Wednesday, 22 July 2026
NEWS

ย้อนฟังคำสัมภาษณ์ ‘อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน’ เผยความจริงเกี่ยวกับพระราชอำนาจของสถาบันฯ

จากคลิปเมื่อนานมาแล้ว นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 ของไทย ได้ออกมาพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านรายการ ‘สยามวาระ’ ตอน ‘สถาบันพระมหากษัตริย์กับประวัติศาสตร์การเมืองไทย’ เมื่อวันพุธที่ 12 ธ.ค.2555 ทางไทยพีบีเอส โดยระบุว่า…

“ผมมองว่าพระองค์ท่านนั้น ทรงเป็น ‘นักประชาธิปไตย’ นะครับ แต่ท่านมีขอบจํากัด อย่าไปนึกว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา หรือพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ท่านเป็นชนชาวไทย แต่ท่านขาดสิทธิมากมาย สิทธิอันหนึ่งที่ท่านทั้งสามพระองค์ทรงขาดไปอย่างมาก คือท่านไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลยครับ สมมติท่านรู้ดีว่า นายกฯ รัฐมนตรี หรืออธิบดีคนนั้นคนนี้ก็ดี หรือเหล่านักธุรกิจ เวลาเขาพูดไม่จริง ท่านก็ออกมาบอกไม่ได้ หรือถ้าเขาดีท่านก็ชมไม่ได้อีก เพื่อรักษาความเป็นกลาง”

“เพราะฉะนั้น การเป็นพระเจ้าแผ่นดิน หรือเป็นเจ้านายอื่นๆ นั้นมีข้อจํากัดมาก ท่านไม่สามารถใช้สิทธิตามสิทธิมนุษยชน เยี่ยงปวงชนชาวไทยได้เลยนะครับ เพราะท่านมีหน้าที่ที่ท่านต้องทำ ปัจจุบันท่านอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ท่านไม่มีพระราชอํานาจอะไรจริงจัง ส่วนพระราชอํานาจลงนามแต่งตั้งอธิบดีคนนั้น นายพลคนนี้ เป็นอํานาจซึ่งมาจากการเสนอของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี และเมื่อพระองค์ท่านลงพระปรมาภิไธยไปแล้ว ก็จะต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือประธานสภา หรือรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งที่รับมอบหมายเป็นผู้สนองรับพระบรมราชโองการ สืบมาว่าผู้รับสนองนั้น คือผู้รับผิดชอบโดยตรง”

“ซึ่งในสังคมไทยยังคงมีความสับสนกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวของเมืองไทยนั้นมีพระราชอํานาจมาก แต่พระราชอํานาจจริงๆ ตามรัฐธรรมนูญนั้น ท่านไม่มีเลย แต่ที่ท่านดูมีพระราชอํานาจมากนั้น เป็นเพราะท่านมีบารมีมาก เพราะท่านปกครองประเทศชาติมาตั้ง 60-70 ปี ท่านทําดีไว้มาก และท่านยังเข้าถึงประชาชน อีกทั้งประชาชนคนไทยทุกคนก็เทิดทูนท่าน รักท่านมาก จนอาจจะทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบท่าน ก็ไม่ใช่เป็นของแปลกอะไร

แต่หากเราดูดีๆ ว่าเมืองไทยมีพลเมืองมากกว่า 70 ล้านคน ถ้าไปเปรียบเทียบกับพลเมืองของประเทศอังกฤษหรือประเทศอื่นๆ ที่เขามีพระมหากษัตริย์เหมือนกัน ความจงรักภักดีที่ราษฎรถวายให้กับพระมหากษัตริย์ของแต่ละประเทศนั้น ผมว่าเมืองไทยสูงสุดนะครับ แต่สิ่งที่สําคัญคือ พระองค์ท่านมีพระบารมีมากและตลอดเวลาที่ท่านทรงทํางานมานั้น ท่านนึกถึงแต่ทุกข์สุขของประชาชนคนไทยอย่างเดียว”

“เมื่อครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1950 ท่านก็มีพระบรมราชโองการที่ทรงตรัสมาอย่างแน่ชัดว่า…

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ดังนั้น คนไทยต้องถามตัวเองว่าตลอดกว่า 60-70 ปี ที่ท่านครองราชย์มานั้น ท่านทรงทําตามสิ่งที่ท่านตรัสไว้หรือเปล่า ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเห็นว่า ท่านแน่วแน่ในคําสัญญาที่ท่านให้ไว้กับประชาชนชาวไทย แต่หากจะถามต่อว่า ทุกอย่างที่ท่านทํานั้นสําเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ก็คงไม่ใช่ เพราะตัวพระองค์ท่านเองก็ทรงเคยบอก

แต่ทุกอย่างที่ท่านทรงทํานั้น ก็เพื่อประโยชน์สุขของชาวสยาม และเพื่อความเป็นธรรม ความถูกต้อง อันนี้เราไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ และจากเหตุผลเหล่านี้ก็ทำให้มีคนที่รักท่านมาก และคนที่ไม่ชอบท่านก็คงจะมี แต่ผมคิดว่ามีส่วนน้อยมาก”

ก.แรงงาน เปิดตัวโครงการสร้างอาชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน

วันที่ 9 สิงหาคม 2566 นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานกิจกรรมเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการและบูธจำหน่ายสินค้า โดยมี นายวรรณรัตน์ ศรีสุขใส รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงานนางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน บุคลากรหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องแกรนด์ เอบี โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

นายบุญชอบ กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาแรงงานทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ของประเทศ กระทรวงแรงงานจึงได้จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพเสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย” เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านอาชีพให้กับแรงงานนอกระบบอย่างยั่งยืน ได้มีทักษะที่ทันสมัยในการประกอบอาชีพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการในชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดในโลกยุคใหม่ เช่น การตลาดออนไลน์ ที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาดอย่างหนักว่า ผู้ที่มีศักยภาพในการทำการตลาดออนไลน์ได้รับผลกระทบน้อยกว่า หรือหลายรายสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กระทรวงแรงงานจึงต้องการเสริมศักยภาพดังกล่าวให้แรงงานนอกระบบอย่างทั่วถึง

นายบุญชอบ กล่าวต่อว่า การเปิดตัวโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “สร้างอาชีพ เสริมรายได้ให้ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แรงงานไทย”ในครั้งนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน จัดขึ้นโดยสำนักงานนโยบายแรงงานนอกระบบ ซึ่งมีกิจกรรมสำคัญ 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเปิดตัวโครงการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานโครงการให้แก่บุคลากรของกระทรวงแรงงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 400 คน และกิจกรรมจัดฝึกอบรมเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ จำนวน 231 รุ่น ผู้เข้ารับการฝึกอบรม 25,410 คน ซึ่งจะดำเนินการทั่วประเทศ 

“กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานนอกระบบที่มีอยู่กว่า 20 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มการประกอบอาชีพในปัจจุบันและอนาคต คนรุ่นใหม่ต่างสนใจที่จะประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น กระทรวงแรงงานจึงได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาแรงงานนอกระบบให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และรอเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภา หากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็จะช่วยให้แรงงานนอกระบบมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นต่อไป”ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวท้ายสุด

นายกรัฐมนตรี พอใจความก้าวหน้า EEC และ EECi ขอบคุณทุกฝ่ายร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ให้ประชาชนหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

วันที่ 9 ส.ค. 66 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางมาที่สถานีการบิน กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation: EECi) ณ สำนักงานใหญ่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้ความสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

โดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ร่วมตรวจติดตามความก้าวหน้าในครั้งนี้ โดยมีศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับ นำเสนอภาพรวมโครงการฯ และนำเยี่ยมชมตามลำดับ

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ (Intelligent Operation Center: IOC) พร้อมรับฟังรายงานความก้าวหน้า EEC และความก้าวหน้าโครงการ EECi จากนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EEC ซึ่งภาพรวมการดำเนินงาน มีความก้าวหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ซึ่ง EECi เป็นหนึ่งในอุตสหกรรมเป้าหมายดังกล่าวด้วย โดยความสำเร็จของ EEC 5 ปีแรก (2561-2565) อนุมัติเงินลงทุนเกินเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท จากเป้าหมายมูลค่าการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าออกบัตรส่งเสริมปี 2561 ถึง Q2/2566 จำนวน 1,360,349 ล้านบาท โดยเป็น 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่าออกบัตรส่งเสริมการลงทุนสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์ และเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง คือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop Energy) พลังงานสะอาด ระบบผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม ศูนย์กระจายสินค้า ศูนย์ธุรกิจระหว่างประเทศ อสังหาริมทรัพย์ ภาคโลจิสติกส์ เหล็ก วัสดุก่อสร้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุน ปี 2561 – Q2/2566 มูลค่าการลงทุนสูงสุด 5 ลำดับแรก คือ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในโครงการที่สำคัญของ EEC เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานใน EEC ทั้งโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน โครงการสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินตะวันออก โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ท่าเทียบเรือ F เป็นต้น รวมทั้งจัดทำ (ร่าง) แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนา อีอีซี (พ.ศ. 2566-2570) 

นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบภาพรวมการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ก่อนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ IOC จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการ EECi รับฟังรายงานภาพรวมการพัฒนาโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (EECi Aripolis - Sustainable Manufacturing Center : SMC) และเมืองนวัตกรรมชีวภาพ การเกษตรสมัยใหม่ (EECi Biopolis - Innovative Agriculture Smart Greenhouse) โดยภายหลังการเยี่ยมชม นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณและชื่นชมเลขาธิการ EEC บริษัท ปทต. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันขับเคลื่อน EEC และโครงการ EECi ซึ่งมีความก้าวหน้าโดยลำดับ ตามแผนที่กำหนด พร้อมย้ำถึงการสร้างการรับรู้ให้ประชาชนและสังคมได้รับทราบถึงความจำเป็นในการขับเคลื่อน EEC ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ได้มีการขยายไปสู่การขับเคลื่อน EEC ในประเภทต่าง ๆ ทั้ง EECi  EECh EECd EECmd EECa เพื่อมุ่งให้ประชาชนหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้ประเทศมีรายได้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน 

นางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยประชาชน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ EEC ต้องทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้มีความสุข และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งด้านกายภาพและจิตใจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินการต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาลไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมไปถึงการร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวและอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำที่รัฐบาลให้ความสำคัญ การประกอบการต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกในปัจจุบันและอนาคต รวมไปถึงการเร่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในประเทศ รองรับการพัฒนาในพื้นที่ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับการพัฒนาในพื้นที่และการพัฒนาของประเทศให้เพียงพอ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ร่วมกัน โดยขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกันทำเพื่อประเทศชาติ ในการเตรียมความพร้อมทุกด้านให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงการพัฒนาของโลก อีกด้วย

“นายกรัฐมนตรี ชื่นชม อว. สวทช. ที่ดำเนินการเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล ในการทำให้งานวิจัยไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงการดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องของแสงซินโครตรอน เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่มั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นางสาวทิพานัน กล่าว 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปยังสถาบันวิทยสิริเมธี ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยขบวนรถยนต์ (รถบัส EV) เพื่อติดตามติดตามแนวทางการพัฒนามุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการ EECi เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสร้างพื้นที่นวัตกรรมใหม่ที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เหมาะสม ช่วยส่งเสริมให้เกิดการทำวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย รวมถึงชุมชนในพื้นที่ เพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเดิม รวมถึงสร้างให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ นำไปสู่การเป็นประเทศ แห่งนวัตกรรมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานพิธีเปิดหน้าดินก่อสร้างเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศไทยขึ้นแท่น “ศูนย์กลางนวัตกรรมชั้นนำ” แห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมสมบูรณ์ ยกระดับงานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมระดับประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน 
นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

คุณแม่แชร์ประสบการณ์ ‘เลี้ยงลูกด้วยไอแพด’ ทุกข์ใจ!! ลูกอดทนต่ำ-ถอนผมตัวเอง-ค่ารักษาทะลุหมื่น

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 66 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘ข้าว ฟาไฉ’ ได้ออกมาโพสต์ข้อความแชร์ประสบการณ์ การเลี้ยงลูกด้วยไอแพด พบสมองส่วนเหตุผลของเด็กไม่ทำงาน มีอาการดึงผมจนผมร่วงเป็นหย่อมเสียค่ารักษาหลักหมื่น โดยผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า…

"รีวิวเลี้ยงลูกด้วยไอแพด ค่ายา+ค่าจิตแพทย์เดือนละ 2,500 ค่าพบนักจิตบำบัด ชม.ละ 2,000 พบนักจิตอาทิตย์ละครั้ง เฉลี่ยค่ารักษาเดือนละ 10,000++

น้องเริ่มได้เล่นไอแพดและจอหลัง 4-5 ขวบมาแล้ว พัฒนาการน้องปกติ ไม่ช้า และไม่ได้สมาธิสั้น เรียนได้คะแนนดี พูดภาษาอังกฤษได้ดี แต่อาการของน้องคือ สมองส่วนเหตุผลไม่ทำงาน เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เหมือนน้องไม่เคยต้องรอ และอดทนรออะไรเลย ทำให้ป่วยเป็นโรค tic disorder และ tourette syndrome อาการแตกต่างกันไปในแต่ละเคส มีตั้งแต่กระพริบตาถี่ ๆ ทำเสียงแปลก ๆ ถอนผมและถอนขน อาการของน้องคือถอนผม เวลาเครียดหรือเผลอ จนผมหายเป็นหย่อม ๆ ค่ายา 2,500 คือราคาถูกแล้ว ถ้าใช้ยานอก เฉลี่ยเดือนละ 6,000++"

อย่างไรก็ตาม พบว่า มีชาวเน็ตจำนวนมากที่ประสบเหตุการณ์เดียวกัน อีกทั้งทางฝั่งครูโรงเรียนอนุบาลก็เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า เจอเด็กเป็นโรคแบบนี้ประมาณ 1-5 คน และอาการของน้องที่เป็นแบบนี้ถือว่าเยอะและไม่ปกติ การเลี้ยงดูของคนรอบตัว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ปู่ย่าตายาย สำคัญมาก บางคนคุณพ่อคุณแม่พาไปบำบัดก็ดีไป แต่ในเด็กบางรายนั้น คุณพ่อคุณแม่กลับคิดว่าลูกของตัวเองพูดเก่ง คุณครูก็ทำได้แค่ช่วยเหลือปรับพฤติกรรมบ้างเท่านั้น

‘หนุ่ม’ ไม่โทษ ‘ภูมิใจไทย’ หลังสูญเสียญาติ 2 คนจากโควิด ไม่มีชาติไหนรับมือได้สมบูรณ์ ขนาดสหรัฐฯ ยังเละไม่เป็นท่า

(9 ส.ค. 66) สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา กลุ่มทะลุวังได้เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทย เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านไม่ให้พรรคภูมิใจไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ทําให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของพรรคเพื่อไทยต่างเร่งรักษาความปลอดภัย ได้นําล้อเหล็กมากั้นไว้ที่บันไดหน้าทางขึ้น โดยแก๊งทะลุวัง นําโดยสายน้ำ บุ้งทะลุวัง หยก ตะวัน และแนวร่วมไม่ถึงสิบคนเดินทางมาถึงพรรคเพื่อไทย จากนั้นได้มีการตะโกนด่าพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค ว่า ‘เป็นฆาตกร’ เนื่อจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน

ล่าสุด มีหนุ่มรายหนึ่งออกมาอัดคลิปผ่านช่อง TikTok บัญชี kittikarn_kotcharkarn โดยได้กล่าวถึงกลุ่มทะลุวัง ที่ได้แสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา และตราหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่าเป็นฆาตกร โดยระบุว่า

“พอดีเมื่อเช้าผมได้เห็นข่าวกลุ่มทะลุวัง ได้เข้าไปพูดคุยกับตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย แล้วไปบอกว่าเขาเป็นฆาตกร เป็นพรรคฆาตกร ผมจึงอยากจะเล่าว่า ผมได้สูญเสียญาติไป 2 คนจากโควิด-19 แต่ผมก็ไม่ได้โทษพรรคภูมิใจไทย ถึงแม้ว่าการปฏิบัติงานบริหารจัดการอะไรต่าง ๆ มันควรจะดีกว่านี้ เพราะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั่งเก้าอี้สาธารณสุขอยู่ แต่ผมก็เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าไม่มีชาติไหนรับมือได้เพอร์เฟคจริง ๆ สักชาติหนึ่ง ขนาดชาติที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกายังเละไม่เป็นท่า แถมหนักกว่าเราอีก เพราะบ้านเขาคือเอาความเสรี หน้ากากก็ไม่ใส่ อะไรก็ไม่ใส่ เละเลย…บ้านเรายังถือว่าประชาชนตื่นตัว ตื่นรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและน่ายินดี ก็เลยทำให้ผ่านมาได้” 

“แต่การที่ไปตราหน้าเขาว่าเป็นฆาตกร ซึ่งมันไม่ใช่ เขาไม่ใช่ฆาตกร ฆาตกรตัวจริงคือชาติที่คิดเชื้อนี้ขึ้นมา ผมไม่เชื่อว่าโควิด-19 จะเป็นไวรัสที่กลายพันธุ์ตามธรรมชาติ ผมเชื่อว่ามันคืออาวุธชีวภาพ ดังนั้นฆาตกรตัวจริงคือคนที่คิดมันขึ้นมา ก็ยังไม่เห็นว่าชาตินั้นน่ะจะต้องรับผิดชอบอะไร”

นอกจากนี้หนุ่มรายดังกล่าวยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางกลับกันขยันปล่อยให้ชาติอื่น ๆ กู้
ในช่วงเวลาที่ประเทศหลายประเทศประสบปัญหาเรื่องการเงินก็ต้องไปกู้ชาตินั้น มันกลายเป็นการช้อนซื้อประเทศแบบเลือดเย็น แล้วเรายิ่งมาเสียเวลาทะเลาะกันเองอีก ซึ่งไม่มีประโยชน์ เราควรจะร่วมมือกัน คนไทยทุกคนกินของไทย ใช้ของไทย สนับสนุนของไทย ที่เจ้าของเป็นคนไทยแท้ ๆ

“มันจะทําให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เรื่องพื้นฐานเลย คือไม่อยากจะด่า ไม่อยากจะใช้คําหยาบแล้ว เพราะว่าผมอยากจะเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ พูดในเรื่องที่มีคุณภาพมากกว่า”

อย่างที่ทราบกันดีกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทั่วโลกก็มีการสูญเสียกันเยอะมาก หากเราเทียบสถิติการเสียชีวิตกับประเทศอื่น รวมถึงการบริหารจัดการโควิด-19 ในประเทศไทย ถือว่าประเทศไทยนั้น รับมือเกี่ยวกับการบริหารจัดการโควิด-19 ได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง ถึงขนาดที่ทาง WHO ก็มีการชื่นชมในเรื่องของการบริหารจัดการโควิด-19 ของประเทศไทย ชื่นชมว่าเป็นแชมป์ทางด้านสาธารณสุขเลยก็ว่าได้

เตือน!! 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง เตรียมความพร้อม รับมือสถานการณ์ ‘น้ำ-ฝนตกหนัก’ 10-15 ส.ค.นี้

(9 ส.ค. 66) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ เน้นย้ำให้เจ้าหน้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำ เพื่อลดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน โดยกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ติดตามสถานการณ์น้ำแม่น้ำโขง พบว่ามีปริมาณฝนตกหนักสะสมในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง และบริเวณแขวงบอลิคำไซ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ประเทศไทยโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่แม่น้ำโขงตอนล่าง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ 10-15 สิงหาคม 2566 โดย กอนช. ได้คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ดังนี้

1.สถานีเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันมีระดับน้ำ 5.42 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 7.38 เมตร เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1.40 - 0.60 เมตร

2. สถานีเชียงคาน จังหวัดเลย ปัจจุบันมีระดับน้ำ 12.26 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 3.74 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น ประมาณ 2.0 - 2.50 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 2.50 - 3.50 เมตร

3. สถานีหนองคาย จังหวัดหนองคาย ปัจจุบันมีระดับน้ำ 8.35 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 5.05 เมตร

4. สถานีนครพนม จังหวัดนครพนม ปัจจุบันมีระดับน้ำ 9.46 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 2.54 เมตรคาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 2.5 - 3.5เมตร และคาดการณ์ระดับน้ำจะมีแนวโน้มล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 11 - 15 สิงหาคม 2566

5. สถานีมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ปัจจุบันมีระดับน้ำ 8.98 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 3.52 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 2.00 - 2.50 เมตร

6. สถานีโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันมีระดับน้ำ 10.60 เมตร ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 3.50 เมตร คาดการณ์ระดับน้ำจะเพิ่มขึ้น 1.00 - 1.50 เมตร

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว และกำชับจังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี เร่งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง และแจ้งเตือนให้ประชาชนที่สัญจรและประกอบกิจกรรมในบริเวณแม่น้ำโขง รวมทั้งผู้ที่อาศัยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมการเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขง

'อ.ไชยันต์' เทียบ 'จำนวนประชากร-ผู้เสียชีวิต' จากโควิด-19 ผู้เสียชีวิตในไทยต่ำกว่าชาติอื่นที่มีประชากรใกล้เคียงกัน

(9 ส.ค. 66) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19

- สหราชอาณาจักร 228,890 (จำนวนประชากร 67.33 ล้าน)

- ฝรั่งเศส 167,642 (จำนวนประชากร 67.75 ล้าน)

- สวีเดน 24,537 (จำนวนประชากร 10.42 ล้าน)

- ไทย 34,437 (จำนวนประชากร 71.6 ล้าน)

แกนนำกลุ่มทะลุวัง กล่าวหาว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของไทยเป็น ‘ฆาตกร’ เพราะประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นจำนวน 34,437 คน

แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สวีเดน ฯลฯ ล่ะครับ ?

ส่วนประเทศที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เลยนั้น

ขอยกตัวอย่าง 3 ประเทศ ได้แก่...
ลาว, กัมพูชา และเกาหลีเหนือ 

ส่วนรายชื่อประเทศที่เหลือที่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เลย ดูได้จากภาพแนบครับ

ตำรวจ ปส. ลุยล้าง 5 เครือข่ายยาเสพติดก่อนลงใต้ ยึดยาบ้า 13.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 520 กก. และคีตามีน 850 กก. เร่งตามล่าผู้ร่วมขบวนการ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร.,       พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิตพุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.พรศักดิ์  สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4 และ พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2 พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ให้กวาดล้างจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อยให้หมดสิ้นโดยเร็ว ล่าสุดตำรวจ ปส.(NSB) ได้จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด 5 เครือข่าย ผู้ต้องหา 8 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 13.7 ล้านเม็ด, ไอซ์ 520 กก. และคีตามีน 850 กก.

รายแรก ตำรวจ บก.สกส. ได้สืบสวนทราบว่า นายไพโรจน์ กับพวก มีพฤติการณ์ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือ และจะนำไปส่งมอบให้กับลูกค้าทางพื้นที่ภาคกลาง และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีนายทุนผู้ค้ายาเสพติดชาวเมียนมาร์ เป็นผู้ว่าจ้าง จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 27 ก.ค.66 ได้ร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุมตัวนายไพโรจน์ พร้อมของกลางยาบ้า จำนวนประมาณ 400,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในช่องตู้ลำโพงแบบดัดแปลงด้านหลังเบาะนั่งผู้โดยสารตอนหลัง และซุกซ่อน  ในช่องตัวถังรถในส่วนช่องเก็บสัมภาระท้ายรถยนต์ทะเบียน ขอ 41XX เชียงใหม่ ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจยึดของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลดำเนินคดี และออกหมายจับบุคคลในเครือข่าย ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

รายที่ 2 ตำรวจ ปส.2 ได้สืบสวนขยายผลจับกุมนายธนพัฒน์ หรือเฟส พร้อมยาเสพติดไอซ์ น้ำหนักประมาณ 120 กก. ที่ จ.ชัยภูมิ พบความเคลื่อนไหวของ น.ส.นิติยา ซึ่งเป็นกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่แนวชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่พื้นที่ตอนใน โดยใช้รถยนต์กระบะ ทะเบียน กต-2xxx เลย เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติด จึงได้ร่วมกันวางแผนการจับกุมตามเส้นทางที่ น.ส.นิติยา ใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงยาเสพติด จนกระทั่ง เวลาประมาณ 22.00 น. พบรถยนต์ทะเบียน กต-2xxx เลย ในเขตพื้นที่ อ.บุ่งคล้า จ.บึงกาฬ ขับมุ่งหน้าไป จ.สกลนคร เมื่อรถยนต์ขับมาถึงสะพานแม่น้ำยาม ต.อากาศ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ตำรวจ ปส.2 จึงได้แสดงตัวเข้าทำการตรวจสอบ พบ น.ส.นิติยา เป็นคนขับ ตรวจสอบภายในรถยนต์คันดังกล่าว พบยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ประมาณ 1,300,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ในที่นั่งด้านหลังรถยนต์คันดังกล่าว จึงยึดไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้จับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่ง พงส.บก.ปส.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 3 ตำรวจ ปส. โดยตำรวจ ปส.4 ได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ภาคใต้ จนทราบว่า กลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเครือข่าย จะลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ จ.ระนอง ไปส่งที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ จนกระทั่งวันที่ 3 ส.ค.66 พบรถยนต์ทะเบียน 3 ฒฌ 6xxx กทม. มีนายมูสเล็ม เป็นผู้ขับขี่ และรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ ทะเบียนสงขลา ทำหน้าที่ขับนำทางสำรวจเส้นทาง ขับมุ่งหน้าขาออก สายเอเชีย 41 ผ่าน จ.สุราษฎร์ธานี เข้าพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจ ปส. จึงได้สกัดจับกุม ผลการตรวจค้นพบ คีตามีน จำนวน 850 ถุง น้ำหนักประมาณ 850 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกระสอบท้ายรถยนต์กระบะดังกล่าว จากการสอบถามนายมูสเล็ม ผู้ขับขี่ รับว่าขนยาเสพติดมาจาก จ.ระนอง เพื่อนำไปส่งที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บก.ปส.4 ดำเนินคดี เพื่อสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการต่อไป

รายที่ 4 ตำรวจ ปส.4 ได้สืบสวนทราบว่าจะมีกลุ่มผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคใต้เดินทางขึ้นไปรับยาเสพติดในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อนำมาส่งมอบให้กับเครือข่ายนักค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เฝ้าติดตามพฤติการณ์ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 ส.ค.66 เวลาประมาณ 13.45 น. พบรถยนต์กลุ่มเป้าหมาย รถยนต์ทะเบียน 3ฒม 3xxx กทม. เป็นรถบรรทุกขนาดเล็กมีลักษณะเป็นตู้ทึบสำหรับบรรทุกสินค้า มีนายโสมนัส เป็นผู้ขับขี่, รถยนต์ทะเบียน 3 ขผ 3xxx กทม. ทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง (คันที่ 1)  มีนายยงยุทธ เป็นผู้ขับขี่ และรถยนต์หมายเลขทะเบียน  กย 4xxx กาญจนบุรี  ทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง(คันที่2) มีนายอำนาจ เป็นผู้ขับขี่, นายอาลียัส นั่งคู่คนขับ วิ่งผ่านถนนพระราม 2 มุ่งหน้าลงใต้ เข้าเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ต่อมารถยนต์ทั้งสามคันทยอยเข้ามาจอด ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ต.ไชยราช อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตำรวจจึงได้จับกุม ตรวจค้นพบของกลางยาบ้า จำนวน 12 ล้านเม็ด, ไอซ์ น้ำหนักประมาณ 320 กิโลกรัม จากการค้นตัวนายอำนาจ และนายอาลียัส พบอาวุธปืนพกสั้น แบบลูกโม่ ขนาด .38 จำนวน 2 กระบอก และกระสุนขนาด .38 จำนวน 28 นัดจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง พงส.บก.ปส.4  เพื่อสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป

รายที่ 5 ตำรวจ สกส. ได้สืบสวนทราบว่าขบวนการขนยาเสพติดของ นายวีระเดช ซึ่งลักลอบขนยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือ จะนำไปส่งให้ลูกค้าใน จ.พระนครศรีอยุธยา จึงวางแผนจับกุม ต่อมาวันที่ 8 ส.ค.66 เวลาประมาณ 23.40 น. ได้พบรถกระบะ MITSUBISHI TRITON สีดำ หมายเลขทะเบียน ฒฐ 28XX กรุงเทพมหานคร, รถกระบะ TOYOTA HILUX REVO สีขาว หมายเลขทะเบียน บพ 39XX พะเยา และรถกระบะ TOYOTA Hilux Revo สีขาวหมายเลขทะเบียน บบ 87XX พะเยา ขับขี่ไปติดไฟแดง บริเวณ ต.สมอแข อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงแสดงตัวเข้าทำการตรวจค้น พบยาเสพติดไอซ์ จำนวน 10 กระสอบ น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ในกองผักท้ายกระบะรถ หมายเลขทะเบียน บพ 3983 พะเยา มีนายวีระเดช เป็นผู้ขับขี่ จึงยึดเป็นของกลาง  ตำรวจ ปส.จึงจับกุมตัวนายวีระเดช พร้อมของกลางนำส่ง พงส. บช.ปส.ดำเนินคดี และขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

สำหรับเดือน ก.ค.66 ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 20 คดี  ผู้ต้องหา 36 คน ของกลาง ยาบ้า 18.5 ล้านเม็ด, ไอซ์ 310 กก. และ เฮโรอีน 14 กก.

ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย 6 แอปพลิเคชันปลอมควบคุมมือถือระบาดหนัก พบผู้เสียหายจำนวนมาก

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษก บช.สอท. กล่าวว่า ได้รับรายงานจากการตรวจสอบในระบบศูนย์บริหารการรับแจ้งความออนไลน์ พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีผู้เสียหายหลายรายได้รับข้อความสั้น (SMS) และได้รับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชน โดยให้ทำการเพิ่มเพื่อนทางแอปพลิเคชันไลน์ของหน่วยงานปลอมนั้นๆ จากนั้นจะสอบถามข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายก่อนที่จะส่งลิงก์เว็บไซต์ปลอมให้ผู้เสียหายติดตั้งแอปพลิเคชันที่มิจฉาชีพปลอมขึ้นมาแล้วหลอกลวงให้ทำตามขั้นตอน ตั้งค่าให้สิทธิการเข้าถึง และให้สิทธิควบคุมโทรศัพท์มือถือที่ผู้เสียหายใช้งาน หลอกลวงให้กรอกรหัส PIN 6 หลัก จำนวนหลายครั้ง หรือหลอกลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียมในจำนวนเล็กน้อย เช่น โอนเงินจำนวน 10 บาท เพื่อดูรหัสการทำธุรกรรมธนาคารของผู้เสียหาย แล้วเข้าควบคุมโทรศัพท์ของผู้เสียหายแล้วโอนเงินออกจากบัญชี จำนวนกว่า 6 หน่วยงาน ดังนี้

1.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยได้รับข้อความสั้น (SMS) หรือได้รับสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งผู้เสียหายว่าจะได้รับเงินค่าชดเชยหม้อแปลงไฟฟ้า หรือคำนวณเงินค่า FT ผิดพลาด หรือได้รับเงินคืนค่าประกันไฟฟ้า เป็นต้น

2.กรมที่ดิน โดยได้รับสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน แจ้งผู้เสียหายให้อัปเดตข้อมูลสถานะที่ดิน หรือให้ยืนยันการไม่ต้องชำระภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน สำรวจประเภทการใช้งานที่ดิน หรือชำระภาษีที่ดินไว้เกินจะคืนให้ เป็นต้น

3.สำนักงานประกันสังคม ได้รับข้อความสั้น (SMS) หรือได้รับสายโทรศัพท์แจ้งว่า เตือนเลขบัตรลงท้ายด้วยเลข XXXX  กรุณาติดต่อเจ้าหน้าที่ เพื่ออัปเดตข้อมูลอย่างเร่งด่วน หรือให้ชำระค่าประกันสังคม หรือจะโอนเงินค่าประกันโควิคให้ เป็นต้น

4.บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ได้รับข้อความสั้น (SMS) แจ้งว่า พัสดุของท่านเสียหาย กรุณายื่นเคลมค่าเสียหาย

5.กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้รับสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ให้ทำการยกเลิกโครงการคนละครึ่ง ให้ยกเลิกโครงการประชารัฐที่ผูกไว้กับร้านค้า หรือให้อัปเดตข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน เป็นต้น

6.กรมบัญชีกลาง ได้รับสายโทรศัพท์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรมาสอบถามข้อมูล เพื่อทำเรื่องค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.66 – 31 ก.ค.66 การหลอกลวงติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบฯ มีประชาชนตกเป็นเหยื่อสูงเป็นลำดับที่ 4 มีจำนวนกว่า 1,105 เรื่อง หรือคิดเป็น 7.03% ของเรื่องที่มีการรับแจ้งความออนไลน์ในเดือน ก.ค. 66 และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 165 ล้านบาท

บช.สอท. โดย พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ได้เร่งรัดขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. ในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ส่งข้อความสั้น หรือโทรศัพท์ไปหลอกลวงเอาทรัพย์สินของประชาชนสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง

โฆษก บช.สอท. กล่าวอีกว่า การหลอกลวงในรูปแบบดังกล่าวยังคงเป็นการหลอกลวงในรูปแบบเดิมๆ เพียงแต่มิจฉาชีพจะเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และเปลี่ยนเนื้อหาไปตามวันเวลา และสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งว่าได้รับสิทธิ หรือได้รับเงินคืน หรืออัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน โดยในขั้นตอนสุดท้ายจะหลอกลวงให้เหยื่อกดลิงก์ผ่านเว็บไซต์ปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นให้กดติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมของหน่วยงานที่แอบอ้าง โดยมิจฉาชีพจะอาศัยความไม่รู้ และความโลภ ของประชาชนเป็นเครื่องมือ ใช้ความสมัครใจของเหยื่อให้ติดตั้งแอปพลิเคชันปลอม มีการใช้สัญลักษณ์ของหน่วยงาน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันหลายหน่วยงานได้ประกาศยกเลิกการส่งข้อความสั้น (SMS) หรือส่งอีเมลไปยังประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการเงิน หรือธนาคารต่างๆ ทั้งนี้ฝากย้ำเตือนไปยังประชาชน ไม่ว่ามิจฉาชีพจะมาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม ให้ระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ โดยหากพบเห็นข้อความสั้น (SMS) หรือลิงก์ ในลักษณะดังกล่าวให้แจ้งเตือนไปยังบุคคลใกล้ชิด และหน่วยงานภาครัฐ หรือหน่วยงานนั้นๆ ให้ช่วยตรวจสอบทันที เพื่อลดการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

​ทั้งนี้ ขอฝากประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงแนวทางการป้องกัน ดังนี้
1.ไม่กดลิงก์ที่เเนบมากับข้อความสั้น (SMS) หรือที่ส่งมาทางสื่อสังคมออนไลน์ ไม่กดลิงก์ติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ เพราะอาจเป็นการดักรับข้อมูล หรือการฝังมัลแวร์ของมิจฉาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาพร้อมกับข้อความในลักษณะการให้สิทธิพิเศษ ให้รางวัล หรือโปรโมชันต่างๆ หรือข้อความที่ทำให้ตกใจกลัว
2.หากได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่คุ้นเคย และมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ให้ขอชื่อนามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับของเจ้าหน้าที่ โดยให้แจ้งว่าจะติดต่อกลับไปภายหลัง
3.ตรวจก่อนว่ามาจากหน่วยงานนั้นๆ จริงหรือไม่ โดยการโทรศัพท์ไปสอบถามผ่านหมายเลขคอลเซ็นเตอร์ หรือผ่านเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานนั้น โดยตรง รวมถึงตรวจสอบว่ามีการประกาศแจ้งเตือนการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวหรือไม่
4.ระวังการให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ปลอม โดย LINE Official Account จริงที่ผ่านการรับรองจะมีสัญลักษณ์โล่สีเขียว หรือโล่สีน้ำเงิน หากเป็นโล่สีเทาหรือไม่มีจะเป็นบัญชีทั่วไปยังไม่ได้ผ่านการรับรอง ต้องตรวจสอบยืนยันให้ดีเสียก่อน
5.ไม่ติดตั้งโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันผ่านเว็บไซต์ที่ผู้อื่นส่งมาให้โดยเด็ดขาด แม้จะเป็นโปรแกรมที่รู้จักก็ตาม เพราะอาจเป็นแอปพลิเคชันปลอม โดยหากต้องการใช้งานให้ทำการติดตั้งผ่าน App Store หรือ Play Store เท่านั้น

6.ไม่อนุญาตให้ติดตั้งแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก หรือไฟล์ที่อาจเป็นอันตราย ไฟล์นามสกุล .Apk
7.ไม่อนุญาตให้เข้าถึงอุปกรณ์ และควบคุมอุปกรณ์ หรือโทรศัพท์มือถืออย่างเด็ดขาด
8.ไม่กรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงินใดๆ ลงในลิงก์ หรือแอปพลิเคชันในลักษณะดังกล่าวโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรหัสผ่าน 6 หลัก ที่ซ้ำกับรหัสแอปพลิเคชันของธนาคารต่างๆ รวมถึงไม่โอนเงินไปยังบัญชีต่างๆ ตามคำบอกของผู้ที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ เพราะเสี่ยงถูกนำรหัสการทำธุรกรรมธนาคารไปใช้
9.หากท่านติดตั้งแอปพลิเคชันปลอมแล้ว ให้รีบทำการ Force Reset หรือการบังคับให้อุปกรณ์นั้นรีสตาร์ต (ส่วนใหญ่เป็นการกดปุ่ม Power พร้อมปุ่มปรับเสียงค้างไว้) ในกรณีเกิดอาการค้างไม่ตอบสนอง หรือเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) หรือปิดเครื่องเพื่อตัดสัญญาณไม่ให้โทรศัพท์สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ถอดซิมการ์ดโทรศัพท์ออก หรือทำการปิด Wi-fi Router
10.อัปเดตระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ หรืออุปกรณ์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

‘กทพ.’ จ่อชง ครม.ใหม่ อนุมัติสร้างทางเชื่อมข้ามเกาะสมุย เพิ่มทางเลือกในการเดินทาง คาดเริ่มปี 71 เปิดบริการปลายปี 75

(8 ส.ค. 66) ณ ห้องประชุม Fortune 2 โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน นครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 1 (ปฐมนิเทศโครงการ) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย

โดยมี นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และนายชุ้น ณัฐเดช กังสุกุล ปลัดจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ร่วมเป็นประธานเปิดการประชุมฯ เพื่อนำเสนอข้อมูลความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ แนวคิดเบื้องต้น แนวเส้นทางเลือก รูปแบบเบื้องต้น กระบวนการ ขั้นตอน และแผนการดำเนินงาน ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ได้มีโอกาสร่วมรับรู้ข้อมูลโครงการตั้งแต่เริ่มต้น และได้มีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับนำไปประกอบการดำเนินการศึกษาความเหมาะสมฯ ต่อไป โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมฯ ครอบคลุมทั้งผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาควิชาการ ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และผู้ที่สนใจ ประมาณ 150 คน

เหตุผลความจำเป็นของโครงการ คือ เกาะสมุยเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ‘การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้’ แต่ในปัจจุบันการเดินทางมายังเกาะสมุยสามารถเดินทางได้เพียง 2 รูปแบบ คือ ทางอากาศและทางน้ำ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านปริมาณและจำนวนเที่ยวในการให้บริการ ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการเดินทาง และกระทบต่อภาคธุรกิจท่องเที่ยว

นอกจากนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นต้องเดินทางจากเกาะสมุยมายังจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือจังหวัดนครศรีธรรมราช จะไม่สามารถเดินทางได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้ามรสุมที่ไม่สามารถเดินทางด้วยเรือ ซึ่งการมีทางเชื่อมข้ามเกาะจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางได้

กทพ. จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัท เอพซิลอน จำกัด และบริษัท เทสโก้ จำกัด เพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสมฯ ระยะเวลา 720 วัน (24 เดือน) เมื่อแล้วเสร็จ กทพ. จะเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อเสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม. เพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการต่อไป โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี พ.ศ. 2571 และเปิดให้บริการปลายปี พ.ศ. 2575

ในเบื้องต้น จุดเริ่มต้นโครงการฝั่งแผ่นดินใหญ่ ประกอบด้วย แห่งที่ 1 บริเวณ กม.30+700 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี แห่งที่ 2 บริเวณ กม.4+900 ของทางหลวงชนบทหมายเลข นศ.4044 ในพื้นที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และแห่งที่ 3 บริเวณ กม.9+400 ของทางหลวงชนบทหมายเลข นศ.4044 ในพื้นที่ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

ส่วนบริเวณจุดสิ้นสุดโครงการจะอยู่ในพื้นที่ตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย แห่งที่ 1 บริเวณ กม.5+650 ของทางหลวงหมายเลข 4170 ด้านเหนืออ่าวพังกา แห่งที่ 2 บริเวณ กม.6+100 ของทางหลวงหมายเลข 4170 (แยกพังกา) ซ้อนทับกับถนนท่าเรือไปเกาะแตน และแห่งที่ 3 บริเวณ กม.9+000 ของทางหลวงหมายเลข 4170 ท้ายอ่าวหินลาด

ทั้งนี้ มีแนวเส้นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้เชื่อมต่อจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด จำนวน 7 แนวทางเลือก สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลข่าวสารของโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย สามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ www.samuibridge.com และทางเฟซบุ๊ก ‘โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย’ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางไลน์กลุ่ม ‘Samui bridge’

‘พยาบาลสาว’ รุดช่วยคนเจ็บจากอุบัติเหตุรถล้ม ไม่แคร์แม้ชุดขาวจะเปื้อน สนใจแค่ ‘ช่วยชีวิตคน’

เมื่อวานนี้ (7 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘ขวัญดาว ตรีศูนย์’ ได้โพสต์ข้อความว่า “ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนหัวใจก็ยังเป็นพยาบาล…ขณะที่ขับรถอยู่ก็มองเห็นไกล ๆ ว่ามีคนขับมอเตอร์ไซด์ข้ามเลน ขับตัดหน้ารถบรรทุก แบบเฉียดฉิว จากนั้นก็ตกลงไปในร่องหลุมลึกข้างทาง คนขับน่าจะวูบจากโรคประจำตัว…ใด ๆ นั้นคือคนขับรถผ่านไปมาบริเวณนั้นไม่มีใครมองเห็นผู้บาดเจ็บเลย…รถมอไซด์และคนเจ็บตกลงไปในหลุมซะลึกทำให้ขาซ้ายผิดรูปมีบาดแผลที่ศีรษะ ดีใจที่ได้ช่วยเหลือนะคะ ขอบคุณทีมร่มโพธิ์คะ” 

พร้อมกันนี้ได้โพสต์ภาพของตนเอง ในขณะที่กำลังให้การช่วยเหลือหญิงรายหนึ่ง ที่ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักตกข้างทาง จนทำให้ได้รับบาดเจ็บ

เวลาต่อมาทราบว่า ผู้ที่กำลังให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บชื่อ น.ส.ขวัญดาว ตรีศูนย์ เป็นพยาบาลวิชาชีพชำนาญการ สังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งกำลังจะเดินทางไปทำธุระส่วนตัว ได้ผ่านมาเจอเหตุการณ์ และได้ให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ หลังจากภาพและข้อความดังกล่าว ถูกโพสต์ออกไปได้ไม่นาน ก็ได้มีผู้เข้ามาแสดงความชื่นชมในการกระทำดังกล่าวเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เข้ามาแสดงความชื่นชมว่า “I see เก่งจัง ชื่นชมครับ ความเป็นพยาบาล เป็น 24 ชั่วโมง ตลอดอายุไข”

ทั้งนี้ น.ส.ขวัญดาว เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.00 น. ขณะที่ตนกำลังขับรถเพื่อที่จะไปทำธุระส่วนตัวที่ ต.น้ำร้อน อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โดยขับรถไปเพียงคนเดียว ขณะนั้นได้ขับรถตามหลังรถบรรทุกมาห่าง ๆ และได้สังเกตเห็นคนขี่รถจักรยานยนต์ขับสวนทาง โดยรถมีลักษณะส่าย ๆ จากนั้นก็ได้ตัดหน้ารถบรรทุก และพุ่งลงไปข้างทาง ตกลงไปในท้องร่องข้างถนน จึงได้จอดรถห่างออกไปประมาณ 200 เมตร จากนั้นก็ได้วิ่งมาดูก็พบว่ามีรถจักรยานยนต์ตกอยู่ในท้องร่อง และมีผู้บาดเจ็บเป็นผู้หญิงนอนสลบซุกเข้าไปในท่อ และมีเลือดออกบริเวณศรีษะ ตนจึงรีบวิ่งกลับไปที่รถเพื่อหาผ้าสะอาดมาทำการห้ามเลือด และทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ชื่นชม!! ‘น้องพลอย’ ขายไก่ย่างเลี้ยงดูแม่ป่วยติดเตียง ฝันอยากเรียนพยาบาล ไว้ดูแลแม่ - ช่วยเหลือสังคม

(8 ส.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับทราบข่าวเด็ก นร.ม.4 ขายไก่ย่าง เพื่อดูแลแม่ที่ป่วยติดเตียง หลังแม่ประสบอุบัติเหตุจากการทำงานก่อสร้างจนกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง หวังมีอนาคตได้เรียนต่อพยาบาล

ผู้สื่อข่าวได้ลงไปที่บ้านเลขที่ 138 หมู่ที่ 1 ตำบลกุดจอก อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา พบ นางสาวหฤทัย รักพินิด หรือ น้องพลอย อายุ 16 ปี เด็กนักเรียนชั้น ม.4 กำลังเช็ดตัวให้กับ นางสาวกนกพร ครุฑขุนทด อายุ 36 ปี ผู้เป็นแม่ ที่นอนป่วยติดเตียงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

โดย น้องพลอย จะคอยดูแล ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวให้กับแม่ และทำงานบ้านทุกอย่าง ไม่ว่าจะล้างจาน หุงข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า และสิ่งที่น้องพลอยต้องทำทุกวัน ก็คือ ‘การขายไก่ย่าง’ ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน เพื่อหาเงินซื้อกับข้าวให้แม่ ซื้อผ้าอ้อมผู้ใหญ่ให้กับแม่

น้องพลอย บอกว่า ครอบครัวของตนเอง ปัจจุบันนี้ อยู่ด้วยกัน 4 คน แม่ลูก ซึ่งตนเองมีพี่ชาย อายุ 18 ปี ส่วนตนเองเป็นลูกสาวคนที่สอง และมีน้องสาวคนเล็ก กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ส่วนพ่อทำงานก่อสร้าง ในต่างจังหวัด นาน ๆ จะส่งเงินมาให้ทางบ้าน ครั้งละ 1,000 บาท

โดยน้องพลอย กล่าวว่า สาเหตุที่แม่ต้องนอนป่วยติดเตียง ก็เพราะว่า แม่ไปทำงานก่อสร้างกับพ่อที่กรุงเทพมหานคร ได้ประสบอุบัติเหตุ แผ่นปูนหล่นลงมาทับบริเวณหลัง ทำให้พิการนอนป่วยติดเตียงมานานกว่า 4 ปี แล้ว ส่วนพี่ชายต้องออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงินเรียนต่อ ตนเองสงสารแม่มาก จึงได้นำเงินเก็บไปซื้อไก่ มาย่างขายในช่วงเย็นของทุกวัน ซึ่งบางวันก็ขายได้เพียงวันละ 100-200 บาทเท่านั้น

เงินที่ได้จากการขายไก่ย่าง ก็จะนำไปซื้อผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ซื้อกับข้าวมาเลี้ยงแม่ ครอบครัว ซึ่งวันไหนขายไม่ได้ ตนเองก็ไม่มีเงินไปโรงเรียน จำเป็นต้องห่อข้าวไปกินเอง ซึ่งมีเงินไปโรงเรียนมากสุดก็แค่ 50 บาท ซึ่งตนเองอยากเรียนจบชั้น ม.ปลาย เพราะมีความฝันอยากจะเป็นพยาบาล คอยดูแลแม่ และคอยช่วยเหลือสังคม ใครต้องการอยากจะช่วยเหลือครอบครัวของน้องพลอยก็สามารถโทรศัพท์ สอบถามได้ที่เบอร์ 087-0138247 ประธานอสม.หมู่บ้าน หรือ ติดต่อที่เบอร์ 065-0903105 แม่ของน้องพลอย

ครม. อนุมัติงบกลางฯ 2.99 พันล้านบาท จ่ายค่าตอบแทนเสี่ยงภัยโควิดให้ ‘บุคลากรการแพทย์’

(8 ส.ค. 66) ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 ส.ค. 66 ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 วงเงิน 2,995.95 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานระหว่างเดือน ก.ค. 64 - มิ.ย. 65 ของหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขและนอกสาธารณสุข รวม 8 หน่วยงาน ดังนี้

1. กระทรวงสาธารณสุข 1,362.77 ล้านบาท
2. กระทรวงการอุดมศึกษาฯ 561.46 ล้านบาท
3. กระทรวงกลาโหม 385.10 ล้านบาท 
4. กระทรวงมหาดไทย 420.39 ล้านบาท 
5. กระทรวงยุติธรรม 92.16 ล้านบาท
6. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 52.16 ล้านบาท
7. สภากาชาดไทย 111.78 ล้านบาท
8. โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ 10.13 ล้านบาท

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า ความจำเป็นของเรื่องที่นี้เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 พบว่ายังมีค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นค่าตอบแทนเสี่ยงภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขค้างจ่ายในปีงบประมาณ 2564-64 ของหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ค่าตอบแทนบุคลากรนอกเหนือภารกิจปกติ สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานนอกสถานพยาบาล 

ดังนั้น เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รับค่าตอบแทนเสี่ยงภัยจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด-19 ตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเสนอเรื่องให้มีการอนุมัติในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแก่บุคลากรผู้ปฏิบัติงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม การจัดสรรงบกลางให้ในวงเงิน 2,995.95 ล้านบาทในครั้งนี้เป็นกรณีค่าเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานช่วง ก.ค. 64 - มิ.ย. 65 จะมีส่วนของค่าเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานช่วง มิ.ย. - ก.ย. 65 อีก 3,745.64 ล้านบาท โดยกระทรวงสาธารณสุขจะขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในลำดับต่อไป

‘วัชรเรศร วิวัชรวงศ์’ ผู้ก่อตั้งกองทุนศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York  เพื่อเด็กนักเรียนไทย 'เกิด-ศึกษาต่างแดน' ได้ระลึกและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

‘ท่านชาย วัชรเรศร วิวัชรวงศ์’ หรือ ‘ท่านอ้น’ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2524 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 2 ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ สุจาริณี วิวัชรวงศ์ เป็นพระเชษฐาใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และเป็นพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เมื่อแรกประสูติ ‘ท่านอ้น’ มีพระยศที่ ‘หม่อมเจ้า’ พระนามว่า หม่อมเจ้าวัชรเรศร มหิดล มีพระโสทรเชษฐาและกนิษฐา รวม 4 องค์ ได้แก่ จุฑาวัชร วิวัชรวงศ์, จักรีวัชร วิวัชรวงศ์, วัชรวีร์ วิวัชรวงศ์ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ท่านอ้น ศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ จากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียนจิตรลดา จนกระทั่งช่วงเวลาที่บินไปพำนักที่สหรัฐอเมริกา ศึกษาต่อที่ Trinity Preparatory School ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระดับปริญญาตรี ท่านอ้นสำเร็จการศึกษาในสาขานิติศาสตร์ จาก Stetson University College of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในสาขานิติศาสตร์ จาก Stetson University College of Law ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบัน ‘ท่านอ้น’ ทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท แมนีย์ แอนด์ กอร์ดอน (Maney & Gordon, P.A., Tampa) โดยทรงพำนักอยู่กับ มารดา พี่ชาย และน้องชาย ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ท่านอ้น มีภารกิจสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สำหรับนักเรียนไทยในต่างแดน แลเป็นประธานตั้งองค์ทอดกฐิน สร้างสันติภาพสู่สันติสุขทั่วราชอาณาจักรไทย ดังนี้

- เดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ตั้งกองทุนศึกษา Thai Heritage Scholarship Fund of New York สำหรับนักเรียนไทยในนครนิวยอร์ก เพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนไทยที่เกิดหรือศึกษาต่างแดนได้ระลึกถึงประเทศบ้านของตน และทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

- วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ออกสาส์นพร้อมพระเชษฐา และพระอนุชา แสดงความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

- วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

- วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นประธานทอดกฐินสามัคคี เนื่องในโอกาสครบรอบ 17 ปี ของสมาคมรวมไทย ประเทศฮ่องกง

- วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563 เป็นประธาน (ส่งผู้แทน) ตั้งองค์กฐิน และปฏิบัติธรรมเจริญจิตภาวนา เพื่อสร้างสันติภาพสู่สันติสุขทั่วไทย น้อมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รอง ผบ.ตร. นำเด็กเยาวชน นักเรียน นักศึกษา กว่า 1 พันคน แปรอักษร รักแม่ เป็นรูปหัวใจ ปลูกหญ้าแฝก 28 สายพันธุ์ สืบสาน รักษาและต่อยอดเฉลิมพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 91 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2566

วันที่ 8 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 น. ที่ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พลตำรวจเอก ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.พรชัย นลวชัย รอง ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.อิทธิพล นาคคำ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พล.ต.ต.ศิร์ธัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ ผบช.ก. นายวินัย ชมบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ ดินและน้ำ อ.ปากช่อง ชมรมฮักเขาใหญ่ ตำรวจทางหลวงนครราชสีมา เครือข่ายเยาวชนจิตอาสา ตำรวจภูธรภาค 3 นักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาในอำเภอปากช่อง และประชาชนจิตอาสา กว่า 1,000 คน

โดยทั้งหมด ร่วมกันแปรอักษรคำว่า LOVE MOM รักแม่ ในกรอบรูปหัวใจ และร่วมกันปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 91 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2566 หญ้าแฝกกว่า 50,000 ต้น 28 สายพันธุ์ ซึ่งได้พันธุ์กล้าไม้ จากการสนับสนุนจาก ศูนย์วิจัยการอนุรักษ์ดินและน้ำ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว เป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ของพสกนิกรชาวไทย สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ท่านทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ เป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย จึงจัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น จิตอาสาจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น สถานศึกษา ประชาชน เป็นความร่วมมือร่วมใจกัน

โดยการปลูกหญ้าแฝก เป็นหญ้าที่นอกจากจะปลููกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินแล้ว ยังปลูกเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาความชื้น ปรับปรุงบํารุงดิน ฟื้นฟูดินและรักษาสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะพื้นที่ทําการเกษตรที่มีปัญหาความ อุดมสมบูรณ์ของดินต่ํา หรือดินเสื่อมโทรม เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ สร้างความชุ่มชื้น สร้างระบบนิเวศน์ ให้ชุมชนอยู่กับป่าได้อย่างเกื้อกูล อย่างยั่งยืนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top