Sunday, 7 June 2026
POLITICS NEWS

รองนายกฯ ศก. เผย บิ๊กตู่ จ่อลงภูเก็ต 1 ก.ค. นับหนึ่งเปิดประเทศให้ รอฟัง ศบค.ชุดใหญ่เคาะมาตรการผ่อนปรนวันนี้ แนะ ปชช.ต้องช่วยกัน อย่าโยนภาระให้รัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะลงพื้นที่จ.ภูเก็ต ในวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดโครงการภูเก็ตแซนด์บอกซ์ ว่า วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันเปิดโครงการวันแรก ส่วนก่อนหน้านั้นคงมอบหมายผู้ที่เกี่ยวข้องลงไปเตรียมความพร้อม ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมศบค.ชุดใหญ่ในวันนี้จะผ่อนคลายมาตรการใดเป็นพิเศษหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ขอให้รอฟังผลการประชุมศบค. ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คงได้เตรียมข้อมูลในส่วนที่เหมาะสม เมื่อถามว่า นอกจากภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์แล้วเห็นว่ากำลัวจะเปิดเกาะ ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจ.สุราษฎร์ธานีด้วย นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ขอให้รอฟังผลการประชุมศบค. ที่ชัดเจน คงมีการเสนอในวาระเพื่อหารือ และจะผ่อนคลายอย่างไรหรือไม่ อย่างไรก็ตามการผ่อนคลายมาตรการนั้น ย่อมให้เกิดการทำธุรกิจในประเทศได้คล่องตัว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการแพทย์ยังมีความคิดเห็นว่าไม่ต้องการให้เปิดประเทศอย่างเต็มที่ รองนายกฯ กล่าวว่า คงหารือกันมาก่อน โดยทีมเลขา ศบค. มีองค์คณะร่วมประชุมหลากหลายสาขา ก่อนที่จะมีข้อสรุปเพื่อนำเสนอ ต่อศบค. ชุดใหญ่รวมถึงความเป็นห่วงของทุกคนและฝ่ายต่างๆ และคงได้หารือกันแล้ว ในที่ประชุมศบค. ชุดเล็ก ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลกำหนดไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าห้วงเวลา 120 วัน จะทำอะไรบ้าง รองนายกฯ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าศบค. คงนำเสนอและขอให้ติดตามกัน

"แต่ที่สำคัญ ทันทีที่รัฐบาลประกาศ คนมักจะมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สำคัญที่สุดคือพวกเรา ที่ต้องรู้ทิศทางประเทศ ว่าทิศทางเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดี ใครๆ ก็อยากให้เปิดประเทศ เราควรจะดีใจ ที่วันนี้เรามีเป้าหมาย และก็รู้แล้วว่าช่วง 120 วัน พวกเราก็เตรียมตัวเตรียมใจสนับสนุน ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ทำอย่างไรให้ประเทศเปิดได้ เป็นไปไม่ได้หรอกที่รัฐบาลจะทำคนเดียว เราต้องลุกขึ้นมาแล้วกลับมาคิดเหมือนกันว่า แต่ละหน่วยงาน และประชาชนทุกคน แล้วอย่างที่ผมเคยบอกแล้วว่าเอกชนก็ปรับตัวในทันทีเปิดประตูที่ภูเก็ต เขาก็จะอาศัยภูเก็ตทำการค้าขายและพบประเทศพันธมิตร พูดคุยกันในภาคการลงทุน ตอนนี้เป็นอีกมุมหนึ่งนอกจากภาคการท่องเที่ยว 

ดังนั้นถ้าปรับตัวตามลำดับถือเป็นเรื่องที่ดีขึ้นเพื่อให้เราปรับปรุงทำให้ดีขึ้น อะไรที่ควรจะปรับปรุงก็ยินดีที่จะปรับปรุง ถือเป็นความร่วมมือและเตรียมพร้อม เข้าไปสู่ความร่วมมือที่จะช่วยรัฐบาลเดินไปข้างหน้า ผมไม่อยากให้พวกเราคิดว่า พอรัฐบาลประกาศปุ๊บ แล้วก็นั่งเฉยๆ เพื่อรอดูว่านายกฯ หรือรัฐบาลจะทำอะไร แล้วเราจะได้ประโยชน์จากตรงนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียวมันคงไม่ใช่ ส่วนพื้นฐานของพวกเราทุกคนก็คือการควบคุมการระบาด ให้ปลอดภัย ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในระดับประชาชน" 

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า วันนี้เราจะรอดูจาก ผลพวงของการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ โดยในวันที่ 25 มิถุนายน ผู้แทนของรัฐบาลจะลงไปเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ตนยังเชื่อมั่นในชาวจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการจังหวัดภูเก็ต รวมถึงทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุข ที่ช่วยกันดูทุกด้านอย่างรอบคอบอยู่แล้ว ตนถึงได้ย้ำว่า อย่าไปเพียงตั้งข้อสงสัยแล้วรอให้ใครมาบอก แต่เราสามารถค้นหาติดตามได้ โดยสอบถามจากผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หรือหน่วยงานจากจังหวัดภูเก็ตก็ได้ว่า ได้เตรียมภาคสนามไว้อย่างไร มีความพร้อมแค่ไหน การควบคุมดูแลและตรวจการเป็นอย่างไร ขอให้รอ ไม่ใช่รอให้ส่วนกลางรอสั่งลงไป เพราะทันทีที่จังหวัดภูเก็ตได้รับทราบว่าเขาได้รับการสนับสนุน เขาก็ขยับตัวทันก่อนที่จะลงมือทำ เพราะเห็นประโยชน์ ซึ่งเชื่อว่าเขาทำในฐานะประเทศไทย มีความตระหนักเป็นอย่างดีและทำอย่างเต็มที่ เพราะรู้ว่าการเปิดประเทศผ่านเมืองเขาเป็นเมืองแรก เป็นสิ่งที่อยากจะทำให้เกิดและอยากทำให้ดีด้วย ซึ่งประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ โดยผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมตามลำดับ เพื่อให้ประเทศประเทศทยอยทดสอบการเปิดประเทศผ่านช่องทางเล็กๆ ของเราคือภูเก็ต

พปชร.คึกคัก รับ “บิ๊กป้อม” ประชุมใหญ่สามัญพรรค รื้อ โครงสร้างกรรมการบริหาร จับตาเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 1/2564 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น เป็นไปอย่างคึกคัก บรรดาแกนนำพรรค ทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มสามมิตร กลุ่ม 4 ช. นำโดย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม รองหัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมต.อุตสาหกรรม รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรค ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน และเหรัญญิกพรรค ส.ส.ตัวแทนภาค ตัวแทนเขต สมาชิกพรรคจากจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครราชสีมา เดินทางเข้ามาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ประมาณ 500 คน

ทั้งนี้วาระการประชุมเป็นการรายงานผลดำเนินงานประจำปีของพรรค งบดุลการเงิน รวมถึงวาระอื่นที่ต้องจับตาคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะกรรมการบริหารพรรค โดยจะลดจำนวนกรรมการลง รวมทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรค

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานที่จัดประชุม ได้ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดโควิด-19 ตามที่ศบค. กำหนด โดยตั้งจุดตรวจวัดอุณหภูมิ ฉีดแอลกอฮอล์ จัดที่นั่งเว้นระยะห่าง ลงทะเบียนผ่านไทยชนะ ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัย ได้มีเจ้าหน้าหน่วยอีโอดี ตั้งเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัยตรวจบุคคลที่ผ่านเข้า-ออก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลความเรียบร้อยทั้งในตัวอาคารและภายนอกอาคาร

ทั้งนี้ภายในงานได้มีการแจกเสื้อยืดคอกลมสีขาว -น้ำเงิน สกรีนโลโก้พรรคที่อกด้านซ้าย พร้อมกับแจกหนังสือ “พลังประชารัฐรวมใจ รวมไทยเป็นหนึ่งเดียว” ความหนา 40 หน้า เนื้อหาด้านในแสดงประวัติพรรค รายชื่อส.ส. 122 คน คณะรัฐมนตรี 12 คน แจกเป็นที่ระลึก


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“ผบ.ทสส.” ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จ.กาญจนบุรี พร้อมเน้นย้ำหน่วยในพท.เฝ้าระวัง การหลบหนีเข้าเมืองอย่างเคร่งคัด 

ที่ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และคณะ ได้ตรวจเยี่ยมเพื่อติดตามการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสถานการณ์การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย รวมทั้งการบริหารจัดการชายแดนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่จ.กาญจนบุรี

โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปจาก กองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ ที่ ค่ายสุรสีห์ และเดินทางไปหารือข้อราชการกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี รับฟังการบรรยายสรุปจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ศาลากลาง จังหวัดกาญจนบุรี

จากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมและรับฟังการชี้แจงสถานการณ์รวมถึงมาตรการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเยี่ยมชมการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรองตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ที่ช่องทางออกด่านศุลกากร บ้านน้ำพุร้อน ตำบลบ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 

จากนั้น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปรับฟังการบรรยายสรุป และพบปะกำลังพล ณ หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 11 สำนักงานพัฒนาภาค 1 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้นำคำขอบคุณจาก พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มายังเจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนด้วยความทุ่มเท เสียสละโดย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ ดำรงความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง  

โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ต้องไม่ละเลย รู้เห็น มีส่วนร่วม หรือสนับสนุนขบวนการลักลอบเข้าเมือง ผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง  

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้หน่วยในพื้นที่บูรณาการความร่วมมือในการเฝ้าระวัง ติดตาม และแจ้งเหตุการณ์ลักลอบเข้าเมืองให้ฝ่ายความมั่นคงได้รับทราบ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และจัดเตรียมความพร้อมของสถานกักกันโรคในพื้นที่ให้เพียงพอ เพื่อเตรียมการรองรับเมื่อมีการผ่อนคลายมาตรการในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขกำหนดทั้งนี้ เพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

กรมการขนส่งทหารเรือ​ ร่วมกับ​กลุ่มอาสาสมัคร​ ใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน จัดกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนวัดหงส์รัตนาราม​ราชวรวิหาร

พล.ร.ต.สาธิต​ นาคสังข์​ เจ้า​กรมการขนส่งทหารเรือ​ ร่วมกับ​ กลุ่มอาสาสมัคร ​"ใจถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน" ​นำโดย​ เล็ก ฝันเด่น​ จรรยาธนากร และ​นักศึกษา​ หลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพเรือ (พสบ.ทร.รุ่นที่18 ) โดยกลุ่ม​ "เรือหลวงแม่กลอง​" ร่วมกันจัดกิจกรรม​ "ทหารเรือ​ ช่วยเหลือชุมชนวัดหงส์"​ บริเวณชุมชนวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร​ เขตบางกอกใหญ่​ กรุงเทพ โดยชุมชนดังกล่าวมีผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ประมาณ 400 ครอบครัว  

นอกจากนี้ยังมี​ผู้ป่วยติดเตียง​และ​ ผู้สูงอายุจำนวนมาก​ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้​ ในการนี้​ กองทัพเรือ โดย กรมการขนส่งทหารเรือ กลุ่ม​อาสาสมัครใจ​"ถึงใจคนไทยไม่ทิ้งกัน" และ​ นักศึกษา​พสบ.ทร.รุ่นที่ 18 กลุ่ม​"เรือหลวงแม่กลอง​" ได้ร่วมกันมอบ​ เครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสาร​อาหารแห้ง​ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป​​ และของที่จำเป็น​ให้กับพี่น้องประชาชนชุมชนวัดหงส์​ รัตนารามราชวรวิหาร

“ธิษะณา" ชี้ ร่างแก้ไขรธน.พปชร. หวังแก้ระบบเลือกตั้งเอื้อพรรคใหญ่ก่อนยุบสภา อัด ส.ว. ไม่จำเป็นต่อการเมืองไทย ทำประชาชนเปลืองภาษี เลี้ยงเสียข้าวสุก

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ แกนนำกลุ่ม Re-solution กล่าวถึงการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 22-23 มิ.ย. เพื่อพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้มีร่างที่เสนอโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่มีหลักการสำคัญ คือ การเปลี่ยนระบบเลือกตั้งแต่ไม่มีเรื่องการตัดอำนาจ ส.ว.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ได้ระบุว่า หากร่างของพรรคพลังประชารัฐได้รับความเห็นชอบวาระรับหลักการจากรัฐสภา จะเข้าสู่ขั้นตอนตั้งคณะกรรมาธิการมาพิจารณาวาระ 2 ซึ่งคาดว่าใช้เวลาประมาณ 1 เดือนน่าจะได้ข้อสรุป เพราะเป็นการแก้แค่รายมาตรา และนำเข้าสู่การโหวตวาระ 3 ได้ในเดือน ส.ค. ซึ่งอาจจะพิจารณาเสร็จก่อนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 65 นอกจากนี้ยังมีสมาชิกวุฒิสภาประกาศว่า ส.ว.จะไม่ให้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีตาม มาตรา 272

น.ส.ธิษะณา กล่าวต่อว่า การเร่งดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐยิ่งตอกย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาเพื่อขจัดการสืบทอดอำนาจของ คสช. และระบอบประยุทธ์ ซึ่งเป็นต้นตอปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 เพราะเป็นการแก้ในประเด็นรายละเอียดยิบย่อย ไม่ใช่สาระสำคัญและอาจเอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคของตนเอง ทำให้ตีความได้ว่าบันไดขั้นต่อไปหลังจากนี้ คือ การแก้ไขระบบเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นระบบที่จะได้ประโยชน์ต่อพรรคการเมืองของพวกเขาและพันธมิตรภายใต้ร่มเดียวกันมากที่สุด เพื่อทำให้ระบอบประยุทธ์มีกติกาที่ได้เปรียบในทุกประตูก่อนจะยุบสภาเพื่อการเลือกตั้งในครั้งถัดไป การพยายามจะอธิบายอย่างรวบรัดว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากบัตร 1 ใบ เป็นบัตร 2 ใบ ก็เป็นการจงใจที่จะให้รายละเอียดไม่ครบ เพราะถึงแม้สังคมบางส่วนอาจเห็นด้วยกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แต่ระบบเลือกตั้งที่มีบัตร 2 ใบ ก็มีหลายรูปแบบ แต่นายไพบูลย์เลือกเสนอรูปแบบที่เอื้อต่อพรรคการเมืองใหญ่ให้ได้สัดส่วน ส.ส. ในสภาที่สูงกว่าสัดส่วนคะแนนที่ได้จากการเลือกตั้ง และทำให้อาจมีคะแนนตกน้ำกว่า 20 ล้านเสียง

น.ส.ธิษะณา กล่าวต่อว่า ปัญหาหลักของการเมืองไทยปัจจุบัน รวมถึงปัญหาที่สืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งปี 2562 ไม่ใช่เรื่องระบบเลือกตั้ง แต่คือการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกสังคมตั้งคำถามว่าได้ปฏิบัติงานด้วยความเป็นกลางหรือไม่ ฉะนั้น เรื่องที่เร่งด่วนกว่าการแก้ระบบเลือกตั้ง คือ การแก้ที่มาของ กกต. รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการองค์กรอิสระทุกคน ซึ่งข้อเสนอนี้มีอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ Re-solution ในขณะที่ร่างแก้ไขฉบับอื่นไม่ได้พูดถึง และยิ่งเห็นความพยายามของ ส.ว. ที่ประกาศกร้าว ไม่เห็นหัวประชาชนว่าจะโหวตไม่ให้ผ่านร่างที่เสนอตัดอำนาจ ส.ว.ในการร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ผ่านสนามเลือกตั้งมา ไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน แต่ยึดโยงกับคณะรัฐประหาร คสช. พวกเขายังจะไร้ยางอายมาลดทอนเสียงของเจตจำนงประชาชนทั้งประเทศ เป็นสภาที่เลี้ยงเสียข้าวสุกจากภาษีของประชาชนอย่างแท้จริง แม้ว่าประชาชนจะไม่ได้อยากเลี้ยงก็ตาม สิ่งที่ ส.ว.ทำมาตั้งแต่เข้าสู่อำนาจ จนได้รับฉายาว่าเป็น “สภาปรสิต” คือ การถูกใช้เป็นเครื่องมือของระบอบประยุทธ์ในการสืบทอดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ในแต่ละปีงบประมาณจากภาษีประชาชนถูกผลาญไปกับสภาปรสิตจำนวนมหาศาล ส.ว.อาจไม่มีความจำเป็นต่อการเมืองไทยอีกต่อไป 

“แนวคิดที่ว่า ส.ว.คือสภาพี่เลี้ยงเป็นสมมติฐานที่ไม่ถูก เพราะสถานการณ์ของประเทศไทยและของโลกเปลี่ยนไปมากแล้ว ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองและรู้จักเรียกร้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนและสังคม อีกทั้งประเทศไทยก็เป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่มลรัฐ จึงไม่จำเป็นต้องมี ส.ว.เพื่อเป็นตัวแทนของมลรัฐเข้ามาอยู่ในสภา และที่ผ่านมา ส.ว. ที่แต่งตั้งหลังการรัฐประหาร มักมีหน้าที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือการสืบทอดอำนาจให้คณะรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ปัจจุบันการตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะ ส.ว. ยังมีอำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการโหวตกฎหมายปฏิรูป ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีอำนาจชี้ขาดในการแต่งตั้งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องพิจารณาการยกเลิก ส.ว. แล้วมีสภาเดี่ยวซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีอยู่ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่ม Re-Solution เช่นกัน” น.ส.ธิษะณา กล่าว

‘เสรีพิศุทธ์’ ซัด ‘บิ๊กตู่’ โกหกประชาชนไปเรื่อย ไม่เชื่อ 120 วันเปิดประเทศได้ ชี้ควรลาออกตั้งนานแล้ว

เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศบค. ประกาศว่าจะมีการเปิดประเทศภายใน 120 วันว่า ตนถามว่ายังจะเชื่อพล.อ.ประยุทธ์ กันอีกหรือ เพราะไม่มีใครเขาเชื่อหรอก ทุกวันนี้มีเรื่องโกหกหลอกลวงประชาชนอยู่เรื่อย เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วก็ประกาศว่าปีนี้จะเป็นวาระแห่งการปราบทุจริต โดยพล.อ.ประยุทธ์ พูดตั้งแต่ปฏิวัติ พูดมาทุกปีแต่การทุจริตก็มากขึ้น ตั้งแต่แต่งเพลงขอเวลาอีกไม่นานจะคืนความสุขให้ได้หรือไม่ ความสุข 7 ปียังไม่พอใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นที่วางกรอบเวลาอย่าไปสนใจเลย ไม่มีทางทำอะไรได้หรอก กฎหมายสักตัวยังไม่รู้เลย ทำอะไรก็ผิดๆ ตลอด

เมื่อถามว่าหากทำไม่ได้ตามกรอบระยะเวลา 120 วัน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ควรจะไปตั้งนานแล้ว เรื่องลาออกคงไม่มีใครไปจับมือให้เขาเซ็นใบลาออก หรือจับปากให้พูดว่าลาออกได้ อยู่ที่ตัวเขาว่ามีจิตสำนึก รับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติมากน้อยแค่ไหน ไม่รู้หรือว่าตอนนี้คนเขาไล่กันทั้งประเทศ

เมื่อถามต่อว่าแต่นายกฯ บอกว่ายิ่งไล่ก็จะยิ่งต่อสู้ต่อไป พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก็เป็นอย่างนี้ แทนที่จะสำนึกว่าคนเขาเกลียดเขาชัง คิดว่าตนเองมีอำนาจมีส.ว. 250 คนสนับสนุนอยู่

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/253562


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘โรม’ ฟาด ‘เพื่อไทย’ ชิ่งถึง ‘ทักษิณ’ เล่นตามเกม พปชร. หวังแค่สิ่งล่อใจ

วันที่ 16 มิ.ย. 64 นายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แสดงความเห็นต่อกระแสการแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม’ ในหัวข้อ ‘แลนด์สไลด์… ไปทางไหน? เพื่อใคร? เพื่อไทย? เพื่อประชารัฐ?

ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจุดมุ่งหมายของพรรคเพื่อไทยในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องระบบการเลือกตั้งที่ยอมเล่นตามเกมของพรรคพลังประชารัฐ รื้อกรอบจำนวน ส.ส. พึงมีออกไป แล้วไปเน้นหนักที่การเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต 400 คน (เพิ่มจากเดิมขึ้นมา 50 คน) ก็คงเป็นอย่างที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ คือเพื่อหวังให้เกิดการเทคะแนนไปที่พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างเต็มที่ ด้วยข้ออ้างว่าหากเป็นเบี้ยหัวแตกแล้วจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ยาก

พูดง่ายๆ คือหวัง ‘แลนด์สไลด์’ แบบที่ตัวเองเคยได้ในอดีต โดยค่อยไปวัดพลังกับพรรคพลังประชารัฐเอาดาบหน้า

ในที่นี้ ผมคงไม่ลึกลงรายละเอียดถึงปัญหาเชิงหลักการของข้อเสนอระบบการเลือกตั้งดังกล่าว เพราะทั้งผมและพรรคก้าวไกลได้พูดไปพอสมควรแล้วก่อนหน้านี้ แค่ขอย้ำว่าระบบการเลือกตั้งดังกล่าวมีปัญหาแน่ๆ ในการทำให้สัดส่วนระหว่างจำนวน ส.ส. ของแต่ละพรรคการเมืองกับจำนวนประชากรที่เลือกพรรคการเมืองนั้นๆ ไม่เหมาะสมกัน บางพรรคจะได้ ส.ส. เกินส่วนประชาชนที่เลือก ในขณะที่บางพรรคก็จะได้ ส.ส. ขาดส่วนประชาชนที่เลือกเช่นกัน

แต่แค่อยากจะขอถามไปยังพรรคเพื่อไทย ว่า ‘แลนด์สไลด์’ ที่คาดหวังนี้ จะไปในทิศทางไหนกันแน่?

อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วเช่นกันว่า พรรคพลังประชารัฐเป็นเพียงอวัยวะหนึ่งของฝ่าย คสช. ที่เข้ามาชิงพื้นที่ในเวทีสภา คสช. ยังมีอวัยวะอื่นๆ อีกมากมายที่จะใช้ประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจตั้งแต่ในต้นทางคือควบคุมการเลือกตั้งไปจนถึงการรักษาสถานะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น กกต. ส.ว. ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ ตลอดจนระบบราชการ ในวันนี้พรรคพลังประชารัฐเลือกที่จะแก้ระบบการเลือกตั้งเพื่อหวังขยายจำนวน ส.ส. ของตัวเองในอนาคตให้เกินกรอบจำนวน ส.ส. พึงมี ซึ่งมีปัญหาทั้งในเชิงหลักการอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น และทั้งยังแสดงให้เห็นถึงเจตนาร้ายของพรรคพลังประชารัฐที่หวังใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเท่านั้น การที่พรรคเพื่อไทยไปร่วมเห็นชอบกับระบบการเลือกตั้งดังกล่าวด้วยนั้น

หากผลปรากฏว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวได้ดีที่สุดและชนะเลือกตั้งไป จะยิ่งเป็นการเพิ่มความชอบธรรมแก่พรรคพลังประชารัฐเพราะถือว่าผ่านการเลือกตั้งในระบบที่พรรคใหญ่ของฝ่ายค้านเองก็ยังรับรอง (แม้จะมีปัญหาเชิงหลักการก็ตาม) และเมื่อประกอบกับกลไกอวัยวะอื่นๆ ของ ฝ่าย คสช. ที่ยังคงอยู่เพื่อคอยรักษาสถานะทางอำนาจไว้แล้ว การจะตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะยากยิ่งขึ้นไปอีก หากผลออกมาเป็นเช่นนี้แล้วพรรคเพื่อไทยจะรับผิดชอบอย่างไร?

นอกจากนี้ยังต้องถามพรรคเพื่อไทยอีกว่า ‘แลนด์สไลด์’ นี้ เป็นไปเพื่อใคร?

เพราะเห็นได้ชัดเลยว่าที่พูดเรื่องการต้องให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ที่อ้างว่าต้องไม่เป็นเบี้ยหัวแตก ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่มุ่งหวังให้คะแนนเทมายังพรรคเพื่อไทย ที่มีความพร้อมมากกว่าหลายๆ พรรคในการหาเสียงเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แล้วปล่อยให้พรรคฝ่ายค้านอื่นๆ ต้องต่อสู้ดิ้นรนในเวที ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่มีเพียง 100 คน หรือเพียง 20% ของทั้งสภากันไป เรียกได้ว่าพรรคเหล่านี้คือผู้ที่จะต้องจมอยู่ใต้แลนด์สไลด์ที่เกิดขึ้น

แต่แล้วการที่เป็นเช่นนี้มันเป็นประโยชน์กับประชาชนจริงหรือ? สิ่งที่ควรมุ่งสร้างให้เกิดขึ้นมากกว่า คือระบบที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดมีที่ยืนอยู่ร่วมกันได้ เข้มแข็งไปด้วยกันได้มิใช่หรือ? การที่ในสภามีทั้งพรรคที่มุ่งเน้นการเข้าถึงปัญหาของชาวบ้าน พรรคมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้าง พรรคที่มุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน พรรคที่มุ่งเน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรม ฯลฯ นี่คือสภาที่ควรเป็นมิใช่หรือ? ถ้าใช่แล้วทำไมพรรคเพื่อไทยจึงมีข้อเสนอไปในทางที่จะทำลายสิ่งเหล่านี้ลง?

และหากพรรคเพื่อไทยยังดึงดันในข้อเสนอนี้ แล้วผลปรากฏว่าชัยชนะกลายเป็นของพรรคพลังประชารัฐไป ถึงตอนนั้นแล้วจะยังมีพรรคไหนที่มีกำลังมากพอที่จะร่วมสู้ด้วยกันได้? จะยังมีพรรคไหนที่อยากจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพรรคเพื่อไทยอีก?

ผมและพรรคก้าวไกลยังคงยืนยันว่าระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียวตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 นั้นมีปัญหาแน่ๆ การใช้บัตร 2 ใบดีกว่าแน่ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่าหากไม่เอาระบบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 แล้วจะต้องหันไปเอาระบบตามที่พรรคเพื่อไทย (และพรรคพลังประชารัฐ) เสนอมาเท่านั้น ยังมีระบบการเลือกตั้งอื่นที่สะท้อนเจตจำนง ซื่อตรงต่อเสียงของประชาชนได้มากยิ่งกว่า 2 ระบบนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกพรรคการเมืองในระยะยาว รวมทั้งพรรคเพื่อไทยด้วย ผมหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะทบทวนการตัดสินใจของตัวเอง อย่าได้คล้อยตามสิ่งล่อใจเพียงชั่วครู่ชั่วคราวจนยอมรับในระบบที่ยังมีปัญหาเชิงหลักการแล้วเอาชะตากรรมของประชาชนไปแขวนอยู่บนความไม่แน่นอนเลยครับ’

 

ที่มา : https://www.facebook.com/rangsimanrome/photos/a.212055616217760/707939579962692/

https://siamrath.co.th/n/253350


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

‘อลงกรณ์’ เห็นด้วย ‘บิ๊กตู่’ ปักหมุดเปิดประเทศภายใน 120 วัน พร้อมเสนอวาระโควิด 6 ข้อรับมือ Next Normal

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. โพสต์เรื่อง “อย่าให้นายกรัฐมนตรีปักหมุด 120 วันเปิดประเทศคนเดียว” ในเฟซบุ๊กและไลน์ส่วนตัวว่า...

วันนี้ตั้งใจเขียนความเห็นและข้อเสนอวาระโควิด (Covid Agenda) 6 ข้อให้ท่านนายกรัฐมนตรีและสาธารณชนคนไทยได้อ่านในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่เคยเผชิญวิกฤตของประเทศมาหลายครั้ง ทั้งวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 และวิกฤติซับไพรมวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551

ในฐานะอดีตรัฐมนตรีและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “อย่าให้นายกรัฐมนตรีปักหมุด 120 วันเปิดประเทศคนเดียว”

ผู้นำต้องกล้าที่จะนำประเทศพาประชาชนไปข้างหน้าและต้องพร้อมบริหารความเสี่ยงไปในเวลาเดียวกัน

การบริหารในช่วงวิกฤตจะละล้าละลัง กลัวๆ กล้าๆ ไม่ได้ เพราะเวลาที่ผ่านไป คือ การสูญเสียโอกาสและความยากลำบากมากขึ้นทุกขณะของประชาชนและประเทศชาติ

ถ้าล็อกดาวน์นานไปประชาชนจะไม่มีกินและธุรกิจจะปิดตัวเองมากขึ้น จนเครื่องยนต์เศรษฐกิจดับทุกสาขาทั้งภาคการท่องเที่ยว, ภาคการบริการ, ธุรกิจการเงิน, การลงทุนพาณิชยกรรม, อุตสาหกรรม, การค้าระหว่างประเทศและการเงินการคลังของประเทศ รวมทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดต่ำลงไปเรื่อยๆ

การตัดสินใจประกาศวันดีเดย์ทำให้เกิดเป้าหมายและความหวัง แต่ขณะเดียวกันเราต้องเผชิญกับ 2 ความเสี่ยง…

>> ความเสี่ยงแรก คือ สงครามโควิด-19

>> ความเสี่ยงที่สอง คือ สงครามเศรษฐกิจ

หากบริหารได้ดี ความเสี่ยงและความสูญเสียจะลดลงมา ประเทศไทยและคนไทยจะเริ่มทำมาหากินได้เศรษฐกิจจะเริ่มขยับขยายตัวได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกันฟันฝ่าผ่าความเสี่ยงที่เรียกว่า Next normal ร่วมกัน

ผมมีความเห็นเป็นข้อเสนอโดยสุจริตใจ ประเด็นวาระโควิด 6 ข้อเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการดูแลประชาชนกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ...

1.) วัคซีนต่างประเทศ >> ต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายจัดหาและช่วยระดมฉีดให้ได้ตามเป้าหมายโดยเร็วที่สุด ยิ่งฉีดเร็วฉีดมาก ยิ่งลดความเสี่ยงของสงครามโควิด-19 ได้มากที่สุด อย่าให้พลาดพลั้งเหมือนช่วงแรกๆ ของการจัดหา

2.) วัคซีนไทย >> ต้องสนับสนุนเงินทุนให้มากที่สุดกับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวมทั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในการผลิตวัคซีนของเราเองในทุกความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีวัคซีนโดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนโควิดจากพืช (Plant based vaccine technology) ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือนสามารถผลิตวัคซีนใหม่ๆ ได้ ซึ่งใช้รับมือกับกรณีโควิดกลายพันธุ์ หรือโควิดสายพันธุ์ต่างชาติที่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยทั้งก่อนและหลังการเปิดประเทศ

โดยเมื่อเดือนที่แล้วผมได้ไปหารือกับคณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมดูความก้าวหน้าของการผลิตวัคซีนจากพืชของบริษัทใบยาไฟโตฟาร์ม ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพของจุฬาฯ มาแล้ว ซึ่งได้ผลดีมากในการฉีดทดสอบกับลิงและหนูโดยพร้อมจะทดสอบกับคนในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและทาง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีเกษตรฯ ก็กำหนดประชุมหารือกับท่านอธิการบดีบัณฑิตที่จุฬาลงกรณ์วันที่ 25 มิถุนายนนี้ ส่วนที่แคนาดามีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกร่วมกันพัฒนาวัคซีนโควิดจากพืชและประกาศจะนำออกสู่ตลาดในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า

3.) การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว >> เป็นการจุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เมื่อกล้าเปิดก็ต้องเปิดแบบมีกลยุทธ์ กล่าวคือ ต้องไม่บริหารแบบท็อปดาวน์เพียงอย่างเดียวจึงไม่กำหนดจากข้างบนให้เริ่มที่ภูเก็ตหรือบางพื้นที่ตามที่ ศบค. ตั้งเป้าหมายแรก แต่ควรเปิดหลายๆ พื้นที่หลายๆ จังหวัดทั่วประเทศพร้อมๆ กัน โดยให้จังหวัดที่ต้องการเปิดรับนักท่องเที่ยวเสนอแผนและมาตรการป้องกันโควิดให้ศบค.พิจารณาแบบเสนอจากเบื้องล่าง ถ้าเห็นว่าทำได้ก็เดินหน้าโดยรัฐบาลให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณและเครื่องมือกำลังคน

นี่คือกลยุทธ์การบริหารจัดการประเทศไม่ใช่บริหารจังหวัด!!

เมื่อกล้าเปิดประเทศก็ต้องคิดใหญ่ทำใหญ่ หากเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจจะมีฐานขยายตัวกว้างขึ้นและเร็วขึ้น “ล้อแห่งธุรกิจจะกลับมาหมุน” ตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ต้องเข้าใจว่า ประชาชนและธุรกิจทั่วประเทศ (ไม่ใช่แค่ภูเก็ต) ที่ติดหล่มโควิดมากว่าปีแล้ว ลมหายใจใกล้หมด จึงต้องทำเร็วที่สุดและเปิดในทุกพื้นที่ทีมีความพร้อมในมาตรการป้องกันโควิด-19ดีที่สุด รวมทั้งต้องกระจายอำนาจและมอบอำนาจจริงๆ ให้ราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่นอย่ารวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างที่ผ่านมา

4.) การพยุงประชาชนและประเทศ >> ภาครัฐต้องดำเนินการเยียวยาทุกมาตรการต่อไปแม้จะต้องใช้งบประมาณหรือเงินกู้มาเยียวยาโดยเฉพาะคนยากคนจนเกษตรกรและเอสเอ็มอี. อย่ากังวลเรื่องเพดานเงินกู้ มากนัก ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอในการสร้างรายได้ถ้าบริหารถูกทิศถูกทางการใข้หนี้ในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก ตอนนี้ต้องช่วยประชาชนช่วยธุรกิจให้อยู่รอดเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจในวันข้างหน้า

5.) ความรับผิดชอบร่วมกันต่อ Next normal ของการเปิดประเทศ >> ผมคิดว่าเราทุกคนทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบร่วมแรงร่วมใจฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน อย่าให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะวิกฤตครั้งนี้ใหญ่กว่าทุกสงครามที่ประเทศของเราเคยเผชิญ มีเดิมพันที่สูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ “เราจะแพ้ไม่ได้”

ดังนั้น ในวันนี้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภา ภาครัฐภาคเอกชน ทุกภาคีภาคส่วนต้องผนึกกำลังกัน เอาการเมืองไว้ข้างหลัง เอาบ้านเมืองไว้ข้างหน้า

6.) การบริหารจัดการต้องโปร่งใสไร้ทุจริต >> ต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวกหรือผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ว่าในรูปแบบใด และต้องจัดการเฉียบขาดกับใครก็ตามที่ทุจริตประพฤติมิชอบกับเรื่องการจัดหาวัคซีนหรือการจัดซื้อเวชภัณฑ์ใดๆ ในทุกระดับ

ก่อนหน้านี้ผมเสนอยุทธศาสตร์ “1ปิด1เปิด” โมเดลเพชรบุรีและเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤษภาคมร่วมกับทุกภาคีภาคส่วน คือ “ปิดโควิด เปิดเศรษฐกิจ” ให้เร็วที่สุดไปพร้อมๆ เพราะถ้าล็อกดาวน์โควิดอย่างเดียวก็อดตายทั้งประเทศหรือถ้าเปิดประเทศโดยไม่ป้องกันโควิดดีพอ ก็จะระบาดใหญ่ป่วยตายทั้งประเทศ โดยเราก็ตั้งเป้าหมายเปิดเพชรบุรีตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้ ซึ่งเผอิญเป็นแนวทางเดียวกันกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศเมื่อวานนี้

ผมจึงเห็นด้วยกับการปักหมุด 120 วันเปิดประเทศและขอแสดงความเห็นมา ณ โอกาสนี้ครับ

ขอเพียงอย่าให้เป็นการปักหมุดเปิดประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เพราะสงครามโควิดและสงครามเศรษฐกิจรุนแรงและวิกฤตเกินกว่าใครคนใดคนหนึ่งจะรับมือได้

ประการสำคัญคือประเทศนี้เป็นของทุกคนและอนาคตก็เป็นของพวกเราทุกคน

อลงกรณ์ พลบุตร

17 มิถุนายน 2564


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“อนุชา” ย้ำ วันนี้ยังเป็นเลขาฯพปชร. แทงกั๊ก ยังไม่ได้ยื่นลาออก เผย เข้าร่วมประชุมสามัญพรรค 18 มิ.ย.นี้ แน่นอน

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กรณีที่มีกระแสข่าวเตรียมยื่นลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า ยังไม่คิดลาออก และตอนนี้ยังไม่ได้ยื่นลาออก รวมถึงไม่ได้นัดหมายที่จะแถลงข่าวในเรื่องนี้ ที่สภาฯตามที่มีข่าว สำหรับการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ที่จ.ขอนแก่น จะเข้าร่วมประชุมด้วย ส่วนจะเสนอเรื่องดังกล่าวนี้ขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม

"พงศ์พรหม" ห่วงหลายคนรับวัคซีนแล้ว กลับมาใช้ชีวิตเสี่ยง ไม่ใส่หน้ากาก-ไม่พกเจล ย้ำ! ยังรับเชื้อเป็นพาหะได้ ขอการ์ดอย่าตก ป้องกันโควิดระลอก 4 เพราะอีกหลายคนยังไม่ได้วัคซีน 

นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 หลังมีการกระจายวัคซีน โดย เริ่มสังเกตในเพจหลายๆ เพจ พบว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้ว กลับมาใช้ชีวิตเสี่ยงมากขึ้น ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นรูปเก่าๆ แต่ตรวจสอบดูแล้วไม่ใช่ หลายคนนัดทานข้าวโดยไม่ใส่หน้ากาก หลายคนเริ่มกลับไปเดินตลาดแบบไม่พกแอลกอฮอล์ คุยกันแบบไม่ใส่ Mask การถ่ายรูปกลับไปหน้าชิดอีกครั้ง 

"อย่าลืมครับว่า ถึงแม้ท่านจะฉีดวัคซีนแล้ว แต่ท่านยังสามารถรับเชื้อและเป็นพาหะได้ ในขณะที่สัดส่วนคนยังไม่ได้รับวัคซีนมีสูงกว่ามากมาย ต้องช่วยระวังกันอย่าให้เกิด Wave 4 ด้วยความประมาทครับ" นายพงศ์พรหม กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top