Saturday, 1 August 2026
POLITICS TIPS

กีฬาคือความหวัง!! 'ยศชนัน' นำทีมเพื่อไทยบุกโอลิมปิก เล็งปัดฝุ่น 1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา พร้อมเสนอแผนบรรจุ 1,500 นักกีฬาทีมชาติ ให้เป็นพนักงานราชการสางปัญหาฮีโร่ตกอับ

‘ยศชนัน’ นำทัพเพื่อไทย ถก "บอร์ดโอลิมปิคฯ" ดันวาระเร่งด่วนปรับเงินนักกีฬาให้ทันค่าครองชีพ พร้อมฟื้นโมเดล "1 รัฐวิสาหกิจ 1 สมาคมกีฬา"

เมื่อวันที่  6 มกราคม 2569 ที่ ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย เขตดุสิต ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นำคณะทำงานด้านกีฬาเข้าหารือ ร่วมกับคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ ได้กล่าวเน้นย้ำจุดยืนขององค์กรที่มีความเป็นกลางทางการเมือง แต่ก็ยินดีเปิดรับและให้ข้อมูลแก่ทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมเพื่อนำไปใช้วางนโยบายพัฒนากีฬาของชาติ ไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคแรกที่ติดต่อเข้ามาหารือ และในวันนี้มีคณะผู้บริหารและตัวแทนจากสมาคมกีฬาต่างๆ เข้าร่วมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ สมาคมกีฬาเคอร์ลิงแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาสควอชแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะผู้ทรงคุณวุฒิประจำคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

โดยในวงหารือ ได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และรับฟังข้อเสนอแนะในการยกระดับมาตรฐานกีฬาไทยทั้งระบบ โดยบรรยากาศหารือเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งในส่วนของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ตัดสิน รวมถึงเรื่องงบประมาณที่มีขีดจำกัด เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล รวมถึงคุณภาพชีวิตของนักกีฬา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตสำหรับอาชีพนักกีฬา และการจูงใจในการสร้างนักกีฬาใหม่ๆ

จากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการยกเครื่องวงการกีฬาไทยทั้งระบบ โดยระบุว่าพรรคเตรียมผลักดันการสังคายนาระบบเงินสนับสนุนนักกีฬาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากอัตราค่าตอบแทนเดิมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและไม่ได้ปรับปรุงมานาน ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับตัวนักกีฬา ควบคู่ไปกับการเดินหน้านโยบาย “หนึ่งรัฐวิสาหกิจ ต่อหนึ่งสมาคมกีฬา” เพื่อเป็นหลักประกันว่างบประมาณจากภาครัฐจะไหลเวียนสู่การพัฒนากีฬาอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยได้วางโครงสร้างไว้ 4 ด้านหลัก เริ่มจากการปั้น “สปอร์ตอคาเดมี่” เพื่อดูแลนักกีฬาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เน้นสร้างอาชีพที่มั่นคงรองรับหลังเกษียณจากการแข่งขัน โดยจะนำวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และเทคโนโลยีระดับ Genome มาใช้พัฒนาศักยภาพนักกีฬาให้แม่นยำที่สุด พร้อมกันนี้จะมีการปฏิรูประบบงบประมาณสู่รูปแบบ “Block Grant” หรือการจัดสรรงบระยะยาวหลายปี แทนการขอแบบปีต่อปี เพื่อให้สมาคมกีฬาสามารถวางแผนฝึกซ้อมและบริหารจัดการได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการทูต หรือ Sports Diplomacy โดยจะพัฒนาสนามกีฬาในระดับจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และใช้กีฬาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้นักกีฬาไทยได้ไปแลกเปลี่ยนหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยทั้งหมดนี้จะยึดหลักการให้เกียรติและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ เพื่อให้เกิดการยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเสริมว่า ในระยะยาวพรรคมีแผนปูพรมพัฒนากีฬาตั้งแต่ระดับท้องถิ่นผ่านการรื้อฟื้น (Revisit) ระบบการเรียนการสอนพลศึกษาในโรงเรียน ให้เน้นกีฬาที่เป็นจุดเด่นของไทยและสร้างค่านิยมรักกีฬา รวมถึงการผลิตครูพลศึกษาให้สอดรับกับทิศทางกีฬาของชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของกีฬาอาชีพให้แข็งแกร่งและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับโลก

“กีฬาคือการสร้างความหวัง และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องระบบกีฬาไทยให้ทันสมัยและมั่นคง เพื่อให้กีฬาเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคตอย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายสรวงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของกีฬาไทยคือการ "มีเงินแต่ใช้ผิดที่" โดยเฉพาะงบกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่หมดไปกับอีเวนต์มากกว่าการพัฒนาวิทยาศาสตร์การกีฬา โภชนาการ และการจ้างโค้ชเก่งๆ จึงเสนอโมเดล "1 อำเภอ 1 Academy" เน้นปั้นนักกีฬาไทยเอง (Youth Development) ตามความเหมาะสมของพื้นที่แทนการซื้อตัวโอนสัญชาติ พร้อมเสนอแก้ปัญหา "ฮีโร่ตกอับ" ด้วยการบรรจุนักกีฬาทีมชาติ 1,500 คน เป็นพนักงานราชการสัญญาจ้าง 4 ปี เพื่อสร้างสวัสดิการที่มั่นคงและสร้าง Personal Branding ให้เป็นที่รู้จักตั้งแต่ก่อนคว้าชัยชนะ

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันมาตรการจูงใจให้เอกชนร่วมสนับสนุนกีฬาผ่านการลดหย่อนภาษี 2 เท่า เพื่อลดภาระภาครัฐ พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการคืนอำนาจอนุมัติงบกองทุนฯ ให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเพื่อความรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาการเบิกจ่ายรายไตรมาสที่ทำให้สมาคมกีฬาวางแผนระยะยาวไม่ได้ รวมถึงต้องปรับความเข้าใจกับสำนักงบประมาณเพื่อไม่ให้ตัดงบปกติของกระทรวงฯ จนเกิดสภาวะสุญญากาศในการทำงาน

สำหรับคณะผู้เข้าหารือในครั้งนี้ ฝั่งพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรค, นายพายุ เนื่องจํานงค์ รองโฆษกพรรค, นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายทะเบียนพรรค, นางญาณิกา เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ที่ปรึกษารองหัวหน้าพรรค ทางด้านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ให้การต้อนรับนำโดย นายพิมล ศรีวิกรม์ ประธานคณะกรรมการฯ, ศาสตราจารย์พิเศษ เจริญ วรรธนะสิน รองประธานฯ, นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ รองประธานฯ และนายกสมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ดร.สุวรรณา ศิลปอาชา และคณะกรรมการรายอื่นๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

เปิดพิมพ์เขียวปัญหา!! ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้รัฐธรรมนูญ? เจาะลึก 5 ข้อถกเถียงรัฐธรรมนูญไทย จากปม ส.ว. ถึงกลไกล็อกหลายชั้น ที่ทำให้การเมืองไทยวนเวียนอยู่ที่เดิม

รัฐธรรมนูญไทย “ผิดตรงไหน” — ทำไมนักการเมืองถึงชอบแก้กันไม่หยุด

รัฐธรรมนูญไม่ใช่ “ข้อสอบที่มีคำตอบเดียว” ว่าถูกหรือผิด แต่คือ “กติกาเกมการเมือง” ถ้าคนจำนวนมากรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ไม่สะท้อนเสียงประชาชน หรือออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบถาวร กติกานั้นก็จะถูกท้าทาย และถูกผลักดันให้แก้ไขซ้ำ ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ผิดตรงไหน” แต่คือ “ตรงไหนที่ทำให้ความขัดแย้งไม่จบ” และ “ตรงไหนที่ทำให้รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-กลุ่มผลประโยชน์เห็นต่างกันจนอยากเปลี่ยนกติกา”

1) แก้ยากแบบล็อกหลายชั้น: เสนอได้ แต่ผ่านยาก
หนึ่งในข้อวิจารณ์หลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันคือเงื่อนไขการแก้ไขที่เข้มมาก โดยเฉพาะการต้องใช้เสียงสนับสนุนจากหลายกลุ่มในรัฐสภาพร้อมกัน ทำให้ต่อให้ ส.ส. มีเสียงมาก ก็ยังอาจติด “ด่านสำคัญ” และเกิดภาพวนซ้ำแบบ “เสนอ-ตก-เสนอใหม่”
• ผลที่ตามมา: การแก้ไขกลายเป็น “สงครามยืดเยื้อ” มากกว่าจะเป็น “การซ่อมกติกา”
• ยิ่งแก้ยาก ยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้บางฝ่ายผลักดัน “ร่างใหม่ทั้งฉบับ” แทนการแก้รายมาตรา

2) ส.ว. กับคำถามเรื่องความยึดโยงประชาชน
โครงสร้างของวุฒิสภาและบทบาทในกระบวนการทางการเมือง เคยเป็นจุดแตกหักทางความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่สังคมมองว่าอำนาจบางส่วนของ ส.ว. ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงจากการเลือกตั้งโดยตรง เมื่อเกิดผลลัพธ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความคาดหวังของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แรงกดดันให้แก้ไข โครงสร้าง ส.ว. จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ข้อถกเถียงหลัก: ความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองควรยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแค่ไหน
• ผลทางการเมือง: ประเด็น ส.ว. ถูกยกเป็น “โจทย์ใหญ่” ของการแก้รัฐธรรมนูญแทบทุกยุค

3) บทเฉพาะกาลและการ “พกอดีตมาด้วย”: ข้อขัดแย้งที่ปิดไม่ลง
บทเฉพาะกาลบางส่วนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวาง “ทางด่วน” ให้กติกาช่วงเปลี่ยนผ่านมีผลยาว รวมถึงการรับรองการใช้อำนาจและคำสั่งในช่วงก่อนหน้า เมื่อสังคมบางส่วนมองว่านี่คือการนำอดีต เข้ามาล็อกอนาคต ความพยายามแก้ไขจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคกฎหมาย แต่เป็นเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง

4) องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ดุลอำนาจที่คนเห็นต่าง
รัฐธรรมนูญออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทสูงในการกำกับเกมการเมือง ทั้งการตีความอำนาจหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือกรณีที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นกลไกคุ้มครองระบบและสกัดการใช้อำนาจเกินขอบเขต อีกฝ่ายมองว่าอาจทำให้การเมือง “ย้ายสนาม” จากสภาไปอยู่ที่การวินิจฉัยมากเกินไป
• ข้อถกเถียงหลัก: ระดับอำนาจตรวจสอบควรเข้มแค่ไหนจึงจะ “คุมได้โดยไม่ครอบงำ”
• ผลทางสังคม: เมื่อมีคดีการเมืองใหญ่ ความไว้วางใจต่อดุลอำนาจจะถูกทดสอบทุกครั้ง

5) กรอบยุทธศาสตร์ระยะยาว: รัฐบาลเลือกตั้งถูกมัดมือหรือสร้างความต่อเนื่อง?
อีกประเด็นที่ถูกหยิบมาถกเถียงคือการวางกรอบนโยบายระยะยาวของรัฐ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อกังวล ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการสร้างความต่อเนื่อง ลดการเปลี่ยนนโยบายตามรอบเลือกตั้ง แต่ฝ่ายคัดค้านมองว่าอาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปรับทิศทางประเทศได้ไม่คล่อง และไม่ตอบโจทย์วิกฤตเฉพาะหน้าได้ทัน

ทำไมนักการเมืองถึง “ชอบแก้” กันจัง?
ถ้าสรุปแบบตรงไปตรงมา เหตุผลหลัก ๆ มักหนีไม่พ้น 4 ข้อนี้:
• กติกาคือเดิมพันอำนาจ: ระบบเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล บทบาท ส.ว. และกลไกตรวจสอบ ล้วนกำหนดผู้ได้เปรียบ-เสียเปรียบ
• แก้ยากจึงยื่นซ้ำ: เมื่อด่านสูง การเสนอแก้จึงกลายเป็นการสะสมแรงกดดันทางการเมืองไปในตัว
• ความชอบธรรมยังเป็นข้อถกเถียง: เมื่อสังคมยังไม่ “ยอมรับร่วมกัน” การเมืองก็จะวนกลับมาที่การเขียนกติกาใหม่เสมอ
• เปลี่ยนกติกาง่ายกว่าชนะในกติกาเดิม: บางช่วง นักการเมืองเลือกสู้ในสนาม “แก้กติกา” เพราะคุ้มกว่าในระยะยาว

ถ้ากติกาเป็นที่ยอมรับร่วมกัน การเมืองจะกลับไปแข่งที่ “นโยบาย”
ประเทศจะเดินหน้าได้เร็วขึ้นเมื่อกติกาพื้นฐานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เพราะฝ่ายการเมืองจะใช้พลังไปกับ การแข่งขันเชิงนโยบายและผลงาน มากกว่าการต่อสู้เรื่องโครงสร้างอำนาจ
แต่ถ้ากติกายังถูกมองว่า “ล็อกเกม” หรือ “ไม่แฟร์” หรือ “แก้ยากจนเหมือนมีผู้ถือกุญแจบางกลุ่ม” ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญก็จะเป็นวาระการเมืองที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นสีไหนก็ตาม

บทความนี้อิงประเด็นถกเถียงเชิงโครงสร้างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (โดยเฉพาะหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมและบทเฉพาะกาล) และข้อถกเถียงทางวิชาการ/การเมืองร่วมสมัย

'กัปตัน' เอฟซีพรรคส้มเคลียร์ให้ ปมชอบแซะ "ทหารมีไว้ทำไม" ย้ำชัด ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ ชูนโยบายเพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ หนุบซื้ออาวุธทันสมัยเสริมภารกิจป้องกันประเทศ

‘กัปตัน’ ออกโรงเคลียร์แทนพรรคส้ม ปมชอบแซะ “ทหารมีไว้ทำไม” ตอกย้ำชัดเจน “ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ”

(6 ม.ค. 69) เพจเฟซบุ๊ก “กัปตันคนเนิร์ด” ของกัปตัน อดีตทนายความ ซึ่งเป็นกองเชียร์พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปวีดิโอชี้แจงแทนพรรคส้ม ปม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นรูปแบบแนวถาม-ตอบโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า 
รู้ยังล่ะ “ทหารมีไว้ทำไม” เจ้าเพื่อนส้ม?
ส้มตอบ - ก็มีไว้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศไง รู้มาตั้งนานแล้ว

อ้าวว ก็รู้นี่ แล้วทำไมตอนนั้นมานั่งด่านั่งแซะว่า ทหารมีไว้ทำไม?
ส้มตอบ - ก็เพราะทหารทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ป้องกันประเทศเยอะเกินไป แล้วพอทำได้ไม่ดีประเทศก็ไม่พัฒนา 

อะไรบ้างล่ะที่ทหารทำได้ไม่ดี?
ส้มตอบ - ชัดสุดก็รัฐประหารเนี่ยแหละ รีเซ็ตประเทศ ทำให้เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย บริหารงานแบบเผด็จการ แล้วเป็นยังไง ลุงคุมประเทศอยู่เกือบ 10 ปี แต่ประเทศก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ก็มีแค่เรื่องนี้แหละมั้ง ไม่เห็นจะมีเรื่องอื่นที่ทหารทำไม่ดีนี่?
ส้มตอบ - แทรกแซงกิจการพลเรือนหลายอย่าง มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจัดตั้งมวลชนสอดส่องข่มขู่ผู้เห็นต่าง ทำไอโอไปลงคลิปที่ประชาชนเขาทำอีก เดี๋ยวคอยดูนะ คลิปนี้ก็จะมีไอโอมาลงเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ทหารควรจะทำคือปกป้องประเทศเลย 

เพื่อนส้มก็เอาแต่วิจารณ์ แล้วมีข้อเสนอดี ๆ บ้างหรือเปล่า พรรคส้มมีนโยบายยังไงให้ทหารป้องกันประเทศได้ดีล่ะ?
ส้มตอบ – ก็ต้องให้ทหารเกณฑ์เลิกถางหญ้า ซักผ้า เลี้ยงไก่ แล้วมาฝึกทหารจริงๆ สักที ต้องเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อดึงดูดให้คนมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเกณฑ์ทหารแบบบังคับกัน

แล้วเรื่องอาวุธมีนโยบายหรือเปล่า ล่าสุดกับกัมพูชาก็ดูเป็นเรื่องสำคัญอยู่นะ เราอ่ะ เคยไปตัดงบอาวุธเขาไม่ใช่หรอ?
ส้มตอบ - ก็ตอนที่ตัดมันมีโควิด ก็เลยต้องเสนอให้โยกเงินไปช่วยโควิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็สนับสนุนซื้ออาวุธฉ่ำ ทั้งเครื่องบินกริพเพน เรือฟริเกต หรือว่าโดรน เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรบของกองทัพจริงๆ 

เออจะว่าไปก็คุ้น ๆ ว่าอภิปรายให้ซื้ออาวุธเยอะอยู่ แต่แค่เสนอให้ซื้ออาวุธ มันก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นหรือเปล่า?
ส้มตอบ – เมื่อก่อนเราซื้ออาวุธแบบซื้อแล้วจบใช่ไหม แต่นโยบายของเราจะให้ซื้ออาวุธแบบใหม่ คือซื้อแล้วบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย เราจะได้ทำอาวุธเองเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ขายอาวุธให้ เราจะได้พึ่งตัวเองได้

ฟังดูดี แล้วมีนโยบายอะไรอีก?
ส้มตอบ - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตราลาดตระเวน ทหารจะได้ไม่ต้องมาเหยียบทุ่นระเบิดอีก ติดตั้งระบบต่อต้านโดรน ฮุนเซนจะได้ไม่เอาโดรนมาบินเล่นในประเทศเรา

ฟังดูเหมือนเพื่อนส้ม จริงๆ ก็ไม่ได้เกลียดทหารนี่นา ขอสรุปอีกที “ทหารมีไว้ทำไม” ?
ส้มตอบ – มีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนก็สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ ถ้าการเมืองและทหารจับมือกันก็ไม่มีใครเอาลง ฮุนเซน ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮุนมาเนต อย่าหวังเลย

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าว ยังย้ำด้วยว่า ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนมีนโยบายมากมายเพื่อให้ทหารป้องกันประเทศได้สบายขึ้น เพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ ชีวิตทหารจะได้ดีขึ้น มีคนสมัครมากขึ้น และไม่ต้องเกณฑ์ทหารแบบบังคับส่วนในด้าน และในด้านการซื้ออาวุธ จะบังคับคนขายอาวุธให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ด้วย พร้อมกับจะซื้อใช้เทคโนโลยีช่วยลาดตระเวน ทหารจะได้เสี่ยงเหยียบทุ่นระเบิดน้อยลง

ที่มา : https://www.facebook.com/share/v/18BCUS2Mqk/

จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ "พีระพันธุ์" ชี้การรบต้องเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพ หลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซูเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

‘พีระพันธุ์’ จี้รัฐบาลอย่าถ่วงกองทัพ ควรรบเด็ดขาดทำกัมพูชาให้สิ้นสภาพทางการทหารหลังกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ช่องบก มอง "ทรัมป์" เบนเข็มมุ่งไปเวเนซุเอลา พร้อมดัน "คลังน้ำมันแห่งชาติ" รับมือวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน

(7 ม.ค. 69) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังได้รับรายงานกองกำลังกัมพูชายิงปืน เข้าใส่พื้นที่ช่องบก ส่งผลให้จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดว่า เป็นสิ่งที่ตนเตือนไว้แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะกัมพูชายังไม่สิ้นสภาพภัยคุกคามและพร้อมจะละเมิดข้อตกลงได้ทุกเมื่อ

"รัฐบาลต้องเด็ดขาด ไม่สั่งการสับสนเช่นนี้ วันก่อนประกาศจะทำให้กัมพูชาจะสิ้นสภาพภัยคุกคาม  อีกวันต่อมาประกาศหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข  รัฐบาลทำแบบนี้สองรอบแล้ว รอบแรกดึงโดนัล ทรัมป์มาร่วม รอบที่สองหยุดยิง 72 ชม. แบบไร้เงื่อนไขอีก  ผมย้ำอีกครั้งนะครับ  เงื่อนไขหยุดยิงต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพบนหลักกฎหมายสากลยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ของสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศสเท่านั้น  ครั้งนี้กัมพูชาจงใจผิดข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลปล่อยให้เขมรเอาปืนจ่อยิงไทยแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แสดงให้เห็นว่า mou43 ไม่มีประโยชน์ต้องยกเลิกทันที" นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ ยังแสดงความกังวลว่าท่าทีของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาและประเทศอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมรับมือด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

"ผมเสนอนโยบายเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยให้ 'ยกเลิกกองทุนน้ำมัน' จากที่ใช้เงินอุดหนุนแบบเดิม เปลี่ยนมาจัดตั้ง 'ระบบคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ' เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสต็อกน้ำมันโดยตรง คือซื้อเก็บเมื่อราคาน้ำมันตลากโลกลดลง และปล่อยขายเมื่อราคาตลาดโลกแพง กลไกนี้จะช่วยตัดความผันผวนจากภายนอก และผมมั่นใจว่าจะทำให้คนไทยได้ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงเหลือเพียงประมาณ 25 บาทต่อลิตรได้ทันที ไม่ว่าสถานการณ์โลกจะวิกฤตแค่ไหนก็ตาม" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า "กรณีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความจริงที่คนไทยต้องตระหนัก ถึงเวลาแล้วที่ต้องสนับสนุนให้กองทัพเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องอธิปไตยจากการรุกรานของกัมพูชา และขจัดให้สิ้นสภาพภัยคุกคาม"

ด้าน พล.อ.กังวาน สุจินต์ อดีตรองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดจันทบุรี เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเสริมว่า เหตุการณ์การยิงในวันนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุ เนื่องจากเครื่องยิงลูกระเบิด ปืน ค. ต้องมีการเตรียมการยิงอย่างเป็นระบบ ทั้งการล็อกเป้าหมายและการคำนวณวิถีโค้ง ขั้นตอนการยิงต้องบรรจุกระสุนอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะกระสุนชนิดชนวนไว อีกทั้งยังต้องใช้ศูนย์อำนวยการยิงเพื่อกำหนดค่าพิกัดล่วงหน้า หากไม่ทราบพิกัดที่แน่ชัด ย่อมต้องมีหน่วยตรวจการณ์ทำหน้าที่ชี้เป้า จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่กระสุนจะตกใส่ฐานความมั่นคงได้อย่างแม่นยำเช่นนี้ แล้วอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

'เลือกตั้ง' 69 เลือกตั้งอย่างไรให้บ้านเมืองไปรอด? คนไทยต้องใช้สติแยกแยะ 'พรรคขายฝัน' ก้าวข้ามกับดัก 'นโยบายด้านเดียว' ชี้ ไม่มีใครสมบูรณ์แบบต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยสุด

เลือกตั้งอย่างไร? บ้านเมืองจึงจะไปรอด

การเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ พี่น้องประชาชนคนไทยจะต้องเลือกตั้งอย่างไร จึงจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดและไปต่อได้ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของประเทศชาติบ้านเมืองในภาพรวม ซึ่งพบว่า ประเด็นปัญหาที่ต้องเผชิญมีดังนี้:
1. การเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล: 
- การเมืองของไทยยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และค่อนข้างที่จะไม่มีเสถียรภาพ การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งอาจใช้เวลา โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างหลายพรรคใหญ่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รัฐบาลเสียงข้างมากทันทีหรือไม่ 
- ความเชื่อมั่นทางการเมืองอยู่ในระดับต่ำ โดยดัชนีเชื่อมั่นเกิดการตกและมีเสียงกังวลถึง ภาวะ “วิกฤตความเชื่อมั่น” ในระดับประเทศ 
- ธรรมชาติของการเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่ยังไม่มีรัฐประหารรอบใหม่เกิดขึ้น

2. เศรษฐกิจ: 
- แม้ว่า เศรษฐกิจของไทยจะคงยังเติบโตต่อไปได้ แต่ก็ไม่เร็วตามที่หวัง ยังคงมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายตัวของ GDP ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คาดการณ์เติบโตที่อาจชะลอลงอีกในปี 2026 ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน โดยเฉพาะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนยังเป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญ
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ “ช่องว่างอำนาจ” ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจเกิดความวิตกกังวล จากการที่ดัชนีตลาดหุ้น (SET) เคยตกลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนนี้ 
- ธนาคารโลกและ IMF ได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยด้วยความระมัดระวัง แต่ก็เห็นโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่กำลังค่อย ๆ ฟื้นตัว 
- ปัญหาความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เช่น การผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่มีแนวโน้มจะถดถอย หากยังไม่สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง:
- ความตึงเครียดบริเวณชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านจนเกิดการปะทะกันทางทหาร 2 รอบแล้ว ความขัดแย้งกับเขมรส่งผลต่อความมั่นคงตลอดแนวชายแดน ซึ่งเป็นตัวแปรด้านนโยบายต่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทยกับเขมรเกิดขึ้นอีกในปี พ.ศ. 2569 ด้วยเหตุที่ผู้นำเขมรพยายามใช้เหตุจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนเกิดการปะทะด้วยกำลังทหารสร้างความชอบธรรมและความนิยมทางการเมือง

4. สังคมและชีวิต: 
- ต้นทุนชีวิตและรายได้ของพี่น้องประชาชนยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ค่าใช้จ่ายด้านการครองชีพและความคาดหวังเรื่องความช่วยเหลือจากรัฐยังเป็นเรื่องที่ยังมีการพูดถึงอันมาก 
- มลพิษทางอากาศหรือคุณภาพชีวิตในเมืองใหญ่ก็ยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีการต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน 

ดังที่ได้บอกไว้ในเลือกตั้ง’69 EP#1 แล้วว่า บนโลกใบนี้ สังคมในอุดมคติไม่เคยมีอยู่จริง และจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่คนเรายังคงมี รัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ฯลฯ อยู่ในจิตใจ ฉะนั้นวิธีคิดหรือความคาดหวังแบบ “โลกสวย” ที่คิดว่าจะรอเลือกพรรคการเมืองที่ทำให้บ้านเมืองเป็นสังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบนั้น แทนที่จะเป็นเจตนาที่ดีต่อชาติบ้านเมืองกลับกลายเป็นผลร้ายที่น่ากลัวและเป็นอันตรายยิ่งต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองของชาติ

ผลจากการเลือกตั้งของไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 คือการเมืองไทยที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่จนทุกวันนี้ นั้นก็คือการเลือกโดยการรับฟังข้อมูลและนโยบายด้านเดียว ซึ่งเป็นด้านดีด้านบวกของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่นิยมชมชอบ มากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขี้น โดยไม่สนใจข้อมูลและนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแยกแยะผิดชอบชั่วดีของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งลดน้อยถอย และเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองนำมาใช้อย่างได้ผล 

และที่สุดความไม่ถูกต้องชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและพรรคการเมืองจะทำให้บ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนและวุ่นวาย นำไปสู่การรัฐประหารของฝ่ายความมั่นคงเมื่อถึงจุดที่สถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยกฎหมายและการเมืองในสภาวะปกติ หากพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องเผชิญในปัจจุบันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงควรพิจารณาถึงวิธีคิดและแนวทางของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ไม่เป็นภัย ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติบ้านเมืองที่กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้

เมื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีพร้อมและสะอาดบริสุทธิ์ตามสังคมในอุดมคติไม่ได้มีอยู่จริง ดังนั้น จึงต้องเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด (The Lesser Evil) ด้วยเพราะ ไม่มีนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดสมบูรณ์แบบ นักการเมืองแทบทุกคนและทุกพรรคการเมืองต่างก็มีข้อบกพร่องด้วยกันทั้งนั้น จากนโยบายที่ไม่เป็นที่นิยม หรือความล้มเหลวในอดีต ดังนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงอาจไม่พบตัวเลือกที่ตรงกับค่านิยมของตนได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องเลือกตัวเลือกที่เชื่อว่าจะก่อให้เกิดผลเสียให้กับชาติบ้านเมืองที่น้อยที่สุด

ฉะนั้น ในการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 พี่น้องประชาชนคนไทยจึงควรเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดนั้นก็คือนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องไม่เป็นภัยคุกคามต่อปัญหาและอุปสรรคของชาติบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคง อันเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดซึ่งชาติบ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

อนุทิน นำทีมแถลงด่วน! จี้กัมพูชาแจงปมกระสุน ค. ตกเนิน 469 ทำทหารไทยเจ็บ 1 ยันไทยทำตามกรอบ ลั่นพร้อมตอบโต้ตามกฎการปะทะทันที พร้อมสั่งคุมเข้มพื้นที่ชายแดนยังไม่สั่งอพยพ

นายกฯ สั่งประท้วงเขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ลั่นพร้อมตอบโต้ตามความจำเป็น หลังพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย

(06 ม.ค. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมแถลงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีพบลูกปืน ค. ยิงมาจากฝั่งกัมพูชา ตกที่เนิน 469 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ส่งผลให้ทหารเจ็บ 1 นาย ว่า รัฐบาลได้รับทราบรายงานมาโดยตลอด ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้ของบันทึกข้อตกลง

ขณะนี้ทางฝ่ายกองทัพและฝ่ายความมั่นคง ได้ทำการประท้วงไปยังฝ่ายความมั่นคงของกัมพูชา และได้แจ้งให้ทางกัมพูชาชี้แจงเพื่อพิจารณาว่าไทยจะตอบโต้อย่างไร ส่วนทางด้านการต่างประเทศได้ออกหนังสือไปยังรมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อให้ชี้แจงว่า มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และวันนี้ได้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้น เพราะฉะนั้นไทยต้องขอให้กัมพูชาได้แสดงการชี้แจงมายังประเทศไทยโดยทางการทูตเช่นกัน

นายอนุทิน ย้ำว่า ลูกกระสุนจากฝั่งกัมพูชาได้ตกมายังฝั่งไทย เพราะฉะนั้นการตอบโต้หรือการใช้กฎแห่งการปะทะ ประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมและจะพิจารณาตอบโต้ด้วยการตัดสินใจของประเทศไทย

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นการแถลงข่าวเบื้องต้น ซึ่งจะมีขั้นตอนในการดำเนินการเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในกรอบปฏิบัติตามข้อตกลงทุกอย่าง แต่ถ้าถึงจุดที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องตอบโต้เราก็พร้อมที่จะตอบโต้ ส่วนรายละเอียดจะขอให้มีการบรรลุเกิดขึ้นมาอย่างรูปธรรมก่อน เพราะตอนนี้ทางกองทัพได้ดำเนินการพิจารณาวิธีการตอบโต้ที่เหมาะสม

นายอนุทิน ยังระบุถึงการรายงานจากหน่วยปฏิบัติที่บริเวณชายแดนได้แจ้งมาว่า ทางกัมพูชาอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่จะรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุนี้อย่างไร ให้เวลาทางกัมพูชาได้คิด แต่ขอให้มั่นใจว่าการเตรียมพร้อมทุกอย่าง ทั้งทางด้านการต่างประเทศความมั่นคง ก็มีความพร้อมที่จะตอบโต้

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงมีการพูดคุยกันในระดับกองทัพ ดังนั้น ฝ่ายปกครอง โดยกระทรวงมหาดไทย ให้คอยดูแลชาวบ้านในพื้นที่ แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ

ยาแรงปราบโกง!! 'พีระพันธุ์' นำทีม รทสช. ลงสัตยาบันต้านโกง เดินหน้าดันกฎหมาย "โกงชาติ=โทษประหาร" ล้างบางคอร์รัปชัน-ตัดสินคดีจบใน 1 ปี เปิดเครื่องประหารหัวพยัคฆ์ "พิฆาตคนชั่ว"

‘พีระพันธุ์’ นำทัพ รทสช. ลงนามสัตยาบันต้านโกง ชูยาแรง “โกงชาติ = โทษประหาร” ย้ำจุดยืน “กา 6 ไม่โกหก” เปิดมีด! สัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” กำราบคอร์รัปชัน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าประกาศจุดยืนก่อนโค้งสุดท้ายในศึกเลือกตั้ง  โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 พร้อมด้วย นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค  นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 2 นำทีมผู้สมัคร สส. กทม. เข้าพบ นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่อาคารศรีจุลทรัพย์ เพื่อยื่นหนังสือและลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต ตามจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติที่เน้นความ "เด็ดขาด" ในการบริหารประเทศ และความซื่อสัตย์จริงใจภายใต้แคมเปญ "กา 6 ไม่โกหก" 

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำถึงแนวทางการปราบปรามคอร์รัปชันซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศว่า ปัญหานี้แก้ไม่ได้ด้วยการประนีประนอม แต่ต้องใช้ยาแรงและการบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น เพราะไม่เคยมีความเกรงกลัวต่อโทษ และกว่าที่กระบวนการพิจารณาสืบสวนสอบสวนจะเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี เพราะฉะนั้น สิ่งแรกที่ต้องดำเนินการแก้ไข ก็คือ ต้องปรับโทษให้หนักขึ้นด้วยการประหารชีวิต เพราะเป็นการปล้นเงินประชาชนทั้งประเทศ ประการที่ 2 ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 ปี และต้องปรับลดเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อให้เป็นการลงโทษที่เด็ดขาด ทุกวันนี้ถึงจุดที่ต้องใช้ยาแรงไม่อย่างนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายทั้งประเทศ 

"ทุกวันนี้ประเทศเกิดความเสียหาย 3.8 ล้านล้านบาท จากการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งเราจะปล่อยไว้ต่อไปไม่ได้ เราต้องเอาจริงและเด็ดขาดในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้พาผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติมาปฏิญาณกับองค์กรฯ เพื่อที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพื่อให้เป็นนักการเมืองที่ดีต่อไป" นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้าน นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กล่าวเสริมในมิติการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาปากท้อง โดยยกผลงานการลดราคาพลังงานที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์

"เศรษฐกิจฐานรากกำลังวิกฤต รอไม่ได้ และแก้ไม่ได้ด้วยนโยบายขายฝัน ต้องใช้วิธีเด็ดขาด ไม่เกรงใจทุนใหญ่ 1. ค่าไฟ เราทำสำเร็จมาแล้วเรื่องการลดค่าไฟลง 76 สตางค์ จาก 4.70 บาท ลงมาที่ 3.94 บาท โดยแก้ที่โครงสร้างและไม่ได้ใช้เงินแผ่นดินเลย เป้าหมายเราคือ 3.3 บาท เรามั่นใจ เราทำได้  2. ลบบัญชีเสียเครดิตบูโรทันที ที่ชำระครบแล้ว ห้ามธนาคารแชร์ข้อมูลต่อ ไม่ต้องรอ 3 ปี แบบในปัจจุบัน คนทำงานต้องมีโอกาสสร้างตัว วิกฤตแก้ได้ต้องเด็ดขาด นโยบายทำได้จริง เบอร์ 6 ไม่โกหก ครับ" นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมแล้วที่จะใช้นโยบายที่ "เด็ดขาด" ทั้งในมิติการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำประเทศก้าวข้ามวิกฤตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ในโอกาสลงนามสัตยาบันประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติยังได้เปิดตัวสัญลักษณ์ “พิฆาตคนชั่ว” ตามนโยบายเรือธงของพรรค นั่นคือ สัญลักษณ์จำลอง “เครื่องประหารหัวพยัคฆ์” ที่ใช้ลงโทษขุนนางทุจริตและฉ้อราษฎร์บังหลวงในตำนานของ “เปาปุ้นจิ้น” บุคคลต้นแบบแห่งความเที่ยงตรงและยุติธรรมในประวัติศาสตร์จีน  โดยสัญลักษณ์นี้จะถูกนำไปจัดวางที่บริเวณหน้าสำนักงานใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการ “พิฆาตคนชั่ว” และเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและนักการเมืองทุกคนยึดมั่นในคุณธรรม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และทำงานเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

ท้าชนทุนผูกขาดพลังงาน "อรรถวิชช์" ลั่น! เบอร์ 6 ไม่โกหก รทสช. พร้อมแก้วิกฤตชาติ ประกาศหั่นค่าไฟ 3.30 บาท

‘อรรถวิชช์’ ลั่นคุ้มค่าแลก สส. ไหลออกกับการลดค่าไฟให้ประชาชน เปิดแผนเดือด 'ทุบหม้อข้าวกลุ่มทุน' ดันค่าไฟเหลือ 3.30 บาท ย้ำเบอร์ 6 "ไม่โกหก" ขอ 20 ที่นั่งเข้าไปลุยต่อ

(29 ธ.ค. 2568) นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ "เจาะข่าวเด็ด" ทางสถานีโทรทัศน์ MONO 29 ถึงความพร้อมและทิศทางของพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำนโยบายด้านพลังงานได้สำเร็จ แม้กระทรวงพลังงานจะมีงบประมาณน้อยที่สุด แต่ในยุคที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาท เหลือ 3.94 บาท ลดลง 76 สตางค์ ซึ่งช่วยประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้วกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงเตรียมเสนอร่างพระราชกำหนดยกเลิกกองทุนน้ำมัน เปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำมันสำรอง ให้โรงกลั่นเป็นผู้เสียภาษีแทนประชาชนทำให้น้ำมันลดลง 5-6 บาท

นายอรรถวิชช์ กล่าวเสริมว่า การลดค่าไฟฟ้าคือการเข้าไปแตะกำไรของกลุ่มทุนเอกชน เพราะปัจจุบันเอกชนผลิตไฟฟ้าถึง 71% ขณะที่ กฟผ. ผลิตเองเพียง 29% นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามีปัญหากับนายทุน

"ค่าไฟที่ลดลงทุกสตางค์ กับ สส. ที่เดินออกไปคุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะได้รับ รทสช. ตั้งเป้าลดค่าไฟลงอีกให้เหลือ 3.30 บาท" นายอรรถวิชช์ กล่าว

ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังย่ำอยู่กับที่มา 20 ปี เพราะขาดนวัตกรรม และถูกผูกขาดโดย 2 อุตสาหกรรมหลัก คือ พลังงาน และ ธนาคาร ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Data Center หรือการผลิตชิป Semi-conductor ต้องการพลังงานสะอาด 100% เพื่อเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่ไทยไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เพราะกลัวกระทบทุนผูกขาด พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอให้เปิด "เสรีโซลาร์" เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง ไม่ต้องรอรัฐหรือกลุ่มทุน

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า 90% เกิดจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าหลัง ซึ่งแช่แข็งประวัติลูกหนี้นานถึง 3 ปี แม้จะชำระหนี้หมดแล้วก็ตาม ทำให้คนทำงานขาดโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบโดนดอกเบี้ยแพงมาก จึงเสนอให้ใช้ระบบ Credit Scoring แบบสหรัฐอเมริกา คือการแสดงเป็นคะแนนแทนประวัติการชำระหนี้ คนคะแนนดีดอกเบี้ยต่ำ คนคะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง พร้อมจ่ายหนี้ครบ ลบประวัติทันที และสามารถกู้ใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ 3 ปี

ในประเด็นพื้นที่ทับซ้อนและชายแดนไทย-กัมพูชา พรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอให้ ยกเลิก MOU 44 และ MOU 43 ทันที โดยยืนยันไม่แบ่งทรัพยากรในพื้นที่เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา และต้องยึดตามหลักหมุดเดิม ไม่ยอมรับการเปลี่ยนหลักหมุดที่ล่วงล้ำเข้ามา และกล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลเรื่องลงนามหยุดยิงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ว่าเป็นการ "ยึกยัก" ทั้งที่ไทยมีแสนยานุภาพทางทหารเหนือกว่าในทุกมิติ

ด้านการปฏิรูปกองทัพ เสนอนโยบายสมัครใจเกณฑ์ทหารมอบเงินค่าตอบแทน 30,000 บาท ทันที และผู้ที่สมัครใจรบมอบให้ 200,000 บาท ซึ่งเงินเหล่านี้จะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและช่วยกระตุ้น GDP ได้จริง

สำหรับเป้าหมายในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งเป้าจำนวน สส. อย่างน้อย 20 ที่นั่งเพื่อเข้าไปในสภาฯ และ สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ หากประชาชนอยากให้พรรครวมไทยสร้างชาติเข้าไปสู้ให้ท่าน โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน โปรดเลือกรวมไทยสร้างชาติ "เบอร์ 6 ไม่โกหก" มั่นใจว่าคุ้มเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์แน่นอน นายอรรถวิชช์ กล่าว

'รวี' พรรครักชาติ ไม่นิ่ง!! จี้ กกต. สั่งสอบอย่างจริงจัง เร่งสร้างความโปร่งใส - น่าเชื่อถือ หลังมีข่าวสะพัดเงินแสนล้านว่อนเลือกตั้ง หวั่นทุนใหญ่ครอบงำรัฐทำชาติล่มจม

พรรครักชาติ จี้ กกต.ตรวจสอบจริงจังหลังข่าวสะพัด มีเงินทุนกว่าแสนล้านไหลเข้าระบบเลือกตั้ง หวั่น ประเทศล่มจมหากนายทุนได้อำนาจรัฐ

วันนี้ (29 ธันวาคม 2568) นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรครักชาติ ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง กรณีที่มีกระแสข่าวว่าขณะนี้มีเงินทุนจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท หลั่งไหลเข้ามาในระบบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งในครั้งนี้

นายรวี ระบุว่า หาก กกต.ปล่อยให้พรรคการเมืองที่ใช้เงินทุนเหล่านี้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในสภา ได้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศไทย ประเทศเราจะไปต่อได้อย่างไร และเป็นกังวลว่าอาจทำให้ประเทศ “ล่มจม” ประชาชนจะอยู่กันอย่างไรต่อไป

รองหัวหน้าพรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top