Thursday, 25 June 2026
CRIMES

ตำรวจ PCT ประสานกัมพูชา ล่าแก็งคอลเซ็นเตอร์เพิ่มอีก 59 ราย ส่งไทยดำเนินคดี

(2 ก.ย.65) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce, พล.ต.อ.ปรีชา เจริญสหายนนท์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8 หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่1, พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม. ร่วมแถลงจับกุมเครือข่ายแก็งคอลเซนเตอร์ในกัมพูชาเพิ่มอีก 59 ราย เตรียมส่งไทยดำเนินคดี

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 29 ก.ค. 65 ที่ผ่านมา ตำรวจ PCT เปิดปฏิบัติการร่วมกับตำรวจกัมพูชาทลายเครือข่ายแก็งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งฐานปฏิบัติการกลางเมืองพระสีหนุ ประเทศกัมพูชาจับกุมผู้ต้องหา 94 ราย และนำตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น 

ล่าสุดได้สั่งการให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.ภ.8 หน.ชุดปฏิบัติการ PCT ชุดที่ 1 ,พ.ต.อ.สถิตย์ พรหมอุทัย รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ชย พาหะกิจ ผกก.(สอบสวน) บก.สส.สตม.  พร้อมกำลังตำรวจ PCT สืบสวนขยายผลถอนรากถอนโคนขบวนการนี้ให้หมดไป จนได้พยานหลักฐานนำไปขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มได้อีก 59 ราย

รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า ได้ประสานงานตรงไปยัง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจกัมพูชา และส่งกำลังตำรวจ PCT เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ นำโดย พ.ต.อ.รัฐโชติ โชคิคุณ รอง ผบก.สส.สตม. นัดหมายในวันที่ 29 ส.ค.65 เข้าทำการตรวจค้นพร้อมกัน จำนวน 2 จุด ในเมืองพระสีหนุ และเมืองกันดาล ประเทศกัมพูชาดังนี้  

จุดที่ 1 อาคารในเมืองพระสีหนุ ซึ่งเครือข่ายกลุ่มนี้มีแผนประทุษกรรมหลอกลวงคนไทยฝั่งประเทศไทยให้ทำการลงทุนตามภารกิจ ในเครือข่ายของแอปพลิเคชัน tiktok มีประชาชนได้รับความเสียหายเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ที่เกิดเหตุพบคนไทย 19 ราย เป็นบุคคลตามหมายจับ 15 ราย และไม่มีหมายจับอีก 4 ราย ซึ่งทั้งหมดทำงานเป็นพนักงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลงทุนโดยใช้แอปพลิเคชันชื่อว่า tt (tiktok ปลอม) โดยเป็นให้ทำภารกิจตามที่พนักงานคอลเซนเตอร์ (admin) แนะนำ(เป็นภารกิจการกดหัวใจ ในแอปที่คนร้ายส่งมา, และภารกิจทายผลลูกเต๋าในแอปปลอม) โดยอ้างว่าจะได้ค่าตอบแทน ซึ่งในครั้งแรกๆ ก็จะได้รับผลตอบแทนจริง 

แต่เมื่อลงทุนเยอะขึ้นปรากฎว่าไม่สามารถถอนเงินออกได้ โดยคนร้ายอ้างว่าต้องฝากเงินเพิ่มจึงจะถอนเงินได้ แต่เมื่อเหยื่อฝากเงินไปแล้ว ก็ไม่สามารถถอนเงินได้จริง

จุดที่ 2 อาคารในเมืองกันดาล ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งของกลุ่มคนจีนร่วมกับคนไทย จัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ในลักษณะแอบอ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ไทย, บริษัท DHL และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แหลมฉบัง มีประชาชนได้รับความเสียหายมูลค่ามากกว่า 100 ล้านบาท ผลการตรวจค้นพบคนไทยซึ่งเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ตามหมายจับกว่า 40 ราย

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 59 รายนั้น อยู่ระหว่างรอการส่งกลับไทยมาดำเนินคดี ซึ่งตำรวจ PCT จะไปรอรับตัวที่ชายแดน จ.สระแก้ว เพื่อซักถามปากคำผู้ต้องหา และหลังจากเสร็จสิ้นการขยายผลแล้ว จะมีพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป

ตร.แจ้งข้อหา 'ครู-คนขับรถตู้' ทิ้งน้องจีฮุนไว้ในรถตู้จนเสียชีวิต

(1 ก.ย. 65) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศจร.ตร.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี น้องจีฮุน อายุ 7 ขวบ เสียชีวิตในรถตู้โรงเรียน เมื่อวันที่ 30 ส.ค.65 เวลาประมาณ 17.00 น. ที่ผ่านมานั้น  

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พานทอง จว.ชลบุรี ได้สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว จากผลการตรวจชันสูตรศพเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยการถูกทำร้าย สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน (เด็กที่ติดในรถจะเสียชีวิตจากกรณีนี้เป็นส่วนใหญ่) 

พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา คนขับรถตู้ และครูเวรประจำรถรับส่งนักเรียน ในข้อหา “กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

'ตร.' ลุยค้น 13 จุด!! ยึดทรัพย์นายทุนชาวจีนแก๊งยาเสพติด 385 ล้าน

เมื่อวันที่ 19 ส.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น. และนายสุนทร ชื่นศิริ ผู้อำนวยการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร พร้อมกำลังหน่วยอรินทรราช  ตำรวจ สน.ประเวศ นำหมายค้นจากศาล เข้าตรวจสอบที่หมู่บ้านหรูแห่งหนึ่งย่าน ถ.ศรีนครินทร์ หลังมีหมายอายัดทรัพย์สินของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ 

โดย พล.ต.ต.สำราญ กล่าวว่า คดียาเสพติดที่ทาง บช.น. มีการจับกุมตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2563 จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2564 มีการตรวจสอบและขยายผลทางคดี พบว่า มีตวามเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน ถึง 8 คดี พบว่า มีเครือข่ายเดียวกัน โดยเส้นทางยาเสพติดจะมาจาก จ.เชียงราย ทางฝั่งเหนือหรือแม่สอด เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมและยึดยาเสพติด ยาบ้า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 400-500 กิโลกรัม และจากการสืบทราบพบว่าเป็นของเครือข่ายนายมิน มิน อู ชาวเมียนมาร์ ที่ถูกจับกุมแล้วก่อนหน้านี้

จากนั้นขยายผลต่อ พบความเชื่อมโยงไปถึงนายทุนชาวจีน และมีการขอศาลออกหมายจับไว้แล้ว แต่ตัวของผู้ต้องหาชาวจีน ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทางตำรวจจึง ประสาน ป.ป.ส. ขออนุมัติการยึดทรัพย์สินทั้งหมด 385 ล้านบาท มีทั้งบ้าน 3 หลัง ในหมู่บ้านย่านศรีนครินทร์ คอนโด 9 ห้องเงินสด 12 บัญชี ที่อายัดไว้ประมาณ 72 ล้านบาท โดยเงินสดได้อายัดไว้ก่อนหน้านี้ ประมาณ 10 เดือน แต่ยังไม่มีใครมาติดต่อเบิกถอน

ทั้งนี้ ผบช.น. เชื่อว่า ทรัพย์สินที่ได้มาจากเครือข่ายค้ายาเสพติด น่าจะมีมากกว่าบ้าน 3 หลัง ซึ่งอาจจะมีถึง 10 หลัง อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานในการขยายผลต่อไป

ผอ.ป.ป.ส.กทม. กล่าวว่า เครือข่ายที่ เข้ามาจับกุมและอายัดทรัพย์สินในวันนี้ เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเงิน นำเงินมาซื้อบ้าน 3 หลัง ซึ่งทางป.ป.ส. ได้อนุมัติให้ทำการยึดอายัดไว้แล้ว โดยเครือข่ายนี้มีถึง 3 สัญชาติ ผู้สั่งการอยู่ในประเทศลาว และบางคนอยู่ในประเทศจีน มาทำธุรกรรมทางการเงิน ส่วนกลุ่มคนไทย จะเป็นกลุ่มที่รับจ้างดูแลบัญชี หรือ การซื้ออสังหาริมทรัพย์ ในลักษณะกลุ่มนอมินี สำหรับมูลค่าทรัพย์สินของเครือข่ายมีมีการยึดอายัดไว้เกือบ 400 ล้านบาท แต่ในทางการสืบสวนขยายผล คาดว่า น่าจะมีมากถึง 1,000 ล้านบาท

กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการปฏิบัติที่น่าสนใจความผิดต่อชีวิต/ร่างกาย และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

กองบัญชาการตำรวจนครบาล ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ กรณีวันที่ 20 ก.ค.65 เวลา 11.30 น. พล.ต.ท.สำราญ  นวลมา ผบช.น., พล.ต.ต.จิรสันต์  แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นิตินันท์ เพชรบรม รอง ผบช.น., พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.น. ได้แถลงผลการปฏิบัติที่น่าสนใจ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

คดีที่ 1 จับกุมคนร้ายประสบปัญหาทางการเงิน ใช้อาวุธปืนปลอมชิงทรัพย์ร้านทอง ในห้างสรรพสินค้าย่านพัฒนาการ สน.คลองตัน บก.น.๕ วันที่ 19 ก.ค.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัว นายประภากร หรือ กร อายุ 42 ปี ที่ห้องพักเลขที่ 210 ชั้น 2 ฝันดีแมนชั่น ซอยชยางกูร 38 ถนนชยางกูร อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมได้ตรวจยึดของกลาง

1.สร้อยข้อมือทองคำจี้ รูปหัวใจ พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น

2.สร้อยข้อมือทองคำจี้ รูปปี่เชี้ยะ พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น 

3.สร้อยข้อมือทองคำลายลูกคิดพลอย พบในขวดโลชั่นทาผิว NIVEA จำนวน 1 เส้น 

4.สร้อยข้อมือทองคำจี้เลข 8 พบในขวดโลออนครีม NIVEA จำนวน 1 เส้น 

5.สร้อยข้อมือทองคำจี้กุหลาบหัวใจเลข 9 พบในขวดโลออนครีม NIVEA จำนวน 1 เส้น 

6.สร้อยข้อมือทองคำลายดอกพิกุล พบในขวดแป้ง POND'S จำนวน 1 เส้น

7.ตะขอทองคำรูปตัว S พบในขวดแป้ง POND'S จำนวน 1 ชิ้น 

8.ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 500 บาท พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าซ้าย ตัวที่ผู้ต้องหาสวมใส่อยู่   จำนวน 1 ฉบับ

9. ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 50 บาท พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าช้ายที่ผู้ต้องหาสวมใส่อยู่    จำนวน 1 ฉบับ

10. ธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับ 1,000 บาท จำนวน 12 ฉบับ

11. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Realme จำนวน 1 เครื่อง 

12. โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Redmi จำนวน 1 เครื่อง

13. ชิมโทรศัพท์ AIS พบในกระเป๋ากางเกงข้างหน้าด้านขวาจำนวน 1 เบอร์

โดยกล่าวหาว่า “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำด้วยประการอื่นเพื่อไม่ให้เห็นหรือจำหน้าได้โดยมีอาวุธโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อพ้นการจับกุม และพาอาวุธเข้าไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

จากการตรวจสอบประวัติ นายประภากร เคยมีประวัติการต้องโทษ คดีฝ่าฝืน พรก.ฉุกเฉิน โดยประสบปัญหาการขาดทุนจากร้านที่เปิดและถูกดำเนินคดี กรณีไม่ปิดจุดเสี่ยง สถานบันเทิง ห้าง คลินิก บ่อน อาบ อบนวด

คดีที่ 2  กรณีผู้ก่อเหตุขับรถยนต์ชนเด็กแล้วอุ้มขึ้นรถไปวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ สน.บุคคโล บก.น.8 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.65 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บุคคโล ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ ว่ามีชาย อายุประมาณ 50 ปี สวมเสื้อยืดสีฟ้า ได้อุ้มเด็กซึ่งได้รับบาดเจ็บมาวางทิ้งไว้หน้า โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ราษฎร์บูรณะ ได้รับข้อมูลจากเด็กที่ถูกวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาล อายุประมาณ 4 ปี และถูกรถชนบริเวณลานจอดรถห้างบิ้กซี สาขาดาวคะนองแล้วถูกอุ้มขึ้นรถแล้วนำมาวางทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาลดังกล่าว 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บุคคโล ได้ออกตรวจที่เกิดเหตุและตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาดาวคะนอง บริเวณทางเข้า – ออก และภายในบริเวณลานจอดรถของห้างฯ พบว่ารถยนต์ที่ขับมาชนเด็กเป็นรถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด กะบะด้านหลังติดตั้งตู้ทึบ สีขาว หมายเลขทะเบียน 2 ฒฒ 348 กรุงเทพมหานคร โดยขับรถเข้ามาภายในห้างฯ เวลาประมาณ 12.45 น. จากนั้นได้จอดเพื่อนำของมาส่งที่ห้างๆ ต่อมาได้ขับรถเลี้ยวเข้ามาภายในลานจอดรถเพื่อที่จะเดินทางกลับ และเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ได้ขับรถชนเด็ก (ตามคำบอกเล่าพยานที่เห็นเหตุการณ์) จากนั้นเวลาประมาณ 13.19 น. ได้ขับรถออกจากห้างฯ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่าเมื่อเวลาประมาณ 13.21 น. รถยนต์คันดังกล่าวขับมุ่งหน้าผ่านบริเวณแยกดาวคะนอง แขวงดาวคะนอง เขตธนบุรี กรุงเทพฯ และได้ขับมุ่งหน้าไปทางแยกพระรามที่ 2 ไปตามถนนสุขสวัสดิ์ จากนั้นเวลาประมาณ 13.25 น. ได้ขับผ่านบริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาบางปะกอก และได้กลับรถบริเวณแยกราษฎร์พัฒนา แขวงบางปะกอก  เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ต่อมาเวลาประมาณ 13.28 น. ได้เลี้ยวรถจอดบริเวณหน้า โรงพยาบาลสุขสวัสดิ์แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ จากนั้นคนขับรถได้อุ้มเด็กลงมาวางทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลดังกล่าว แล้วขับรถหลบหนีไป มุ่งหน้าแยกพระรามที่ 2 

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้สอบข้อมูลจากทะเบียนรถคันดังกล่าว จึงได้ทราบว่ามีนายอานนท์ฯ อายุ 52 ปี เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว และนำตัวเด็กไปวางทิ้งไว้ที่หน้าโรงพยาบาลสุขสวัสดิ์ จึงได้ติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

จากการตรวจสอบประวัติ นายอานนท์ ไม่มีประวัติการต้องโทษ ผลการตรวจวัดไม่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย ไม่มียาเสพติดในร่างกาย

คดีที่ 3 191 เปิดแผนวิเคราะห์อาชญากรรมสยบโจรลอบตัดสายไฟเมืองกรุง วันที่ 15 ก.ค.65เวลา 00.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย บริเวณริมถนนราษฎร์รัฐพัฒนา แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร ดังนี้

1.นายอณุ (สงวนนามสกุล)  อายุ  29 ปี

2.น.ส.ปารวตรี (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี

พร้อมด้วยของกลาง

1.สายเคเบิ้ล น้ำหนัก 16 กิโลกรัม

2.สายเคเบิ้ล อยู่ภายในท่อพลาสติกสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ซม. ยาว 6 เมตร    จำนวน    1 เส้น

3.สายเคเบิ้ล อยู่ภายในท่อพลาสติกสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 ซม. ยาว 6.5 เมตร  จำนวน    1 เส้น

4.คีมตัดสายไฟ สีเขียว - ดำ  จำนวน    1 อัน

5.ปลอกหุ้มสายเคเบิ้ลเปล่า จำนวน  13 อัน

6.รถกระบะอีซูซุ รุ่นดีแม็ก สีขาว หมายเลขทะเบียน XXX-8982 กรุงเทพมหานคร   จำนวน    1 คัน

โดยแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือ การพาทรัพย์นั้นไป”

สืบเนื่องจากในห้วงเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2565 มีผู้เสียหายและประชาชนพลเมืองดี ได้แจ้งเหตุผ่านโทรศัพท์สายด่วน 191 เกี่ยวกับเหตุลักสายไฟในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องจำนวนหลายเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ในวงกว้าง ตามดำริของผู้บัญชาการตำรวจนครบาล “นครบาลใส่ใจ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน” กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้รวบรวมสถิติ วิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมและพฤติกรรมของกลุ่มคนร้าย เพื่อเฝ้าระวังติดตามป้องกันมิให้คนร้ายสามารถก่อเหตุอาชญากรรมซ้ำ ตลอดจนสืบสวนติดตามพฤติกรรมกลุ่มบุคคลต้องสงสัยที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุมาอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งในวันที่ 15 ก.ค.65 เวลา 00.45 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจได้ออกตรวจพื้นที่ตามแผนวิเคราะห์อาชญากรรม ซึ่งมีการวางแผนวิเคราะห์และประเมินพื้นที่กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสในการเกิดอาชญากรรม โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจตราไปตามเส้นทางที่กำหนดได้พบรถกระบะต้องสงสัยจอดอยู่ในบริเวณ ซอยเคหะร่มเกล้า 78 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพมหานคร และเมื่อเฝ้าสังเกตการณ์จึงพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวเป็นรถที่อยู่ในกลุ่มต้องสงสัยในการก่อเหตุลักลอบตัดสายไฟสายเคเบิ้ล โดยมีชายเป็นผู้ขับขี่ ทราบชื่อต่อมาในภายหลังว่า นายอณุ ได้ลงมาจากรถ จากนั้นได้ปีนขึ้นไปบนสายเคเบิ้ลในบริเวณดังกล่าว และมีผู้หญิงคนหนี่งคอยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งทราบชื่อต่อมาในภายหลังว่า น.ส.ปารวตรี เป็นผู้ที่นั่งรถมาด้วยกัน ได้ขนสายเคเบิ้ลที่ถูกตัดกองทิ้งลงมาขึ้นไปที่บริเวณท้ายรถกระบะ และทั้งสองได้ขับรถออกจากบริเวณดังกล่าวไป 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามรถกระบะต้องสงสัย จนกระทั่งพบว่ารถกระบะได้ถูกนำไปจอดที่บริเวณริมถนนราษฎร์รัฐพัฒนา แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้งสองกำลังช่วยกันปลอกสายเคเบิ้ลที่เพิ่งจะลักลอบตัดมา และพบสายเคเบิ้ลจำนวนมากอยู่ในบริเวณท้ายรถกระบะ ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองให้การ “รับสารภาพ” ว่า ได้นำสายเคเบิ้ลที่ลักลอบตัดมาจากสถานที่ต่างๆมาปลอกเพื่อเอาทองแดงข้างในไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 180-190 บาท โดยก่อนหน้านี้ได้เคยก่อเหตุลักลอบตัดสายไฟและสายเคเบิ้ลในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาแล้วจำนวนหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง พร้อมด้วยของกลางนำส่ง พนักงานสอบสวน สน.บางชัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้งสองราย ผลปรากฏดังนี้

1.นายอณุ เคยต้องโทษ คดียาเสพติดเมื่อ ปี 2554 สภ.ห้วยยาง จว.ประจวบคีรีขันธ์

2.น.ส.ปารวตรี มีประวัติ ข้อหาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคา  

พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผบช.น. ได้เน้นย้ำเพื่อให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่า จะมุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรม ให้กับพี่น้องประชาชน และเมื่อเกิดเหตุแล้วจะเร่งทำการ สืบสวน ติดตามจับกุม คนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็วทุกคดีและจะดำเนินการกวาดล้างอาชญากรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครมีความปลอดภัยมากที่สุด

'เชียงราย' - ช่วยเหลือ 6 คนไทยที่ถูกหลอกไปทำงานในเขตปกครองพิเศษประเทศเมียนมากลับไทย

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1และเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารม้าที่3 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเชียงราย เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงข่าวและได้เดินทางมายังสะพานมิตรภาพชายแดนไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 

อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงรายเพื่อมารับตัวเหยื่อทั้ง 6 ราย ซึ่งได้รับการช่วยเหลือโดยทางการเมียนมาได้ส่งตัวกลับมายังประเทศไทยโดยปลอดภัยซึ่งหลังจากนี้จะได้นำเหยื่อทั้ง6รายเข้าสู่กระบวนการตามมาตรการสาธารณสุขและกระบวนการคัดแยกเหยื่อตามลำดับต่อไป 

จากเหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากกรณีที่มีคลิปของกลุ่มหญิงสาวที่ร้องขอความช่วยเหลือปรากกฎตามสื่อและโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมาโดยกลุ่มหญิงสาวดังกล่าวถูกเอเจนซี่คนไทยชักชวนไปทำงานเป็นพีอาร์ที่ประเทศเมียนมาร์มีการข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมาร์โดยผิดกฎหมายสุดท้ายถูกบังคับค้าประเวณีที่สถานบริการภายในเมืองป๊อกรัฐฉาน (เขตปกครองพิเศษว้า) ประเทศเมียนมา มีหัวหน้าชาวจีนเป็นคนดูแลผลประโยชน์โดย

ภายในคลิปได้ร้องขอมายังทางการไทยเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ความช่วยเหลือในการนำพาพวกตนกลับมายังประเทศไทยนั้นหลังจากภาพคลิปดังกล่าวปรากฎในสื่อต่างๆนั้นทางการไทยจึงประสานขอความร่วมมือไปยังทางการเมียนมา จนสามารถช่วยเหลือคนไทยทั้ง 6 คนกลับมาได้สำเร็จจากนี้ก็จะให้คนไทยทั้ง 6 คนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหยื่อหากเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์จริง จะได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือในฐานะเหยื่อต่อไป หากพบว่าไม่ได้เป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ก็จะให้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาดต่อไป

ตร.เตือน วัยคะนองพึงระวัง ชกต่อยหวังเอาเครื่องหมายสถานศึกษา โทษหนัก หมดอนาคต

(1 ก.ค.65) พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีเหตุ เด็กนักเรียนโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ถูกคนร้ายเป็นชาย 3 ราย ชักอาวุธมีดขึ้นมาข่มขู่ และลงมือชกต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของเด็กนักเรียนที่กำลังเดินกลับบ้าน เพื่อต้องการชิงเข็มพระเกี้ยว ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของสถาบันดังกล่าว นั้น

 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนไปยังกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่มีความคิดว่าการแย่งชิงตราสัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาอื่น เป็นเรื่องสนุกของวัยรุ่น ทำให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อน เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด หากแต่เป็นการกระทำที่ขาดการยั้งคิด และเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายที่ได้บัญญัติไว้

 

ซึ่งการที่บุคคลใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือ ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น หรือเพื่อเอาทรัพย์นั้นเป็นของตน จะเป็นความผิดฐาน ชิงทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 และหากร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป จะเป็นความผิดฐาน ปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ซึ่งอัตราโทษจะขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการกระทำ ซึ่งสรุปได้ดังนี้...

 

ความผิดฐานชิงทรัพย์ (ผู้กระทำผิด 1 ถึง 2 คน)

- ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาท ถึง 200,000 บาท 

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 300,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

ความผิดฐานปล้นทรัพย์ (ผู้กระทำผิด 3 คน ขึ้นไป)

- ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 300,000 บาท

- ผู้กระทำความผิดคนใดคนหนึ่ง พกอาวุธติดตัวไปด้วย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 240,000 บาท ถึง 400,000 บาท

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี

- กระทำโดนแสดงความทารุณ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ใช้ปืนยิง วัตถุระเบิด หรือกระทำทรมาน ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 15 ปี ถึง 20 ปี

- เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษประหารชีวิต

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดปฏิบัติไล่ล่าผู้ต้องหา หลังนำอาวุธสงครามยิงถล่มบ้านคู่อริ

จากกรณีสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียนำเสนอ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.65 เวลาประมาณ 23.00 น. มีคนร้ายจำนวน 2 คน นำอาวุธปืนสงครามชนิดเอ็ม 16 ยิงถล่มบ้านและรถของนายภาสกร หลินมา อายุ 38 ปี ผู้เสียหาย ขณะที่ตนเองและครอบครัวกำลังพักผ่อนภายในบ้าน ในพื้นที่ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ทำให้คนในบ้านต้องพยายามหนีเอาชีวิตรอด วิ่งหลบกันชุลมุน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับกลุ่มคนร้ายนั้น พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ควบคุมการปฏิบัติในการสืบสวนติดตามและจับกุมคนร้ายกรณีดังกล่าวอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นใจความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะกลุ่มคนร้ายมีการนำอาวุธปืนสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงมาใช้ก่อเหตุ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฯ ได้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.วัลลพ จำนงค์อาษา รอง ผบช.ภ.9,พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผบก.สส.ภ.9, พล.ต.ต.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผบก.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.ยศวรรธน์ กระจ่างวงศ์ ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง, พ.ต.อ.สการียา ยูโซ๊ะ ผกก.สภ.ควนขนุน และเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนเร่งรัดติดตามกลุ่มคนร้ายทันที

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.65 พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.2 บก.สส.ภ.9, เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ควนขนุน ได้ขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย..

1. นายพีรพงษ์ สงวนนามสกุล อายุ 40 ปี อยู่ที่ หมู่ 3 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง ทำหน้าที่เป็นคนยิง (จับกุมตัวได้ที่ ม.1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี)

2. นายเกียรติศักดิ์ สงวนนามสกุล อายุ 38 ปี อยู่ที่ หมู่ 13 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง  ทำหน้าที่เป็นคนขับรถพาไปยังที่เกิดเหตุ (จับกุมได้ที่หน้าบ้านเลขที่ ม.8 ต.เกาะเต่า อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง) โดยกล่าวหาว่า ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ 

พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนสงครามชนิด เอ็ม 16 เอ 2 จำนวน 1 กระบอก และเครื่องกระสุนปืน ขนาด 5.56 จำนวน 30 นัด และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จำนวน 1 คัน

จากการซักถามเบื้องต้น นายพีรพงษ์ฯ ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยตนเป็นผู้ชักชวน นายเกียรติศักดิ์ฯ ให้ขับรถพาตนไปก่อเหตุดังกล่าว ส่วนมูลเหตุจูงใจเกิดจากความโกรธแค้นที่นายภาสกรฯ ผู้เสียหาย ได้ขับรถเฉี่ยวชนกับรถของตน ในพื้นที่บ้านคลองใหญ่ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 27 พ.ค.65 ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกันแต่อย่างใด หลังการพูดคุยตกลงกัน นายภาสกรฯ ยอมรับที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป นายพีรพงษ์ฯ ได้พยายามทวงถาม นายภาสกรฯ กลับบ่ายเบี่ยงนิ่งเฉย ไม่ยินยอมชดใช้ นายพีรพงษ์ฯ  จึงได้ชักชวนนายเกียรติศักดิ์ฯ ร่วมกันก่อเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าวในที่สุด

'ผบ.ตร.' สั่ง 'บก.ปคบ.' ระดมพนักงานสอบสวน ตั้งศูนย์ Hotline รับแจ้งความรวมคดี 'ดารุมะ ซูชิ' ทั่วประเทศ

(23 มิ.ย.65) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT เรียกประชุม พนักงานสอบสวน บช.น.,ภ.1-9, บก.ปคบ. เพื่อกำหนดช่องทางรับคำร้องทุกข์ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ได้รับความเสียหายจาก กรณี บริษัท ดารุมะ ซูจิ จำกัด หลอกขายคูปอง และแฟรนไชส์บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น พบผู้เสียหายแล้วกว่า 1,000 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน บก.ปคบ. เพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ดารุมะ ซูซิ จำกัด กับพวก กรณี หลอกลวงให้ผู้เสียหายกับพวกหลงเชื่อ 'ซื้อคูปอง' ในราคา 199 บาท/คน เพื่อใช้รับประทานซูซิแซลมอลแบบบุฟเฟต์ ที่ร้าน ดารุมะ ซูซิ จำนวน 27 สาขา ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 1,000 ราย ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท และหลอกลวงให้ผู้เสียหายซื้อแฟรนไชส์ ของบริษัทฯ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ที่ชื่อว่า 'ดารุมะ' (daruma) โดยเสนอแบ่งกำไรให้ 10% ของยอดจำหน่าย เมื่อผู้เสียหายกับพวกหลงเชื่อจ่ายเงินให้กับบริษัทฯ ปรากฎว่าไม่สามารถใช้คูปองได้เนื่องจากบริษัทฯ ได้ปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.65 และผู้ต้องหาหลบหนีไปต่างประเทศแล้ว

ต่อมา วันที่ 22 มิ.ย.65 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้เข้าจับกุมตัว นายเมธา ชลิงสุข ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวของ บริษัท ดารูมะ ซูซิ จำกัด ได้ที่บริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในขณะที่เดินทางกลับจากไต้หวัน หลังหลบหนีไปกบดานอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ในความผิดฐาน 'ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์'

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า คดีนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เห็นว่า มีประชาชนซื้อคูปองไป 33,000 กว่าราย กระจายอยู่หลายพื้นที่ และพบว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ผ่านระบบการแจ้งความออนไลน์ https://www.thaipoliceonline.com แล้วกว่า 1,000 ราย เป็นการกระทำผิดที่มีรูปแบบยุ่งยากสลับซับซ้อน เกี่ยวเนื่องกันหลายพื้นที่ และมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต่อเนื่องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียหาย จึงสั่งการให้ บช.ก. โดย บก.ปคบ. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินคดีทั้งหมด มอบหมาย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. และ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ควบคุม กำกับ ดูแล โดยให้ทุกกองบัญชาการทำการสอบสวน รวบรวมเอกสาร และส่งสำนวนไปยัง บก.ปคบ. 

ทั้งนี้ กรณีที่ผู้เสียหายที่ไปแจ้งความไว้แล้วกับตำรวจท้องที่ พนักงานสอบสวนจะทำการสอบสวนปากคำ จัดทำเอกสาร และส่งสำนวนมายัง บก.ปคบ. ส่วนผู้เสียหายที่ร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ แอดมินจะส่งเรื่องไปยังตำรวจท้องที่ เพื่อทำการสอบสวนปากคำ จัดทำเอกสาร และส่งสำนวนไปยัง บก.ปคบ. อีกเช่นกัน ส่วนผู้เสียหายที่ยังไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ ขอให้ดำเนินการภายในวันที่ 10 ก.ค.65 เนื่องจากพนักงานสอบสวนจะต้องเร่งรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้ บก.ปคบ. ให้ทันส่งสำนวนไปยังอัยการ 

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดศูนย์ Hotline 065-965-1135 เพื่อรับแจ้งเบาะแสหรือขอคำปรึกษา โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับสายตลอด 24 ชม. และมีการตั้งกลุ่ม Line Open Chat 'ผู้เสียหาย ดารุมะ ซูซิ' เพื่อให้ข้อมูลในการเตรียมเอกสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เสียหาย ส่วนหลักฐานที่ผู้เสียหายจะต้องนำมาให้กับพนักงานสอบสวน มีดังนี้...

1. หลักฐานการโอนเงิน เช่น สลิปโอนเงิน เสตทเม้นท์ หรือหลักฐานการหักชำระด้วยบัตรเครดิตของผู้เสียหายเอง (สำคัญ)
2. สำเนาบัตรประชาชนผู้เสียหาย หรือหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบติดอากรแสตมป์ลงนามให้เรียบร้อย
3. หลักฐานการซื้อคูปองผ่านแอปพลิเคชั่น ดารุมะ ซูซิ ผ่านที่ตั้งสาขาใด (เน้นให้ปรากฎข้อมูลคูปองที่สั่งซื้อ, ประวัติการจอง, การชำระเงิน) 
4. หลักฐานการสนทนากับผู้ขาย (ถ้ามี) 
5. หลักฐานที่ผู้เสียหายพบโฆษณาขายคูปองผ่านทางช่องทางใด เช่น เฟซบุ๊ก หรือ IG เป็นต้น 
6. หลักฐานการปฏิเสธการใช้คูปอง (ถ้ามี)​ หรือหากยังไม่ได้ใช้คูปอง อาจหาหลักฐานจากข่าวว่าร้านที่ใช้บริการปิดไม่สามารถใช้บริการได้ เป็นต้น

ตำรวจ PCT กวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ บุกจับกุมเว็บพนันออนไลน์ G2G1 พบเงินหมุนเวียนมากกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน

วันนี้ (21 มิ.ย. 65) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) หรือ PCT: Police Cyber Taskforce แถลงผลการจับกุมเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ G2g1slot จับกุมผู้ต้องหา 7 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้เร่งปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน โดยกำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินการ กวดขันจับกุมอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 กลุ่ม ระหว่างวันที่ 20 – 30 มิ.ย.65 (11 วัน) โดยเฉพาะให้ความสำคัญในการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับ รับจ้างเปิดบัญชี (บัญชีม้า) 

คดีนี้ ชุดปฏิบัติการที่ 4 PCT นำโดย พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รอง ผบช.น./หน.ชป.4 PCT, พ.ต.อ.ไกลเขต บุรีรักษ์ รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ทิวา โสภาเจริญ รอง ผบก.ปส.4 ทำการสืบสวนตรวจพบ เว็บไชต์การพนันออนไลน์เครือข่าย G2G1Slot  ซึ่งมีการโฆษณาชักชวนเล่นการพนันออนไลน์อย่างแพร่หลายและได้เปิดใช้ที่พักดัดแปลงเป็นที่สถานที่เก็บของกลาง ตั้งอยู่จังหวัดปทุมธานี

โดยได้รวบรวมพยานหลักฐานจากการสืบสวน เพื่อขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญา จำนวน 2 เป้าหมาย ในพื้นที่ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบ นายธนพล สงวนนามสกุล กับพวก รวม 7 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการตอบแชทลูกค้าทำและธรรมการเงินให้กับเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อ g2g1slot ดอท com โดยภายในสถานที่ดังกล่าวยังเปิดทำช่องรายการในแอปพลิเคชัน tiktok หลายรายการเพื่อชักชวนเยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้สมัครทดลองเล่นการพนันออนไลน์อีกด้วย  

ผลการตรวจค้นเป้าหมาย 2 เป้าหมาย พบผู้ต้องหา เป็นชาย จำนวน 7 คน พร้อมด้วยของกลาง...

1.เครื่องคอมพิวเตอร์ (PC) 10 เครื่อง

2.จอคอมพิวเตอร์ 16 เครื่อง

3.โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง

4.โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง

5.สมุดบัญชีธนาคาร 10 เครื่อง

6.บัตร ATM 8 ใบ

7.เราเตอร์ 4 เครื่อง

8.อุปกรณ์คอมพิวเตอร์อีกหลายรายการ

รวม 8 รายการ มูลค่าประมาณกว่า 400,000 บาท จากการตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าวพบยอดเงินหมุนเวียนกว่า 20 ล้านบาทต่อเดือน โดยแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน 'ร่วมกันจัดให้มีการเล่น หรือทำอุบายล่อ ช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวน โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่น หรือเข้าพนัน ในการเล่นพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน'

'รองฯ รอย' นำทีมบุก ยึดยาไอซ์ กว่า 200 โล ซุกซ่อนอยู่ในรูปปั้นโมอาย ในลานจอดรถ ท่าเรือแหลมฉบัง

(8 มิ.ย.65) ที่บริเวณลานจอดรถ ท่าเรือแหลมฉบัง พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร,พล.ต.ท สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ ผบก.ภ.จว. ยะลา ได้ร่วมกันแถลงข่าวว่า เมื่อประมาณช่วงเดือนมีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.ยะลา ร่วมกับ สตม., บช.ปส., ภ.2 และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ได้รับแจ้งเบาะแสขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ในเครือข่ายของคนจีนไต้หวัน นาย PUN สงวนนามสกุล ชาวไต้หวัน และได้ตรวจสอบประวัติพบว่าเป็นบุคคลตามหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในการพยายามลักลอบนำเฮโรอีนและเคตามีนออกนอกประเทศไทย โดยนาย PUN มีแฟนเป็นหญิงไทย ทราบชื่อว่านางสาวจู นามสมมุติ จึงได้ทำการสืบสวนติดตามพฤติกรรมพบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยไปประเทศไต้หวันอยู่บ่อยครั้ง และพบพฤติกรรมน่าสงสัยในการติดต่อเช่าโกดังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและลงพื้นที่เข้าทำการตรวจสอบโกดังสินค้าดังกล่าว พบว่าภายในโกดังสินค้ามีรูปปั้นโมอายอยู่ภายใน ซึ่งเชื่อว่าภายในรูปปั้นน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่

จากการสืบสวนพบว่ามีการส่งรูปปั้นเข้ามาจากประเทศไต้หวัน และนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2565 โดยสำแดงผ่านพิธีทางศุลกากรว่านำเข้ามาในประเทศเพื่อจัดนิทรรศการ แสดงโชว์แต่เมื่อนำเข้ามาในประเทศไทยแล้วได้นำเอารูปปั้นดังกล่าวมาก็บไว้ในโกดังสินค้าและไม่ได้นำออกไปจัดนิทรรศการ หรือแสดงโชว์ที่อื่นแต่อย่างใด โดยมี นางสาวกัญญาภัค สงวนนามสกุล ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อและจ่ายค่าใช้จ่ายในการเช่าโกดังและว่าจ้างเคลื่อนย้ายรูปปั้นจากท่าเรือแหลมฉบังไปเก็บไว้ในโกดังสินค้าดังกล่าว

ซึ่งจากการติดตามพฤติกรรมของ นางสาวจู พบว่ามีการโอนเงินให้แก่ นางสาวกัญญาภัคฯ จำนวนหลายครั้งโดยที่ นางสาวจู และ นางสาวกัญญาภัคฯ ไม่พบว่าประกอบอาชีพและมีรายได้ที่แน่นอน แต่พบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท

ต่อมาประมาณปลายเดือนพฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนทราบว่ามีการเตรียมการที่จะขนย้ายรูปปั้นดังกล่าวกลับไปยังประเทศไต้หวัน โดย นางสาวกัญญาภัคฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อว่าจ้างบริษัทโลจิสติกส์ ในพื้นที่ อ.แหลมฉบัง ให้ทำการขนย้ายรูปปั้นเพื่อทำการส่งรูปปั้นดังกล่าวกลับไปที่ประเทศไต้หวันและได้มีการขนย้ายรูปปั้นดังกล่าวจากโกดังสินค้าในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร นำมาเก็บรักษาไว้ที่บริษัทฯ พื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างที่รอคิวการขนส่งลงเรือเพื่อเดินทางไปยังประเทศไต้หวันต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มชาวจีนไต้หวันกลุ่มนี้มีพฤติกรรมในการนำเอารูปปั้นเข้ามาในประเทศไทย โดยสำแดงว่านำมาใช้จัดนิทรรศการหรือแสดงโชว์ จากนั้นจะ ซุกซ่อนยาเสพติดไว้ในรูปปั้นดังกล่าวแล้วนำออกนอกประเทศไทย โดยจะสั่งการให้กลุ่มของผู้หญิงไทยทำหน้าที่ในการจัดหาสถานที่ เป็นโกดังสินค้าทำการเก็บรูปปั้นและเมื่อนำเอายาเสพติดซุกซ่อนไว้เรียบร้อยแล้วก็จะจัดส่งรูปปั้นดังกล่าวออกนอกประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top