Monday, 8 June 2026
POLITICS NEWS

“เสกสกล” ซัด “ณัฐวุฒิ” หยุดพล่ามการเมือง ชี้ รอประเทศพ้นวิกฤตโควิดก่อนค่อยว่ากัน วอน ให้ใจหมอ-ปชช.ย้อน หรืออยากลงถนนได้รางวัลตอบแทนอีกครั้ง

นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกทันที หลังจากนั้นให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯจากบัญชีว่าที่นายกฯที่มีอยู่ถ้าไม่ได้นายกฯด้วยวิธีแรกให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคสอง ส.ว.ต้องร่วมโหวตเพื่อเปิดทางให้มีนายกฯจากคนนอกบัญชีเพื่อทำเรื่องเร่งด่วนคือแก้ปัญหาโควิด แก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) และให้ตัดอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ ว่า

ฟังแนวคิดของนายณัฐวุฒิ แล้วเศร้าใจ ที่พยายามทำทุกวิถีทางที่จะล้มรัฐบาลนี้ให้ได้  แต่ในที่สุดก็เข้าแบบเดิมคืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนนายกฯ ใช้ความเพลี่ยงพล้ำจากวิกฤตโควิดมาซ้ำเติมประเทศแทนที่จะเห็นใจ ช่วยเหลือดูแลประชาชน เหมือนอย่างที่คนอื่น หรือศิลปิน ดารา หลายคนทำ เช่นเอาข้าว เอาน้ำ ยารักษาโรคไปช่วยเหลือ หรือซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ดีกว่าใช้ปากพูดเพราะจะเป็นประโยชน์กว่า และขอร้องให้พักเรื่องการเมืองไว้ก่อนรอให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด ถึงเวลานั้นอยากจะพูดอะไรก็พูดเลยที่เป็นข้อเท็จจริง ซึ่งนายณัฐวุฒิ น่าจะรู้ดีว่าอะไรจริง อะไรเท็จ พูดจริงเป็นอย่างไร พูดเท็จผลคืออะไร อย่าได้คะนองปากในช่วงที่ประชาชนกำลังลำบาก และบุคคลากรทางการแพทย์กำลังทำงานอย่างหนักในตอนนี้ เพราะฉะนั้นอย่ามาแซะกันเรื่องทางการเมืองในตอนนี้

นายเสกสกล กล่าวว่า ยืนยันว่านายกฯ ไม่ท้อและไม่ทิ้งงานที่บริหารแน่นอน และยังประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทีมแพทย์ทุกวัน พยายามหาวิธีแก้ปัญหาตลอด ไม่ได้มีเวลามารับฟังเรื่องที่คนที่ไม่ได้ใช้สมองคิดออกมาพ่นน้ำลาย หรือคิดแต่เรื่องแก้รัฐธรรมนูญจนประชาชนเบื่อหน่าย ถ้านายณัฐวุฒิ หยุดคิดริษยาจะเป็นคุณูปการต่อประเทศอย่างมาก หรือคงอยากจะลงถนนให้บ้านเมืองหายนะอีกเพราะลงแล้วแกนนำได้รางวัลต่างตอบแทนเป็นรัฐมนตรีถึงสองกระทรวงฯก้าวข้ามศพประชาชนคนเสื้อแดง ไปเอาตำแหน่งเสนาบดีใหญ่โต ยังหวังจะใช้แผนเดิมเพื่อจะได้กลับมารับรางวัลตอบแทนอีกใช่หรือไม่ 

“อยากบอกว่าประวัติบางครั้งก็ไม่ได้บันทึกซ้ำรอยเสมอไป อย่าคิดว่ามวลชนจะรู้ไม่ทันว่าใครสู้แล้วรวย ใครสู้แล้วได้ดิบได้ดี เอาตัวรอด แต่คนที่เจ็บและชอกช้ำที่สุดคือมวลชน ที่ถูกหลอกมาบาดเจ็บล้มตายบนท้องถนน ทอดทิ้งมวลชนอย่างเจ็บปวดหัวใจ ถ้าอยากรู้อะไรดีๆว่าจริงหรือไม่ให้ไปถามนายสมหวัง อัสราษี อดีตเหรัญญิกนปช.เอาเอง ว่าถูกกรมสรรพกร เรียกเก็บภาษี 572 ล้านจนยอมล้มละลาย สาเหตุเป็นเพราะอะไร”

“จุรินทร์” สั่งผ่าน คกก.พัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติให้ทุกหน่วยรับฟังข้อเสนอสมัชชาเยาวชน ต้องรายงานความคืบหน้าการช่วยแก้ปัญหาทุก 3 เดือน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ (30ก.ค.) มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอของสมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ และของสมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2563 ซึ่งประกอบด้วย การพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีความสนใจในการรับราชการ การพัฒนาตลาดสินค้าออนไลน์เพื่อผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ การสร้างโอกาสทางอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง การปรับหลักสูตรเพศศึกษา กฎ ระเบียบในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงของสังคม พิจารณาให้สิทธิเด็กและเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าถึงการกู้ยืมเงินจากกองทุนเพื่อการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนนอกระบบสามารถใช้ประสบการณ์การทำงานเทียบเท่าเป็นหน่วยกิตบางวิชาในสถานศึกษา เป็นต้น

มากไปกว่านั้น ที่ประชุมยังได้รับทราบการรายงานสถานการณ์ด้านเด็กและเยาวชน จากกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งพบแนวโน้มและปัญหา อาทิ เด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่มากขึ้น เนื่องจากพ่อแม่ทำงานอยู่คนละจังหวัดจึงต้องให้ลูกอยู่กับปู่ย่าตายาย ภาวะโรคอ้วน เด็กรู้ไม่เท่าทันสื่อออนไลน์ ติดเกมส์ ติดพนัน โรคซึมเศร้าในกลุ่มเยาวชนอายุ18-25 ปี และล่าสุดข้อมูลของไตรมาสแรกปีนี้ รายงานว่า เด็กไทยถูกจัดเป็นอันดับสองของโลกรองจากญี่ปุ่น กว่า 91% เคยถูกกลั่นแกล้งรังแก ด้วยการตบหัว ล้อชื่อพ่อแม่ โดนดูถูก พูดจาเหยียบหยาม 

นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มว่า คณะกรรมการได้ติดตามการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆในการแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งหลายเรื่องจะสำเร็จได้ต้องสร้างความตระหนักในสังคมและครอบครัวถึงภัยใกล้ตัวและแนวทางที่ถูกต้องในการดูแลเด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เพื่อให้ให้การขับเคลื่อนงานด้านนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมและครอบคลุมคนทุกกลุ่ม มุ่งเป้าสร้างคนรุ่นใหม่เป็นคนดีมีคุณภาพ นายจุรินทร์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับข้อเสนอของสมัชชาเด็กและเยาวชน  และให้รายงานความคืบหน้าของการดำเนินการและการแก้ปัญหาต่อคณะกรรมการทราบทุกสามเดือน

“แสนยากรณ์” ชี้ “บิ๊กตู่” รวบอำนาจจัดการโควิดครบรอบ 3 เดือน ใช้ไม่ได้ผล ถึงเวลารับฟังคนอื่น ยกข้อเสนอ “กรณ์” ออกพระราชกำหนด ปลดล็อกระบบราชการรวมศูนย์ แก้วิกฤตประเทศ อย่ารอจนให้คนมาไล่ปลดนายกฯ ทั้งประเทศ 

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า กล่าวถึงการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ว่า ครบรอบ 3 เดือนที่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจแก้ปัญหาโควิด-19 ด้วยวิธีการแบบรวมศูนย์อำนาจกฎหมาย 31 ฉบับไว้ที่ตัวเอง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทาง ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นใกล้แตะหลัก 2 หมื่นคนต่อวันในเร็วๆ นี้ ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่า ระบบราชการรวมศูนย์นอกจากไม่ใช่ทางออกแล้ว ยังเป็นอุปสรรคในสถานการณ์วิกฤต จึงขอให้นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอของนายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ที่เสนอให้รวบรวมปัญหาอุปสรรคที่ทำให้กระบวนการต่างๆ ล่าช้า แล้วปลดล๊อกปัญหาต่างๆ ให้มีผลทันทีด้วยการออกเป็นพระราชกำหนด และขอให้พิจารณาแนวทางนี้ในการประชุม ครม. นัดถัดไปทันที 

“ตรวจ Rapid Antigen Test พอพบว่าติดเชื้อ แต่บางโรงพยาบาลไม่รับเข้ารักษา บอกว่าต้องตรวจ RT-PCR ก่อน , หากพบว่าติดเชื้อ ควรแจกยาฟาวิพิราเวียร์ที่จุดตรวจทันที ยามีในสต๊อกเดือนสิงหาคมนี้ 40 ล้านเม็ด เดือนกันยายนอีก 40 ล้านเม็ด แต่จุดตรวจหลายที่กลับแจกยาไม่ได้ เพราะยาไปไม่ถึง , ศูนย์พักคอยชุมชนมีประโยชน์มาก แยกตัวจากครอบครัวมากักตัวในศูนย์ที่ชุมชนจัดขึ้น สกัดวงจรการระบาด แต่หลายพื้นที่ตั้งไม่ได้เพราะส่วนราชการในพื้นที่ไม่อนุญาต ทั้งที่ส่วนราชการควรเป็นตัวช่วยทำให้ศูนย์พักคอยเกิดขึ้นทุกพื้นที่ , การกระจายวัคซีนยังไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนโดนเลื่อนคิวหลายครั้ง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างกัมพูชา อนุญาตให้บริษัทเอกชนสามารถยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าวัคซีนทุกยี่ห้อที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO)แล้ว” นายแสนยากรณ์ กล่าว 

โฆษกพรรคกล้า กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญหมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 55 กำหนดว่า รัฐต้องดําเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง แต่หลายคนคนติดเชื้อไม่ได้เตียง บางคนตายคาบ้าน ตายข้างถนน แพทย์พยาบาลทำงานหนักจนติดเชื้อเอง เป็นสัญญาณชี้ชัดว่าระบบสาธารณสุขล้มเหลว รัฐบาลไม่สามารถทำตามรัฐธรรมนูญได้ ถึงเวลาที่นายกรัฐมนตรีควรรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเสียงสะท้อนจากพื้นที่จริง อย่าปล่อยให้ “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” อย่างที่ท่านนายกฯ เคยพูดไว้ ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดขณะนี้คือการออกพระราชกำหนด ปลดล็อกปัญหา อย่าให้ถึงขั้นออกมาไล่ปลดนายกรัฐมนตรีทั่วประเทศ

‘ราเมศ’ บุก แจ้งความ มวลชนทะลุฟ้าแล้ว ลั่น ‘เอาให้ถึงที่สุด’

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปยัง สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ทะลุฟ้า จากกรณีบุกรุกเข้าไปในที่ทำการพรรคและทำลายทรัพย์สิน รวมถึงการเผาหุ่นให้เกิดเพลิงใหม้ โดยน่าจะเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และความผิดอืนๆที่เกี่ยวข้อง 

นายราเมศได้กล่าวว่า การดำเนินคดี เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ตามระบบประชาธิปไตยที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามเรียกร้อง การไม่เคารพความเห็นผู้อื่น การทำลายทรัพย์สินผู้อื่น การทำผิดกฎหมาย นี่คือความเป็นประชาธิปไตยหรือ ความเลวร้ายของแนวคิดนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย เมื่อกล้าทำผิดก็ให้กระบวนการยุติธรรมจัดการตามระบบ แล้วติดตามว่าจุดจบคดีนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากนี้จะไปเก็บทุกอย่างโดยละเอียดยิบ เพื่อนำมามอบให้พนักงานสอบสวนต่อไป

ราเมศ โฆษก ปชป ตรวจความเสียหาย ที่ทำการพรรค ย้ำเกินกรอบกฎหมาย ลั่น แจ้งความ ดำเนินคดีถึงที่สุด

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกฎหมายพรรค ได้เข้าตรวจสอบความเสียหายที่ทำการพรรค โดยได้กล่าวว่า การแสดงออกของผู้ชุมนุมมกลุ่ม "ทะลุฟ้า" ที่ได้เดินทางมายังพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่าไม่ใช่การเดินทางมาชุมนุมโดยสงบ การเดินทางมาครั้งนี้ได้มีการทำลายทรัพย์สินของพรรคให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก การปาสีใส่ทรัพย์สินของพรรคไม่ว่าจะเป็นป้ายหน้าพรรค  ฝาผนัง กระจก ทุกอย่างเกิดความเสียหาย 

นี่ไม่ใช่การแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย เป็นการกระทำที่เกินกรอบของกฎหมายบ้านเมือง การมาเพื่อพูดคุย ปราศรัย สามารถทำได้ พรรคพร้อมรับฟังทุกเรื่อง แต่ไม่ใช่มากระทำการทำลายทรัพย์สินของพรรคแบบนี้ อยากถามกลุ่มผู้ชุมนุมเหมือนกันว่าวันนึงถ้ามีคนมาทำลายข้าวของในบ้านคุณ คุณจะยอมหรือไม่ 

พรรคมีความจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดี อันเนื่องมาจากการทำลายทรัพย์สินของพรรคให้เกิดความเสียหาย บ้านเมืองมีกฎหมาย เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความศักดิ์สิทธิต่อไป

"ม็อบทะลุฟ้า" บุกพรรคภูมิใจไทย ทวงถามข้อเรียกร้อง ให้ถอนตัวพรรคร่วมรัฐบาล  ก่อนจะแปะสติ้กเกอร์ข้อความเสียดสี-ปาสีแดงใส่ป้ายพรรค-เผาหุ่นจำลองพลเอกประยุทธ์ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์การเมือง 

ที่พรรคภูมิใจไทย กลุ่มผู้ชุมนุม "ทะลุฟ้า" นำโดย นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่-ดาวดิน  และแนวร่วมอ่านแถลงการณ์และยื่นหนังสือถึงพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นข้อความเพียงคำเดียว หน้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อทวงถามข้อเรียกร้องให้ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารวิกฤตโควิด-19 
       
หลังกลุ่มผู้ชุมนุมทะลุฟ้าประกาศขีดเส้นภายใน 10 นาทีไม่มีแกนนำของพรรคมารับหนังสือ มีการติดสติ้กเกอร์โลโก้และข้อความเสียดสีทางการเมืองว่า "ภูมิใจตู่" พร้อมทั้งการปาถุงที่บรรจุสีแดงปาใส่ที่ป้ายชื่อพรรคและประตูทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ก่อนจะตะโกนขับไล่พลเอกประยุทธ์ให้ลาออกจากตำแหน่ง   
      
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนำหุ่นไล่กาที่มีหน้ากากหน้ารูปหน้าของนายกรัฐมนตรีด้วย 3 หุ่น มาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ด้วยการเผาหุ่นก่อน 1 หุ่นที่พรรคภูมิใจไทย  โดยตำรวจพยายามเข้ามาดับไฟและขอร้องอย่าเผาหุ่นแล้ว แต่ผู้ชุมนุมก็คัดค้านอย่างสันติด้วยการนั่งคุกเข่าขวางและชูมือสัญลักษณ์การชุมนุม และระหว่างการทำกิจกรรม ผู้กำกับจาก สน.บางเขน ประกาศแจ้งต่อผู้ชุมนุมรับทราบว่าการชุมนุมเป็นการกระทำฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และขอให้เลิกทำกิจกรรม จากนั้นผู้ชุมนุมตะโกนไล่ตำรวจและรถประกาศถอยร่นออกไป 


     
ทั้งนี้ หลังทำกิจกรรมนานกว่า 1 ชม. กลุ่มผู้ขุมนุม ได้เคลื่อนย้ายไปทำกิจกรรมต่อที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ โดยระหว่างทำกิจกรรมเนื่องจากติดกับถนนทำให้การจราจรบริเวณนั้นติดขัดช่วงที่ทำกิจกรรม

ทอ.จัดโครงการ “ทัพฟ้าส่งเวชภัณฑ์ทั่วไทย ร่วมใจฝ่าวิกฤตโควิด-19” สนับสนุนอากาศยาน นำส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้โรงพยาบาลในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.แอร์บูล  สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ ได้สั่งการให้ ศูนย์ปฏิบัติการพลเรือน-ทหาร ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ (ศป.พรท.ศบภ.ทอ.) สนับสนุนการลำเลียงอุปกรณ์การแพทย์ไปยังสถานพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งกองทัพอากาศร่วมกับมูลนิธิหลักประกันสุขภาพไทย และโครงการทุก(ข์)ภัย ไทยช่วยกัน ร่วมปฏิบัติภารกิจ “เติมน้ำใจ ต่อ...ลมหายใจ” โดยได้ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนทั่วประเทศไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด-19 

โดยวันนี้ กองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 16 (ATR) ในการลำเลียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจ High Flow จำนวน 6 เครื่อง, หน้ากาก N95 จำนวน 3,000 ชิ้น, ชุด PPE จำนวน 300 ชุด และอุปกรณ์ปกป้องทางเดินหายใจแบบอากาศบริสุทธิ์ (PAPR) จำนวน 3 เครื่อง ไปส่งมอบให้กับ โรงพยาบาลยะลา โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลนราธิวาส เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 

ทั้งนี้กองทัพอากาศได้จัดเตรียมเครื่องบินลำเลียง อาทิ C-130, ATR ฯ ล ฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักและปริมาตรของอุปกรณ์ทางการแพทย์ พร้อมกำลังพลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนภารกิจ “เติมน้ำใจ ต่อ...ลมหายใจ” อย่างต่อเนื่อง ในการลำเลียงอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปส่งยังสถานพยาบาลในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง หรือมากกว่านั้นตามความจำเป็นเร่งด่วน 

นายกรัฐมนตรี ลงนามในราชกิจจานุเบกษา ประกาศห้ามเผยแพร่ข่าว ข้อมูลสร้างความหวาดกลัว บิดเบือน สับสน พร้อมให้อำนาจ กสทช. สั่ง ISP ตัดเน็ตได้ทันที

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 29) โดยระบุว่า เนื่องจากมีการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนเพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดหรือสับสน ปฏิบัติตนไม่ถูกต้องจนเกิดความเสียหาย หรือเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ การละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการรักษาสุขภาพของประชาชนโดยผ่านทางสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต อันเป็นการช้ำเติมสถานการณ์ฉุกเฉินให้วิกฤติยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการที่กำหนดให้การใช้สิทธิหรือเสรีภาพในการแสดงออกเป็นไปอย่างมีเหตุผล ถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงและมีความรับผิดชอบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวมในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้

นายกรัฐมนตรี จึงได้ออกข้อกำหนด ห้ามผู้ใดเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลาย ซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

ในกรณีมีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารดังกล่าวข้างต้นในอินเทอร์เน็ต ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายทราบ และให้ตรวจสอบว่าข้อความหรือข่าวสารดังกล่าวมีที่มาจากเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ใด หากเป็นเลขที่อยู่ไอพี (IP address) ที่ตนเป็นผู้ให้บริการ ให้แจ้งรายละเอียดต่อสำนักงาน กสทช. และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP address) นั้นทันที และให้สำนักงาน กสทช.ส่งรายละเอียดตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเร็วเพื่อดำเนินคดีต่อไป


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"ยุทธพงศ์" ร้อง "ประธานสภาฯ" สอบ ถอยเบนซ์ 5 ล้าน ขณะเป็นกมธ.งบ 65 ก่อนบรรจุวาระ 2-3

ที่รัฐสภา นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ยื่นหนังสือถึง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ขอให้ตรวจสอบนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกมธ.งบประมาณฯ ในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐ กรณีได้รับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์หรูป้ายแดง มูลค่า 5 ล้านบาท ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นกมธ.งบประมาณฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ที่ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า เนื่องจากนายเรืองไกรได้โพสต์รูปคู่กับรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา พร้อมระบุข้อความว่า มีผู้ใหญ่ใจดีให้เงินซื้อรถใหม่เอาไว้ใช้ตามใจที่อยากได้ s 560 ป้ายแดง เลข 8807 ซึ่งปรากฏให้เห็นตามข่าว ต่อมาวันที่ 19 ก.ค. นายเรืองไกรยังให้รายละเอียดข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวกับผู้ใหญ่ใจดีถึงการเจรจาต่อรองเรื่องเงินสด 20-30 ล้านบาท หรือผู้ใหญ่ใจดีจะให้เป็นรถยนต์แก่นายเรืองไกร และนายเรืองไกรยังได้ยอมรับในรายการเจาะลึกทั่วไทยโดยอ้างถึงผู้ใหญ่ใจดี แต่ต้องการปกปิดชื่อและสถานะของผู้ให้ทรัพย์สินดังกล่าว ตนจึงอยากให้ตรวจสอบว่าเงินสดจำนวน 5 ล้านบาทได้มาอย่างไร ได้มาอย่างโปร่งใสหรือไม่ เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณฯ หรือไม่ และได้แจ้งธุรกรรมทางการเงินกับ ปปง. หรือไม่

"นายเรืองไกรเป็นนักตรวจสอบ ตรวจสอบคนอื่นมาเยอะ ก่อนจะไปตรวจสอบคนอื่นก็ควรปัดกวาดบ้านตัวเองให้สะอาดก่อน" นายยุทธพงศ์ กล่าว

นายยุทธพงษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ตนมายื่นเรื่องต่อนายชวนนั้น เนื่องจากนายชวนเป็นผู้บรรจุระเบียบวาระการประชุม ซึ่งหลังจากที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ในฐานะประธานกมธ.งบฯ และนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานงบฯ คนที่ 4 ตรวจสอบเรื่องนี้เรียบร้อยแล้วจะต้องรายงานต่อประธานสภาฯ ก่อนบรรจุระเบียบวาระการประชุม พ.ร.บ.งบ 65 ในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่งหาก พ.ร.บ.งบ 65 มีปัญหาในการพิจารณาว่ามีเรื่องผลประโยชน์หรือส่วนได้ส่วนเสีย อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 144 นายชวนจะได้ตรวจสอบก่อนบรรจุระเบียบวาระว่า ร่างพ.ร.บ.งบ 65 ถูกต้องหรือไม่ ด้านนายสมบูรณ์ กล่าวว่า ตนจะนำหนังสือดังกล่าวเข้าไปตามระเบียบของสภาและจะนำไปกราบเรียนนายชวนเพื่อพิจารณาและสั่งการต่อไป

“ชวน”ยันทุกฝ่ายต้องช่วยกัน หาวัคซีนป้องกันโควิด หลังประสานประธานสภาฯ จีน ช่วยสนับสนุนวัคซีนรุ่นใหม่ให้ไทย ชี้! เมื่อไม่มีวัคซีนก็ต้องป้องกัน เผยเดือน ก.ค.สภาฯติดโควิดแล้ว 16 คน  

ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการประสานกับประธานสภาประชาชนแห่งชาติ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขอวัคซีนซิโนฟาร์ม ว่า เป็นการคุยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีประเด็นในเรื่องอื่นๆ ด้วยแต่ที่เสนอในนามของฝ่ายไทย มี 3 เรื่อง คือ 1.เรื่องนักเรียนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงต่างประเทศทำอยู่ 2.เรื่องสายการบิน ซึ่งเป็นเรื่องชองฝ่ายบริหาร แต่เมื่อมีโอกาส จึงได้ขอให้ประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีนติดตามเรื่องนี้ให้ด้วย และ 3.เรื่องของวัคซีน ซึ่งต้องขอขอบคุณที่ในยามยากลำบากจีนได้แสดงความเป็นมิตรแท้ ในยามที่เรามีปัญหาได้จัดส่งวัคซีนมาช่วยเราจำนวนมาก แต่ในขณะนี้สถานการณ์ในประเทศเรายังมีความรุนแรงอยู่ จึงได้ขอความกรุณาประธานสภาฯ จีน ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ขอให้ช่วยสนับสนุนให้จีนส่งวัคซีนรุ่นใหม่มาช่วยประเทศไทยเพิ่มขึ้น เผื่อว่าประธานสภาฯ จีนจะได้มีโอกาสได้คุยกับผู้บริหารของรัฐบาลจีน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ได้คุยกันเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วแต่ยังไม่ได้รับรายงานกลับมาว่าทางจีนจะบริจาควัคซีนให้อีกหรือไม่ เพราะเป็นการฝากให้ประธานสภาฯ จีนช่วยสนับสนุนเท่านั้น ซึ่งเราก็ได้บอกเขาไปตรงๆ ว่าขณะนี้ประเทศเป็นช่วงเวลาที่มีความต้องการวัคซีนสูง เพราะวัคซีนเราไม่พอ 

เมื่อถามว่า วัคซีนที่ขอไปคือซิโนฟาร์มใช่หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ไม่ได้ระบุว่าเป็นวัคซีนชนิดใด เพียงแต่บอกว่าอยากได้วัคซีนรุ่นใหม่ที่จะมาช่วยประเทศไทย และที่ผ่านมาจีนก็ช่วยประเทศไทยมามากแล้ว ช่วยมากกว่าทุกประเทศ แต่เราก็ยังไม่พอ ซึ่งก็เหมือนกับกรณีขอวัคซีนไฟเซอร์จากสหรัฐฯ ก็เป็นเรื่องที่เพื่อนที่สหรัฐฯส่งข่าวมา และเรื่องนี้ทาง รมว.ต่างประเทศ บอกว่าทำมาก่อนแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นยังมีหมอที่สหรัฐฯได้โทรศัพท์มาหาตนว่าวัคซีนของ สหรัฐฯที่เหลืออยู่มากเป็นการกระจายไปยังรัฐต่างๆ จึงไม่ใช่ของง่าย แต่สิ่งที่เขาช่วยมาส่วนหนึ่งแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งรัฐบาลก็ทำมาก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นมีทางไหนที่จะหาทางช่วยกันได้เราก็ต้องช่วยกัน เพราะในต่างประเทศเขาไม่รู้ว่าเรามีปัญหาในเรื่องความต้องการวัคซีน ต่อไปหากวัคซีนมีมากขึ้นความหมายก็จะน้อยลง แต่ตอนนี้วัคซีนมีความหมายมาก อย่างไรก็ตามวัคซีนไฟเซอร์อีก 1 ล้านโดสที่จะส่งตามมานั้น ตนไม่คิดว่าจะเป็นส่วนที่ได้ประสานไปแต่เป็นเรื่องที่เขาได้ติดต่อกันอยู่แล้ว แต่พวกเราติดต่อในวงนอก

“เมื่อเราพยายามช่วยกันให้เกิดความเร่งด่วนหลังจากนี้วัคซีนออกมามากความต้องการก็จะน้อยลง แต่ตอนนี้พี่น้องประชาชนเขาต้องการวัคซีนจึงเป็นช่วงสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพราะเป็นภาระของทุกฝ่าย ถึงแม้จะเป็นภาระหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล แต่ในฐานะนิติบัญญัติมีทางไหนที่เราจะช่วยเสริมได้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รับการดูแลทั่วถึงมากขึ้น อย่างเมื่อวาน(29 ก.ค.)ผมได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มา ก็ได้มีการพูดคุยกับแพทย์และผู้หลักผู้ใหญ่ ซึ่งก็ให้พยายามช่วยรณรงค์ว่าอย่าไปคิดว่าเมื่อวัคซีนไม่มีแล้วจะต้องติดเชื้อ แต่ทุกคนต้องป้องกันให้มาก” นายชวน กล่าว 

นายชวน กล่าวต่อว่า ตนจึงย้ำเน้นในเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย โดยเฉพาะในหน่วยงานอย่าให้ติดโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งในสภาฯ เพียงเดือน ก.ค.มีผู้ติดเชื้อ 16 คน แต่ทั้ง 16 คนทางเลขาธิการสภาฯ ดูอย่างเข้มข้นไม่ให้เข้ามาในสภา ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดจากสภาฯ แต่ติดจากญาติพี่น้อง รายล่าสุดเป็นนิติกร เมื่อดูไทม์ไลน์แล้วสันนิษฐานว่าน่าจะติดจากตอนไปตลาด ดังนั้นที่สภาฯถึงอย่างไรก็ต้องทำให้เข้มที่สุดเพราะต้องมีการประชุมสภาฯ เราหนีไม่พ้น จะต้องพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 จึงต้องพยายามให้เกิดความปลอดภัยที่สุด เท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ในขณะที่ข้างนอกมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น ข้างในสภาฯก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดโปร่งอยู่ฝ่ายเดียว จึงเป็นเรื่องที่ไม่แแปลกที่จะมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพียงแต่เมื่อติดแล้วขอให้รู้ตัวและสะกัดคนๆ นั้นไว้ ไม่ให้สัมผัสกับคนอื่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top