Monday, 22 June 2026
POLITICS NEWS

‘บิ๊กตู่’ ร่ายยาวผลงานให้คนไทยในสหรัฐฯ ฟัง ลั่นทำเพื่อชาติ ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ‘ใครจะไล่ได้ก็ไล่ไป’

นายกฯ พบคนไทยในสหรัฐฯ ขอให้รักบ้านเกิด ลั่น ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ใครจะไล่ได้ก็ไล่ไป รับถูกจับตาเยือนสหรัฐฯ เลือกข้าง ยันยึดหลักไม่ขัดแย้งใคร ขออย่าไปฟังพวกไม่มีชาติ

เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 65 ตามเวลา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้พบปะชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกา ระหว่างการเดินทางเยือนสหรัฐ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน - สหรัฐฯ (สมัยพิเศษ) โดย นายกรัฐมนตรี ได้นำคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลมาเปิด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้เราอยู่ท่ามกลางคนไทยด้วยกัน คนไทยเรามีคติว่า ไม่ว่าจะอยู่ไหนคนไทยต้องรักกัน วันนี้อยากจะมาพบ มาพูดคุย สิ่งสำคัญที่สุดคือเป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯ ต้องไปสู้อีกหลายการประชุมด้วยกัน จะไปร่วมพูดคุยว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยสามารถเดินไปข้างหน้าให้ได้ เพราะเป็นประเทศที่ค่อนข้างมีศักยภาพในอาเซียน และทุกคนก็มองว่าประเทศไทยเป็นแกนกลางของอาเซียน เพราะมีคน มีพื้นที่ มีความเจริญเติบโตต่างๆ ที่จะสามารถเติบโตได้เร็วขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งแรกที่ตนมาเจอกันวันนี้คือยินดี สิ่งที่สองตนอยากฝากไว้ด้วยว่า ท่านเป็นตัวแทนของคนไทยในต่างประเทศ เพราะฉะนั้นต้องทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินเกิดของท่าน รวมไปถึงหน้าที่ที่สอง ที่มีหน้าที่ต่อประเทศของท่านในเวลานี้ ที่มาอยู่ที่นี่ อาจจะเป็นสัญชาติอะไรในทำนองนี้และสิ่งสำคัญคือลูกหลาน จะทำอย่างไรให้ไม่ลืมบ้านเกิดของเรา ไม่ลืมบ้านเกิดของต้นตระกูล วันนี้จะเห็นว่าหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปเยอะ โลกปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด การทำงานก็ไม่ได้ง่ายนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดีในการที่จะเสพหรืออ่านเชื่อหรืออะไรก็แล้วแต่ ตนเข้ามาทำงานอยู่หลายปี ผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาอย่างอดทน อดทนเพื่อให้ทุกอย่างมันดีขึ้น แต่สุดแล้วแต่ว่าประชาชนจะว่าอย่างไร แต่ตนจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยจะต้องไม่ทุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ทำอะไรที่ผิด นี่คือเป้าหมายของตน ว่าตนทำเพื่อใคร เพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง เพื่อตระกูลตน หรือเพื่อใครสักคนเลย ตนไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ตนรับราชการมาจนเกษียณอายุราชการด้วยความภาคภูมิใจ และหลังจากนั้นก็กลายมาเป็นนักการเมืองโดยจำเป็น

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่า การเดินทางมาประชุมอาเซียน - สหรัฐฯ (สมัยพิเศษ) ครั้งนี้ หลายคนก็จับตาว่าวันนี้นายกรัฐมนตรีจะมาพูดอะไร จะไปอยู่ข้างไหน เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทำอย่างไรประเทศของเราจะไม่เสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพกติกาของเขาด้วย นั่นคือหลักการของเรา ไม่ขัดแย้งกับใครทั้งสิ้น ต้องว่าไปตามหลักการ นอกจากนี้ในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-สหรัฐ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ที่เราเดินทางร่วมประชุมในเรื่องนี้ รวมไปถึงมีความสัมพันธ์ร่วมกันกว่า 200 กว่าปี ถือเป็นความสัมพันธ์พิเศษ ซึ่งประเทศไทยไม่เคยทำกับใครในโลกใบนี้ มีแต่ไทยกับสหรัฐฯ ที่ถือว่าได้สิทธิประโยชน์เท่าเทียมคนไทยทุกคน นั่นคือความเป็นมาของเรา โดยการประชุมจะมีการหารือในหลากหลายมิติ ทั้งเรื่องการค้าการลงทุน การฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 เศรษฐกิจดิจิทัล และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะได้พบปะกับผู้นำอาเซียน และผู้นำสหรัฐรวมถึงอีกหลายหน่วยงาน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ในประเทศก็ดีขึ้น ประเทศไทยได้รับความชื่นชมและเป็นลำดับต้นๆ ของโลก บางอย่างอันดับ 1 ของโลก แต่ในประเทศด่าตนเรื่อย ด่าทุกวัน ย้ำว่าไม่มีอะไรที่ทุกคนพอใจ แต่ทำให้มากที่สุดให้ดีที่สุด นั่นคือนโยบายของตน ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมนายกฯ ต้องประกาศเอง นายกฯ ไม่ใช่หมอ แต่นายกฯ เป็นผู้บริหารถ้าให้หมอทำคนเดียวเขาทำไม่ได้ทั้งหมด เพราะเขาสั่งทหารไม่ได้ สั่งเจ้าหน้าที่มหาดไทยไม่ได้ พอตนบูรณาการตรงนี้ก็หาว่าเผด็จการไปอีก ทั้งที่ทุกประเทศทำแบบนี้หมด อยากจะบอกว่าเขาเลียนแบบตนด้วยซ้ำไป

ทีม 'เชียร์ลุงตู่' ปลุกกระแสเลือก 'อัศวิน' ก่อนจะได้ผู้ว่าฯ อิสระปลอมๆ นำไปสู่แลนด์สไลด์ทั่วไทย

แอดมินกลุ่มเฟซบุ๊ก 'เชียร์ลุงตู่' ชูยุทธศาสตร์ ไม่เลือกเราเขามาแน่ ลั่นถ้าไม่เลือก 'อัศวิน' จะได้ผู้ว่าอิสระปลอมๆ นำไปสู่แลนด์สไลด์ทั่วไทย สู่หนทางกลับไทยแบบเท่ๆ ของ 'ทักษิณ'

13 พ.ค. 65 - วัชระ บุญหวาน แอดมิน กลุ่มเฟซบุ๊ก 'เชียร์ลุงตู่มาอยู่กลุ่มนี้1' ที่มีสมาชิก 2.5 แสนคน โพสต์ข้อความถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีเนื้อหาดังนี้

ถ้าไม่เลือกอัศวิน อะไรจะเกิดขึ้น

อันดับแรกเลย เราจะได้ผู้ว่าอิสระปลอมๆ ครับ แต่ไม่อิสระจริง
เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งนี้ มันวัดกันแค่ 2 ฝ่ายครับ
คือฝ่ายเอาทักษิณ กับ ไม่เอาทักษิณ
โดยที่ฝ่ายทักษิณต้องการใช้บันไดขั้นแรกของการเลือกตั้งผู้ว่าครั้งนี้
นำไปสู่โปรเจคแลนด์สไลด์ทั่วไทย
เพื่อหนุนลูกสาวก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สอง ต่อจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

โดยการใช้แคมเปญแลนด์สไลด์ทั่วไทย
เพื่อหนทางไปสู่การกลับไทยแบบเท่ๆ ของนักโทษหนีคดี อย่าง ทักษิณ ชินวัตร
เพราะเป็นหนทางสุดท้ายแล้วที่ทักษิณหวัง
ทักษิณจะใช้สนามเลือกตั้งหยั่งเสียง ว่าเขาจะมีโอกาสได้กลับไทยหรือไม่ ชาตินี้
ถ้าคนของฝ่ายเขาชนะ แผนสอง แผนสามก็จะตามมาทันที ตามนิสัยทักษิณ
ที่จะรุกคืบเมื่อมีโอกาส และรู้ว่าตัวเองเป็นต่อ
เหมือนเช่นเมื่อครั้งที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเคยทำเรื่องมิบังควรมาแล้ว

มันไม่เคยมีสัจจะสำหรับคนๆ นี้
เคยพร่ำว่าจะไม่ยุ่งการเมืองมากี่ครั้ง แต่ก็ไม่เคยเลิกรา

พวกเราจะปล่อยให้ทุกอย่างมันสายเกินจะแก้ไขไม่ได้ครับ
ถ้าปล่อยให้ฝ่ายทักษิณกลับมามีอำนาจได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีใครมาล้มเขาได้อีกครับ
จะให้เขาเข้ามาโกงกินทำความเสียหายให้ประเทศชาติไม่ได้อีกแล้วครับ
และจะไม่มีทหารคนไหนคิดยึดอำนาจรัฐประหารอีกครับ
หากเราคนไทยไม่คิดป้องกันเอาไว้

นายกฯ พบภาคเอกชนสหรัฐฯ ผลักดัน 3R พา 'ศก.อาเซียน-สหรัฐฯ' ก้าวหน้ายุค Next Normal

'บิ๊กตู่' เผย ไทยเดินหน้า ผลักดัน ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจดิจิทัล การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับ การรักษาสิ่งแวดล้อม

(13 พ.ค. 65) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2565 เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐอเมริกา ณ โรงแรม Willard InterContinental กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมผู้นำและผู้แทนชาติสมาชิกอาเซียนพบปะผู้นำภาคเอกชนสหรัฐอเมริกา โดยมี นางจีน่า เรมอนโด (Gina M. Raimondo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา และนางแคทเธอรีน ไท่ (Katherine Tai) ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมด้วย 

นายธนกร สรุปคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ไว้ดังนี้ นายกรัฐมนตรียินดีที่ได้มาพบหารือ ซึ่งที่ผ่านมามีโอกาสพบปะและพูดคุยกับสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (USABC) ในหลายโอกาส พร้อมชื่นชมภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่สนับสนุน และมีส่วนร่วมที่แข็งขันในการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน จึงทำให้ต้องกลับมาทบทวนเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยไทยให้ความสำคัญกับการสร้าง “พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต” เพื่อให้ภูมิภาคมีการเติบโตที่เข้มแข็งและยั่งยืนในยุค Next Normal ต่อไป ซึ่งประเด็นหลักที่อาเซียนกับสหรัฐฯ สามารถร่วมกันผลักดันมี 3 เรื่อง หรือ “3R” ได้แก่

“Reconnect” ส่งเสริมความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งภาคเอกชนสหรัฐฯ สามารถมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเชื่อมโยงนี้ ผ่านการลงทุนขยายฐานการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่อาเซียนมีศักยภาพและทรัพยากรรองรับ ซึ่งไทยมีพื้นที่ EEC ที่พร้อมเปิดโอกาส ให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ เข้ามาร่วมลงทุน เพื่อสร้างความหลากหลายให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ รวมถึงจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทยเพื่อใช้เป็นฐานในการเชื่อมโยงธุรกิจกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยสาขาอุตสาหกรรมที่สามารถร่วมมือกันได้ คือ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และบริการทางการแพทย์ โลจิสติกส์อัจฉริยะ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

สำหรับสาขาอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมกลางน้ำ และปลายน้ำที่แข็งแกร่ง และมีบริษัทเอกชนสหรัฐฯ เข้ามาลงทุนแล้วหลายราย จึงขอเชิญชวนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ พิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน อาทิ ต้นน้ำของเซมิคอนดัคเตอร์ และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไทยมีนโยบายมุ่งสู่การเป็นฐานการผลิต EV ระดับโลก โดยการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิต EV และผู้พัฒนาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง อาทิ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านและสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของสหรัฐฯ ได้ด้วย

R ที่สอง คือ “Rebuild” ในยุค 4IR ควรมุ่งพัฒนาและประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ซึ่งมีศักยภาพในการขยายตัวได้ถึงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ. 2030 พร้อมกล่าวเชิญชวนภาคเอกชนสหรัฐฯ ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอาเซียน เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีคลาวด์ในอุตสาหกรรมการผลิต ดาต้าเซ็นเตอร์ และการให้บริการคอนเทนต์ ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาและบ่มเพาะธุรกิจดิจิทัลสตาร์ตอัป ทั้งนี้ ไทยมีไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ EECi ที่ภาคเอกชนสหรัฐฯ สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจดิจิทัล และขยายไปสู่ภูมิภาคได้

เปิดแนวทางแก้หนี้ 'รถไฟฟ้าสายสีเขียว' ใต้ไอเดีย ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.

ดูจะเป็นความท้าทายไม่น้อย สำหรับแนวทางในการแก้หนี้และหาทางหั่นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวจากผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเรื่องนี้ทาง ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ‘ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte’ เปรียบเทียบแนวทางและปัญหาจากแนวนโยบายแก้หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังได้พ่อเมืองกรุงคนใหม่ ไว้ว่า…

น่าสนใจยิ่งนักที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หลายคนประกาศก้องว่าจะทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสีเขียวถูกลง ซึ่งผมก็ปรารถนาเช่นนั้น แต่จะทำได้หรือขายฝัน ต้องใช้วิจารณญาณ คนกรุงเทพฯ อย่าหลงเชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง

1.) ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวในปัจจุบัน
1.1.) รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก
ประกอบด้วยช่วงหมอชิต-อ่อนนุช ระยะทาง 17 กิโลเมตร และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 16-44 บาท กทม. ได้ให้สัมปทานแก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2572 โดยบีทีเอสเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด 100% ทั้งงานโยธาและงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 

1.2.) รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย
- 1.2.1 ส่วนต่อขยายที่ 1 ประกอบด้วยช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า ระยะทาง 7.5 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 16-31 บาท และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร ค่าโดยสาร 15 บาทตลอดสาย กทม. จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2555-2585
- 1.2.2 ส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วยช่วงแบริ่ง-เคหะสมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร และช่วงหมอชิต-คูคต ระยะทาง 17.8 กิโลเมตร ยังไม่เก็บค่าโดยสาร กทม. จ้างบีทีเอสให้เดินรถตั้งแต่ปี 2559-2585 ส่วนต่อขยายที่ 2 นี้ กทม. รับโอนมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พร้อมหนี้งานโยธาประมาณ 5.5 หมื่นล้านบาท

2.) ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวในอนาคต
จากข้อมูลของ กทม. พบว่าหาก กทม. ต่อสัญญาให้บีทีเอสเป็นเวลา 30 ปี ตั้งปี 2573-2602 โดยจะต้องพ่วงส่วนต่อขยายให้บีทีเอสรับผิดชอบด้วยตั้งแต่วันที่จะลงนามสัญญาจนถึงปี 2602 ทั้งนี้ มีเงื่อนไขให้บีทีเอสเก็บค่าโดยสารในอัตรา 15-65 บาท (สูงสุดไม่เกิน 65 บาท) และจะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม.ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท ถ้าได้ผลตอบแทนเกิน 9.6% จะต้องแบ่งรายได้ให้ กทม. เพิ่มเติมอีก โดยบีทีเอสจะต้องรับภาระหนี้แทน กทม. ถึงปี 2572 ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และจะต้องรับภาระความเสี่ยงเองทั้งหมด

จากข้อมูลของ กทม. เช่นเดียวกัน พบว่าถ้าไม่ต่อสัญญาให้บีทีเอสค่าโดยสารสูงสุดจะเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 158 บาท และ กทม. จะต้องแบกรับภาระหนี้เองทั้งหมด

‘สมศักดิ์’ แจงชัด ไม่มีโควต้าสลาก 5 หมื่นเล่ม โวยถูกอ้างชื่อ เตือน!! ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

‘สมศักดิ์’ แจงชัด ไม่มีโควต้าสลาก 5 หมื่นเล่ม หลังถูกอ้างชื่อ ไปหลอกประชาชน เตือน อย่าหลงเชื่อ รัฐบาลไม่มีโควต้า มอบฝ่ายกฎหมายดำเนินคดี ปิดช่องผู้ค้าสลากรายย่อยถูกหลอก

วันที่ 12 พฤษภาคม 2565 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีถูกแอบอ้างชื่อว่ามีโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายย่อยว่า มีกลุ่มบุคคลนำชื่อตนไปแอบอ้างว่า มีโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จำนวน 5 หมื่นเล่ม พร้อมนำไปหลอกขายผู้ค้าสลากรายย่อย ซึ่งมีการอ้างว่า เป็นโควต้าที่เพิ่งมีการอนุมัติ ตนขอชี้แจงว่า ไม่มีโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่มีกลุ่มบุคคลแอบอ้าง เพราะตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว 

'โฆษกพรรคกล้า' ย้ำจุดยืนพรรค เสนอ 'กรณ์' เป็นนายกฯ เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้อง พร้อมร่วมงานกับพรรคที่มีแนวทางเดียวกัน

นายแสนยากรณ์ สิงห์วีรธรรม โฆษกพรรคกล้า กล่าวย้ำจุดยืนพรรคกล้าว่า ในการเลือกตั้งทั่วไปในอนาคต พรรคกล้าเสนอชื่อหัวหน้าพรรคคือนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีการเสนอชื่อบุคคลภายนอกในบัญชีของพรรคกล้าแน่นอน ตามที่มีสื่อหัวใหญ่บางฉบับนำเสนอข่าว

โฆษกพรรคกล้า กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้เต็มไปด้วยปัญหา ทั้งที่กระทบจากโควิดมา 2 ปีกว่า หลายกิจการต้องปิดตัว ไม่ได้มีนักท่องเที่ยวกลับมาเหมือนเดิม ราคาพลังงานสูงขึ้น ค่าครองชีพเพิ่มสูงตาม หนี้ครัวเรือนก็ทะลุ 90% ของจีดีพี และอีกหลายปัญหาจากผลกระทบทางภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งต้องแก้ไขด้วยการสร้างรายได้ให้ประเทศ สร้างรายได้ให้ประชาชน ดังนั้น ผู้บริหารประเทศควรต้องมีความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ และมีประสบการณ์การแก้วิกฤติเศรษฐกิจมาก่อน

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ถกใช้ ม.112 ไร้มาตรฐาน เป็นเครื่องมือการเมือง หยิบใช้อย่างไม่เป็นธรรม

กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ถกกรณีการทำโพลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์และการรับเสด็จ โดยกลุ่มราษฎรและกลุ่มมังกรปฏิวัติ ชี้ หลักเกณฑ์ดำเนินคดี-ประกันตัวไม่มีมาตรฐาน ยืนยัน การตั้งคำถามและแสดงความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เป็นสิทธิ ไม่ใช่ความผิด “หมออ๋อง” ชี้ ยิ่งใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมยิ่งส่งผลกระทบต่อสถาบันกษัตริย์และประเทศในทางลบ

คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เชิญหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือในญัตติซึ่งเสนอ โดย อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นกษัตริย์ฯ) ต่อกลุ่มเยาวชนที่จัดกิจกรรมทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และกรณีจัดกิจกรรมร่วมรับขบวนเสด็จ รวมถึงกรณีของ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นักกิจกรรมซึ่งถูกดำเนินคดีและปฏิเสธสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวในขณะนี้

โดยมีการเชิญตัวแทนจากทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และ สน.นางเลิ้ง), สำนักงานศาลยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด, ผู้แทนเครือข่ายสิทธิมนุษยชน, ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, ตัวแทนกลุ่มราษฎร กลุ่มมังกรปฏิวัติ และกลุ่มทะลุวัง 

ในการประชุมมีการซักถามและตอบข้อซักถามชี้แจงในหลายประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องของเกณฑ์ที่เจ้าหนัาที่ตำรวจ อัยการ และศาล ใช้ในการพิจารณาว่าเรื่องใดเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 และหลักเกณฑ์ในการให้หรือไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเช่นไร

เนื่องจากในปัจจุบันนี้ กระบวนการดำเนินคดีตามมาตรา 112 มีปัญหาการกำหนดเงื่อนไขการประกันตัว เช่น การกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการในลักษณะเดียวกับที่ถูกกล่าวหา ทั้งที่ยังไม่ถูกพิจารณาคดีว่าเป็นความผิด, การใช้กำไลควบคุมผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาไปใช้เสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ทั้งที่เป็นคดีเกี่ยวกับการใช้เสรีภาพ, การไม่สามารถพูดหรือวิจารณ์ใดๆ เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี

รวมทั้งการบังคับใช้มาตรา 112 ที่ปัจจุบันนี้ไม่ว่าการเคลื่อนไหวใดๆ เมื่อพาดพิงถึงสถาบันกษัตริย์ จะถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ทันที อย่างเช่น กรณี สมบัติ ทองย้อย ที่โพสต์ข้อความ “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจ” ถูกพิพากษาว่าผิดมาตรา 112 ซึ่งความจริงแล้วไม่ควรถูกพิจารณาว่าเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ในฝ่ายของผู้บังคับใช้กฎหมาย มีการชี้แจงจากทั้งตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการ และสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่าในทางปฏิบัติ เมื่อมีการกล่าวหาตามมาตรา 112 เกณฑ์ในการพิจารณาจะต้องดูที่เจตนาของผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีเจตนาอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันกษัตริย์หรือไม่

ขณะที่การพิจารณาเงื่อนไขการให้หรือไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตัวแทนจากสำนักงานศาลยุติธรรมระบุว่าโดยหลัก เมื่อมีการขอฝากขัง ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมีอำนาจในการกำหนดเงื่อนไข รวมทั้งการติดกำไล EM ในแต่ละกรณีเป็นอำนาจของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนแต่ละคน โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงและรายละเอียดพฤติการณ์ในแต่ละกรณีไป

พร้อมยืนยันว่าการติดกำไล EM ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย ที่ศาลกำหนดเพื่อไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อตัวคดี อีกทั้งการติด EM ยังเป็นหลักประกันให้ผู้ถูกกล่าวหาได้กลับบ้านโดยไม่ต้องมาอยู่ในเรือนจำ

ส่วนการเพิกถอนสิทธิประกันตัว เป็นคนละส่วนกับการสืบว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งการถอนประกันอาจเป็นเพราะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ตีความว่ามีการกระทำที่ผิดเงื่อนไขประกันที่ได้กำหนดไว้ได้ โดยการใช้ดุลพินิจ อาศัยเกณฑ์ตามแนวทางคำแนะนำของประธานศาลฎีกา แต่ก็ไม่ได้เป็นกรอบที่ตายตัวมีความยืดหยุ่น ให้ผู้ต้องหาแต่ละคนให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวที่เหมาะสม

ตลอดการชี้แจง มีการโต้แย้งซักถามโดยตัวแทนของกลุ่มสิทธิมนุษยชนและกลุ่มเยาวชน ที่ตั้งคำถามถึงเกณฑ์ต่างๆ โดยระบุว่าจากที่มีการชี้แจงมาทั้งหมด ก็ยังไม่เห็นสิ่งที่เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การดำเนินคดี ตลอดจนการให้หรือไม่ให้ประกันตัวในแต่ละคดีคืออะไรกันแน่ และในหลายกรณียังเต็มไปด้วยความไม่ได้สัดส่วนอีกด้วย

“เมนู” สุพิชฌาย์ ชัยลอม ตัวแทนจากกลุ่มทะลุวัง ระบุว่า ตามหลักของกระบวนการยุติธรรมในคดีอาญา จะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ยังไม่ถูกพิพากษาจนถึงที่สุดเป็นผู้ที่ไม่มีความผิด จะปฏิบัติเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้ กิจกรรมที่ตัวเองและเพื่อนทำจนถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 คือการทำโพล ซึ่งเป็นการตั้งคำถาม สร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นโดยการติดสติ๊กเกอร์ เป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตัวเองยืนยันและพร้อมต่อสู้คดีว่าไม่ใช่ความผิด การกำหนดเงื่อนไขห้ามกระทำการใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา จึงเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล

‘ชัยวุฒิ’ แจงปิด ‘ลาซาด้า’ ต้องรอศาลพิจารณา เปรย!! ต่างชาติหากินในไทยต้องเข้าใจสังคมไทย

‘ชัยวุฒิ’ แจงปิด ‘ลาซาด้า’ ต้องรอศาลพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม ประสาน ตร.เร่งรวบรวมพยานหลักฐาน ระบุต่างชาติทำธุรกิจในไทยต้องเคารพสิทธิ์-จิตใจคนไทยด้วย

(11 พ.ค.65) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่โรงเซนทรา บาย เซ็นทารา เเกรนด์ เเจ้งวัฒนะ เกี่ยวกับกรณีการปิดเว็บไซต์ของลาซาด้าว่า ก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายทางกระทรวงดีอีเอส ก็รวบรวมพยานหลักฐานทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งจะส่งเรื่องไปให้ศาลเร็วๆ นี้ ซึ่งเราก็พบว่ามีความผิดก็มีทั้งผู้ทำ ผู้จ้าง ผู้รับจ้าง คนแสดง คนที่ไปโพสต์ ไปแชร์ ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ ก็ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานส่งไปให้ศาลพิจารณาว่าจะตัดสินว่าใครผิดบ้างก็จะลงโทษอย่างไรก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย

“ตามกฎหมาย เรายังปิดลาซาด้าไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมซึ่งดำเนินการไปตามขั้นตอน และอยู่ที่การพิจารณาของศาล ซึ่งขณะนี้กระทรวงดีอี และเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘อนุทิน’ ยัน ‘ภูมิใจไทย’ หนุนรัฐบาล - นายกฯ ไม่มีย้ายข้าง พร้อมขออย่าพูดลอยๆ ปมถูกกล่าวหาทุจริต 

10 พฤษภาคม 2565 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าว กรณีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่ามีหลักฐานการทุจริต ของพรรคภูมิใจไทย ว่า จะกล่าวหากันว่าทุจริต ใครทุจริต ทำไม่ถูก ก็ต้องมีหลักฐาน ไม่ใช่มาพูดกันลอยๆ ถ้ามีข้อมูล ก็นำมาชี้แจงเลย ถ้าเห็นว่ารัฐมนตรีทุจริต ท่านก็มีช่องทางตรวจสอบ  

ผู้สื่อข่าวถามว่าพฤติกรรมเช่นนี้ของฝ่ายค้านเรียกว่าตีกินหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ท่านคงไม่ทำเช่นนั้น ท่านเป็นระดับผู้ใหญ่ เป็นผู้กล่าวสรุปในการอภิปรายที่ผ่านมา สำหรับรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เวลามีข้อสงสัย เราตอบได้ทุกเรื่อง ทำไมไม่มองว่ารัฐมนตรีของพรรคทำงานเพื่อประเทศชาติ เรื่องโฮปเวลล์ ที่ไม่ต้องจ่ายค่าโง่ เรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ไม่เข้า ครม.ก็เพราะเราเห็นว่า ประชาชนยังไม่ได้ประโยชน์สูงสุด ถามว่ารัฐมนตรีพรรคไหนทำ ‘จะกล่าวหาใครมันก็ต้องดูด้วยว่า พรรคที่ทุจริตคอรัปชันจนโดนอาญาบ้านเมือง คือพรรคไหน’

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้ถามเรื่องที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ก.หาเสียง มีความสัมพันธ์กับที่สมาชิกบางคนของพรรคกล่าวโจมตีพรรคภูมิใจไทยเป็นระยะ 

พรรคคอมมิวนิสต์จีนพบ “สร้างอนาคตไทย” แลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ

พรรคคอมมิวนิสต์จีนร่วมแสดงความยินดีกับการก่อตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ “อุตตม” ชี้ ไทยควรกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน ร่วมแสวงหาโอกาสด้านการค้าการลงทุนรองรับอนาคตหลังโควิด

วานนี้ (9 พ.ค. 65) ที่ทำการพรรคสร้างอนาคตไทย  นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมด้วยนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคฯ และทีมผู้บริหารพรรค อาทิ นายวิเชียร ชวลิต รองหัวหน้าพรรคฯ นายนริศ เชยกลิ่น โฆษกพรรคฯ นายวัชระ กรรณิการ์ รองเลขาธิการพรรค และนายบุญส่ง ชเลธร รองเลขาธิการพรรคฯ ให้การต้อนรับคุณ Peng Fei ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ดูแลความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคการเมืองไทย ที่เดินทางมาแสดงความยินดีในการก่อตั้งของพรรคสร้างอนาคตไทย

นายอุตตม กล่าวแสดงความขอบคุณต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน พร้อมเปิดเผยว่า พรรคสร้างอนาคตไทย มีเป้าหมายที่จะสร้างสรรค์เศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานราก เพื่อดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งก็เป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่พรรคสร้างอนาคตไทย จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งความร่วมมือด้านต่างๆ ในอนาคต

“ประเทศจีนถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศและการดูแลประชาชน อีกทั้งโครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนก็มีความคล้ายคลึงกับไทย คือเป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรม และขยายตัวขึ้นด้วยการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ดังนั้นประสบการณ์ของจีนจึงเป็นประโยชน์ต่อการที่ไทยจะนำมาเป็นต้นแบบในหลายๆ เรื่อง” นายอุตตม กล่าว

ด้านนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตนเองและนายอุตตม มีความคุ้นเคยกับประเทศจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงที่บริหารกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าจีนเป็นมหามิตร พรรคสร้างอนาคตไทยจึงมีความยินดีที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

“พรรคสร้างอนาคตไทยมีจุดยืนในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ดังนั้นในอนาคตหากมีโอกาสร่วมบริหารประเทศ เชื่อว่าจะมีความร่วมมือกับประเทศจีนเกิดขึ้นในหลายๆ กรณี ทั้งนี้เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของทั้งสองประเทศ” นายสนธิรัตน์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top