Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

‘จีน’ ย้ำ!! บทบาทคนกลาง วิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา ยินดีให้คำปรึกษา!! ส่งเสริมสันติภาพ ผ่านกลไกอาเซียน

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) หวัง เหวินปิน (Wang Wenbin) เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์รูปภาพพร้อมข้อความ ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Wang Wenbin Chinese Ambassador to the Kingdom of Cambodia 汪文斌 โดยระบุว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัมพูชาและ ประเทศไทย ในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองประเทศ จีนได้ยึดมั่นในตําแหน่งที่ยุติธรรมและเป็นธรรมและพยายามอย่างกระตือรือร้นเพื่อส่งเสริมการเจรจาเพื่อความสงบสุข

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน กัมพูชา และประเทศไทย ได้บรรลุผลใน Anning มณฑลยูนนานของจีน ทั้งสามประเทศให้คําปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ และทูตพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศของจีนสําหรับกิจการเอเชียได้เดินทางไปรับส่งทางการทูตหลายแห่งเพื่อสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย ด้วยความพยายามอย่างกระตือรือร้นของจีน มาเลเซีย และพรรคต่าง ๆ กัมพูชา และประเทศไทย บรรลุข้อตกลงการหยุดยิงและทั้งสองฝ่ายกําลังสื่อสารผ่านกลไกทวิภาคี พรรคที่เกี่ยวข้องได้กล่าวถึงประเทศจีนอย่างมากสําหรับการเล่นบทบาทที่ไม่อาจแทนที่ในกระบวนการนี้

จีนสนับสนุนกัมพูชา และประเทศไทย ในการระงับข้อพิพาทผ่านการสนทนาและการให้คําปรึกษา และสนับสนุนมาเลเซียในฐานะเก้าอี้หมุนเวียนของอาเซียนในการส่งเสริมการตั้งถิ่นฐานทางการเมืองของประเด็นผ่านวิถีอาเซียน จีนพร้อมที่จะอยู่ ท่ามกลางเจตจํานงของกัมพูชา และประเทศไทย ส่งเสริมการเจรจาต่อไป เพื่อสันติภาพในแบบของเราและการเล่นบทบาทที่สร้างสรรค์ในการรวมข้อตกลงการหยุดยิงและพัฒนาข้อพิพาทอย่างสันติภาพ

จีนดําเนินความร่วมมือป้องกันปกติกับทุกประเทศในอาเซียน รวมถึงกัมพูชา และประเทศไทย สื่อตะวันตกของแต่ละบุคคลพยายามที่จะใช้ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อหว่านความขัดแย้งระหว่างจีนและประเทศที่เกี่ยวข้อง ความพยายามเช่นนี้จะไม่ประสบความสําเร็จ

‘กระทรวงแรงงาน’ ลงพื้นที่ น้ำท่วม!! นครสวรรค์ มอบถุงยังชีพ!! บริการแพทย์เคลื่อนที่ ช่วยเหลือ ปชช.

(11 ต.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายยุทธนา บัวจุน ผู้ตรวจราชการกรม กรมการจัดหางาน นายชาติวุฒิ ทองกัน ผู้ตรวจราชการกรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสุนัน เพชรชู ผู้ตรวจราชการกรม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นางสาวปาริฉัตร จันทร์อำไพ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม และหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ ให้กำลังใจ พร้อมมอบถุงยังชีพ ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ประกอบด้วย จุดพื้นที่น้ำท่วมหมู่ที่ 10 จำนวน 60 ครัวเรือน และในพื้นที่หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านมะเกลือ อำเภอเมือง จำนวน 30 ครัวเรือน 

นางสาวจีระภา บุญรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ ประกอบด้วย ข้าวสาร น้ำปลา น้ำมันพืช น้ำดื่ม ปลากระป๋อง มอบให้กับชาวบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสูง พร้อมกันนี้ ยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำยารักษาโรค มามอบให้กับชาวบ้านในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมกิจกรรมการให้บริการตามภารกิจของหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์เคลื่อนที่ของโรงพยาบาลร่มฉัตร จากสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครสวรรค์ และการให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย จากสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 8 นครสวรรค์ โดยมีผู้มารับบริการ จำนวน 30 ราย

ภารกิจใหม่ ‘องคมนตรีลุงตู่’ เป็นผู้แทนพระองค์ พิธีมอบปริญญาบัตร แบ่งเบาพระราชภารกิจ

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีมอบปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประจำปีการศึกษา 2566 

ในการนี้ สภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มีมติมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ด้วย

ผบช.ตชด.ห่วงใยอธิปไตยของชาติ สนองนโยบาย ผบ.ตร. สั่งเสริมกำลังบูรณาการร่วม ทหาร-ตำรวจภูธรภาค 2 ลงพื้นที่บ้านหนองจาน สระแก้ว พร้อมดูแลประชาชน ปกป้องอธิปไตย

(11 ต.ค. 68) พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาชายแดน ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความห่วงใยประชาชนและกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) จัดกำลังพลบูรณาการร่วมการปฏิบัติกับ ทหาร และตำรวจภูธรภาค 2 โดยได้ส่งกำลังพลเดินทางเข้าสนับสนุนในพื้นที่ จ.สระแก้วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลและควบคุม สถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองจาน  

โดยได้มีการเน้นย้ำกับ กำลังพลทุกนาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ กล้าหาญและอดทน ปฏิบัติการทางยุทธวิธีตามหลักสากล อดทน อดกลั้น ต่อการยั่วยุ และเน้นการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและการซึ้งรักษาอธิปไตยของขาติ

พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ยังเปิดเผยอีกว่า ตชด.ได้ตรึงกำลังหน้าแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ 7 จังหวัด เต็มอัตรา 100%  ตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านจนถึงปัจจุบัน สำหรับพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ตชด.ได้ร่วมปฏิบัติการกับเหล่าทัพ และประสานการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนชุด EOD และ K-9 ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลการปฏิบัติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย กำลังพลทุกนายปลอดภัยดี ทั้งนี้ ขอยืนยันและขอให้เชื่อมั่นว่า ตชด.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และยืนหยัดเคียงข้างประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติ ไม่ให้ใครมารุกรานอย่างแน่นอน

MG โตแรง!! ยอดขาย ไตรมาส 3 พุ่งทะลุ 18,065 คัน MG4 ELECTRIC ครองแชมป์ EV 3 เดือนซ้อน

(11 ต.ค. 68) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศผลงานไตรมาส 3 ปี 2568 อย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายนกว่า 18,065 คัน เติบโตขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนกว่า 75% ของยอดขายทั้งหมด

ไฮไลต์สำคัญในไตรมาสนี้มาจากการเปิดตัวและทำตลาดรถใหม่ถึง 4 รุ่น ได้แก่

NEW MG MAXUS 7 ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท
NEW MG MAXUS 9 PLUS ราคา 1,799,000 บาท
NEW MG S5 EV รุ่น D+ ราคาเริ่มต้น 699,900 บาท
NEW MG3 HYBRID+ Racing Edition ราคา 499,900 บาท

นาย พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตของเอ็มจีในปีนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ เราให้ความสำคัญทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการเดินทาง”

เอ็มจียังคงตอกย้ำบทบาทผู้นำตลาดอีวีไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก และบริการครบวงจรที่เข้าถึงง่าย พร้อมเดินหน้าสร้างสังคมการขับขี่พลังงานสะอาดในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

NEW MG4 ELECTRIC ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของเอ็มจี ด้วยยอดจดทะเบียนสูงสุดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า 3 เดือนต่อเนื่อง รวม 3,499 คัน จากยอดจดทะเบียนอีวีทั้งตลาดกว่า 6,384 คันในไตรมาสนี้ ขึ้นแท่นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นคง

ความสำเร็จนี้มาจากสมรรถนะขับสนุกด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และแพลตฟอร์มไฟฟ้า NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ให้ทั้งความแรง ความมั่นคง และความปลอดภัยระดับสากล

สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงกรณีข่าวการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจ ต้องส่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อ และต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ

(11 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวตามสื่อสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องการปฏิรูประบบราชการตำรวจ ของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบรายงานในการประชุมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 โดยมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานตำรวจ และการถ่ายโอนภารกิจไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการนั้น 

ขอเรียนว่ารายงานการพิจารณาศึกษาดังกล่าวเป็นการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ความเห็นและข้อเสนอเหล่านี้จะถูกส่งไปยังฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ทั้งในด้านโครงสร้างการปกครอง ระบบราชการ ปัจจัยการบริหาร รวมทั้งข้อกฎหมาย 

ผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าว มีข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ข้อเสนอแนะในบางเรื่องจำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง มีการพิจารณาในรายละเอียด ความพร้อมของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะใดที่สามารถจะดำเนินการได้และเป็นประโยชน์แก่สังคมและพี่น้องประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะนำไปพิจารณาดำเนินการทันที รวมทั้งหากนายกรัฐมนตรีมีการสั่งการ หรือคณะรัฐมนตรีมีมติเป็นประการใด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมปฏิบัติต่อไป

‘อีซูซุ’ ปลุกพลัง คนรุ่นใหม่ ชวนแชร์ไอเดียธุรกิจ ชิงรางวัลกว่าแสน ตอกย้ำ!! แบรนด์คู่ใจคนไทย ดึงไอเดีย ‘Gen Z’ ขับเคลื่อนอนาคต

(11 ต.ค. 68) บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ชวนน้อง ๆ นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ร่วมแชร์ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อสร้างการจดจำคุณค่าของแบรนด์อีซูซุ ผ่านแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจในโครงการ “Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2025” ภายใต้หัวข้อ “ISUZU: Your Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ชิงเงินรางวัล รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Tri Petch Group Awakens Your Challenge 2025 ในปีนี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 ภายใต้หัวข้อที่สอดคล้องกับแนวทางของอีซูซุ คือ “ISUZU: Your Trusted Buddy อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเฟ้นหาไอเดียใหม่ ๆ จากน้อง ๆ Gen Z ที่จะช่วยตอกย้ำความมั่นใจให้ลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์และบริการของอีซูซุ ซึ่งอยู่เคียงคู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เราขอเปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาทั่วประเทศ ได้เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ทั้งในรูปแบบรายบุคคล หรือแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดยไม่จำกัดสถาบัน คณะ หรือชั้นปี และสำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จะได้รับโอกาสสุดพิเศษเข้าร่วม Workshop กับ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เพื่อเพิ่มพูนทั้งความรู้และประสบการณ์ ก่อนนำเสนอแผนการตลาดต่อคณะกรรมการในรอบสุดท้าย พร้อมชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท”

สำหรับน้อง ๆ นิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ศึกษาข้อมูลสนับสนุนแผนการตลาดและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
Linktree : TPG Awakens Your Challenge 

Facebook: Tri Petch Isuzu Sales Career

ภารกิจใหม่แม่ทัพกุ้ง 'จากสนามรบสู่ผืนนา' ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)คิกออฟ 'ข้าวแม่ทัพไทย-สิรินข้าวสีสด' ร่วมขับเคลื่อนสิรินฟาร์มมาร์เก็ต

พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารผู้ทุ่มเทปกป้องแผ่นดิน ได้ประกาศภารกิจครั้งสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหารยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ ด้วยเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ข้าวคุณภาพ “ข้าวแม่ทัพไทย” และ “สิริน ข้าวสีสด” สร้างมิติใหม่ให้กับวงการเกษตรและสุขภาพสู่เศรษฐกิจสูงวัย(Silver Economy)เมื่อเร็วๆนี้ ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์

การเปิดตัวแบรนด์ข้าวนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการสิรินฟาร์มมาร์เก็ต( Sirin Farm Market )และ Grow Longevity Ecovillage ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ  และนำไปสู่ “สังคมสุขยืนยาว” (Longevity Society) อย่างยั่งยืน ผ่านการเน้นย้ำถึงการใช้เกษตรอินทรีย์ 100% จากนักรบสู่ชาวนาผู้พิทักษ์: ปณิธานเพื่อสุขภาพคนไทย

พลโท บุญสิน ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากลูกชาวนาสู่ภารกิจความมั่นคงของแผ่นดินไทย ก้าวสู่ภารกิจใหม่สร้างความมั่นคงทางอาหารและสังคมไทย” โดยเน้นย้ำว่าการเข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพราะประทับใจในแนวคิดที่จะทำเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง และไม่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุด โดยชี้ว่าโครงการนี้คือ "ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอีกแขนงหนึ่งของประเทศชาติ" นอกเหนือจากการป้องกันชายแดน และยังมีความชื่นชมในจุดยืนที่ต้องการสร้าง "บลูโซน" (Blue Zone) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีอายุยืนยาว สุขภาพดี ด้วยการบริโภค อาหารดี อากาศดี และอารมณ์ดี

“โครงการนี้จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะ ระบบ AI มาใช้ในการสั่งสินค้าและบริหารจัดการผลผลิต เพื่อแก้ปัญหาการตลาดของโครงการทหารพันธุ์ดีและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ที่ก่อนหน้านี้ทหารต้องนำสินค้าไปจำหน่ายเองตามตลาด มาเป็นการจำหน่ายใน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)  ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักที่ไร้สารเคมี และข้าวสีสด ซึ่งเป็นข้าวบริสุทธิ์   เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งทหาร ประชาชนและเกษตรกร” พลโท บุญสิน กล่าว

ด้านนายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวาและ Grow Longevity Ecovillage กล่าวว่า โครงการ Grow Longevity Ecovillage ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แห่งนี้ เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Longevity Living และ Social Enterprise ที่ผสมผสานการทำฟาร์มแบบ Smart Farm เข้ากับการสร้างชุมชนเพื่อการมีสุขภาพดี โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเกษตรระดับโลก หรือ "Blue Zone" แห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

“เศรษฐกิจของประเทศไม่ควรพึ่งพาแค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถกลับไปอยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมีความสุข นำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ LongivityEconomy โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี มีการออกแบบชีวิตใหม่ที่ให้คนได้มีอากาศที่ดี อาหารที่ไร้สารเคมี และสามารถทำงานได้ในทุกที่ ท่ามกลางชุมชนที่เกื้อกูล จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น” นายชยดิษฐ์กล่าว
 
การผนึกกำลัง สู่ Grow Longevity Ecovillage 
ในงานยังได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมและระบบของการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวความคิด “Longevity Farm Stay Destination” ต่อการส่งเสริมซอร์ฟพาวเวอร์ทางวัฒนธรรมไทย
และอัตลักษณ์ของวิถีชุมชน เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในเขตพื้นที่ Blue Zone เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568  ระหว่างสถาบันทิวา,กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 , Grow Longevity Ecovillage และ Grow Longevity Ecovillage :Khao Yaiโดยมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ให้เกียรติมอบกระเช้าแสดงความยินดีและร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้วย
 
“สิริน ข้าวสีสด”: นวัตกรรมสีข้าวโชว์ ตอบโจทย์รสชาติและคุณค่า ผลิตภัณฑ์เรือธงในงานนี้คือ “สิริน ข้าวสีสด” ชูจุดเด่นด้วยนวัตกรรม "สีสดใหม่ตามคำสั่งซื้อ" โดยในงานมีการ นำโรงสีขนาดเล็กมาสีข้าวให้ชมและชิมกันสดๆ เพื่อยืนยันถึงความสดใหม่และคุณภาพที่คงไว้ครบถ้วน “ข้าวสีสด” ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยรสชาติที่หอม อร่อย นุ่มหนึบ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

หลักการคือการเก็บข้าวในรูปแบบ "ข้าวเปลือก" และสีเป็นข้าวสารเมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพ: ปลอดภัย 100%: เก็บในรูปแบบข้าวเปลือกที่จะรักษาคุณค่าได้ดีที่สุดและสีสดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค คุณค่าเต็มเมล็ด: กระบวนการสีถูกออกแบบมาเพื่อรักษาส่วนของ "จมูกข้าว" และเยื่อหุ้มเมล็ดไว้
 
สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market):เพื่อสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แบรนด์ข้าวเรือธงทั้งสองชนิดจัดจำหน่ายผ่าน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 มิติ ได้แก่: ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกร: เป็นช่องทางหลักในการจัดจำหน่ายสินค้าจากโครงการ "ทหารพันธุ์ดี" ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 20 ค่ายทหารภาคอีสาน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและชุมชนในราคาที่เป็นธรรม

สร้างความมั่นคงทางอาหาร: ทำให้คนไทยเข้าถึงอาหารอินทรีย์ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์: มุ่งเน้นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ผ่านแนวคิด Grow Low Carbon City และ Grow Organic AI Smart Farming

สิรินฟาร์มมาร์เก็ต(Sirin Farm Market)ประกอบด้วยพื้นที่บริการหลัก ได้แก่ SIRIN Market, SIRIN Gindee Restaurant และ สิริน ข้าวสีสด

ทั้งนี้งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข.และบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการดำเนินงานเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพ และดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน

‘กองทัพภาค 2’ ยืนยัน!! ทหารกัมพูชา ละเมิด!! แนวลวดหนามชายแดน ‘ตัดลวดหนาม - ขโมยอุปกรณ์ตรวจการณ์’ พฤติกรรมไม่ต่างจากโจรป่า

(11 ต.ค. 68) กองทัพภาค2 ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี การละเมิดแนวลวดหนามชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย

กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าได้มีการละเมิดแนวลวดหนามชายแดนในพื้นที่บริเวณทิศตะวันออก ของปราสาทตาควาย โดยหลังได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเฝ้าตรวจ หน่วยได้จัดกำลังเข้าตรวจสอบทันที 

และยืนยันว่า มีการลักลอบตัดลวดหนามในบางจุด ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2ได้รายงานไปยังกองทัพบก เพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ทหารกัมพูชาตัดลวดหนามยาวกว่า 3 กิโลเมตร" 

กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริง คือ พื้นที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 3 กิโลเมตร ไม่ได้หมายความว่ามีการตัดลวดหนามยาวตลอดแนว ความเสียหายเกิดขึ้นเพียงบางจุดในพื้นที่ดังกล่าว และได้ดำเนินการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดเกิดเหตุ อยู่บริเวณพื้นที่ช่องเหว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้ง ฝ่ายเรา จึงใช้การวางเครื่องมือเฝ้าตรวจเอาไว้ เพื่อแจ้งเตือนการเข้ามาของฝ่ายกัมพูชา 

การกระทำดังกล่าวของทหารกัมพูชาเป็นการละเมิดข้อตกลงโดยการเข้ามาขโมยเครื่องมือเฝ้าตรวจของฝ่ายเราทำให้ฝ่ายเราต้องจัดกำลังเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อคุ้มครองอุปกรณ์เครื่องมือและพื้นที่ดังกล่าว

จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามารถดีขึ้นได้หากไม่มีการยั่วในการปฏิบัติใดๆ ของฝ่ายกัมพูชา เพราะการกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากโจรป่า ที่เข้ามาขโมยสิ่งของที่อยู่ในบริเวณบ้านของผู้อื่น 

ถือเป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งฝ่ายเราจะทำการประท้วงผ่านระบบกลไกการตรวจสอบของคณะ IOT ต่อไป

กองทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน และเฝ้าตรวจพื้นที่เสี่ยงทุกจุด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการละเมิดซ้ำ รวมทั้งให้เตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับทุกพื้นที่ที่มีความอ่อนไหว

กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันว่า จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตลอดแนวชายแดน ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ เข้มแข็ง และมุ่งมั่น ในการปกป้องอธิปไตยของชาติตลอดไป

จาก 'คำมั่น' สู่ 'ทำทันที' สู้โลกเดือด :จุดยืนไทย-อาเซียนในCOP30 มุมมอง 'อลงกรณ์-เอฟเคไอไอ.'

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายเรื่อง“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“(From Pledge to Implementation)รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน”ในการประชุมสัมมนาที่กรุงกูชิงรัฐซาราวักประเทศมาเลเซียตามคำเชิญของกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนและPwC(PricewaterhouseCoopers)

โดยมีผู้แทนภาครัฐภาคเอกชนและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมจากประเทศต่างๆรวมทั้งธนาคารโลกว่า 300 คนเข้าร่วมเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 30 ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเบเลงปากแม่น้ำอเมซอนประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10 ถึง 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568โดยมีเนื้อหาสาระถอดความจากภาษาอังกฤษดังนี้

“เส้นทางสู่บราซิลCOP30 : จาก”คำมั่น“สู่”การปฏิบัติ“รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วของไทยและอาเซียน” โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท อดีตประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

“การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง(Belém)ประเทศบราซิลในเดือนพฤศจิกายนปีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่โลกจะต้องพิสูจน์ว่าเราได้ก้าวข้ามจากยุคแห่ง 'คำมั่นสัญญา' สู่ยุคแห่ง 'การปฏิบัติการ' ที่เป็นรูปธรรมแล้วจริงหรือไม่ สำหรับประเทศไทย เราไม่ได้รอคอยแต่กำลังเร่งมือการดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ให้กลายเป็นจริง

เป้าหมายใหม่ที่ชัดเจนแชะท้าทาย เดิมประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทายและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักสองเสาหลัก
1.ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะกลางที่เร่งการสร้างสมดุลระหว่างการปล่อยและดูดซับคาร์บอน
2.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของประเทศตามยุทธศาสตร์ระยะยาว 

ล่าสุด กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) กำหนดภารกิจสำคัญที่ไทยเตรียมนำไปสื่อสารที่ COP30 คือการปรับปรุงเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ฉบับที่ 3.0 สำหรับปี 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งเป็นปีที่ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ต้องส่งเป้าหมายเดียวกัน “ภายใต้ NDC 3.0 นี้ ไทยจะลดก๊าซเรือนกระจกแบบเด็ดขาด (Absolute emission reduction) ตั้งเป้าลดลง 109.2 ล้านตัน จากการปล่อยจริง โดยเทียบกับปีฐาน 2019 ซึ่งในปี 2019 ไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 379 ล้านตัน เมื่อรวมการลดก๊าซและการเพิ่มการดูดกลับจากภาคป่าไม้ (ทั้งป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ) จาก 107 ล้านตัน ให้เป็น 118 ล้านตัน จะทำให้การปล่อยก๊าซสุทธิ (Net emission) ของไทยอยู่ที่ 152 ล้านตัน ตัวเลขนี้ จะสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ที่จะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ซึ่งเป็นการขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 15 ปี จากเป้าหมายเดิมในปี 2065

เป้านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่เดินหน้างานหนักเบื้องหน้า (Front-load)ของการดำเนินการภายในทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

กฎหมายลดโลกร้อนเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย ประเทศไทยกำลังออกกฎหมายใหม่มีชื่อว่า”ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)”เพื่อสร้างกรอบกฎหมาย (Legal Framework)ที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ ร่างกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัว แต่ยังมีการนำการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) มาใช้บนพื้นฐานของหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)รวมทั้งกลไกอื่นๆที่รวมอยู่ในร่าง

กฎหมายนี้ ได้แก่:
1.ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System - ETS)
2.ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)

3.กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Cross-Border Adjustment Mechanisms - CBAM)
4. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) 
เพื่อชดเชยภาระผูกพันภายใต้ระบบ ETS
5.กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)

รายได้ที่มาจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำส่งเข้า“กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Fund)” การใช้จ่ายเงินจากกองทุนนี้จะต้องสอดคล้องกับ อนุกรมวิธานของประเทศไทย (Thailand’s Taxonomy)คือมาตรฐานกลางที่กำหนดนิยามและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดหาเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและมีความยั่งยืนเท่านั้น แนวทางแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงเป้าหมายการกำหนดราคาคาร์บอน และการเงินที่ยั่งยืนเข้าด้วยกันจะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายตัวเลขและความมุ่งมั่นจะสำเร็จไม่ได้ หากขาดการแปลงเป็นแผนปฏิบัติในภาคส่วนสำคัญๆที่เกี่ยวข้องได้แก่
1. ภาคพลังงานและการขนส่ง
ภาคการขนส่งกำลังปรับเปลี่ยนด้วยนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า“30@30” ซึ่งหมายถึงการทำให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยGHGเป็นศูนย์ (ZEVs-Zero Electric Vehicles) ภายในปี 2030 นี่คือตัวเลขที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน
2. การเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน   เราไม่ได้เน้นเพียงการลดการปล่อยGHGแต่เพียงอย่างเดียว แนวทางธรรมชาติ(Nature-Based Solutions)ผ่านการปลูกป่าและการจัดการที่ดิน (LULUCF :Land Use, Land-Use Change, and Forestry)ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะสร้างศักยภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึง ประมาณ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตัวเลขมหาศาลนี้เทียบได้กับการชดเชยการปล่อยก๊าซจากหลายภาคส่วน และเป็นกำลังหลักในการทำให้เราไปถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
3. การปฏิรูปภาคพลังงาน
แผนพัฒนาพลังงาน(PDP:Power Development Plan)ที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำคือกลไกสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการผลิตไฟฟ้าของประเทศไปอีก 20 ปีข้างหน้า แผนนี้จะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2065 อย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างก้าวกระโดดอย่างน้อย50%ของการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดสัดส่วนของกำลังการผลิตจากพลังงานฟอสซิล

อาเซียน: กำลังหลักใหม่บนเวทีการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ

อาเซียนสามารถมีบทบาทสำคัญและมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศโดยการรวมผลประโยชน์ที่หลากหลายของ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นจุดยืนร่วมในการเจรจา ซึ่งจะช่วยเพิ่มอิทธิพลของอาเซียนอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึง
ซึ่งอาเซียนสามารถขับเคลื่อนบทบาทนี้ผ่านแนวทางหลักสองประการ:
1. การสร้างจุดยืนร่วมในเวทีระหว่างประเทศ
การจัดตั้ง พันธมิตรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia Alliance) เพื่อสร้างเสียงที่มีอิทธิพลมากขึ้นในการประชุมต่าง ๆ เช่น COP30 เป้าหมายคือการออก แถลงการณ์ร่วมของอาเซียน ที่สะท้อนถึงความท้าทายและความต้องการเฉพาะของภูมิภาค
2. การขับเคลื่อนกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค
อาเซียนกำลังพัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม ซึ่งรวมถึง:
2.1กรอบคาร์บอนร่วมของอาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework - ACCF)เพื่อสร้างมาตรฐานและส่งเสริมตลาดคาร์บอนภายในอาเซียน
2.2โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid - APG)เพื่อส่งเสริมการค้าขายและการแบ่งปันพลังงานหมุนเวียนข้ามพรมแดน
2.3ศูนย์อาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Centre for Climate Change - ACCC): ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

สำหรับการประชุม COP30 ที่กำลังจะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญลำดับแรกคือการเสนอจุดยืนร่วมภายใต้แถลงการณ์ร่วมของอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ASEAN Joint Statement on Climate Change) ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมและความมุ่งมั่นของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลก

บทบาทของไทยบนเวที COP30

ประเทศไทยควรประกาศอย่างชัดเจนว่า “ความมุ่งมั่นโดยไร้การปฏิบัติการ เพื่ออนาคต 1.5 องศาเซลเซียส นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป” 
เวทีเบเลงต้องเป็นเวทีแห่งการส่งมอบของจริงไม่ใช่เพียงคำมั่นและแผนที่เลื่อนลอยซึ่งควรผลักดันใน 4 ประเด็นหลักสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ:

1.ความชัดเจนในการเงินและเทคโนโลยี: เป้าหมายการเงินสภาพภูมิอากาศใหม่ (NCQG) 
หลังปี 2025 ต้องมี 'แผนงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม' เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนามีเครื่องมือในการปฏิบัติตาม NDC (Nationally Determined Contribution)

2.กติกาที่สมบูรณ์สำหรับความร่วมมือการบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับ กลไกตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีสเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสร้างตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและเป็นธรรม ประเทศไทยมีประสบการณ์ตรงจากการเป็นผู้บุกเบิกการซื้อขาย ITMO (ITMO เป็นหน่วยประเภทหนึ่งที่แสดงถึงก๊าซเรือนกระจกจำนวนหนึ่งตันที่ลดลงหรือถูกกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศ เช่นเดียวกับเครดิตคาร์บอน ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจยืนยันจากหน่วยงานภายนอก)และพร้อมแบ่งปันบทเรียนเหล่านี้

3.การยกระดับการปรับตัว(Adaptation)
เราจะเน้นย้ำให้โลกเห็นความสำคัญของการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องคู่ขนานกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยต้องมีการดำเนินการตาม แผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในด้านน้ำ เกษตรกรรม และสาธารณสุข ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

4.ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย (ASEAN-Asia Unity) ในฐานะหนึ่งในแรงขับเคลื่อนของภูมิภาค ประเทศไทยควรเชิญชวนประเทศต่างๆ ในอาเซียนและเอเชียให้ร่วมกันแสดงความเป็นผู้นำด้านการปฏิบัติการ(Implementation)ส่งเสียงเป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนและเอเชีย เพื่อผลักดันให้ภูมิภาคของเราก้าวสู่การบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาอย่างแท้จริง

สรุป: ประเทศไทยกำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจบนเส้นทางสู่เบเลงด้วย “ตัวเลข” ที่ชัดเจน “แผนงาน”ที่เป็นระบบ และ “เจตนารมณ์”ที่แข็งแกร่ง เรากำลังสร้างกรอบการทำงานที่สมบูรณ์ ซึ่งผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การ Electrify การขนส่ง และการใช้ธรรมชาติเพื่อดูดซับคาร์บอน โดยมี พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกุญแจสำคัญในการประสานทุกมาตรการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ 

พร้อมกันนี้ เราในฐานะสมาชิกอาเซียนจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างจุดยืนร่วมที่แข็งแกร่ง การประชุม COP30 ที่เบเลง ต้องเป็นการประชุมที่ทุกประเทศ “ส่งมอบ(Delivery)แผนการที่ชัดเจน มีเงินทุนสนับสนุน และเป็นธรรม เพื่อร่วมกันปิดช่องว่างระหว่างคำมั่นสัญญากับความเป็นจริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top