Sunday, 8 November 2026
NEWS

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือ MOU เรื่อง โนรา ร่วมกับมหาวิทยาลัยทักษิณและมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า เพื่อส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 'โนรา'

วันพุธที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๕  เวลา ๑๓.๐๐ น. นายชาย นครชัย อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) มอบหมายให้ นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม  เป็นผู้แทนกรมส่งเสริมวัฒนธรรมและเป็นประธาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เรื่อง “โนรา” ร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์  จิตรนิรัตน์  ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ  และนายธีรพจน์ จรูญศรี ประธานมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า ณ ห้องประชุมชั้น ๔ อาคารสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นางสาววราพรรณ  ชัยชนะศิริ  รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวถึงสาระสำคัญการลงนาม MOU ครั้งนี้ว่า  ตามที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” (UNESCO) ได้ประกาศให้ “โนรา” เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ. ๒๐๐๓  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายได้แก่ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เรื่อง โนรา ฉบับนี้ขึ้น เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมให้คนในชาติเห็นคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “โนรา” โดย MOU ฉบับนี้ มีแนวทางดำเนินงานเรื่อง โนรา ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) การส่งเสริมการถ่ายทอดโนรา  ๒) การพัฒนาทางวิชาการ และ ๓) การเผยแพร่พัฒนาและต่อยอด ตลอดจนร่วมกันรายงานการผลดำเนินงาน เรื่อง โนรา ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ค.ศ.๒๐๐๓ ของยูเนสโก ในปี พ.ศ.๒๕๖๗  ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้จึงถือเป็นการขับเคลื่อนที่สำคัญในการส่งเสริมรักษา พัฒนา และต่อยอด “โนรา” ให้ดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างยั่งยืนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติสืบไป

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์  ผู้รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  มหาวิทยาลัยทักษิณ และมูลนิธิสงขลาเมืองเก่า เพื่อร่วมมือกันส่งเสริม สนับสนุน และรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “โนรา” ที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ในวันนี้

ถือเป็น “ย่างก้าวและหมุดหมาย” ที่สำคัญในการผลักดัน ขับเคลื่อนประเทศไทย ไปสู่การสร้างคุณค่าและมูลค่าบนฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์  และการใช้วัฒนธรรมเป็นหน้าต่างแห่งโอกาส สร้างการเชื่อมต่อความท้องถิ่นกับความเป็นสากลบนฐานวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นโยบายสำคัญประการหนึ่งของรัฐ และถือเป็นเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างความสมานฉันท์ ความกลมเกลียว และสำนึกทางสังคมไปพร้อมกันด้วย  ขณะที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้กำหนดวิสัยทัศน์มหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม โดยในหมุดหมายด้านศิลปะ วัฒนธรรม ได้ให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนที่นำทางด้านวัฒนธรรม การวิจัยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าจากวัฒนธรรม และการสร้างเครือข่ายสร้างสรรค์วัฒนธรรม เพื่อเป้าหมายการส่งเสริมการประกอบการ และผลิตภัณฑ์ สินค้าวัฒนธรรรม ฯลฯ อันจะนำไปสู่การเศรษฐกิจฐานรากและเศรษฐกิจสร้างสรรค์   ดังนั้น การบรรลุข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมมือกันจัดทำข้อมูลรายงานเกี่ยวกับมาตรการที่ได้ดำเนินการตามพันธกรณีอนุสัญญาฯ การส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการ และสร้างองค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “โนรา”แล้ว ยังเป็นความร่วมมือเพื่อต่อยอดทางวัฒนธรรรมไปสู่อำนาจแห่งการสร้างสรรค์ (Soft Power) และการสร้างสรรค์สังคมไทยบนฐานวัฒนธรรรมอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆกัน

สตม.ชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามข่าวที่ปรากฎ คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงและเป็นการเข้าใจผิด

ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์กรณี “แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวย่านดอนเมือง แจ้งดำเนินคดี  6 ตำรวจ ตม. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาท ข่มขู่ หลังเข้าขอตรวจใบอนุญาตทำงานของลูกจ้าง แต่ไม่แสดงบัตรประจำตัวและปรับเกินกว่าความเป็นจริง” สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจริง โดยเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ทุกประการ มิได้มีการกลั่นแกล้งหรือกระทำการใดๆ ที่นอกเหนือกฎหมาย ทั้งนี้ ขอชี้แจงให้ทราบตามประเด็นที่ปรากฎในข่าว ดังนี้

1. ประเด็น การไม่แสดงบัตรประจำตัวและการดำเนินการจับกุม 
กรณีการไม่แสดงบัตรประจำตัวของเจ้าหน้าที่นั้น ในข้อเท็จจริง เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงร้านดังกล่าว พบบุคคลคล้ายคนต่างด้าวอยู่ภายในบริเวณร้าน จึงเข้าทำการตรวจสอบโดยมีชายไทยแสดงตัวเป็นเจ้าของร้าน เจ้าหน้าที่ได้แสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวเพื่อขอเข้าตรวจสอบภายในร้าน ต่อมาได้มีหญิงไทยซึ่งเป็นผู้ร้องและอ้างตัวเป็นเจ้าของร้าน ได้เดินเข้ามาภายในร้านและหยิบบัตรประจำตัวที่ห้อยอยู่ที่คอของเจ้าหน้าที่ไปดูแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลดอนเมืองมาถึง เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแสดงตนพร้อมบัตรประจำตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรายดังกล่าว 

ส่วนการดำเนินการจับกุมคนต่างด้าวทั้ง 3 ราย ในวันที่เกิดเหตุนั้น เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจพบคนต่างด้าวซึ่งไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 37 (2) , (3) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 จากนั้น ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน. ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และต่อมาพนักงานสอบสวนได้ทำการเปรียบเทียบปรับคนต่างด้าวรายละ 4,000 บาท รวม 3 ราย เป็นเงินค่าปรับตามกฎหมายทั้งสิ้น 12,000 บาท โดยมีใบเสร็จค่าปรับที่ทางราชการ (สน.ดอนเมือง) ออกให้ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบปรับโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 76 (อัตราโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท) ประกอบมาตรา 84 แห่งพ.ร.บ คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และบันทึกคณะกรรมการเปรียบเทียบ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2541 ข้อ 13 ที่กำหนดไว้ว่า “...ถ้าผู้กระทำผิดถูกจับกุมตัวมาไม่ว่ากรณีใดๆ ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเปรียบเทียบปรับไม่ต่ำกว่า 4,000 บาทและปรับอีกวันละ 200 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง” ซึ่งพนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับในอัตราที่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด 

2. ประเด็น ปรับเกินกว่าความเป็นจริง 
กรณีกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ปรับคนต่างด้าวในอัตราที่สูงถึงรายละ 4,000 บาท ทั้งที่สามารถเปรียบเทียบปรับในระดับที่ต่ำกว่าโดยสามารถเปรียบเทียบปรับได้ในอัตรารายละ 800 บาท นั้น  สตม.ขอเรียนว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจากการเปรียบเทียบปรับกรณีนี้เป็นการดำเนินคดีกับ ตัวคนต่างด้าวที่กระทำผิดตามมาตรา 37 (2) , (3) โดยกำหนดโทษไว้ในมาตรา 76 แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 (ตามรายละเอียดในข้อที่ 1.) แต่กรณีการเปรียบเทียบปรับในอัตรา 800 บาท เป็นกรณีการดำเนินคดีกับเจ้าของสถานที่ที่รับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัยโดยไม่ได้แจ้งการรับคนต่างด้าวเข้าพักต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 38 กำหนดโทษไว้ในมาตรา 77 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522  ประกอบบันทึกคณะกรรมการเปรียบเทียบ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2541 ข้อ 14 ซึ่งเป็นคนละกรณีและเป็นความผิดคนละมาตรา จึงอาจจะทำให้ผู้ร้องเข้าใจผิดหรือเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

'มิน อ่อง หล่าย' ลัดฟ้าพบ 'ปูติน' ฉลุยปิดดีลซื้อน้ำมัน พร้อมจ่าย 'รูเบิล-สกุลอื่นๆ' ที่รัสเซียพอใจจะรับ

นายพล มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า เดินทางไปเข้าร่วมประชุมในงาน Eastern Economic Forum (EEF) ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองวลาดิวอสตอค ทางฝั่งตะวันออกของรัสเซีย เพื่อพบกับ วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่การเกิดเหตุรัฐประหารในพม่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2021 เป็นต้นมา 

การพบปะระหว่าง 2 ผู้นำ ที่เป็นศูนย์รวมการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก เป็นการคุยกันแบบทวิภาคี นอกรอบจากงานประชุม EEF โดยทั้ง 2 ผู้นำตั้งใจหารือด้านความร่วมมือทางการค้า และยกระดับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก โดย นายพล มิน อ่อง หล่าย ได้กล่าวยกย่องผู้นำรัสเซียว่า มีบทบาทเป็นผู้นำโลกในการสร้างเสถียรภาพในระดับนานาชาติ   

ในการประชุม มีการพูดคุยถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์ของการพบปะกันคือข้อตกลงในการซื้อ-ขายน้ำมัน ระหว่างพม่าและรัสเซีย ที่สามารถปิดดีลได้ทันทีหลังงานประชุม

ซึ่งพม่าและรัสเซีย เคยตกลงที่จะซื้อน้ำมันจากรัสเซียไว้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฏาคม แต่ยังไม่พร้อมที่จะชำระเป็นเงินสกุลรูเบิล 

แต่มาครั้งนี้ ผู้นำพม่ายินดีที่จะชำระค่าน้ำมันด้วยเงินรูเบิล หรือสกุลเงินอื่นๆ ที่ทางรัสเซียพอจะรับได้ ซึ่งจะทำให้การซื้อขายได้ง่ายกับทั้งสองฝ่าย เนื่องจากตอนนี้ทั้งสองประเทศมีข้อจำกัดอย่างมากในการเข้าถึง และทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศด้วยเงินสกุลต่างๆ

สวธ. จับมือ GISTDA ลงนาม MOU ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมมือกับ สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สทอภ. หรือ GISTDA ทำ MOU การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ โดยมีนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเป็นประธานพิธีลงนามระหว่าง นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กับ นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) พร้อมด้วย นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้บริหาร สวธ. และ สทอภ. ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีฯ เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. ณ อาคารสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ประธานพิธีกล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กับ GISTDA ในครั้งนี้ เป็นการนำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรมของประเทศที่มีอยู่จำนวนมาก มาบริหารจัดการด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ในหลายมิติ ทั้งมิติการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพอันเป็นเหตุปัจจัยให้มรดกภูมิปัญญาฯ มีความเสี่ยงใกล้สูญหาย หรือยังคงปฏิบัติอยู่อย่างแพร่หลาย และมิติของพื้นที่ทั้งแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม พื้นที่ปฏิบัติของมรดกภูมิปัญญาณฯ รวมถึงมิติของความยั่งยืนบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น การใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ มาเป็นฐานข้อมูลในการออกแบบ หรือ วางแผนพัฒนา ฟื้นฟู สืบสาน รักษาและต่อยอดต่อไป ตลอดจนร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมผ่านฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความตระหนักให้ชุมชน และทุกภาคส่วนได้เห็นคุณค่า สามารถดำเนินงานร่วมกัน และมีส่วนร่วมในกระบวนการสืบสาน พัฒนา ต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มเป็น soft power เป็นพลังที่สร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจให้ท้องถิ่นและประเทศ ต่อไป

ด้าน นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สทอภ. หรือ GISTDA ฉบับนี้ ด้วยสวธ.มีภารกิจในการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา ต่อยอด รวมถึงถ่ายทอดแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ โดยที่ผ่านมามีการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง และในปีงบประมาณที่ผ่านมา สวธ.ได้ริเริ่มดำเนินการรวบรวมและจัดทำข้อมูลเชิงพื้นที่ภูมิศาสตร์ เพื่อให้ข้อมูลเชิงพื้นที่มีจำนวนมากและกระจัดกระจายให้เป็นระบบ สามารถมองเห็นมิติของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ่านข้อมูลแผนที่ เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยเป็นการประยุกต์ใช้ศาสตร์สารสนเทศที่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยีทางด้านการสำรวจ การทำแผนที่ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เข้าด้วยกัน

“ในขอบเขตความร่วมมือที่จะมีขึ้นตาม MOU นี้ สวธ.จะดำเนินการสนับสนุนข้อมูลด้านวิชาการ เช่น ข้อมูลสารัตถะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รวบรวมไว้ และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สวธ. และสามารถเผยแพร่ได้ให้แก่ สทอภ. ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ตามที่เห็นชอบร่วมกัน  ส่วน สทอภ. หรือ GISTDA จะสนับสนุนข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศที่อยู่ในคลัง (Archive) ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติภารกิจให้แก่ สวธ. ตามที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน เพื่อให้กลไกบริหารจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเชิงพื้นที่มีประสิทธิภาพ  และจะร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมผ่านฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อแสดงลักษณะของพื้นที่ที่มีมรดกภูมิปัญญาฯ ของแต่ละชุมชน ท้องถิ่น ภูมิภาคในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนและภาคส่วนสามารถดำเนินงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมได้ เพื่อลดความเสี่ยงที่มรดกฯ ของพื้นที่จะสูญหาย ให้พร้อมเป็นฐานข้อมูลสามารถนำไปออกแบบ พัฒนา ฟื้นฟู สืบสาน และต่อยอดต่อไป” นางสาวลิปิการ์ เผย

กองทัพเรือ ลงนาม MOU ม.บูรพา โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม

น.ท.หญิง ชะรอยบุญ ศาสตรสุข โฆษกกรมแพทย์ทหารเรือ เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 กันยายน 2565 เวลา 1000 - 1130 น.จะมีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง กองทัพเรือ กับ มหาวิทยาลัยบูรพา ว่าด้วยความร่วมมือตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ณ ห้องประชุมภูหลวง หอประชุมโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ 

โดยมี พลเรือโท ชลธร สุวรรณกิตติ เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ และ ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นผู้ลงนาม มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตนักศึกษาแพทย์ตามโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย และร่วมพัฒนาครุภัณฑ์ สิ่งสนับสนุนในการเรียนการสอน และองค์ความรู้ทางการแพทย์ เพื่อสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นและประชาชน โดย รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์เป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพเรือในพื้นที่สัตหีบ ให้การตรวจรักษาผู้ป่วยโดยแพทย์เฉพาะทางครบทุกสาขา สนับสนุนทางการแพทย์ ดูแลรับส่งผู้บาดเจ็บ เจ็บป่วยจากปฏิบัติการทางทหาร ทั้งในด้านการฝึกและในพื้นที่ปฏิบัติการ มีความพร้อมในการเป็นรพ.หลักในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต

ชาวเน็ตมาเลย์ แขวะ!! นายกฯ อิสมาอิล นิยมใช้ของหรูหรา ทั้งที่ปชช. เจอมรสุมค่าครองชีพ

การแต่งกายของนายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ แห่งมาเลเซีย กลายเป็นประเด็นถกเถียงอยู่เสมอเกี่ยวกับเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงที่ผู้นำรายนี้เลือกใส่ ล่าสุดมันโหมกระพือความเห็นต่างอีกครั้งบนสื่อสังคมออนไลน์ หลังพบเขาสวมรองเท้าราคาแพงกว่า 5,100 ริงกิต (ประมาณ 41,000 บาท) ในขณะที่ประชาชนในประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในอดีตที่ผ่านมา อิสมาอิล มักถูกวิพากษ์วิจารณ์บ่อยครั้งเกี่ยวกับชุดที่เขาเลือกสวมใส่ ในขณะที่ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์แสดงความผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีรายนี้มักเลือกสวมเครื่องแต่งกายหรูราและมีราคาแพงมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ อิสมาอิล พบปะกับ ลอว์เรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ที่เมืองปุตราจายา หลังจาก หว่อง เดินทางมาเยือนมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม กลับเป็นเรื่องอื่นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยชาวมาเลเซียตาดีบางส่วนสังเกตเห็นนายกรัฐมนตรีของพวกเขา สวมรองเท้าหนังยี่ห้อแอร์แมส ซึ่งระบุราคาบนเว็บไซต์ที่ 5,100 ริงกิต

หลังจากภาพถ่ายนี้ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนสื่อสังคมออนไลน์ ชาวเน็ตหลายคนไม่รีรอที่จะโพสต์ประณามนายกรัฐมนตรีรายนี้ต่อเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่ ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตหลายคนแสดงความสงสัยว่าทำไมเขาถึงรู้สึกจำเป็นต้องสวมร้องเท้าที่มีราคาแพงเช่นนี้ ทั้งที่ในขณะเดียวกันรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เอง ก็ไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องแต่งกายหรูหราแต่อย่างใด

'บิ๊กป้อม' เพิ่ม 7 มาตรการ แก้น้ำท่วมกรุงเทพฯ ทุกหน่วยงานประสานกทม. เข้าช่วยเหลือปชช.

​เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 65 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบฝนตกหนัก ได้กำชับให้บูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ทำงานเชิงรุกตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้อย่างเคร่งครัด

​น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรยังมีข้อสั่งการเพิ่มเติมจาก 13 มาตรการเดิม ดังนี้ 

1.) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยงานมอบหมายให้มีผู้ประสานงานติดตามกับกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้ทันท่วงที 

2.) แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยเร่งกำจัดหญ้าและวัชพืชบริเวณ คลองบางคูเวียง เขตทวีวัฒนา พร้อมประสานงานจังหวัดนนทบุรีเพื่อเปิดทางระบายน้ำให้ไหลได้สะดวก

พม. เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Women and Economy Forum)

วันนี้ 7 ก.ย. 65 เวลา 09.00 น. "นายจุติ ไกรฤกษ์ " รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Women and Economy Forum) ภายใต้แนวคิด “Women’s Empowerment through the BCG Economy” การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจผ่านแนวคิดเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio - Circular - Green Economy ซึ่งกระทรวง พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจากกระทรวงหรือหน่วยงานด้านสตรีและเศรษฐกิจจากเขตเศรษฐกิจเอเปค และคณะผู้แทน ได้แก่ ออสเตรเลีย ปาปัวนิวกินี สิงคโปร์ และจีนไทเป เข้าร่วมประชุมแบบออนไซต์  ส่วนบรูไนดารุสซาลาม แคนาดา จีน อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก เวียดนาม และรัฐเซีย เข้าร่วมประชุมรูปแบบออนไลน์  อีกทั้งชิลี ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมประชุมแบบไฮบริด รวมถึงผู้นำระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการเอเปค สภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค Advisory Council – ABAC) และข้าราชการระดับสูงและภาคเอกชน รวมประมาณ 100 คน เข้าร่วมประชุม ณ True ICON Hall ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ  ซึ่งในครั้งนี้ "นางพัชรี อาระยฎกุล" ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

นายจุติ กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้มีโอกาสต้อนรับรัฐมนตรี หัวหน้าคณะเขตเศรษฐกิจ และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน สำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านสตรีของเขตเศรษฐกิจเอเปคครั้งนี้ โดยมีเขตเศรษฐกิจ จำนวน 20 เขต ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุม ในรูปแบบผสมผสาน (A hybrid format) ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 137 คน ซึ่งตนขอขอบคุณรัฐมนตรี หัวหน้าคณะผู้แทน และผู้บริหาร เอเปค ที่เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมในวันนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งตนหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขในช่วงระยะเวลาที่อยู่ในประเทศไทยและประทับใจกับการดูแลต้อนรับ ที่ทางรัฐบาลไทยตั้งใจเตรียมการไว้ให้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมที่ได้มาพบปะกันครั้งแรกหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นับเป็นการประชุมระหว่างประเทศที่มีความสำคัญที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญสำหรับการเสริมพลังและความก้าวหน้าของสตรีและความเท่าเทียมทางเพศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้แผนลา เซเรนา เพื่อสตรีและการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม (พ.ศ. 2019 - 2030) วิสัยทัศน์ปุตราจายา 2040 แผนปฏิบัติการและเครื่องมือกลไกต่างๆ ที่เอเปคเห็นชอบร่วมกัน

คนน่าน ขอบคุณ ‘ลุงป้อม’ ทำตามสัญญา ช่วยแก้ไขสะพานชำรุดจาก ‘พายุมู่หลาน’

ชาวบ้าน ขอบคุณ ‘ลุงป้อม’ ทำตามสัญญา แก้ไขสะพานชำรุดจาก ‘พายุมู่หลาน’ จริงใจช่วยปชช. ภายหลังลงพื้นที่ จ.น่าน

เมื่อ 7 ก.ย. 65 พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษก รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ชาวบ้าน บ้านทรายทอง หมู่ 8 ต.บ่อ อ.เมืองน่าน จ.น่าน ได้ออกมากล่าวขอบคุณพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความช่วยเหลือ แก้ปัญหาเยียวยา จากผลกระทบของพายุ ‘มู่หลาน’ ที่ผ่านมา ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.น่าน เมื่อ 22 ส.ค. 65 เพื่อตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจชาวบ้านในพื้นที่ และแก้ปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับเส้นทางการสัญจรที่ชาวบ้านใช้เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะมีสะพานข้ามลำน้ำที่ชำรุด และอาจเกิดอันตรายได้หากไม่รีบแก้ไข

นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานพิจารณาข้อมูลการแบนบุหรี่ไฟฟ้า ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าย้ำต้องฟังเสียงประชาชน

ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเฮ! หลังนายกฯ สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิต ทบทวนประเด็นการห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ผู้แทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ “ECST” และแอดมินเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” ซึ่งมีผู้ติดตามมากกว่า 1 แสนรายเผยภายหลังได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 29 สิงหาคม 2565 ว่า “ขอขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่กว่า 9.9 ล้านคนที่อาจต้องเสียชีวิตถึงปีละกว่า 7 หมื่นคนเพราะควันจากการเผาไหม้ของการสูบบุหรี่ และไม่ทอดทิ้งผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งอาจมีจำนวนมากกว่า 5 แสนคนในปัจจุบัน”

“จดหมายสั่งการจากนายกรัฐมนตรีฉบับนี้เป็นสัญญาณอันดีที่แสดงให้เห็นถึงการเปิดรับฟังเสียงของประชาชนอย่างรอบด้านของท่านนายกฯ มากกว่ารับฟังข้อมูลจากนักวิชาการและแพทย์บางกลุ่มฝ่ายเดียว เพราะที่ผ่านมา การแบนบุหรี่ไฟฟ้าเกิดจากการผลักดันของเอ็นจีโอและแพทย์ที่รับทุน จาก สสส. โดยไม่ได้มีการทบทวนผลกระทบและประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งที่ประเทศไทยมีการแบนบุหรี่ไฟฟ้ามาแล้ว 8 ปี แต่คนใช้เพิ่มมากขึ้นกว่า 600% แถมรัฐบาลยังไม่สามารถป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้จริง ไม่สามารถเก็บภาษีและควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ในขณะที่การลักลอบซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ก็มากขึ้นและยังทำให้เกิดปัญหาการจับกุมรีดไถและการคอรัปชั่น แสดงถึงความล้มเหลวของมาตรการแบนบุหรี่ไฟฟ้า”

รายละเอียดในหนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลและได้สั่งการเรื่องดังกล่าว หลังจากก่อนหน้านี้มีกลุ่มแพทย์นำเสนอข้อมูลแต่เพียงด้านเดียวต่อท่านนายกฯ เพื่อให้คงการแบนบุหรี่ไฟฟ้าไว้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1. ส่งเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง พิจารณาและรายงานผลกราบเรียนนายกรัฐมนตรี
2. มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหน่วยงานประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้แทนกลุ่ม ECST เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างกัน

บิ๊กใหม่นำทัพบูรพา 491 และกองปราบ บุกจับผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุยิง ทนายมานพ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จ.ระยอง

เรื่องเดิม เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 65 เวลา 19.07 น. ได้เกิดเหตุ คนร้าย “บุกเดี่ยว” ใช้อาวุธปืนลูกโม่ ขนาด .38 จ่อยิงใส่ นายมานพ เสถียรเขตต์ จำนวน 3 นัด จนเสียชีวิต เหตุเกิดที่ปั๊มน้ำมัน ช.อำนวยทรัพย์ปิโตเลี่ยม เลขที่ 111 ม.4 ต.บ้านค่าย  อ.บ้านค่าย จ.ระยอง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร. นำทีมสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่ง ตร.ที่ 390/2565 ลงพื้นที่สืบสวนสอบสวน ร่วมกับ บก.ป.บช.ก. บก.สส.ภ.2, บก.สส.ภ.จว.ระยอง, สภ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อคลี่คลายคดีนี้ ต่อมา เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 65 พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้นำกำลัง ชุดสืบสวนตามคำสั่ง ตร.เปิดปฏิบัติการ บุกจับกุมตัว นายปิติ นิชรัตน์ (มือยิง) ที่ปั๊มน้ำมันคอลเทกซ์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร จังหวัดกรุงเทพ และ จับกุมตัวนายนิติพนธ์ ฉ่ำชื่น (คนพาหลบหนี) ที่ริมถนนภายในหมู่บ้าน หน้าฌาปนสถานบ้านถิ่น ต.บ้านถิ่น อ.เมือง จ.แพร่ นั้น

ต่อมา พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.ได้ขยายผลจากการจับกุมและนำกำลัง บก.สส.ภ.2 , บก.สส.ภ.จว.ระยอง , กก.2 บก.ป. ปิดล้อมตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยกว่า 8 แห่ง พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในคดีหลายรายการ โดยได้พบพยานหลักฐานชิ้นสำคัญคือ ปืนลูกโม่ ยี่ห้อ สมิทแอนด์เวสสัน สีดำ ขนาด 38 จำนวน 1 กระบอก ที่บ้านเลขที่ 112/45 ม.1 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งกองพิสูจน์หลักฐานได้ทำการตรวจเปรียบเทียบปืนกระบอกดังกล่าวกับหัวกระสุนที่อยู่ในที่เกิดเหตุแล้วยืนยันว่า “เป็นปืนที่ใช้ก่อเหตุ” ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานยืนยันถึง นายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ว่าเป็นผู้จัดหาและสั่งซื้อปืนกระบอกนี้ โดยซื้อมาในช่วงก่อนเกิดเหตุเพียง 10 วัน 

และพล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. จึงเร่งสั่งการให้ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. และคณะพนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาเพื่อออกหมายจับผู้ต้องหาศาลได้อนุมัติหมายจับนายเสถียร บุญกล้า อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1850/2565 ลงวันที่ 6 ก.ย. 65 ข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

'ผอ.ศอ.ปส.ตร.' สั่งเร่งสืบสวนขยายผลเช็คบิลขบวนค้ายาบ้า หลังจาก ตำรวจ สภ.สบปราบรวบคาด่าน 3 ล้านเม็ด

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ผอ.ศอ.ปส.ตร.) เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย ผบช.ภ.5 และ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส. ว่า เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 6 ก.ย.2565 ที่ผ่าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สบปราบ จว.ลำปาง ได้จับกุม นายสมชาย มารุ่งเรือง อายุ 40 ปี อยู่ 34/57 ซอยประชาอุทิศ 13 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

พร้อมของกลางยาบ้า ยาบ้า จำนวน 15 กระสอบ รวม 3,000,000 เม็ด ซุกซ่อนในรถกระบะโตโยต้า สีเหลือง ทะเบียน ตธ 7950 กทม.จับกุมได้ที่ด่านตรวจสบปราบ ม.15  โดยข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อการค้า และเป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

โดยจากการสอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้นทราบว่ารับยาบ้าจำนวนดังกล่าวมาจาก จ.พะเยา นำไปส่งที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้สั่งการให้ บช.ปส.ให้ร่วมกับ ภ.5 เร่งสืบสวนขยายผลถึง ผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการมาดำเนินคดี และรายงานความคืบหน้าให้ทราบผล รวมถึงการตรวจสอบทรัพย์ ซึ่งถ้าหากพบว่าได้มาจากการค้ายาเสพติด ก็จะเสนอให้ต่อคณะกรรมการฟอกเงินฯเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป "ผอ.ศอ.ปส.ตร."กล่าว

รอง ผบ.ตร. สั่งระดมตำรวจจราจร รับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นน้ำท่วมขังรถติดหนัก

วันนี้ (7 ก.ย. 65) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจจราจรทุกพื้นเตรียมรับมือฝนตกหนักเย็นนี้ หวั่นเกิดน้ำท่วมขังในเส้นทางทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วย ออกช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมรสุมกำลังแรง ที่จะส่งผลกระทบจนถึงวันที่ 9 ก.ย.65 ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่และมีน้ำท่วมขังในเส้นทางการจราจร ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนักในหลายเส้นทาง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เมื่อคืนที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วย ระดมกำลังตำรวจจราจร และทุกสายงาน โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. เตรียมรับมือกับสถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงเย็นวันนี้ โดยให้จัดตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก เตรียมแผนเผชิญเหตุและชุดเคลื่อนที่เร็วไว้แก้ไขปัญหา กรณีมีรถเสียหรือเกิดอุบัติเหตุกีดขวางการจราจร ให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้อย่างรวดเร็ว รอง ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน และที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมเฉียบพลัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งระดมช่วยเหลือประชาชนตลอดช่วงมรสุม ทั้งนี้หากพบอุบัติเหตุ หรือรถเสีย สามารถแจ้งสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193, สายด่วนกรมทางหลวง 1586 หรือ สายด่วน บก.จร. 1197 ตลอด 24 ชม. หรือทางเว็บไซต์ www.trafficpolice.go.th , Facebook หรือ Twitter 1197

ครม. ไฟเขียว ‘นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวน ชี้ เป็นสัตว์ป่าหายาก ต้องอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

ครม.อนุมัติ ‘นกชนหิน’ เป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 เนื่องจากเป็นสัตว์ป่าหายาก ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

เมื่อวันที่ 6 กันยายน คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าสงวนเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ นกชนหิน (Rhinoplex Vigil) โดยจะเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ 20 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เนื่องจากนกชนหินเป็นสัตว์ป่าหายาก ใกล้สูญพันธุ์ จำเป็นต้องสงวนและอนุรักษ์ไว้อย่างเข้มงวด

ปัจจุบันนกชนหินในธรรมชาติเหลืออยู่น้อยมาก ประมาณไม่เกิน 100 ตัว และมีปัจจัยคุกคามสูง เนื่องจากนกชนหินมีโหนกที่ตันและสวยงามเหมือนลักษณะของงาช้าง ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดค้าสัตว์ป่า ส่งผลให้เกิดการลักลอบล่านกชนหินอย่างมาก จนกระทั่งมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองลำดับที่ 410 แล้วก็ตาม จึงต้องยกระดับการคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าสงวน

'ศาลปกครองกลาง' สั่งจ่ายหนี้ บีทีเอส 1.2 หมื่นล้าน เบื้องต้น​ กทม.เตรียมยื่นอุทธรณ์

‘ศาลปกครองกลาง’​ มีคำสั่งพิพากษาให้ ‘กทม-เคที’ จ่ายหนี้ค่าเดินรถสายสีเขียว​ส่วนต่อขยาย โดยให้ชำระเงินภายใน 180 วัน​นับตั้งแต่คดีถึงที่สุด เบื้องต้น​ กทม.เตรียมยื่นอุทธรณ์

(7 ก.ย. 65) รายงานข่าวจากศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด หรือ เคที กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง โครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว) เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญาดังกล่าว

โดยศาลปกครองกลาง​ มีคำสั่งพิพากษาให้กรุงเทพมหานครและกรุงเทพฯ ธนาคมร่วมกันจ่ายเงินในส่วนต่อขยายที่ 1​ ช่วงสะพานตากสิน-วงเวียนใหญ่-บางหว้า และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง ซึ่งค้างชำระหนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม​ 2562​ - ​พฤษภาคม​ 2564 รวมดอกเบี้ย​  2,348 ล้านบาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top