Sunday, 8 November 2026
POLITICS

'สมชัย' เทียบฟอร์มแถลงนโยบาย 'เศรษฐา-ประยุทธ์' ชำแหละ 5 ข้อ คนหนึ่งวนไปวนมา อีกคนทำได้ไม่ถึง 30%

(11 ก.ย. 66) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล ดังนี้…

เมื่อคืนนั่งอ่านนโยบาย เศรษฐา แล้วกลับไปอ่านนโยบายประยุทธ์ 2

มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง

1. ความยาวนโยบาย : เศรษฐา ยาว 14 หน้า ของประยุทธ์ 33 หน้า
2. การใช้เวลาในการจัดทำหลังจากวันได้รับเลือกเป็นนายก จนถึงวันแถลงนโยบาย : เศรษฐา 21 วัน ประยุทธ์ 51 วัน
3. สไตล์การเขียน : เศรษฐา เป็นแบบพรรณนา แบ่งเป็น ระยะสั้น 5 เรื่อง ระยะกลางและยาว 3 กลุ่มเรื่อง โดยมีนโยบายเรื่องต่างๆ แทรกอยู่ ต้องไปอ่านจับประเด็นให้ได้ 

ส่วน ประยุทธ์ เป็นแบบวิชาการ แบ่งหัวข้อ ระยะยาว 12 ข้อ ระยะสั้น 12 ข้อ ในแต่ละข้อแบ่งเป็นข้อย่อย .1 .2 .3 อ่านจับประเด็นได้ง่ายกว่า

4. เดาเรื่องคนเขียน : เศรษฐา น่าจะเป็นคนในพรรค หรือหากใช้คนของราชการ อาจเวลาน้อยเลยได้แค่นี้ ส่วนของประยุทธ์ สภาพัฒน์ เขียนให้ชัวร์ 
5. ความรู้สึกเมื่ออ่านแล้ว : เศรษฐา วนไปวนมา คลุมเครือ แต่มีความหวังในบางเรื่อง เช่น เรื่องเงิน 10,000 บาท ได้แน่ สิ้นหวังบางเรื่อง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ พูดอ้อมๆ แอ้มๆ การปฏิรูปกองทัพ พูดเรื่องไม่ใช่แก่นสาร

ของ ประยุทธ์ อ่านแล้ว เหมือนอ่านแผนพัฒนาประเทศ เขียนไปงั้นๆ พอครบระยะ ห้ามกลับไปอ่านอีก เพราะทำได้ไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ 

รอคำแถลงทางการ ที่จะเพิ่มความหวังประชาชนวันนี้ครับ

เปิดมุมมองผู้ร่วมงาน ในวันที่ 'ลุงตู่' โดนด่า ทัวร์ลงสารพัด แต่ก็ยังฮึดสู้ เพราะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนชาติ จึงอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่ 'ไม่มีราคา'

(11 ก.ย. 66) จากรายการเคลียร์ ชัดชัด ออกอากาศทางช่องเวิร์คพ้อยท์ ดำเนินรายการโดย ต๊ะ นารากร ติยายน ได้สัมภาษณ์ ‘รัชดา ธนาดิเรก’ และ ‘ไตรศุลี ไตรสรณกุล’ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานรับใช้ชาติและใกล้ชิดพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดยมีบางช่วงบางตอนที่ต๊ะ นารากร ได้ถามคำถามว่า…มีช่วงหนึ่งที่เกิดไวรัลในโซเชียล ใช้ชื่อย่อว่า ‘ผนงรจตกม’ ในตอนนั้นพลเอกประยุทธ์โดนหนักมาก ท่านได้แสดงท่าทางต่อเหตุการณ์นั้นอย่างไรบ้าง? มีหงุดหงิด เสียใจบ้างหรือไม่?

น.ส.รัชดา ได้ตอบว่า ในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำ ท่านไม่มาแสดงความรู้สึกกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่เราได้เรียนรู้จากท่านคือความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่ไม่มีราคาแบบนี้ แต่ในความเป็นมนุษย์ เราก็เดาได้ว่าต้องรู้สึกอยู่แล้ว เพราะอยู่ๆ คนมาด่า ใช้คำพูดหยาบคาย บนสิ่งที่มันไม่เป็นความจริง เป็นใครก็ต้องรู้สึก แต่ท่านก็ก้าวข้ามผ่านตรงนั้น และคุยเรื่องใหม่ๆ คุยเรื่องที่จะขับเคลื่อนบ้านเมืองด้วยรอยยิ้ม

น.ส.รัชดา กล่าวเสริมว่า บางจังหวะท่านอาจจะหงุดหงิด แต่ท่านก็จะบอกว่า อ่า ผมหงุดหงิดอะ ผมขอโทษนะ และท่านก็เดินหน้าต่อ

‘เศรษฐา’ แถลงนโยบายรัฐบาล  50 นาทีรวด  ลั่น!! เดินหน้าทุกนโยบายด้วยความซื่อสัตย์

(11 ก.ย. 66) ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม มีครม. สส. และ สว. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า ครม. มีนโยบายรัฐบาลมุ่งมั่นสร้างความสามัคคี ปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม นำไปสู่ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศให้ก้าวหน้า วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงเศรษฐกิจ สังคม การเมืองในประเทศที่ถูกซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ยังไม่สามารถแก้ไขเยียวยาได้เป็นรูปธรรม ขณะที่ปัญหาสังคมและการเมืองยังยืดเยื้อ ฝังรากลึก ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เศรษฐกิจประเทศกว่าร้อยละ 30.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่หมวดสินค้า ภาคส่งออกติดลบติดต่อกัน 3 ไตรมาส ภาวะหนี้ครัวเรือนสูงกว่าร้อยละ 90 ของจีดีพี หนี้สาธารณะสูงกว่าร้อยละ 61 อาจกลายเป็นข้อจำกัดด้านการคลังและการบริหารประเทศในอนาคต 
โชว์จุดยืนหนักแน่นพิทักษ์สถาบัน

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า ส่วนภาคการเกษตร ประชากรกว่า 10 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของกำลังแรงงาน อยู่ในภาคที่ทำงานหนัก แต่กลับสะท้อนออกมาเป็นมูลค่าเพียงร้อยละ 7 ต่อจีดีพี ส่งผลให้เกษตรกรไทยมีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 3 แสนบาท ส่วนด้านการเมืองมีความเห็นต่าง แบ่งแยกทางความคิด ทำให้สังคมอยู่ในจุดน่ากังวล ข้อกฎหมายไม่ทันสถานการณ์บ้านเมือง ปัญหาทุจริต อาชญากรรม ยาเสพติดรุนแรงขึ้น ความท้าทายเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาความยากจน เหลื่อมล้ำ ทำให้ประเทศไทยขาดความพร้อมที่จะเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เกิดวิกฤตศรัทธาประชาชน กลายเป็นเป้าหมายของรัฐบาลนี้ต้องแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน สร้างความพร้อม และวางรากฐานเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า

นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐบาลมีกรอบนโยบายบริหารและพัฒนาประเทศตามกรอบความเร่งด่วนได้แก่ กรอบระยะสั้น จะต้องกระตุ้นการใช้จ่าย จุดประกายให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าประชาชนอย่างรวดเร็ว ส่วนกรอบระยะกลางและระยะยาว จะเสริมขีดความสามารถให้ประชาชนผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันประเทศไทยเปรียบเหมือนคนป่วยที่ได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในช่วงโควิด-19 จนมีความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย จำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจและกระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน นโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต จะเป็นตัวจุดชนวนกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง จะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง กระจายไปทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอย นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ เกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายรอบ รัฐบาลจะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบภาษี และจะช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประเทศ เตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่

“นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายเร่งด่วนอีก 4 ข้อ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เร่งแก้ปัญหาช่วยเหลือประชาชนได้แก่ 

1.การแก้ปัญหาหนี้สินภาคเกษตร ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ด้วยการพักหนี้เกษตรกรตามเงื่อนไขและคุณสมบัติที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการช่วยประคองภาระหนี้สินและต้นทุนการเงิน สำหรับภาคประชาชน ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการวิสาหกิจขนากลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้ฟื้นตัวกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง 

2.ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชน จะสนับสนุนให้เกิดการบริหารจัดการราคาพลังงานทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมทันที จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศ วางแผนความต้องการและสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน เร่งเจรจาการใช้พลังงานในพื้นที่อ้างสิทธิกับประเทศข้างเคียง และสำรวจแหล่งพลังเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน” นายเศรษฐา กล่าว

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า 3.ผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อสร้างงานให้ประชาชนจำนวนมาก จะเปิดประตูรับนักท่องเที่ยวด้วยการอำนวยความสะดวก ปรับปรุงขั้นตอนขอวีซ่า การยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่ากลุ่มนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเป้าหมาย การยกระดับประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้า งานเทศกาลระดับโลก ปรับปรุงสนามบิน และจัดการเที่ยวบ้นของสนามบินทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพ

และ 4.การแก้ปัญหาความเห็นแตกต่างเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้มีรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ รัฐบาลจะหารือแนวทางทำประชามติ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกแบบกติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัย เป็นที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ให้ประเทศเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง รัฐบาลจะสร้างความชอบธรรมการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง โปร่งใส เพราะการมีหลักนิติธรรมที่น่าเชื่อถือ เป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางความคิดและสังคมที่สำคัญของประเทศ ทำให้ประเทศมีหลักนิติธรรมที่น่าเชื่อถือที่ใช้งบประมาณรัฐน้อยที่สุด แต่ได้ประสิทธิภาพมากสุดในการพัฒนาประเทศ

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางสร้างรายได้ โดยใช้การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกเปิดประตูสินค้าและการบริการของประเทศสู่ตลาดใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรป ประเทศตะวันออกกลาง อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ การเร่งการเจรจากรอบความร่วมทางการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุมัติโครงการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อดึงดูดการลงทุน การส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ อาทิ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาต่อยอดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจทั้ง 4 ภาค ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายเศรษฐา กล่าวอีกว่า การพัฒนาเศรษฐกิจกการค้าตามแนวชายแดน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทั้งทางถนน ทางน้ำ ทางราง ทางอากาศ ตอบสนองความต้องการสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ของโลก ส่วนภาคการเกษตร จะสร้างรายได้ภาคการเกษตร โดยใช้หลักตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ โดยสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการเกษตร การหาตลาดให้สินค้าเกษตรได้ขายในราคาที่เหมาะสม การฟื้นอุตสาหกรรมประมง แก้ไขข้อกฎหมายให้เหมาะสม จะบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน มีเป้าหมายทำให้รายได้เกษตรกรทั้งประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายใน 4 ปี

นายเศรษฐา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายสร้างและขยายโอกาสให้ประชาชน โดยสามารถใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ เพื่อสร้างโอกาสการมีอาชีพ รายได้ จะเร่งดำเนินการให้ประชาชนมีสิทธิในที่ดิน พิจารณาเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ให้เป็นโฉนด ให้นำไปต่อยอดเข้าถึงแหล่งทุนได้ รวมถึงการปลดล็อกแก้ไขกฎระเบียบ ข้อบังคับของรัฐที่เป็นข้อจำกัดของประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนในการสร้างรายได้ เช่น การปลดล็อกกฎระเบียบสุราพื้นบ้าน การบริหารรูปแบบการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานแต่ละจังหวัดให้ตอบสนองความต้องการประชาชนที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาให้บริการ ขจัดช่องโหว่การทุจริต ลดค่าใช้จ่าย ให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น การสนับสนุนการสร้างซอฟต์เพาเวอร์ของประเทศ ยกระดับพัฒนาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ จะสร้างรายได้ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ทักษะ ซอฟต์เพาเวอร์การปฏิรูปการศึกษา สร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

นายเศรษฐา กล่าวว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลจะร่วมกันพัฒนากองทัพให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศักยภาพประเทศ จะปรับโครงสร้างหน่วยงานความมั่นคงให้ทันสมัย จะร่วมพัฒนากองทัพให้มีศักยภาพ โดยเปลี่ยนรูปแบบเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ปรับปรุงการฝึกนักศึกษาวิชาทหารให้เป็นแบบสร้างสรรค์ ลดกำลังพลนายทหารชั้นสัญญาบัตรระดับสูง กำหนดอัตรากำลังในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ให้สอดคล้องบทบาทภารกิจ ปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างหน่วยงานกระทรวงกลาโหมให้โปร่งใส ขณะที่ด้านความปลอดภัยจะปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติดให้หมดจากสังคมไทย นอกจากนี้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายการใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ การยกระดับนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องเดินทางไกลไปโรงพยาบาลในเมือง ลดความแออัดและภาระบุคลากรทางการแพทย์ การผลักดันกฎหมายสนับสนุนสิทธิและความเท่าเทียมของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ

นายเศรษฐา กล่าวด้วยว่า ในอนาคต 4 ปีข้างหน้า จะเป็น 4 ปีที่รัฐบาลวางรากฐานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ให้ประเทศ โดยยึดหลักนิติธรรมที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกรณีการดำเนินงานที่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนการบริหารค่าใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายรัฐนั้น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างมีเป้าหมายทั้งในด้านการเจริญเติบโต การลดความเหลื่อมล้ำ การรักษาเสถียรภาพให้ความสำคัญกับกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศอย่างเคร่งครัด รัฐบาลจะใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสม จะตระหนักถึงข้อจำกัดด้านรายได้ โดยเฉพาะรายได้จากภาษีประชาชน จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีควบคู่ไปกับการเร่งส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประชาชน

“ท้ายที่สุดรัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า จะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง จะตั้งใจ ทุ่มเทสรรพกำลังดำเนินนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า ประชาชนมีความเป็นอยู่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งต่ออนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลาน” นายเศรษฐา กล่าว

ทั้งนี้ นายเศรษฐาใช้เวลาแถลงนโยบายทั้งสิ้น 50 นาที
 

‘สุริยะ’ มั่นใจ!! ชี้แจงปม ‘รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย’ ได้ทุกมิติ ย้ำ!! ทุกนโยบายรัฐบาลตอบสนองความต้องการประชาชน

(11 ก.ย. 66) ที่รัฐสภา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่จะมี สส. สอบถามและต้องตอบคำถามเรื่องนี้ ว่า ตนตอบได้ไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่าจะชี้แจงอย่างไร เพราะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก นายสุริยะ กล่าวว่า เรามีข้อมูลทั้งหมดที่จะชี้แจงครบทุกประเด็นไม่น่าเป็นห่วง

เมื่อถามว่า จะมีการเน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษเพื่อให้ประชาชนเข้าใจ นายสุริยะกล่าวว่าแน่นอน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลจะตั้งข้อสังเกต นโยบายนั่งรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียง นายสุริยะ กล่าวว่า ยืนยันว่าเราทำได้ ตนเชื่อมั่นว่านโยบายของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชน เราอธิบายนโยบายได้ทุกมิติ

เมื่อถามว่า นโยบายเร่งด่วนที่จะแถลงต่อรัฐสภามีความเหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้หรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่าเหมาะสมแน่นอน

‘อนุทิน’ เตรียม 11 ขุนพล ร่วมแถลงนโยบายรัฐฯ 11-12 ก.ย.นี้ เน้นหลักนโยบายที่เคยหาเสียงกับ ปชช. ไว้เป็นหลัก

(10 ก.ย. 66) ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีการประชุมสส.พรรค และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ก่อนแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ระหว่างวันที่ 11 - 12 ก.ย.นี้ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานการประชุม ซึ่ง นายอนุทิน กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบได้ ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องถือว่ารัฐบาลชุดนี้มีการเตรียมตัวในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยความรวดเร็วมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเพิ่งมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ย.) ก็สามารถที่จะแถลงนโยบายได้แล้ว

“รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้อธิบายแนวทางการดำเนินงาน ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทยต้องใช้โอกาสนี้อภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่พรรคเคยหาเสียงไว้หลายๆ เรื่อง ซึ่งพรรคได้เตรียมผู้อภิปรายไว้ทั้งสิ้น 11 คน แม้ว่าสส.ของพรรคมีความประสงค์อภิปรายมากกว่านี้ แต่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำให้พรรคจัดผู้อภิปรายไว้ 11 คน เฉลี่ยคนละ 5 - 6 นาทีเท่านั้น”

‘นายกฯ’ รับฟัง-ติดตามความคืบหน้าคดี ‘กำนันนก’ แล้ว พร้อมร่วมถกปัญหาเพื่อปราบปรามยาเสพติดหลายเรื่อง

(10 ก.ย. 66) ที่บ้านพิษณุโลก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการหารือการแก้ไขปัญหายาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสั้นๆ ว่า มีการพูดคุยหารือกันหลายเรื่อง ได้รับฟังข้อมูลจากผู้เข้าร่วมประชุม

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้สั่งการอะไร พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร.ที่เข้าพบหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังสั่งการอะไรไม่ได้ เป็นการมารับฟังข้อมูลเฉยๆ เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รายงานความคืบหน้าคดีกำนันนกหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ได้มีการรายงาน

อย่างไรก็ตาม นายเศรษฐา เปิดเผยอีกว่า วันนี้ได้มีการเดินดูภูมิทัศน์บ้านพิษณุโลก ถือว่าดี สะอาดสะอ้าน การดูแลรักษาดี โดยจะมาใช้บ้านพิษณุโลกประชุมบ้าง จัดเลี้ยงบ้าง แต่จะไม่ได้นอนที่นี่ 

‘สุทิน’ แจง ยังไม่มีการแต่งตั้งใคร ต้องรอหลังแถลงนโยบายต่อสภาฯ ยืนยัน!! เอกสารที่หลุดตอนนี้เป็นของปลอม และเกิดจากผู้ไม่หวังดี

(10 ก.ย. 66) จากกรณีที่มีเอกสารลับหลุดว่อนเน็ต เรื่อง การแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลจำนวน 6 นาย โดยในจำนวนนี้มีชื่อของ นายพายัพ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทยที่ดูแลภาคอีสาน น้องชายอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นประธานที่ปรึกษา รมว. กลาโหม และนายพอพงษ์ ชินวัตร บุตรชายนายพายัพ เป็นเลขานุการประจำตัว รมว.กลาโหม

และล่าสุด นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ก ‘สุทิน คลังแสง’ เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า…

ตามที่มีกระแสข่าวว่าผมแต่งตั้งบุคคลรับตำแหน่งต่างๆ นั้น ผมขอเรียนว่า ยังไม่มีการแต่งตั้งหรือเตรียมแต่งตั้งใครเลย เพราะ ณ เวลานี้ผมยังไม่สามารถสั่งราชการได้ เพราะต้องรอกระบวนการตามกฎหมาย คือ ต้องหลังจากการแถลงนโยบายต่อสภาฯ เสร็จสิ้นสมบูรณ์ครับ

พร้อมทั้งยืนยันว่า “เอกสารเรื่องการแต่งตั้งหรือการเตรียมแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ เป็นของปลอมที่เกิดจากผู้ไม่หวังดีครับ”

‘ศิธา’ ยกเคส ‘กำนันนก’ ฟาด!! ปมโครงข่ายอุปถัมภ์-สมยอม แม้นายกฯ จะเก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีความจริงใจ อย่าหวังพัฒนาประเทศ

(10 ก.ย. 66) น.ต.ศิธา ทิวารี แกนนำพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก น.ต.ศิธา ทิวารี - Sita Divari ระบุว่า​…

กรณีลูกน้อง #กำนันนก ก่อเหตุ #ยิงตำรวจ คือการล้ำเส้นของระบบ อุปถัมภ์ - สมยอม 

ต่อกฎหมายบ้านเมือง ขั้นอุกฉกรรจ์

ระบบ อุปถัมภ์ - สมยอม 3 ด้านหลักๆ ที่ทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนา คือ เงิน - อำนาจ - Connection 

แยกเป็นคน 3 กลุ่มคือ นายทุน - ผู้ถืออำนาจรัฐ - เครือข่ายผลประโยชน์

ในความเป็นจริง มันเลวร้ายยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่เป็นข่าว เพราะมันเกิดขึ้นกับทุกระดับในระบบราชการ อันเกิดจากเครือข่ายนายทุน เจ้าหน้าที่รัฐ และนักการเมืองไทย

พูดให้ชัดก็คือ มันคือพฤติกรรมเลียนแบบของ #ระบบอุปถัมภ์ ที่ผู้กุมอำนาจรัฐระดับบนทำได้ ระดับต่อๆ ไปจนถึงล่างสุดก็ทำตาม 

ถ้าไม่มีความจริงใจที่จะทำลายโครงข่ายนี้ให้ได้ นายกจะเก่งแค่ไหน ก็อย่าหวังจะพัฒนาประเทศ

'สุวัจน์' ชี้!! เทกระจาดโคราช สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจไทย เชื่อ!! หลากนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ช่วยประชาชนได้โดยเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 66 คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน (ซิโกว) พร้อมพี่น้องประชาชนชาวโคราช ได้มาร่วมงานประเพณีทิ้งทาน โดยมีชาวบ้านผู้ยากไร้มารอรับการบริจาคหลายพันคน

โดย คุณสุวัจน์ กล่าวว่า...

"วันนี้ปัญหาเร่งด่วน คือ ของแพง ให้ทุกคนมีงานทํา ให้เครื่องจักรทางเศรษฐกิจกลับมาทำงานกันให้ได้อีกครั้งหนึ่ง

"ซึ่งมูลนิธิหลักเสี่ยงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน เป็นองค์กรการกุศลได้จัดงานเทศกาลทิ้งทาน (ซิโกว) คือ ข้าวสารอาหารแห้งที่ได้จากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา แล้วนำมามอบให้กับผู้ยากไร้ทุกปีแจกวันเดียว แต่ปีนี้แจกสองวันเพราะมีจำนวนผู้ยากไร้เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าวิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้คนจน ผู้ยากไร้ ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเยอะขึ้น และเป็นดัชนีชี้วัดปัญหาของประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลใหม่ นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ที่กําลังจะแถลงนโยบาย ต้องมีแนวทางในการมาช่วยเหลือคนยากคนจน แนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายที่รัฐบาลได้จัดทําครั้งนี้ ก็มีหลายนโยบายที่จะมีส่วนในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน

"อย่างเช่น นโยบายในการพักหนี้เกษตรกร หรือพักหนี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องจากโควิด หรือนโยบายในเรื่องของการแจกเงิน หนึ่งหมื่นบาท ดิจิทัลวอลเล็ต อันนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจถือว่าประชาชนสามารถจะนําเงินไปจับจ่ายใช้สอยก่อให้เกิดทวีคูณในเรื่องของตัวเลขการใช้จ่ายทางด้านเศรษฐกิจ หรือนโยบายในเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย ที่จะประกาศเร็วๆ นี้ ว่าจะลดราคาไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน รวมทั้งในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องมาตรการการท่องเที่ยว และเมื่อรัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายแล้ว จากนี้ไปคงจะเห็นมาตรการ เห็นการทํางานในการเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป"

โยก ‘รอย’ ไป สมช. ลดแรงเสียดทาน ‘บิ๊กต่อ’ ขึ้นแท่น!! เชื่อ!! เต็งจ๋าไม่พลิก แม้มีมือดีหาเรื่องดิสเครดิตกันระวิง

ถ้าจำกันได้ เมื่อเดือน ก.ย.เมื่อปี 2554 พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ขณะนั้น ก็เคยถูกคำสั่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้ไปนั่งตำแหน่งใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล คือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยโยกนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.ไปนั่งตบยุ่งในตำแหน่งที่ปรึกษา

ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อเปิดทางให้ พี่สาวของคุณหญิงอ้อ ‘พจมาน ดามาพงศ์’ อย่าง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผงาดขึ้นตำแหน่ง ผบ.ตร.เพราะเหลือเวลาปีเดียว

ไม่น่าเชื่อ… กรณีย้ายนายถวิลโดยมิชอบดังกล่าว ทำให้ เดือน พ.ค. 2557 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และถูกดำเนินคดี… หนีหมายศาลอยู่จนทุกวันนี้ นอกเหนือจากคดีจำนำข้าว

ร่ายมาซะยาว… เพียงเพื่อจะโยงเข้าเรื่องว่า โยกย้ายตำรวจปีนี้ ‘บิ๊กตู่’ อดีตประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.คนเก่า (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) ไม่กล้าทุบโต๊ะเหมือนย้ายทหาร ส่งมอบให้นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะประธาน ก.ตร.คนใหม่ บริหารจัดการเอง… ว่า 4 แคนดิเดต ผบ.ตร.จะให้ที่ประชุมเลือกใคร… 

มีรายงานข่าวน่าเชื่อถือว่า… รัฐบาลเสี่ยนิดจะโยก พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคง ที่อาวุโสสูงสุด แต่จะเกษียณปี 2567 ไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการ สมช.แทน พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม ที่จะเกษียณปีนี้… ทำให้แคนดิเดต ผบ.ตร.เหลือ 3 คน มีอาวุโสตามลำดับคือ… 

- พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ‘บิ๊กต่าย’ เกษียณปี 2569
- พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ‘บิ๊กโจ๊ก’ เกษียณปี 2574 
- พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ‘บื๊กต่อ’ เกษียณปี 2567

ชื่อ ‘บิ๊กต่อ’ นั้นเป็นเต็งหนึ่งมาโดยตลอด… ถ้า พล.ต.อ.รอย นั่งอยู่ที่เดิมแปลว่าต้องข้ามอาวุโสถึงสามคน แต่พอท่านรองรอยลุกไป ก็จะข้ามแค่สองคน อยู่ปีเดียวแล้วลุกจากไป… ปีหน้าเปิดทางให้ บิ๊กต่าย กับ บิ๊กโจ๊ก และรอง ผบ.ตร.คนใหม่อีกคนไปลุ้นกัน… 

เรื่องอาวุโสก็เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เป็นปัจจัยชี้ขาด ยังมีปัจจัยความรู้ความสามารถความเหมาะสมด้วย… เพียงแต่ระบบราชการไทยโดยเฉพาะแวดวงสีกากี ไม่มีใครไว้ใจใครได้ ถ้ามีโอกาสก็จะต้องคว้าเอาไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน… เพราะปล่อยไปวันหน้าการเมืองเปลี่ยน… ไม่มีอะไรที่แน่นอน… 

แม้แต่กรณีบิ๊กโจ๊กที่จะเกษียณอีก 8-9 ปีข้างหน้า ดูแล้วก็คงไม่พลาด เก้าอี้ ผบ.ตร.ไม่มีไปไหนแน่… 

แต่เอาเข้าจริง… ไม่มีอะไรแน่นอน

ดังนั้น สรุปรวมความนาทีนี้… เต็งจ๋าไม่น่าจะแปรเป็นอื่นก็คือ ‘บิ๊กต่อ’ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายปราบปราม ที่เพิ่งไปดูการวิสามัญ ‘หน่อง ท่าผา’ มือปืนที่ฆ่าสารวัตรทางหลวงอย่างอุกอาจเมื่อไม่กี่วันก่อน…

แต่ล่าสุดสายข่าวตะแล็บแก๊บรายงาน ‘เล็ก เลียบด่วน’ มาว่า ขณะที่เดินหน้าลุยงานโน่น นี่ นั่น ปรากฏว่ามีมือดีพยายามปฏิบัติการเผยแพร่เอกสารโจมตี ‘บิ๊กต่อ’ ข้อหาต่างๆ… โยงใยเรื่องแรงงานต่างด้าว เรื่องชายแดน...เป็นเรื่องเสียๆ หายๆ ในทางลบ...

พร้อมๆ กับจุดกระแสว่า… อาจจะมีการพลิกโผ ผบ.ตร.

เรื่องของเรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับท่านสารวัตร...แต่ ‘เล็ก เลียบด่วน’ ไม่เชื่อหรอกว่าจะพลิก...

คนที่มาพลิกนั่นแหละ… จะพลิกแทน!!

สวัสดี

‘ดร.เสรี’ เรียกร้องยกเลิกงบค่าอาหารของ ‘สส.-สว.’  แนะให้จ่ายเงินกินกันเอง จะช่วยชาติประหยัดได้เยอะ

(9 ก.ย. 66) ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านการตลาดและการสื่อสาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า…

เลิกงบอาหารสำหรับ สส. และ สว.เถอะ มีเงินเดือนขนาดนี้ และค่าโน่นค่านี่อีกมากมาย ให้หากินเองเถอะ

พื้นที่ในสภาฯ มากพอที่จะทำเป็นศูนย์อาหาร ให้เข้ามาหากินกันเองนะ

ที่จัดให้ในตอนนี้ใช้งบประมาณสูงเกินไป เสียดายเงินที่ต้องจ่าย

แล้วก็มาประชุมกันไม่ครบ สภาฯ ล่มก็กลับบ้าน ไม่ได้กิน แต่ก็ต้องจ่าย

เลิกงบนี้เถอะนะ แล้วให้จ่ายเงินกินกันเอง จะประหยัดช่วยชาติได้เยอะ

อยากเห็น สส.สักคนที่เสนอเรื่องนี้ในสภาฯ จะมีไหมนะ?

‘สาธิต’ ชวน ‘ก้าวไกล’ ไม่สาดโคลน หาเสียงเลือกตั้งซ่อมระยอง หลังพบการปราศรัยบนเวที ‘ด่าเอามัน’ มากกว่า ‘มาหาเสียง’

(9 ก.ย. 66) นายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘สาธิต ปิตุเตชะ’ กรณีที่มี สส.พรรคก้าวไกล ปราศรัยบนเวที สาดโคลนใส่พรรคคู่แข่ง ในการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 3 จังหวัดระยอง โดยระบุว่า…

มาหาเสียง หรือมาด่าเอามัน

คือแทนที่จะมานำเสนอคุณสมบัติผู้สมัครของตัวเอง ดี เด่น มีผลงานอะไรมา และมีความพร้อมที่จะมาเป็นผู้แทนคนระยอง เขต 3 อ.แกลง อ.เขาชะเมา และมีนโยบาย พัฒนา แก้ไขปัญหาอะไร อย่างไร ให้กับคนระยองเขต 3

แต่ขึ้นเวทีปราศรัย ด่าเอามันอย่างเดียว แขวะไปที่ท่านอนุทิน มท.1 บ้าง เล่นคำบอกว่าหมอบัญญัติ และร้านกาแฟ โรงเลื่อย ซื้อเสียง โดยพูดลอยๆ ไม่ได้มีหลักฐาน และไม่ยื่น กกต.บ้าง ด่ารัฐบาลที่จัดตั้งมีนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีไปแล้วบ้าง

พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่คนรุ่นใหม่ครับ เป็นแบบเก่าสุดๆ ครับ ถือว่ายังโชคดี ที่ไม่ได้ไปเป็นรัฐบาล หรือนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าไปเป็นแล้ว เวลาไปเจรจาความเมืองระหว่างประเทศ กับบรรดามหาอำนาจ ผมไม่รู้ว่าประเทศไทยจะมีความเสี่ยงที่จะเสียหายมากน้อยแค่ไหน

‘หยก’ โพสต์ทวงความชัดเจนสถานภาพจากโรงเรียน จี้ถาม “ทำไมคุณครูปล่อยเพื่อนๆ ทำอะไรต่างๆ กับหนู”

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 66 จากเฟซบุ๊ก ‘Thanalop Phalanchai’ ของ ‘หยก ธนลภย์’ เยาวชนนักเคลื่อนไหวการเมืองและผู้ต้องหา ม.112 อายุ 15 ปี ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ 6 กันยายน 2566

วันนี้หนูมาโรงเรียน ที่โรงเรียนให้หนูเข้ามาที่ห้อง แต่ห้องปิดไฟ ดับไฟ ไม่มีใครอยู่ในห้อง แต่ห้องข้างๆ เรียนกันอยู่ แต่ห้องหนูเพื่อนหายไปหมด หนูมาทราบทีหลัง ผู้ปกครอง-ครู บอกว่า “เพื่อนไม่สบาย”

หนูเลยนั่งเรียนพยายามอ่านหนังสือไปเอง ไม่ได้ไปตามหาว่าเพื่อนไปไหน สักพักจากนั้นผู้ปกครองของเด็กที่อุ้มหนูก็เข้ามา ผู้ปกครองคนอื่นก็เข้ามา รอง 2 คนของโรงเรียนก็เข้ามา เขาเริ่มพูดถึงด้วยการว่าพี่บุ้ง และบอกว่าคนแบบนี้สุดท้ายเป็นยังไง ก็ต้องลี้ภัย จนหนูทนไม่ไหวเลยไปนั่งริมหน้าต่าง แล้วบอกให้เขาออกไป ตอนแรกเขาก็ออก แต่ต่อมาก็เอาครูคนอื่นมาพูดใส่หนู หนูเลยใส่หูฟังนอนก้มหน้าหลับตาไป

ช่วงประมาณก่อนเที่ยง หนูหลับไป อาจเป็นเพราะไม่ค่อยสบาย พี่คนนึงที่มาก็ขึ้นมาดูหนู แต่หนูไม่รู้ หนูหลับอยู่ พี่อีกคนที่ตามมาดูหนูก็เดินเข้ามา หนูถามว่าเข้ามาได้ไง พี่เค้าก็เล่าว่าหน้าโรงเรียนมีคนให้เข้ามาเลย พอผ่านประตูมาก็มีครูมารับแล้วพาเดินมาหาหนู หนูก็นั่งในห้องเรียน พี่เค้าอยู่ด้วย ส่วนครูกับผู้ปกครองที่เคยเดินเข้ามาว่าก็ไม่มาแล้วพอพี่เขามา ต่อมาก็มีเพื่อนนักเรียนผู้หญิงสองคนนั่งเฝ้าหน้าห้อง แต่หนูไม่รู้ว่ามาเองหรือโรงเรียนให้มานั่งเฝ้า จนบ่ายสามโมง เวลาเลิกเรียนหนูก็ออกมา

หนูเห็นสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนออกจดหมายถึงหนู หนูเห็นด้วยกับสิ่งที่เค้าเรียกร้องกับโรงเรียน เรื่องขอความชัดเจนในสถานะของหนู เพราะหนูก็อยากรู้ หนูก็เห็นว่าการไม่แจ้งอะไรเป็นตัวหนังสือหลักฐานมาเลย แต่ก็อ้างว่าอยากช่วย ‘เด็กที่ไม่มีชื่อในระบบ’ ให้เริ่มต้นใหม่ คือการให้หนูมาเจออะไรแบบนี้เหรอ ทำไมหนูถึงไม่มีชื่อ เป็นความผิดใคร มอบตัวแล้วเกิดความผิดพลาดไม่ให้เรียนอยู่ๆ ก็คืนเงินได้เลยใช่ไหม โรงเรียนมีแผนการอะไรหรือให้ความชัดเจนอะไรได้ และทำไมมันถึงไม่มีความชัดเจนมาจนวันนี้ คือโรงเรียนอาจจะเคยไปบอกเพื่อนๆ ลับหลังหนูว่าหนูไม่ใช่นักเรียน แต่หนูไม่เคยได้เอกสารแจ้งชัดเจนเลยนะคะ และไม่มีการอธิบายด้วยว่าเพราะอะไรถึงมอบตัวไม่สำเร็จ แค่เพราะไม่มีผู้ปกครองมาใช่ไหม

นอกจากเห็นด้วยกับสมาคมผู้ปกครองในเรื่องนี้แล้ว หนูอยากเรียกร้องพ่อแม่ของเพื่อนๆ คนอื่นเหมือนกัน ว่าบางทีครูอาจจะทำไม่ถูก บางเรื่องที่เป็นความไม่ปลอดภัยหรือการสนับสนุนพฤติกรรมของนักเรียน คุณครูไม่น่าจะทำ และคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนๆ น่าจะต้องเป็นกังวลกับเรื่องนี้ ที่คุณครูปล่อยหรือสนับสนุนให้เพื่อนๆ ทำอะไรต่างๆ กับหนู

สุดท้าย จดหมายที่สมาคมผู้ปกครองบอกให้หนู “ขอโทษ” หนูไม่เห็นด้วยเลย หนูเองไม่เคยได้รับคำอธิบายจากศาลเยาวชนฯ จากบ้านปรานีฯ จากโรงเรียน จากคุณครู ไม่เคยมีใครบอกอะไรกับหนู และไม่เคยมีใครมาขอโทษหนูเหมือนกัน กับทุกๆ เรื่องที่ผ่านมา และหนูคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับหนูไม่ใช่เรื่องปกติ และนอกจากหนูในโรงเรียนนี้แล้วก็มีเด็กคนอื่นๆ ที่เจอเรื่องแบบนี้อยู่ทั่วประเทศ เช่นเด็กที่ถูกพักการเรียน 1 ปี เพราะใส่ชุดไปรเวท 1 วัน หรือเด็กที่โรงเรียนทำให้ออกจากโรงเรียน เพราะโดนมาตรา 112

หนูไม่ใช่คนไม่กล้าที่จะพูดคำว่าขอโทษ หนูเคยพูดคำนี้ในชีวิตมาแล้ว เมื่อพิจารณาแล้วมีเหตุผลสมควรที่จะพูด คำว่าขอโทษ ถ้าสมควรจะพูดหนูก็สามารถพูดได้ ไม่ต้องใช้ความกล้าหาญใดๆ

‘สรรเพชญ-ร่มธรรม’ ลุย ระยอง อ้อนชาวแกลงเลือกหมอบัญญัติ ลั่น!! ประสานคนทุกรุ่นฟื้นฟูพรรค-แก้ไขจุดบกพร่อง-รักษาสิ่งดีงาม

เมื่อวันที่ 8 ก.ย.66 สส.สรรเพชญ บุญญามณี จังหวัดสงขลา สส.ร่มธรรม ขำนุรักษ์ จังหวัดพัทลุง ร่วมปฏิบัติภารกิจดาวกระจายลงพื้นที่ ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อขอคะแนนเสียงให้กับ นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคประชาธิปัตย์ “เลือกหมอบัญญัติ คนบ้านเรา”

โดยบรรยากาศการขอคะแนนเสียงเน้นการกระจายตัวไปทุกจุด เข้าถึงพูดคุย ให้เวลาและรบกวนช่วงเวลาทำงาน เวลาทำมาหากินของพี่น้องประชาชนน้อยที่สุด เพื่อนำเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เห็นว่า การทำหน้าที่ผู้แทนราษฏร นั้นต้องเลือกคนที่เข้าใจปัญหา ประสานแก้ไขปัญหาได้ทั้งในและนอกสภาฯ

โดย สส.สรรเพชญ กล่าวว่า วันนี้หลังภารกิจในสภาฯ เลือดใต้ใหม่ ปชป.ของสงขลาและพัทลุง ใจเกินร้อยตั้งใจมาช่วยที่หมอบัญญัติ เพราะในช่วงที่ผ่านมานั้น ตนได้ติดตามและชื่นชมการทำหน้าที่ สส.ของคุณหมอบัญญัติมาโดยตลอด ว่าเป็นอีก สส.อีกคนหนึ่งที่ขยัน และรับผิดชอบพื้นที่ เข้าถึงง่าย ทำให้พี่น้องประชาชนชาวระยองได้ประโยชน์จากการที่มีคุณหมอบัญญัติเป็นผู้แทนฯอย่างมาก และสภาฯ เองก็ได้ผู้แทนฯ ที่มีคุณภาพอีกด้วย โดยหากไม่ได้กลับไปทำหน้าที่ สส.ในครั้งนี้ ส่วนตัวก็รู้สึกเสียดาย วันนี้ตั้งใจเต็มที่มาขอคะแนนจากพี่น้องชาวระยอง ได้โปรดเลือกหมอบัญญัติ คนมีความรู้ มีประสบการณ์ กลับเข้าสภาฯ และชาวระยองเองก็จะได้ สส.ที่มีคุณภาพ

นายสรรเพชญ ยังกล่าวอีกว่า หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพรรคในช่วงที่ผ่านมา ทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปด้วยความเชื่อมั่นที่แสดงให้เห็น ว่าวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นประชาธิปัตย์ที่มีเอกลักษณ์ที่ดีงามเฉพาะตัว ทั้งความตั้งใจช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เรายังคงทำหน้าที่ที่ควรจะทำอย่างเสมอมา และแม้อดีต สส. อดีตรัฐมนตรี ของพรรคทุกคนก็ยังคงทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมอยู่ตลอด โดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่ในสถานะใด เราต้องการแสดงให้เห็นว่า จิตสาธารณะทางการเมืองยังคงเข้มข้นในเลือดของคนประชาธิปัตย์ การเดินทางมาในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน

นอกจากอยากให้คุณหมอบัญญัติได้กลับไปสิ่งดีๆ ในสภาฯ แล้ว การที่คน ปชป.ทุกภาคทุกพื้นที่ อดีตและปัจจุบันมาช่วยกันนั้น ถือเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงามของพรรคฯ ที่ต้องธำรงไว้ วันนี้ตนและ สส.ร่มธรรมในฐานะคนรุ่นใหม่ เห็นตรงกันว่า เราต้องช่วยกันร่วมกับคนทุกรุ่นในพรรคช่วยกันฟื้นฟู โดยเริ่มจากการรักษาสิ่งดีงามที่มีอยู่ แก้ไขจุดบกพร่อง เพื่อนำประชาธิปัตย์ไปสู่ความหวังของประชาชนให้ได้โดยเร็ว และบทบาทหลังจากนี้ สส.ของพรรคทุกคน พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น ตรวจสอบการทำงานรัฐบาล เริ่มตั้งแต่วันแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี 11 ก.ย. นี้

‘โบว์ ณัฏฐา’ วิเคราะห์ 3 ความเป็นไปได้ ‘แม่ของหยก’ แต่ไม่ว่าทางไหน ก็หนีความรับผิดชอบไม่ได้

(8 ก.ย. 66) น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊ก Bow Nuttaa Mahattana ระบุข้อความว่า ประเด็นแม่ของหยก ประเมินได้สามทาง

1. แม่เป็นผู้ปกครองแบบอยากใช้ไม้แข็ง รอให้หยกสิ้นหนทางจนต้องกลับบ้านเอง เป็นวิธีปราบที่ใช้ได้กับเด็กบางคน แต่ไม่ได้กับเด็กทุกคน ซึ่งผู้ปกครองบางคนดันทุรังใช้วิธีแบบนี้เพราะเข้าใจว่าจะได้ผล สุดท้ายคือเสียลูก

2. แม่เป็นคนขี้ขลาดตาขาว กลัวแรงกดดันจากสังคม ไม่กล้าเผชิญหน้า ใช้วิธีหนีปัญหา

3. ความเป็นไปได้อื่น ๆ เช่น เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ เล่นบทหลบเพื่อให้กลุ่มและหยกสร้างประเด็นต่อไป ด้วยข้ออ้างว่าหยกไม่มีผู้ปกครองดูแล ฯลฯ

ไม่ว่าจะอย่างไร หนีความรับผิดชอบไม่ได้ค่ะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top