว่า 620,000 ล้านบาท สามารถซื้อเครื่องบินรบ ‘กริพเพน’ ได้เป็นกองทัพ

(9 ก.ย. 68) จากการรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ซึ่งมีการเปิดเผยรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ 

โดยตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาเทียบกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของไทย ที่มีราคาประมาณ 4,875 ล้านบาทต่อเครื่อง หากกัมพูชานำรายได้สแกมเมอร์มาใช้ ก็สามารถจัดหา Gripen E/F ได้มากถึง 130 ลำ 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงท่ามกลางกระแสที่นักศึกษากัมพูชาในสหรัฐฯ ระดับปริญญาโทด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้ออกแคมเปญรณรงค์ให้ชาวกัมพูชาร่วมลงชื่อ และเตรียมส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสวีเดน เพื่อขอให้พิจารณาระงับการขายอาวุธให้แก่ประเทศไทย

สว.สงขลา ฝากการบ้านในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ ผ่านมา 21 ปี  ให้แม่ทัพภาค 4 คนใหม่  “การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน”

(9 ก.ย. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว.สงขลา ให้สัมภาษณ์กรณีที่แม่ทัพภาค 4 ที่โยกย้ายข้ามห้วยมาจากภาค 2 หลังมีคำสั่งออกมาแล้ว ประชาชนในพื้นที่แสดงความกังขา ว่าทำไมกองทัพบกจึงแต่งตั้งเสือข้ามห้วย  นายทหารที่มีความชำนาญในพื้นที่ภาคอีสาน ชายแดนด้านตะวันออกเติบโตในภาคอีสานกองทัพภาค 1  มาทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ ทำไมไม่เลือกรองแม่ทัพที่ทำหน้าที่รองแม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหลายนายที่คุณสมบัติพอทำหน้าที่เป็นแม่ทัพภาค 4 ได้เช่นกัน เป็นความรู้สึกกังขา  ที่อยากถามถึงในการโยกย้ายให้ผู้มีทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4 ต้องเลือกนายทหารที่มีความชำนาญในพื้นที่กองทัพภาค 2 หรือพื้นที่ชายแดนของประเทศกัมพูชา

นายไชยยงค์ฯ กล่าวว่า ปัญหากองทัพภาค 4 ที่มากที่สุด  หนักที่สุดที่ต้องแก้คือปัญหาไฟใต้ ปัญหาก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราไม่คงติเรือทั้งโกรน  เมื่อฟังเกียรติประวัติความรู้เก่งกล้า มีความรู้ความเข้าใจเรื่องชายแดน แต่ท่านมีความรู้ความเข้าใจคือชายแดนภาคตะวันออกประเทศกัมพูชา

นายไชยยงค์ฯ ยังกล่าวว่า เมื่อคำสั่งออกมาแล้ว ท่านจำเป็นมาทำหน้าที่แม่ทัพภาค 4  ต้องรับผิดชอบในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 คงให้เกียรติท่าน  ก็ถามท่านมีนโยบายอย่างไร คงรอให้มารับตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 และฟังการแถลงนโยบายของท่าน  มียุทธศาสตร์ มีแนวทาง และนโยบายในการแก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้อย่างไร

“ปัญหาที่เกิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ผ่านมา 21 ปีแล้ว ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ยุติสักที ยังต้องหาแม่ทัพที่มีความรู้ความเข้าใจ มาทำหน้าที่ในการดับไฟใต้  มาทำหน้าที่ผู้นำเป็นเจ้าภาพ  เพราะการแก้ปัญหาในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้  ต้องมีเจ้าภาพ และเจ้าภาพ คือ  กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งต้องบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ทำคนเดียวไม่ได้ หากท่านมีความรู้ความเข้าใจในสภาพปัญหาง่ายในการแก้ปัญหา หากไม่มีความรู้ความเข้าใจสภาพปัญหาต้องหาทีมงานใช้คนให้เป็น  ใช้คนที่มีความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ ต้องมีนายทหารที่อยู่ในพื้นที่เป็นกองกำลัง เป็นที่ปรึกษาท่านไว้วางใจได้ในการร่วมทำหน้าที่แก้ปัญหา”

“ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสลับซับซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับมวลชน  ปัญหาขบวนการหนีภาษี ปัญหาเกี่ยวขบวนการแบ่งแยกดินแดน  ขบวนการค้ายาเสพติด หลายขบวนการที่ซับซ้อนในพื้นที่ ไม่เหมือนกับชายแดนประเทศกัมพูชาแน่นอน ที่เรามีปัญหาเขตแดน  แต่ชายแดนใต้มีปัญหาแบ่งแยกดินแดน ปัญหาเรื่องประชาชน ปัญหาแย่งชิงมวลชน  ปัญหาขบวนการค้าของเถื่อน และผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และที่หนักคือปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเป็นความล่มเหลวในการแก้ปัญหาดับไฟใต้”

นายไชยยงค์ฯ ยังกล่าวว่า คนที่อยู่ในพื้นที่ คลุกคลีในพื้นที่ มีความห่วงใยสถานการณ์ทีเกิดขึ้น ในปี 68 สถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น หลายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกลับมาเกิดขึ้นเช่นคาร์บอม  เรียกค่าคุ้มครอง เผาสถานประกอยการอุตสาหกรรมเช่นเหมืองแร่ โรงไฟฟ้าชีวมวล ทำอุตสาหกรรมในพื้นที่ ยิงเจ้าของล้งทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดในชายแดนภาคใต้ นั้นหมายถึงขบวนการ บีอาร์เอ็น ต้องการทำลายเศรษฐกิจหรือรายได้ในพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการ การลงทุนซึ่งเป็นรายได้หลักหลายพันล้านในพื้นที่ชายแดนใต้  เรายังไม่รู้ว่าต่อไปขบวนการทำลายเศรษฐกิจไปถึงไหน หรือร้านสะดวกซื้อ ร้านค้า ผู้รับเหมารายย่อยในพื้นที่ เป็นเรื่องท้าทายความรู้ความสามารถของผู้มาเป็นแม่ทัพภาค 4 

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

(ศรีสะเกษ) แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษ เรื่อง “พลังแห่งความสามัคคี  ความรักชาติที่รวมใจคนไทยเป็นหนึ่ง”   อำเภอขุนหาญ 

(8 ก.ย. 68) พลโท พูนสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 / ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2 ให้เกียรติบรรยายพิเศษเรื่อง “พลังแห่งความสามัคคี  ความรักชาติที่รวมใจคนไทยเป็นหนึ่ง”  ณ หอประชุมโรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์  อำเภอขุนหาญ  จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี พันเอก อัครสิทธิ์  ปะกิระตา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พันเอก โถมวัฒน์ สว่างวิทย์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดจังหวัดศรีสะเกษ(ท) นายปวิช  รัตวาลย์ นายอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ นายสิริดนย์  น้าวิไลเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลขุนหาญ องค์การความช่วยเหลือแห่งประชาชนชาวนอร์เวย์ ผู้นำชุมชน ประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับ มีผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ ประมาณ 3,000 คน การจัดกิจกรรมการบรรยายพิเศษ เรื่อง “พลังแห่งความสามัคคี  ความรักชาติที่รวมใจคนไทยเป็นหนึ่ง”  มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกด้านความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ เพื่อส่วนรวมให้แก่ เด็ก เยาวชน และประชาชน ตลอดจนเป็นการสร้างแรงบรรดาลใจให้แก่เด็ก เยาวชน ได้เติบโตเป็นพลเมืองที่ทรงคุณค่าของประเทศไทย ต่อไป

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ
 

'ตำรวจไซเบอร์' ครบรอบ 5 ปี แห่งความภาคภูมิใจ รอง ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีสถาปนา ยืนหยัดปกป้องสังคมไทยจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

(9 ก.ย.68) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ “ตำรวจไซเบอร์” จัดพิธีครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาปีที่ 5 อย่างสมเกียรติ โดยมี พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะอดีตผู้บัญชาการ บช.สอท. คนแรกของหน่วย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี และมี พล.ต.อ.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา อดีต ผบช.สอท. (คนที่ 2) รวมทั้งแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมพิธี ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังพลตำรวจไซเบอร์ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ อาคารประชุมสัมมนาและฝึกอบรม ตร. (เมืองทองธานี)

พิธีเริ่มต้นในช่วงเช้าเวลา 07.20 น. ด้วยการสักการะพระไพรีพินาศ ณ บริเวณหน้าศาลาพระไพรีพินาศ ตามด้วยการตรวจแถวกองเกียรติยศ ณ ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ หน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาฯ โดย พล.ต.อ.กรไชยฯ เดินทางมาเป็นประธานตรวจแถว และลงนามอวยพรหน่วยงาน เพื่อเป็นสิริมงคลและกำลังใจแก่กำลังพลทุกนาย ต่อมา เวลา 10.00 น. ได้มีการประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่หน่วยงานและผู้เข้าร่วมพิธี จากนั้นได้มีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจ โดยมีประธานชมรมแม่บ้านตำรวจ บช.สอท. และคณะกรรมการแม่บ้านฯ ร่วมมอบทุนและกล่าวให้โอวาทแก่เยาวชน เพื่อสะท้อนถึงความห่วงใยและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจไซเบอร์ 

จากนั้น เวลา 11.00 น. พิธีสวมแหวน “อัศวินตำรวจไซเบอร์” เพื่อยกย่องบุคลากรในด้านต่างๆ ที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจักษ์ โดยในปีนี้มีข้าราชการตำรวจที่ได้รับมอบการยกย่องและมอบแหวน ได้แก่

ด้านบริหารป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สืบสวน – จับกุม)
-พ.ต.อ.อภิรักษ์ จำปาศรี ผกก.1 บก.สอท.3
-พ.ต.ท.ประภาส ถาเหม รอง ผกก.1 บก.สอท.3
-ด.ต.สำนิตย์ สุระเวช ผบ.หมู่ กก.1 บก.สอท.3

ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ป้องกัน – ปราบปราม)
-พ.ต.อ.จักร ถนัดอักษร ผกก.กลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บก.ตอท.
ด้านสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.อ.กฤษดา มานะวงศ์สกุล ผกก.1 บก.สอท.5
ด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์
-พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3

ด้านสอบสวนและดำเนินคดี (สอบสวน – งานคดี – วินัย – นิติกร)
-พ.ต.ท.เฉลิมพล จุมปูอา รอง ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน บก.สอท.2
ด้านการพัฒนานวัตกรรมในการสืบสวนปราบปรามอาชญกรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.ท.เรืองกฤษณ์ ศิริมาจันทร์ รอง ผกก.2 บก.สอท.1

ด้านอำนวยการและสนับสนุน
-พ.ต.ท.หญิง ลัดดา แตงอ่อน รอง ผกก.ฝ่ายธุรการและกำลังพล บก.อก.บช.สอท.

ด้านตรวจวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
-พ.ต.ท.วินัย ชมพุฒ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3

รวมทั้งมอบรางวัลและใบประกาศเกียรติคุณแก่ตำรวจไซเบอร์ผู้มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ในด้านต่างๆ อาทิ
พ.ต.อ.หญิง สิริพรรณ พูลสุข ผกก.ฝ่ายงบประมาณและการเงิน บก.อก.บช.สอท., พ.ต.ท.ชนทัช วุฒิภัทรโสภณ
รอง ผกก.วิเคราะห์และเครื่องพิเศษ บก.สอท.3, พ.ต.ต.พากฤต กฤตยพงษ์ สว.ฝอ.บก.สอท.2 และข้าราชการตำรวจดีเด่นรายอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 32 ราย

ช่วงบ่าย เวลา 15.00 น. บช.สอท. ได้จัดพิธีมอบประกาศเกียรติคุณแก่ข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม โดยมีพิธีอันทรงเกียรติ อาทิ ขบวนเดินลอดซุ้มกระบี่ การมอบประกาศเกียรติคุณ และการจัดแสดงวีดิทัศน์มุทิตาจิตสดุดีผลงานที่ผ่านมา เพื่อเชิดชูเกียรติและแสดงความกตัญญูต่อผู้ที่อุทิศตนทำงานเพื่อประชาชนมาอย่างยาวนานจนถึงวันเกษียณ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้รับเกียรติจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมพิธีอีกหลายราย อาทิ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรง ที่ปรึกษาพิเศษ ตร., พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบช.ภ.7, พล.ต.ต.ศรีศักดิ์ คัมภีรญาณ รอง ผบช.สงป.ตร. เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังมีผู้นำและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐและเอกชนอีกหลายราย อาทิ ศาลจังหวัดนนทบุรี, เลขาธิการ ปปง., ปปช., DSI, กสทช., คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, มูลนิธิพระราหู, AIS, TRUE, คุณตัน ภาสกรนที (อิชิตัน), FLASH Express,ธนาคารต่างๆ, กลุ่มเพื่อนไตรรงค์, สมาคมหอการค้าไทยจีน, Mountainjoy Tech และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหน่วยงานต่างประเทศ อาทิ ผู้แทน FBI, U.S. Secret Service, HSI, AFP, UNODC เป็นต้น 

การครบรอบ 5 ปีของตำรวจไซเบอร์ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองห้วงเวลาสำคัญ แต่ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า บช.สอท. จะยังคงพัฒนาและยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อคุ้มครองประชาชนไทยอย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมธำรงเกียรติยศในความเป็น “ตำรวจไซเบอร์” ที่ประชาชนเชื่อมั่น

ยโสธร ผู้ว่าฯและสภากาชาดไทย มอบถุงชุดธารน้ำใจ ช่วยผู้ประสบภัยอำเภอป่าติ้ว

(9 ก.ย.68) เวลา 13.30 น. ที่ศาลาการเปรียญวัดบ้านสระเกษ หมู่ที่ 10 และศาลาประชาคมบ้านโพธิ์ไทร หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์ไทร อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นำคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และ บุคลากรสถานีกาชาดที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่เพื่อมอบถุงชุดธารน้ำใจ แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้

บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นใจ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เดินทางเข้าพบปะ พูดคุย และส่งกำลังใจแก่พี่น้องชาวตำบลโพธิ์ไทรที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ก่อนนำคณะร่วมมอบถุงชุดธารน้ำใจ จากสภากาชาดไทย จำนวน 55 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวย้ำว่า จังหวัดยโสธรให้ความสำคัญในการดูแลทุกข์สุขของประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมกำชับทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะบุคลากรท้องที่ ท้องถิ่นซึ่งอยู่ใกล้ชิด ต้องคอยสอดส่องดูแลและประสานความร่วมมือกับทางจังหวัด ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถก้าวผ่านวิกฤตอุทกภัยครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีขวัญกำลังใจที่เข้มแข็งทุกคน

กาฬสินธุ์ ม.กาฬสินธุ์เดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นมุ่งสู่มาตรฐานสากล แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน 

(9 ก.ย. 68) มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคต พร้อมมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 และหลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 2 พบปะครู นักเรียน กพส. ขอให้ช่วยกันรักษา 3 สถาบันหลักของชาติ

วันที่ 9 กันยายน 2568 เวลา 09.00 น.ที่ห้องประชุมพยับหมอก ชั้น 3 มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร  คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าร่วมกันจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ครบรอบ 10 ปี “1 ทศวรรษ  มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ  ภาคเอกชน  ภาคสังคม และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมและแสดงความยินดีอย่างพร้อมเพียง
ทั้งนี้กิจกรรมเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป การแสดงของนักศึกษา พิธีเชิญตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัย และทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ หลวงตาสินทรัพย์ จรณธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าบ่อน้ำพระอินทร์ และพลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 

การปาฐกถาพิเศษ “ความจงรักภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” โดยพลโทบุญสินพาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ภาคภูมิใจ และจะรักษารางวัลนี้ไว้ พร้อมจะรักษาสถาบันหลักของชาติด้วยชีวิต ทั้งนี้เมื่อตนพ้นจากหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ไปแล้วก็จะใช้สติปัญญาความรู้ ประสบการณ์มาช่วยเหลือสังคมและกองทัพ  ซึ่งจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างเด็ดขาด, การปาฐกถาพิเศษ “อนาคตมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์กับความท้าทายของโลกที่เปลี่ยนแปลง” โดย ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี นายกสภามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
 เวทีเสวนา “จากวันแรกสู่อนาคต  1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยนายเลิศบุศย์ กองทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ศ.ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, นายวันชัย ผโลทัยถเกิง กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ, ดร.พราวพร เกียรติดำเนินงาม ตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ดำเนินการเสวนา โดย รศ.ดร.คคนางค์ รัตนานิคม กรรมการสภามหาวิทยาลัย และผศ.ดร.จักรินทร์ ตรีอินทอง กรรมการสภามหาวิทยาลัย

พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติและเกียรติบัตร ครบรอบ 10 ปี วันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ให้กับผู้ทำคุณประโยชน์ ผู้มีผลงานเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น ศิษย์เก่าดีเด่น คณาจารย์ประจำดีเด่น บุคลากรสายสนับสนุนดีเด่น  นักศึกษาดีเด่น และนิทรรศการ “1 ทศวรรษ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน”
รองศาสตรจารย์สุพรรณ สุดสนธิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมงานครบรอบ 10 ปี หรือ 1 ทศวรรษแห่งการก่อตั้งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจ และความร่วมมือของทุกภาคส่วนในท้องถิ่น  เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์เป็น “ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ และศูนย์กลางการพัฒนาท้องถิ่น” เพื่อให้เติบโตไปพร้อมกับ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของท้องถิ่น

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ได้ก้าวเดินด้วยความมุ่งมั่น ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และก้าวไกล สู่ระดับสากล ซึ่งทุกก้าวย่างล้วนสะท้อนถึงความทุ่มเท ความเสียสละ ความเพียรพยายามและพลังศรัทธา ของทุกคนที่ร่วมกันสร้างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

รองศาสตรจารย์สุพรรณ กล่าวอีกว่า ในโอกาสครบรอบ 1 ทศวรรษนี้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์จะไม่หยุดเพียงแค่ความสำเร็จที่ผ่านมา แต่จะเดินหน้าต่อไปด้วย พลังแห่งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์สู่การเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และก้าวสู่มาตรฐานสากล” ในอนาคตต่อไป 

อย่างไรก็ตามในช่วงเช้าเวลา 08.00 น.พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เดินเข้าพบปะครู และนักเรียนที่บริเวณหน้าเสาธง โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ โดยมี พลตรีกิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผบ.มทบ.23, พ.อ.สิทธิศักดิ์ พรมดิเรก รองผอ.รมน.กาฬสินธุ์, พ.อ.วิเศษศิลป์ แสนภูวา สัสดี จ.กาฬสินธุ์, พ.ต.อ.วีระ หางนาค ผกก.เมืองกาฬสินธุ์, ดร.วิภา สายรัตน์ ผอ.สพม.กาฬสินธุ์, นางจารุวรรณ รัตนมาลี ผอ.โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ พร้อมคณะผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนให้การต้อนรับ ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทักทายและถ่ายภาพกับนักเรียน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่ายเป็นกันเอง 

ทั้งนี้พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวว่า วันนี้แม่ทัพมาเพื่อประเทศไทย แม่ทัพจะมีธงชาติไทยติดอยู่เครื่องแบบตลอด ไปไหนมาไหนเอาประเทศชาติไปด้วย มันหมายถึง 3 สิ่ง คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับพวกเราที่ร้องเพลงชาติอยู่หน้าเสาธง ขอให้พวกเรายึดมั่นและรักษาสามสิ่งนี้ให้ดี ที่บรรพบุรุษของพวกเราได้สละเลือดและชีวิตมาเพื่อ 3 สีนี้ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ขอให้พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียว อย่าแตกแยกความสามัคคี

พลโทบุญสิน  กล่าวต่อว่า แม่ทัพและลุงทหารที่ทำหน้าที่ตรงนี้ เขากำลังมีกำลังใจดี แม้ว่าหลายท่านได้เสียชีวิตทั้ง 18 นาย บาดเจ็บหลัก 100 คน เขาทำเพื่อทวงแผ่นดินคืน เขมรเข้ามายึดไว้นานแล้ว แม่ทัพนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเราถูกกระทำก่อน เพราะเขาต้องการมาเอาแผ่นดินเพิ่ม โชคดีที่เป็นยุคแม่ทัพชื่อบุญสินพอดี นอกจากไม่ได้แผ่นดิน เรายังยึดแผ่นดินได้คืน 11 จุด รวมถึงภูมะเขือ ขณะที่พี่ๆ เราต้องสละชีพ บางส่วน บางท่านก็ขาขาด แขนขาด ตาบอด และจะทำอีกถ้ามีโอกาส 

พลโทบุญสิน  กล่าวอีกว่า  ทหารยศร้อยตรีจบใหม่ จบมาได้ปีเดียว ขาขาด เขาพูดบอกว่า 'ผมขออยู่หน่วยเดิม ไม่มีขาก็อยู่' เราทำความดีเพื่อแผ่นดินหรือยัง เราทำอะไรให้กับประเทศชาติ พวกเธอเป็นนักเรียนไม่ต้องจับปืนถือปืนเหมือนกับพี่ทหาร แต่ขอให้เป็นคนดีของประเทศชาติ ตัวอย่างไหนที่ไม่ดีก็อย่าปฏิบัติ พวกเราโตขึ้นจะต้องรักษา 3 สีนี้เอาไว้ 3 สีที่อยู่บนแขนแม่ทัพ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ต่อไปพวกครูที่อยู่ตรงหน้าและแม่ทัพก็จะแก่ ประเทศชาติจะอยู่กับพวกเธอ ไม่แน่ในอนาคตในนี้อาจจะเป็นแม่ทัพเหมือนแม่ทัพบุญสินก็ได้ ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเรียนของพวกเรา มีความขยันมั่นเพียร มีความเสียสละ อย่าเห็นแก่ตัว รักเพื่อน อย่าทะเลาะเบาะแว้งกัน ให้มีหลักธรรมในการดำเนินชีวิต 

"ฝากครูสอนทั้ง 2 วิชานี้ คือ วิชาประวัติศาสตร์ และวิชาจริยธรรม เพราะการแต่งกายดี ใส่สูท ผูกไท ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนดี คนดีอยู่ที่ใจ อยู่ที่พฤติกรรม อยู่ที่สันดานคน แม่ทัพจะพูดแบบนี้ไปเรื่อยๆ มีคนมาเสนอให้ตำแหน่งทางการเมืองแม่ทัพ แต่ตำแหน่งสูงๆ แต่แม่ทัพไม่เอา จะอยู่กับพี่น้องประชาชน" "  พลโทบุญสินกล่าว  
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top