Thursday, 25 June 2026
CRIMES

‘หน่วย AITF’ ผนึกกำลัง ‘ไต้หวัน’ ยึดไอซ์ซุกใน ‘ขันโตก’ พร้อมจับกุมผู้รับชาวไต้หวัน 1 ราย เร่งขยายผลหาเครือข่าย

(17 มี.ค. 66) นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) เผยถึง ความร่วมมือระหว่างหน่วย AITF ประเทศไทย และกระทรวงยุติธรรมไต้หวัน MJIB (Ministry of Justice Investigation Bureau) ในการขยายผลจากการจับกุมไอซ์ 5,060 กรัม ที่ประเทศไทย ก่อนประสานงานขยายผลจนสามารถจับกุมไอซ์ 3,320 กรัม พร้อมผู้รับพัสดุ ที่สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2566 หน่วยสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดทางท่าอากาศยานสากล (Airport Interdictoin Task Force : AITF) ประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือของ สำนักงาน ป.ป.ส., กรมศุลกากร, กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และศูนย์รักษาความปลอดภัย ได้ตรวจยึดไอซ์ น้ำหนัก 5,060 กรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในขันโตกบรรจุกล่องกระดาษ 2 กล่อง ก่อนถูกส่งไปยังสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) เหตุเกิดที่คลังสินค้าขาออก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

หลังจากกทราบข้อมูลการจับกุมดังกล่าว ตนได้มอบหมายให้ นายปฤณ เมฆานันท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. เร่งประสานงาน กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน (MJIB) โดยเร็วที่สุด เนื่องจากทราบข้อมูลว่าเครือข่ายยาเสพติดนี้ได้มีการส่งยาเสพติดซุกซ่อนในรูปแบบเดียวกันไปยังไต้หวัน

ผบ.ตร. รับใช้กระสุนจริงคุมสถานการณ์ ยัน 'สารวัตรคลั่ง' ไม่ได้เครียดจากเรื่องงาน

ผบ.ตร.ยอมรับ ชุดปฏิบัติการใช้กระสุนจริงระงับเหตุ “สว.กานต์” คลุ้มคลั่ง เนื่องจากมีการตอบโต้ด้วยกระสุนจริง ลั่น ยืนยันปฏิบัติตามแผนยุทธวิธี ยืนยันไม่ได้เครียดจากเรื่องงานคาดเป็นสภาวะทางจิตที่ผิดปกติ

(16 มี.ค. 66) พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงการเข้าควบคุมสถานการณ์พันตำรวจโทกิตติกานต์ แสงบุญ ที่คลุ้มคลั่งในบ้านพักย่านซอยสายไหม 46 และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลภูมิพล เมื่อวานที่ผ่านมา พร้อมแสดงความเสียใจกับญาติของผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยากต่อการเจรจา ตำรวจได้พยายามทุกวิถีทางในการระงับเหตุแล้ว แต่ทางพันตำรวจโทกิตติกานต์ ไม่มีท่าทีสงบ และไม่ยอมวางอาวุธ ชุดปฏิบัติการจึงตัดสินใจเข้าจับกุม

พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ ยอมรับว่าชุดอรินทราช 26 ได้มีการใช้กระสุนจริงในการปฏิบัติการ เนื่องจากพันตำรวจโทกิตติกานต์ มีอาวุธที่เป็นกระสุนจริงอยู่ด้วย และมีการโต้ตอบเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ทำให้ชุดปฏิบัติการจำเป็นต้องมีอาวุธที่เท่าเทียมกับผู้ก่อเหตุ แต่ก็มีทั้งกระสุนยาง และปืนไฟไฟ้ ใช้ร่วมปฏิบัติด้วย โดยขั้นตอนการปฏิบัติตามแผนกรกฎ ได้มอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา

ส่วนกรณีที่พบว่ามีรอยกระสุน 6 จุด ตามร่างกาย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างให้แพทย์ชันสูตรศพให้ละเอียดก่อนว่าเป็นการเสียชีวิตจากสาเหตุใด

‘ชุดปฏิบัติการ SITF’ ตรวจยึดเฮโรอีน 18 กก. ซุกพัสดุ เตรียมส่งออสเตรเลีย เร่งขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลัง

(16 มี.ค. 66) ​นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า "ชุดปฏิบัติการ SITF ตามโครงการความร่วมมือด้านปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force : SITF) ประกอบด้วย ป.ป.ส, บช.ปส., ศุลกากร และ ศอ.ปส.ทร. ตรวจยึดพัสดุระหว่างประเทศ จำนวน 3 กล่อง ภายในบรรจุเครื่องชั่งน้ำหนักขนาดใหญ่ ซุกซ่อนเฮโรอีน น้ำหนักประมาณ 18 กิโลกรัม เตรียมส่งไปออสเตรเลีย เหตุเกิดที่ บริษัทขนส่งสินค้าแห่งหนึ่ง เขตวังทองหลาง กทม.

จากการสืบสวนทราบว่า เส้นทางพัสดุซุกซ่อนเฮโรอีน ถูกลำเลียงมาจากพื้นที่ชายแดนด้าน จ.หนองคาย โดยใช้บริการบริษัทขนส่งเอกชน - บริษัทขนส่งเอกชน เขตวังทองหลาง กทม. - เตรียมส่งไปประเทศออสเตรเลีย ผ่านการขนส่งทางเรือ"

กก.วิเคราะห์ข่าวฯ สอท.3 รวบแก๊งแอบอ้าง เป็นตำรวจ หลอกติดตั้งแอพ 'DSI ปลอดภัย' ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี

ตามสั่งการของผู้บังคับบัญชา กองบังคับการตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.3) กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ให้ระดมกวาดล้างผู้ต้องหาตามหมายจับ ในคดี ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม และเกิดผลความเสียหายที่กระทบต่อประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก 

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ สอท.3 ได้ร่วมกันทำการจับกุมตัว น.ส.ปณิตาหรือมิ้น บุญประสงค์ อายุ 30 ปี อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ 1 ต.จระเข้ร้อง อ.ไชโย จ.อ่างทอง ผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลอาญา ที่ 496/2566 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2566 โดยกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ,ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ,ร่วมกันเป็นซ่องโจร ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ,ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน และร่วมกันฟอกเงิน ”

รวบ ‘พริตตี้’ ลวงลงทุน อ้างแชมป์เทรดระดับโลก พบเหยื่อกว่า 100 ราย สูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

ปอศ.รวบอดีตพริตตี้แสบ อ้างแชมป์เทรดระดับโลก ก่อนหลอกลงทุนเทรดหุ้น ‘แชร์พริตตี้’ พบเหยื่อนับ 100 ราย สูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

(16 มี.ค.66) พล.ต.ต.พุฒิเดช บุญกระพือ ผบก.ปอศ.สั่งการ พ.ต.อ.ธีรภาส ยั่งยืน ผกก.กก.3 บก.ปอศ. พ.ต.ท.พิพัฒน์ เกษมสู่บุญ สว.กก.3 บก.ปอศ. นำกำลังจับกุม น.ส.เวธิกา (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ตามหมายจับ ศาลอาญา ที่ 1833/2564 ข้อหา "ร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน" ได้บริเวณบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากขณะที่ น.ส.เวธิกา ผู้ต้องหา ทำงานเป็นพริตตี้รับงานอีเว้นท์ต่างๆ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ชักชวนเพื่อนพริตตี้ด้วยกันหรือประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนเทรดหุ้น โดยอ้างว่าเคยชนะการแข่งขันนักเทรดระดับโลก จากนั้นได้เปิดรับฝากเทรดลงทุนเป็นแพ็คเกจ การันตีให้ผลตอบแทน 100% เช่นลงทุน 30,000 บาท อีก 1 เดือนก็จะได้เงินปันผลรวม 60,000 บาท

นอกจากนี้ผู้ต้องหายังได้การโพสต์ภาพการโอนเงินตอบแทนจำนวนมากให้กับลูกค้า เพื่อยืนยันว่าได้รับผลตอบแทนจริง พร้อมโพสต์อวดสินค้าแบรนด์เนม รถหรู ที่ดิน สร้างบ้าน ปลดหนี้ให้กับญาติพี่น้อง รวมถึงทำสาธารณะประโยชน์ต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้มีผู้เสียหายนับ 100 รายหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยช่วงแรก ๆ มีการจ่ายเงินปันผลให้จริงแต่หลังจากนั้นผู้ต้องหาไม่สามารถจ่ายเงินตอบแทนตามที่ตกลงกันได้ จึงปิดช่องทางการติดต่อแล้วหลบหนีไป ผู้เสียหายจึงกระจายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีตามท้องที่ต่าง ๆ จนศาลออกหมายจับไว้ กระทั่งเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมากบดานใน จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าว

‘ตร.’ บุกค้นบ้าน ‘รอง สสจ.โคราช’ หลังพบเอี่ยวจัดสัมมนาทิพย์ เร่งตรวจสอบเส้นทางการเงิน พร้อมยึดทรัพย์กว่า 2 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ ปปง.สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ปปท.บุกค้นบ้านรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา หลังพบมีส่วนพัวพันการจัดอบรมทิพย์ 32 อำเภอ ในช่วงตั้งแต่ปี 2562 เจ้าหน้าที่ตรวจยึดหลักฐานและเส้นทางการเงินไปตรวจสอบ

(15 มี.ค. 66) นายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการกองปราบปรามทุจริตในภาครัฐ 2 สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักของรองนายแพทย์สาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมาคนหนึ่งในพื้นที่หมู่ 2 ตำบลสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จุดที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นในครั้งนี้ โดยอีก 3 จุดที่เข้าทำการตรวจค้น ประกอบด้วยบ้านพักในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา, บ้านพักในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอเมืองนครราชสีมา และบ้านพักในพื้นที่บริเวณถนนเซนต์เมรี่ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา

ทั้งนี้ จากข้อมูลการตรวจสอบโครงการการจัดอบรมควบคุมป้องกันโรคของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา พบว่าในช่วงตั้งแต่ปี 2562 ได้มีโครงการจัดอบรมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตำบล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอำเภอ 32 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา แต่ไม่มีการจัดอบรมจริงเป็นลักษณะของการจัดอบรมสัมมนาทิพย์ มีแต่เอกสารโครงการที่เขียนระบุการจัดอบรมเพื่อเบิกเงินงบประมาณค่าสถานที่อบรม และค่าอาหาร

โดยมีรายชื่อชาวบ้านในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมอบรม แต่ผู้มีรายชื่อเข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นผู้ลงรายมือชื่อในเอกสาร และไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งในบางพื้นที่พบมีรายชื่อผู้เสียชีวิตอยู่ในผู้ร่วมอบรมด้วย และสถานที่ใช้จัดอบรมส่วนใหญ่ระบุว่าเป็นสถานที่ราชการ แต่หน่วยงานเจ้าของสถานที่ยืนยันว่าไม่มีการจัดโครงการ และไม่พบว่ามีหนังสือขอใช้สถานที่ในการอบรมแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับนายเทพสุ บวรโชติดารา รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. พล.ต.ต. จรูญเกียรติ  ปานแก้ว ผบก.ปปป นายศุภภิมิตร เปาริก รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายปริญญา วิกุลศิริรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดนครราชสีมา ร่วมแถลงข่าวกรณีการเข้าตรวจค้นและยึดอายัดทรัพย์สินข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดโครงการอบรมทิพย์ จำนวน 4 จุด ในพื้นที่ อ.เมืองนครราชสีมา ภายใต้ ‘แผนปฏิบัติการตรวจค้นคนสาธารณสุข’ ณ ห้องประชุม ชั้น 2 สำนักงาน ปปท. เขต 3 ต.โคกกรวด อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา

‘ผบช.ภ.7’ แถลง จับยาไอซ์ล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 100 ล้าน ลั่น!! รับจ๊อบ ส่งให้เครือข่ายใหญ่ในภาคใต้

(15 มี.ค. 66) พล.ต.ต.ธนายุติม์ วุฒิจรัสธรรมรงค์ ผบช.ภ.7 พร้อมด้วย นายปิยะพงษ์ ชูวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานแถลงข่าวผลการจับกุมตัวนายนิวัฒน์ บุญเรือง ประทุมดวง อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 143 ม.15 ต.ปางมะค่า อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร และผู้ต้องหาตามหมายจับ ประกอบด้วย นายอ๊ะหมัด บังคม อายุ 35 ปี, นายริดูวาน บูแล อายุ 22 ปี, น.ส.ซารีนา โต๊ะนอ อายุ44 ปี, น.ส.นอรีชา บูละ อายุ34 ปี และ น.ส.กอมีละ แวหะมะ อายุ 39 ปี 6 ผู้ต้องหาร่วมกัน ลักลอบขนยาเสพติดประเภท 1 ยาไอซ์ 2 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 100 ก.ก. พร้อมรถของกลางยี่ห้อ เซฟโลเล็ตสีขาว หมายเลขทะเบียน ฒว.2737 กทม. รถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ หมายเลขทะเบียน 2 กผ 8721 กทม ที่ สภ. ชะอำ

สำหรับคดีจับกุมยาไอช์ล็อตใหญ่ดังกล่าว พล.ต.ต.ธนายุติม์ เผยว่า สืบเนื่องจาก พ.ต.อ.สมเกียรติ โฉมฉาย ผกก.สภ.ชะอำ ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อวันที่12 มี.ค.ว่าจะมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดจำนวนมากประปนมากับเสื้อผ้าจากต้นทางจังหวัดนนทบุรีเพื่อลำเลียงลงสู่จังหวัดนราธิวาส ผ่านจังหวัดเพชรบุรี จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี ทราบ และทำการตั้งด่านตรวจสกัดจับที่บริเวณจุดสกัด ถ.เพชรเกษมขาล่องใต้ บ้านนิคม ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 00.30 น ของวันถัดมา เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นรถกระตู้ทึบสีขาวตามที่สายลับแจ้งลักษณะมา จึงส่งสัญญาณให้หยุดรถและสังเกตเห็นนายวิวัฒน์ผู้ขับขี่รถคันดังกล่าว มีท่าทางลุกลี้ลุกลนอย่างมีพิรุธ จึงขอตรวจค้นจนพบของกลางเป็นยาไอช์จำนวน 2 กระสอบรวม น้ำหนัก 100 กิโลกรัม ซุกซ่อนปะปนมากับกระสอบเสื้อผ้าเพื่ออำพรางอีก 5 กระสอบ

จากนั้นได้นำตัวนายนิวัฒน์มาทำการสอบสวนขยายผลทันที โดยนายนิวัฒน์สารภาพว่า ยาไอช์ดังกล่าว ตนเองพร้อมพวกอีก 5 คน ได้เช่ารถกระบะตูทึบกับรถเก๋งเพื่อรับจ้างจากเอเย่นต์รายหนึ่งในราคาสามแสนบาทลำเลียงมาจากจังหวัดนนทบุรี โดยนำยาไอซ์ซุกมาพร้อมกระสอบเสื้อผ้าในรถกระบะทึบ ส่วนรถเก๋งจะใช้เป็นรถวิ่งสังเกตเส้นทางล่วงหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำยาเสพติดไปส่งให้กับเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส กระทั่งรถกระบะตู้ทึบวิ่งมาถึงด่านตรวจนิคมจึงตรวจพบของกลางดังกล่าว

‘ศาลสงขลา’ ตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ‘บังหมัด กงหรา’ คดีฆ่าชิงทรัพย์นักเรียน ม. 5 ชดใช้เหยื่อ 2.1 ล้าน

(15 มี.ค. 66) จากกรณีที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 สมัยนั้น พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.ทิวธวัช นครศรี ผู้บังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 9 พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดสงขลา ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายประถม (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี หรือ ‘บังหมัด กงหรา’ ที่อยู่ หมู่ 6 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ตามหมายจับของศาลจังหวัดสงขลาที่ จ.68/2564 ลงวันที่ 28 ก.พ. 64 โดยถูกตำรวจชุดสืบสวน นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง ผบก.สส. ภ.9, พ.ต.อ.ธนวัต เส้งสุย ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา, พ.ต.อ.บรรพต เดชมา ผกก.สส.2 บก.สส. ภ.9, พ.ต.ท.เอกภพ มุสิกปักษ์ รอง ผกก. สส.ภ.จว.สงขลา ตามไปจับกุมตัวได้ที่บ้านพักในพื้นที่หมู่ 6 ตำบลคลองทรายขาว อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง เมื่อ 28 ก.พ. 64 หลังใช้เวลาสืบสวนเพียง 26 ชั่วโมง จนได้ตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 6 รายการ

ประกอบด้วย รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นโคโรล่า สีเทา ป้ายทะเบียนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 1 คัน ซึ่งใช้ขับติดตามและเฉี่ยวชนให้ผู้ตายตกข้างทาง, เงินสด จำนวน 1,300 บาท ของผู้ตาย, เหล็กขันเปลี่ยนล้อรถ ยาวประมาณ 10 นิ้ว จำนวน 1 อัน ที่ใช้ทุบตีผู้ตาย, กางเกงขาสั้น แบบสามส่วนมีกระเป๋าด้านข้างขา สีครีม จำนวน 1 ตัว, กางเกงกีฬาสีน้ำเงินแถบขาวแดง จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นชุดสวมใส่ขณะก่อเหตุ และเสื้อคลุมแขนยาว แบบมีฮู้ดคลุมศีรษะ สีแดง จำนวน 1 ตัว ซึ่งเป็นเสื้อของน้องนิหน่าที่สวมใส่ในคืนเกิดเหตุและได้ลักเอาไปเช็ดคราบอสุจิและนำไปทิ้งริมถนนตรงข้าม รร.ศิริวรรณวลี รัตภูมิ โดยแจ้งดำเนินคดี 3 ข้อหาคือ "ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมหรือรับของโจร, และฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้"

พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภาค 9 (ขณะนั้น) เปิดเผยว่า ในชั้นการจับกุมผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาว่าเป็นคนฆ่าน้องนิหน่าเพียงคนเดียว โดยการขับรถเก๋งเฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า จนตกคูน้ำกลางถนน แล้วลงไปชกหน้าท้อง 3 ครั้ง ก่อนลงมือข่มขืนจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง แล้วชิงเอากระเป๋าสะพายของน้องนิหน่าพร้อมเงินสด 1,300 บาท จากนั้นได้ใช้เหล็กสำหรับใช้เปลี่ยนล้อรถที่เตรียมมา ตีที่ใบหน้าของน้องนิหน่า 2-3 ครั้ง จนเสียชีวิต แล้วได้นำรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า มาทับศพของผู้ตายบริเวณใบหน้าและลำตัวท่อนบน เพื่อทำให้ดูว่า เป็นการเกิดอุบัติเหตุรถตกคูเสียชีวิต และยังได้ถอดเสื้อแจ็คแก็ตสีน้ำตาลของน้องนิหน่าที่สวมใส่อยู่ เอามาเช็ดน้ำอสุจิของตนเอง แล้วนำไปทิ้งในพื้นที่ ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา และล้างคราบเหล็กที่ใช้ตีเก็บไว้ในช่องเก็บของหลังเบาะนั่งข้างคนขับ

การสืบสวนคลี่คลายคดีนี้ พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล รอง รอง ผบก.สส.ภ.9 พร้อมด้วย ชุดสืบสวนจาก 3 หน่วยทั้งชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ชุดสืบสวนกองบังคับการสืบสวนภาค 9 และชุดสืบสวน สภ.บางกล่ำ กว่า 30 นาย ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดทำให้ทราบเบาะแสของรถต้องสงสัยและคนร้าย เริ่มจากเบาะแสสำคัญของคดีนี้ เป็นภาพจากกล้องวงจรปิดภายในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ริมถนนสายเอเชีย พื้นที่ ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ ซึ่งอยู่ก่อนถึงจุดเกิดเหตุราว 3 กิโลเมตร โดยรถเก๋งคันนี้เป็นรถยี่ห้อโตโยต้า โคโรล่า สีบรอน ทะเบียน ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งขับเข้ามาจอดเติมน้ำมันในปั้ม ในเวลา 00.22 น. คืนวันที่ 27 ก.พ. และน้องนิหน่าก็แวะเติมน้ำมันที่ปั้มนี้เช่นกัน ซึ่งตอนนั้นยังสวมใส่เสื้อฮู้ดและล้วงเงินในกระเป๋ามาจ่ายค่าน้ำมัน โดยรถเก๋งคันนี้ขับออกไปก่อนเล็กน้อยและน่าจะไปดักรอ รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่เลยจุดเกิดเหตุมาเล็กน้อย พบว่ามีเพียงรถเก๋งคันนี้ขับมาคันเดียวโดยไม่มีรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า ขับตามมาแต่อย่างใด

หากเทียบเวลารถเก๋งคันนี้ก็ขับช้าผิดปกติมาก เพราะจากปั้มน้ำมันมาถึงจุดที่มีกล้องวงจรปิดเลยมาอีกตัวใช้เวลาแค่ประมาณ 2 นาที แต่รถเก๋งคันนี้ใช้เวลาถึง 20 นาที จึงเป็นที่มาของขยายผลติดตามจับกุม เมื่อเปรียบเทียบภาพชายที่ขับรถยนต์เก๋งคันนี้ จากภาพในกล้องวงจรปิด กับภาพบัตรประชาชนของนายประถม พบว่ามีลักษณะตำหนิรูปพรรณ หน้าตาเหมือนกันทุกประการ จึงเชื่อว่านายประถม เป็นคนร้ายในคดีนี้ รวมทั้งผลการตรวจ DNA จากซอกเล็บของผู้ตาย พบว่าตรงกับ DNA ของนายประถม ด้วยอย่างชัดเจน รวมทั้งรองเท้าแตะสีน้ำเงินที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ 1 คู่ ก็ตรงกับรองเท้าแตะในภาพกล้องวงจรปิดที่ชายขับรถเก๋งสวมใส่เหมือนกัน

จากการตรวจสอบประวัติของนายประถม พบว่า เคยต้องโทษคดีพรากผู้เยาว์อายุต่ำกว่า 15 ปี เพื่อการอนาจารฯ เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ สภ.บางกล่ำ จ.สงขลา ศาลตัดสินจำคุก 1 ปี โทษให้รองลงอาญา 2 ปี ปรับเงิน 5,000 บาท และจากการสอบสวนแรงจูงใจการก่อเหตุ นายประถม บอกว่า ตอนเกิดเหตุได้ไปดื่มเหล้ากับเพื่อนที่ อ.หาดใหญ่ ขากลับแวะเติมน้ำมันที่ปั้มและเห็นหญิงสาวคนนี้ขับรถเข้ามาเติมน้ำมัน จึงมีอารมณ์จึงก่อเหตุขึ้น

จากนั้น พ.ต.อ.ศักดาฯ ได้คุมตัวนายประถม ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยมีการวางกำลังตำรวจนับร้อยนายมารักษาความเรียบร้อย เนื่องจากมีทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อน และแฟนหนุ่มของน้องนิหน่า รวมทั้งชาวบ้านมารอดูการทำแผนเกือบ 200 คน ซึ่งการทำแผนเริ่มจากนายประถม ขับรถเบียดรถจักรยานยนต์ของน้องนิหน่า และชนจนตกร่องน้ำกลางถนน จากนั้นได้ลงไปชกหน้าท้อง ลงมือข่มขืน ใช้เหล็กตี และเอารถจักรยานยนต์ทับร่าง อำพรางว่าเป็นอุบัติเหตุ

‘ตร.สอบสวนกลาง’ รวบหัวโจก ตุ๋นเงิน ‘หลอก’ ไปทำงานมัลดีฟส์ มีผู้เสียหายกว่า 30 คน วอน!! ปชช. ศึกษาข้อมูลให้ดี

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (บก.ปคม.) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.จ พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา ผบก.ปคม. และ พ.ต.อ.สุรพงษ์ ชาติสุทธิ์ รอง ผบก.ปคม.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.อ.ทนงศักดิ์ ปันไชย ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ท.ชัยชนะ  สุริยวงค์ รอง ผกก.1 บก.ปคม. พ.ต.ต.ธนกร จาวรุ่งวณิชสกุล พ.ต.ต.หญิง รัชฎาวรรณ สีไพสน สว.กก.1 บก.ปคม. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปคม.ร่วมกันจับกุม นายชลปดิธ หรือ ตั้ม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 612/2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง”

สถานที่จับกุมคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย​พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเมื่อช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2565 กลุ่มผู้ต้องหาที่แบ่งหน้าที่กันหลอกลวงผู้เสียหายไปทำงานต่างประเทศ โดยมีหญิงไทย จำนวน 3 คน ทำหน้าที่เป็นนายหน้าในการติดต่อหลอกลวงผู้เสียหาย และรับโอนเงินจากผู้เสียหาย ซึ่งต่อมาในวันที่ 5 มี.ค. 66 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 3 รายคือ น.ส.สมฤดี น.ส.รุ่งทิพย์ และ น.ส.ภัทราวรรณ ส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนขยายผลทราบว่า นายชลปดิธ  เป็นหัวหน้าเครือข่ายหลอกลวงคนไทยไปทำงานที่ประเทศมัลดีฟส์ โดยนายชลปดิธฯ จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเครือข่ายในการสั่งการให้กลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ ทำหน้าที่เป็นนายหน้า ติดต่อหลอกลวงผู้เสียหาย และเมื่อถึงกำหนดในการเดินทางจะให้นายหน้าทำทีแจ้งผู้เสียหายว่า ขอเลื่อนการเดินทางเพื่อไปทำงานออกไปก่อน เนื่องจากมีผู้เสียหายบางรายเอกสารในการเดินทางยังไม่เรียบร้อย ซึ่งหลังจากมีการเลื่อนการเดินทางออกไปหลายๆ ครั้ง ทำให้กลุ่มผู้เสียหายเชื่อว่าถูกหลอกลวง จึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายชลปดิธฯ กับพวก จนกว่าคดีถึงที่สุด ซึ่งจากการตรวจสอบมีผู้เสียหายกว่า 30 ราย และมีมูลค่าความเสียหายเป็นเงินมากกว่า 3 ล้านบาท

เปิดไทม์ไลน์สารวัตรคลั่ง ยาวนานกว่า 21 ชม. จนท. ใช้ 'แก๊สน้ำตา-เจรจา' ก็ยังไม่เป็นผล

เหตุการณ์ระทึก ‘ตำรวจคลั่ง’ พ.ต.ท.กิตติกานต์ ตำรวจสันติบาล เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ใช้อาวุธปืน กราดยิง บริเวณที่พัก ย่านสายไหม สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง กินเวลายาวนานข้ามวันข้ามคืน

คมชัดลึก สรุปไทม์ไลน์ นาทีต่อนาที นับตั้งแต่เกิดเหตุ "ตำรวจคลั่ง" กราดยิง ที่แม้กระทั่งแก๊สน้ำตา หรือ การเจรจาใดๆ ก็ไม่เป็นผล

เวลา 11.00 น. ตำรวจรับแจ้งเกิดเหตุ ชายคลุ้มคลั่ง ก่อเหตุ "กราดยิง" จุดเกิดเหตุบริเวณ บ้านมั่นคง แยกซอยสายไหม 46 แขวงและเขตสายไหม กทม. ตำรวจ สน.สายไหม เร่งเข้าระงับเหตุ

เวลา 12.00 น. จากการเข้าตรวจสอบ พบว่า ชายคลุ้มคลั่ง คือ "สารวัตรกานต์" พ.ต.ท.กิตติกานต์ แสงบุญ อายุ 51 ปี สังกัดศูนย์พัฒนาด้านการข่าว สันติบาล ยิงปืนอยู่ภายในบ้านพัก เพื่อนผู้ก่อเหตุให้ข้อมูลว่า สารวัตรกานต์ มีอาการป่วยทางจิต แล้วโทรศัพท์ให้มารับ แต่เมื่อมาถึงหน้าบ้าน เขาก็มีอาการคลุ้มคลั่ง และยิงปืนออกมาจากภายในบ้านเป็นระยะ

เวลา 12.30 น. ตำรวจอรินทราช 30 นาย พร้อมตำรวจ สน.สายไหม ระดมกำลังปิดล้อม เพื่อระงับเหตุ หลัง สารวัตรกานต์ "ตำรวจคลั่ง" มีการถือปืนเดินออกมาจากภายในบ้าน พร้อมตะโกนด่าทอเป็นระยะ

เวลา 13.19 น. เจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อม "สารวัตรกานต์" แต่ปรากฎว่า ยิ่งสร้างความกดดันอย่างหนัก มีการยิงปืนสวนออกมาเป็นระยะกว่า 20 นัด สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านในละแวกติดกัน

เวลา 14.00 น. ชาวบ้านละแวกใกล้เคียง เล่าว่า สารวัตรกานต์ มีภาวะทางจิต ขาดราชการหลายวัน โดยมักจะเห็นเขาถือโทรศัพท์ ใส่หูฟังพูดคนเดียว และตะโกนด่าทอไปเรื่อย บางวัน จะใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า สร้างความหวาดผวาให้เพื่อนบ้านไปทั่ว

เวลา 16.10 น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผู้บังคับการ สืบสวนสอบสวน บช.น.ในฐานะอดีตเคยเป็นผู้บังคับบัญชาในสังกัด เข้าเจรจากับ สารวัตรกานต์ โดยขยายแนวกั้นพื้นที่ เพื่อกันสื่อมวลชนให้ออกห่างจากรัศมีจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร

เวลา 16.30 น. ตำรวจเร่งพาตัวผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่บ้านติดกัน ออกจากจุดเกิดเหตุ

เวลา 16.40 น. เจ้าหน้าที่พาลูกชายของ สารวัตรกานต์ เข้าเจรจา เกลี้ยกล่อม เพื่อให้วางอาวุธปืน และมอบตัว แต่การเจรจาไม่เป็นผล

เวลา 17.20 น. "บิ๊กต่อ" พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเอง พร้อมสั่งห้ามใช้ความรุนแรง เพราะ สารวัตรกานต์ ป่วยทางจิต ต้องบำบัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top