Saturday, 18 July 2026
NEWS

สมาคมแม่บ้านตำรวจร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เชิญชวนบุตรหลานข้าราชการตำรวจประกวดแต่งเรียงความในหัวข้อ “พ่อของฉัน”

เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2566 ส่งเสริมความรักความผูกพันในครอบครัว

วันนี้ (22 พ.ย.66) คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เปิดเผยว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจมีนโยบายมุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์เพื่อธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และดำเนินกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสร้างขวัญกำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมถึงสนับสนุนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นการเทิดทูนพระคุณของพ่อและยกย่องบทบาทของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม โอกาสนี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจจึงร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมประกวดแต่งเรียงความ “พ่อของฉัน” เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2566 ขึ้น เพื่อส่งเสริมความรักความผูกพันในครอบครัว และสร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

โดยการประกวดครั้งนี้ ขอเชิญบุตรหลานข้าราชการตำรวจที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาระดับปริญญาตรี ร่วมส่งผลงานการแต่งเรียงความเพื่อชิงรางวัล ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ จำนวน 10,000 บาท 1 รางวัล , รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 7,000 บาท 1 รางวัล , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 5,000 บาท 2 รางวัล  , รางวัลชมเชย จำนวน 1,500 บาท 2 รางวัล โดยรางวัลชนะเลิศของแต่ละกองบัญชาการจะนำไปเผยแพร่ในแอปพลิเคชันแทนใจ  

ผู้สนใจร่วมโครงการสามารถส่งผลงานทาง e-mail : [email protected] ภายในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สมาคมแม่บ้านตำรวจ policewives.police.go.th

‘พีระพันธุ์’ สั่ง สส. เร่งลงพื้นที่ช่วยน้ำท่วมฉับพลันภาคใต้ ฟาก ‘พิมพ์ภัทรา’ ส่งถุงยังชีพ ก.อุตฯ ช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว

(21 พ.ย. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ United Thai Nation Party’ โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในภาคใต้ ระบุว่า…

พรรครวมไทยสร้างชาติห่วงใยสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในภาคใต้ ‘พีระพันธุ์’ สั่ง สส. เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมส่งถุงยังชีพบรรเทาทุกข์เบื้องต้น พร้อมขอให้ติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 66 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นห่วงประชาชนในภาคใต้หลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมฉับพลัน อันเป็นผลมาจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่มาตั้งแต่วันที่ 16-21 พ.ย. 

ล่าสุดเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พัทลุง ระนอง สงขลา ชุมพร และนครศรีธรรมราช รวม 34 อำเภอ 165 ตำบล 836 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 34,228 ครัวเรือน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดในวันนี้ (21 พ.ย.) น้ำยังท่วมในพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ พัทลุง และนครราชสีมา รวม 6 อำเภอ 48 ตำบล 274 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 20,857 ครัวเรือน

นายอัครเดช กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ขอให้ สส. ของพรรคในภาคใต้ลงไปช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิดพร้อมทั้งประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้าให้การช่วยเหลือ 

ขณะนี้ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม ได้ส่งถุงยังชีพของกระทรวงอุตสาหกรรมไปช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ขณะเดียวกัน สส. ในพื้นที่ก็ได้เร่งลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ถ้าพื้นที่ไหนมีปัญหาสามารถแจ้ง สส. พรรครวมไทยสร้างชาติในพื้นที่ให้เข้าการช่วยเหลือได้ อย่างไรก็ตามถือเป็นความห่วงใยจากพรรครวมไทยสร้างชาติขอแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชน อีกทั้งจะได้เร่งรัดหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงที่พรรครับผิดชอบและ สส. ในพื้นที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนกว่าภาวะน้ำท่วมในภาคใต้จะเข้าสู่ภาวะปกติ

#พรรครวมไทยสร้างชาติ  
#สู้ให้ทุกปัญหาพึ่งพาได้ทุกเรื่อง

‘สว.วีระศักดิ์’ เผยความรู้สึก หลังพา นทท.ตาบอดทัวร์กรุงเทพฯ ปลื้มใจ!! คนไทยหลายคนหยิบยื่นน้ำใจ-ต้อนรับกันอย่างอบอุ่น

(21 พ.ย. 66) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา อดีตเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โพสต์ข้อความในหัวข้อ ‘นักท่องเที่ยวยุโรปตาบอดกับปากคลองตลาด’ ระบุว่า…

วันก่อน

ในกิจกรรมที่คุณนัตตี้ ด้วยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำคณะนักท่องเที่ยวตาบอดจากยุโรป 10 คนที่ซื้อตั๋วซื้อทัวร์เดินทางมาไทยและกำลังจะออกไปเที่ยวที่ปากคลองตลาด ตลาดดอกไม้ชื่อดังของกรุงเทพ

ผมจึงอาสาเดินทางไปทำหน้าที่ผู้ช่วยไกด์กิตติมศักดิ์ รับคณะเดินทางจากด้านหลังตลาด ซึ่งจะมีพื้นที่ให้รถตู้ 3 คันจอดส่งผู้โดยสารตาบอดลงรวมตัวกันใต้เงาอาคารได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

การพาเดินเข้าตลาดจากด้านหลังจะมีคนน้อยกว่า สามารถพาเดินผ่านช่องต่าง ๆ ผ่านชั้นวางชั้นแขวนดอกไม้สารพัดอย่าง 

เดินลึกเข้าไปเจอเข่งตะกร้าหลายใบใส่ใบเตย เราจึงหยุดให้แขกต่างชาติของเราได้สูดกลิ่นของใบเตย (pandan leaf) ที่พ่อค้ามัดรวมไว้รอจำหน่าย ใบเตยใช้ต้มทำเครื่องดื่ม ใช้คั้นเอาน้ำไปผสมในอาหารและของหวาน ทำขนม สรรพคุณของใบเตยช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ ดื่มดับกระหาย คลายอ่อนเพลีย 

ผอ.นรินท์ ทิจะยัง จากสำนักงานใหญ่ททท. ซึ่งมาสังเกตการณ์ด้วย รู้เทคนิค จึงเดินจ้ำล่วงหน้าไปกระซิบบอกพ่อค้าแม่ค้าให้ทราบว่า นี่คือกลุ่มนักท่องเที่ยวพิเศษ สายตามองไม่เห็น และตั้งใจมาขอเยี่ยมสัมผัสกับตลาดที่นี่ พ่อค้าแม่ค้ายิ้มพยักหน้ารับทราบ

ว่าแล้วพ่อค้าก็ยื่นช่อกล้วยไม้มาให้ผมส่งให้แหม่มชาวอังกฤษผมทองที่ตาบอดสนิทได้สัมผัส เธอยิ้มตื่นเต้นดีใจ

กล้วยไม้อาจดูเป็นพืชพื้น ๆ ของบ้านเรา แต่กับชาวตะวันตกเมืองหนาว เขาจะตื่นเต้นกับกล้วยไม้กัน ถือเป็นพืชหายาก ในยุโรปมีราคาแพงเพราะต้องเอาขึ้นเครื่องบินส่งเข้าไปจำหน่าย

เราเดินผ่านแผงขายกระทง แม่ค้าสาวอายุน้อยยิ้มรับ พยักหน้าอนุญาต ผมจึงหยิบกระทงขึ้นมาให้กลุ่มนักท่องเที่ยวตาบอดของเราได้สัมผัสกระทง ทุกคนต่างลูบคลำกระทงด้วยความสนใจ แม่ค้าฝากผมแปลว่ากระทงนี้ประดิษฐ์จากต้นข้าวโพดแห้ง และอธิบายประกอบเพิ่มถึงประเพณีลอยกระทงปลายฤดูฝนของเรา ที่น้ำจะเต็มตามตลิ่ง แขกต่างชาติอมยิ้มนึกภาพตามด้วยความสุข

การใช้กระทงวัสดุธรรมชาติเหล่านี้นับว่าได้ประโยชน์หลายต่อ ในแง่ที่เก็บขึ้นจากน้ำได้ง่าย และอย่างน้อยก็ดีกว่าจะถูกจุดไฟเผาทิ้งในไร่ที่ปลูกให้กลายเป็นฝุ่นควันรบกวนสิ่งแวดล้อมเปล่า ๆ

แม่ค้าอีกฝั่งใจดี ยื่นพวงมาลัยแช่น้ำแข็งพวงเล็ก ๆ ให้นักท่องเที่ยวตาบอดได้ดมกลิ่นมะลิ (jasmine) หอมสดชื่น 

เราเลยขอซื้อมาลัยมะลิพวงเล็ก ๆ แจกให้ทั้งคณะได้ติดข้อมือไป อยากถือดมไปนานแค่ไหนก็ได้ แม่ค้าติดราคาไว้แค่พวงละ 10 บาท แต่แม่ค้าบอกว่าขอไม่รับเงิน แต่เรายืนยันว่าไม่ขอรบกวน แค่อนุญาตให้คณะได้ยืนมุงบังหน้าร้านนานอย่างนี้ก็ขอบคุณยิ่งแล้ว

ที่จริงสรรพคุณของดอกมะลิที่คนไม่ค่อยทราบคือ มะลิที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกนั้น สามารถใช้เป็นยาสารพัดได้ตามตำรา ทั้งบำรุงครรภ์ สมานแผล แก้ไข้ แก้ท้องเสีย กลิ่นของมะลิมีผลช่วยคลายเครียด

ผ่านไปเจอโต๊ะที่วางขายกุหลาบห่อใหญ่ ๆ หลาย ๆ มัด แม่ค้าชี้ไปที่ถุงพลาสติกใบใกล้ ๆ เรา เราจึงยกถุงมาส่อง มันเป็นดอกกุหลาบตูมล้วน ๆ จึงส่งถุงให้นักท่องเที่ยวของเราได้พากันสูดดมกลิ่นกุหลาบที่แม่ค้าเด็ดไว้สำหรับแยกจำหน่าย 

ผู้ซื้อบางกลุ่มนำกุหลาบตูมพวกนี้ไปสกัดน้ำมันหอมระเหย บางกลุ่มนำไปทำชากุหลาบ บางกลุ่มนำไปผสมในยาแผนโบราณ รักษาสิว สมานแผล งานวิจัยบอกว่ากุหลาบมีสารต้านอนุมูลอิสระ

สักพักเดินไปเห็นถุงที่เต็มไปด้วยดอกจำปี คงมีไว้ร้อยกับมาลัย เราเลยพาแขกของเราลองดม ดอกจำปี(champaka) ซึ่งให้กลิ่นหอมกรุ่นปะทะจมูกจัง ๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติสื่อสารส่งเสียงกันเองไปมาให้ลั่นไปหมด เพราะจมูกเค้าคงไม่คุ้นกับกลิ่นใหม่นี้   

ผมซื้อยกถุงขนาดเล็กมาแจกให้ทุกคนมีดอกจำปีสดไว้ติดในกระเป๋าสะพาย เวลากลับเข้านั่งในรถจะได้มีกลิ่นหอม ๆ เย็น ๆ ในรถต่อ ราคาไม่แพงเลย 40 บาท ได้มาน่าจะเกือบร้อยดอก!!

นักท่องเที่ยวของเรายังตื่นเต้นที่ได้สัมผัส ลูบคลำ ผลแก้วมังกร (dragon fruit) ซึ่งคนไทยนิยมทานหลังมื้ออาหาร มีคุณสมบัติ ช่วยลดท้องผูก บำรุงฟันและกระดูก คลายร้อน และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

นักท่องเที่ยวถามผมว่าแก้วมังกรมีสีอะไร ผมตอบว่าสีชมพู เธอยิ่งสนใจใหญ่

แม่ค้าผลไม้อมยิ้มอย่างเมตตา ว่าแล้วแม่ค้าก็ยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปนักท่องเที่ยวตาบอดเก็บไว้เป็นที่ระลึก

จากนั้นเราถามหาร้านขายดอกบัว แม่ค้าชี้ส่งไปที่แผงดอกบัว เราซื้อบัวสัตตบงกชมา 3 ห่อ แบ่งให้หนุ่ม ๆ สาว ๆ ตาบอดได้ถือเดินชมตลาดต่อ

แขกชาวต่างชาติหลาย ๆ คนที่ก็มาเดินตลาดสนใจถามผมว่าทำไมจึงนิยมนำดอกบัวไปบูชาพระ คำตอบที่ผมให้ไปก็คือ ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของจิตบริสุทธิ์ เพราะแม้บัวจะงอกมาจากใต้ตมใต้โคลน แต่เมื่อขึ้นชูรับแสงสว่างเหนือน้ำแล้ว เราจะไม่เจอเศษโคลนติดขึ้นมาด้วย และแม้จะมีเศษตมใด ๆ กระเด็นมาเปื้อนในภายหลัง เพียงไม่นานผิวของดอกบัวก็จะทำให้สิ่งปนเปื้อนร่วงหลุดออกไปได้เอง เป็นดั่งความบริสุทธิ์แห่งศีล สมาธิและปัญญา ตามคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง

แขกต่างชาติพยักหน้ากันหงึกหงัก จากนั้นก็เล่าให้เราฟังเรื่องกรรม (karma) แบ่งเป็นกรรมดีกรรมชั่ว ซึ่งพวกเขาก็เชื่ออย่างนั้นหลายคน

จะว่าไป การพานักท่องเที่ยวต่างชาติเดินตลาดสดของไทย ช่วยให้พวกเขาเข้าใจถึงความหลากหลายทางชีวภาพต่าง ๆ ในไทย ช่วยสร้างหัวข้อการสนทนาซักถาม แถมช่วยให้เรื่องพื้น ๆ ของชาวบ้าน กลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ดีของชาวต่างชาติที่จะไปเล่าต่อในต่างแดน

สำหรับคนตาบอดแล้ว ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทางกลิ่น การใช้นิ้วลูบสัมผัสของนุ่ม ๆ เย็น ๆ มือ ช่วยให้เขาตื่นตัวรับรู้และสดชื่น ตลาดสดของไทยเป็นแหล่งเดินเที่ยวที่ชาวต่างชาติชื่นชอบได้เสมอ เพราะได้รับรู้ว่าของสด ของท้องถิ่น และอาหารพื้นที่ของที่นั่น มีอะไรเป็นส่วนผสม และแน่นอนว่าแตกต่างจากบ้านเขามาก

การนำผู้พิการทางการมองเห็นเดินในสถานที่ทั่วไปนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือให้คนตาบอดจับไหล่เรา เขาจะสามารถเดินตามได้ปลอดภัย เพราะว่าเราจะบิดหรือยกขึ้นลงโดยไม่ทำให้คนตาบอดสับสน ต่างจากการจูงข้อมือ ซึ่งบิดไปมาสร้างความงุนงงให้ผู้ถูกจูงที่ตามองไม่เห็นได้บางตำราบอกว่าให้เค้าใช้มือทาบกลางหลังเราก็ได้เช่นกัน

แต่นั่นคือเหมาะสำหรับอัตราหนึ่งต่อหนึ่งคือตาดีหนึ่งคนนำคนตาบอดหนึ่งคน หรือจะแตะหลังหรือจับไหล่เดินตามกันเป็นแถวก็ได้  

แต่ในกรณีนี้ 2 สาวนักท่องเที่ยวตาบอดจากสโลวีเนียขอเดินคล้องแขนผมทั้งสองฝั่ง บวกกับอีกคนเป็นสาวอังกฤษซึ่งแม้สายตาจะไม่บอดสนิท เธอรับรู้แสงและรับสีได้แต่จะไม่เห็นเส้นรอบรูป กล่าวคือเห็นเพียงเบลอ ๆ มัว ๆ เธอจึงขอเลือกที่จะใช้มือเกาะเป้สะพายหลังของคนตาบอดด้านหน้าแล้วขยับตามก็เพียงพอ ทั้งสามอยากได้ยินการอธิบายเรื่องดอกไม้ผลไม้ต่าง ๆ ได้โดยใกล้ชิดด้วยความสนใจ

แขกตาบอดของเราทุกคนถือไม้เท้าขาวที่พับเก็บหดสั้นได้ รวมทั้งเมื่อยืดออก จะมีลูกกลิ้งพลาสติกสีขาวที่สุดปลายเพื่อใช้ถูกวาดไปข้างหน้า ทำให้คนตาบอดรับรู้สภาพผิวพื้นที่กำลังจะผ่านเข้าไป ว่าขรุขระ เปลี่ยนแปลงระดับ หรือมีร่องหรือไม่ สีขาวของลูกกลิ้งช่วยให้คนตาดีมองเห็นได้ง่ายขึ้นว่า มีไม้เท้าของคนตาบอดกำลังกวาดไปมา จะได้ระวังระยะให้กันและกันได้

การพานักท่องเที่ยวตาบอดชาวยุโรปเดินเที่ยวปากคลองตลาดและซื้อดอกบัวไปบูชาหลวงพ่อพระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนที่วัดโพธิ์คราวนี้ สร้างความชื่นใจให้ทั้งคนตาบอด และคนตาดีที่ได้พบเห็น

ผมแอบเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหลายต่อหลายคนที่เราเดินผ่านไป

นักท่องเที่ยวปกติที่เป็นชาวต่างชาติต่างก็พลอยปลื้มใจ ที่เค้าเห็นประเทศไทยมีศักยภาพในการดูแลและให้บริการนำเที่ยวแก่แขกต่างประเทศที่ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำ ที่จอดส่ง ทางลาด และบุคลากรที่พยายามเข้าใจและรู้จักการให้บริการ

สำหรับผมแล้ว การที่คนตาบอดตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบิน ซื้อทัวร์ จองที่พัก แล้วออกเดินทางข้ามทวีปมาเยือนเรา แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่เขามีให้สังคมเราอย่างสำคัญยิ่ง

เขาได้เอาสวัสดิภาพ และความปลอดภัยในทุกด้านมาวางไว้ในมือของสังคมเรา 

ประเทศไทยประกาศนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (tourism for all)  การที่เรารับนักท่องเที่ยวพิการได้ ย่อมแม่นยำวางใจได้ว่า เราจะรับกลุ่มอื่น ๆ ได้  

มีสิ่งที่เรายังควรปรับปรุงให้ดีกว่านี้ได้อีกเยอะ และเมื่อปรับปรุงให้ถูกต้อง ดี มีมาตรฐานแล้ว คนไทยของเราทุกคนก็จะสะดวก และได้ใช้กันถ้วนทั่วเช่นกัน

ในโลกเรามีคนพิการกว่า 600 ล้านคน (ข้อมูลขององค์การท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ UNWTO) และโลกกำลังมีประชากรสูงอายุเพิ่มเร็วมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

รวมทั้งไทยด้วย

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ไม่ใช่กลุ่มที่จะไปเมาอาละวาด ทะเลาะกัน ไม่ใช่กลุ่มที่จะเที่ยวเขียนกำแพงทำความเลอะเทอะ ไม่ยุ่งกับการเสพสารเสพติดใด ๆ แน่ มีเพียงปัญหาว่าพวกเขาจะนำเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต ไปให้รางวัลสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ แก่ตัวเองได้ที่ไหน ที่จะมีเอกลักษณ์ หลากหลาย สะอาด ปลอดภัย เข้าใจเขา ทำให้เข้าถึงได้ และเท่าเทียม

วันนี้ นักท่องเที่ยวคณะนี้เดินทางต่อ ออกจากกรุงเทพไปแล้ว และกำลังมุ่งไปอยุธยา เชียงใหม่ พะเยา แล้วจะบินลงใต้ไปพัทลุง ตรัง และจบการเดินทางท่องเที่ยวที่สนามบินภูเก็ต ทริปนี้ของพวกเขายาว 10 วันในไทย จะได้ทำทั้งสัมผัสกับช้าง นั่งรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง สานตะกร้า นั่งสมาธิ ทานอาหารท้องถิ่น และแม้แต่เดินชายหาด นวดแผนไทย ทำกลอง และตีกลองหนังของไทย

อีกไม่นาน พวกเขาก็จะบินกลับยุโรปและอเมริกา กลับบ้านไปเล่าถึงในสิ่งที่ตามองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ถึง ‘ความงาม’ ที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทยให้โลกรอบตัวของพวกเขาได้รับรู้

ผมมั่นใจว่าพวกเขาแต่ละคน จะได้รับเชิญให้ไปขึ้นเวทีกล่าวเล่าประสบการณ์ชีวิตตามที่ต่าง ๆ อยู่เสมอ

ผมต้องขอขอบคุณผู้ทำแพคเกจทัวร์ ขอบคุณทีมสนับสนุน ขอบคุณคนขับรถตู้ ที่ช่วยดูแลแขกพิเศษเหล่านี้อย่างมีความรู้ ผ่านการฝึกกันมา ขอบคุณในน้ำใจของพ่อค้าแม่ค้า คนขนของ คนเข็นผักและเพื่อนนักท่องเที่ยวต่างชาติอื่น ๆ ที่เมื่อเจอกลุ่มนักท่องเที่ยวตาบอดของเรา ทุกคนจะเอื้อเฟื้อ หลีกทางให้บ้าง หรืออนุญาตให้เราหยิบสินค้าของร้านของเขามาให้แขกของพวกเราได้สัมผัส แล้วส่งยิ้มอย่างอบอุ่นให้

นี่แหละครับ ความน่ารักของสังคมที่เห็น ‘ใจ’ กันและกัน แม้ไม่ต้องส่งเสียงอะไรออกมาเลยก็ตาม

นี่คือสังคมที่จะพัฒนาได้ด้วย ‘สปริตที่ยั่งยืน’

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์

สมาชิกวุฒิสภา
อดีตเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

พังงา " สอ.รฝ.อันดามัน อิ่มสนุก สุขสันต์ วันเนวี่เดย์ 66 " 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566  ที่ผ่านมากองพันต่อสู้อากาศยานที่ 22 ร่วมกับกองพันรักษาฝั่งที่ 11 จัดเลี้ยงอาหารมื้อพิเศษให้แก่กำลังพล เนื่องในโอกาสวันกองทัพเรือ ณ พื้นที่หน่วยขึ้นตรงหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ทะเลอันดามัน ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา กองพันต่อสู้อากาศยานที่ 22 และกองพันรักษาฝั่งที่ 11 ร่วมกันจัดอาหารให้แก่กำลังพลรับประทานเนื่องในวันกองทัพเรือ( Navy Day ) ซึ่งเป็นอาหารมื้อพิเศษ ได้แก่ ข้าวมันไก่ ขนมจีนน้ำยา น่องไก่ทอด ส้มตำ ก๋วยเตี๋ยว และเครื่องดื่มอีกมากมาย

โดยเน้นเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสม พร้อมกันนี้ในระหว่างรับประทานอาหารมีดนตรีโฟล์คซองบรรเลง เพื่อสร้างบรรยากาศในการรับประทานอาหาร พร้อมทั้งจับฉลากมอบของรางวัลให้กับผู้ร่วมงาน ทำให้กำลังพลมีความสุขและสนุกสนานภูมิใจในความเป็นทหารเรือ และความเอื้ออาทรของผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและวัตถุประสงค์ ของ ผู้บัญชาการทหารเรือ ด้านกำลังพล

นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล

‘พม.’ เดินหน้าช่วยเหลือ ‘แรงงานไทย​’ หลังกลับจากอิสราเอล​ พร้อมส่ง จนท.ดูแลสภาพจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต​อย่างใกล้ชิด​

(21 พ.ย. 66) นายวราวุธ​ ศิลปอาชา​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์​ (พม.) กล่าวถึงการให้การช่วยเหลือแรงงานไทย หลังจากเดินทางกลับจากประเทศอิสราเอลว่า​ ขณะนี้มีแรงงานลงทะเบียนกับกระทรวง พม. 8,400 ราย โดยขณะนี้เอง เจ้าหน้าที่ได้มีการให้คำแนะนำไปแล้วกว่า 8,348 ราย พร้อมช่วยเหลือส่งกลับภูมิลำเนา​

ในกรณีที่เดินทางกลับเองไม่ได้อีกกว่า 300 ราย โดยที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ พม.​ในพื้นที่​ 62 จังหวัด ทั่วประเทศได้มีการติดตาม และเข้าเยี่ยมแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เกือบ 2,000 ราย​  รวมไปถึงทางกระทรวง​ พม.ได้ให้ความช่วยเหลือ เยียวยา​ 1,030 ราย​ ทั้งเรื่องเงินสงเคราะห์​ การให้คำปรึกษา​ การสนับสนุนอาชีพ​ การให้ทุนการศึกษา​ ซึ่งที่ผ่านมา​ พม.ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิต

เพื่อนช่วยยัน!! ‘พิธา’ ขึ้นแปรอักษรงานจตุรมิตรจริง ส่วนที่ไปเมืองนอก 11 ขวบ คือไปเรียนแบบซัมเมอร์

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 66 อดีตหัวหน้าห้องช่วยยืนยัน ‘พิธา’ ขึ้นแปรอักษรจริง เช็กชื่อทุกเช้า ส่วนไปเรียนเมืองนอกตอน 11 ขวบ เป็นแบบไปซัมเมอร์ เข้าแคมป์ช่วงปิดเทอม พอพร้อมค่อยไปเรียนต่อเต็มรูปแบบ วอนแยกแยะจบดรามา

จากกรณีดรามาเพจดังจับโป๊ะ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่าได้ขึ้นแปรอักษร 2 ครั้ง สมัยเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน แต่เมื่อย้อนไปดูเทปที่เคยให้สัมภาษณ์บอกว่าไปเรียนต่อนิวซีแลนด์ตั้งแต่ 11 ขวบ จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะได้ขึ้นแปรอักษร กระทั่งมีภาพยืนยันว่าความจริงแล้วนายพิธา ยังเรียน ม.3 ที่กรุงเทพคริสเตียน จึงถูกตั้งคำถามว่าแล้วจะพูดเท็จเรื่องไปเรียนต่อตั้งแต่อายุ 11 ขวบเพื่ออะไร

ล่าสุด ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อว่า ‘Orio Piriyawat’ ได้โพสต์ภาพพร้อมระบุว่า…

“ในฐานะ อดีตหัวหน้าห้อง ม.2 ห้อง 25 กับ ม.3 ห้อง 35 ผม ‘โอ’ (เพื่อนเรียก ‘เตี้ย’) กท.22718 ‘ทิม พิธา’ เรียนอยู่กับผม ขึ้นแปรอักษรร่วมกัน เป็น BCC145 ตลอดกาล ผมเช็กชื่อนับจํานวนนักเรียนทุกเช้า ประเด็นเรื่องไปเรียนต่อเมืองนอกทับซ้อน โกหก ขออธิบายตรงนี้ เขาไปเรียนจริงแต่เป็นแบบไปเรียนซัมเมอร์ เข้าแคมป์ ตามประสา ปิดเทอม จนพร้อมก็ไปเรียนต่อต่างประเทศเต็มรูปแบบ ดังนั้น แยกแยะนะครับ จบดรามานะครับ #bcc145”

นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย เข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 หารือการจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์สื่อมวลชน และผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามเหลี่ยมเศรษฐกิจไทยมาเลเซียอินโดนีเซีย IMTGT

ที่ห้องรับรองกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ เข้าพบ พลโท ศานติ ศกุนตนาค  แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมด้วย พลตรี กรกฏ ภู่โชติ  รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และคณะ เพื่อร่วมปรึกษาหารือและยื่นหนังสือเรื่องการจัดโครงการ "#สานสัมพันธ์สื่อมวลชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวคาบสมุทรมลายูครั้งที่1”กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน - 2 ธันวาคม 2566 นี้ 

เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว พร้อมหารือเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น การดูแลความปลอดภัย ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการและสื่อมวลชนในโครงการนี้ 

สำหรับ โครงการดังกล่าว สมาคมหนังสือภาคใต้แห่งประเทศไทย ได้นำเครือข่ายผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว สื่อมวลชนจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย มาชมแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นและใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการสัมมนาหัวข้อ”#ความร่วมมือการพัฒนาการท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจIMTGT” ที่จังหวัดสงขลา เพื่อประชาสัมพันธ์แลกเปลี่ยนข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะเขตพัฒนาเศรษฐกิจ IMTGT เชื่อมสัมพันธ์และกระชับมิตรระหว่างสื่อมาเลเชีย อินโดนีเชีย และสื่อไทยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย 

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่แล้ว ยังมีความตั้งใจอยากจะนำผู้ประกอบการท่องเที่ยว และสื่อมวลชน จากประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซียกว่า 40 คน ได้มาพบปะรับฟังนโยบายการดูแลรักษาความปลอดภัยจาก พลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศพลโท ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4/ ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า พร้อมให้การสนับสนุนทุกๆ กิจกรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

และที่สำคัญยังได้สร้างการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไปยังสื่อมวลชน และกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศให้เข้าใจถึงบริบทของสถานการณ์ และสร้างความเชื่อมั่น ที่จะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ต่อยอดไปสู่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไปในอนาคต

#กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4ส่วนหน้า #กอรมนภาค4ส่วนหน้า #สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประทศไทย #ไชยยงค์มณีรุ่งสกุล #จังหวัดชายแดนภาคใต้ #สานสัมพันธ์สื่อมวลชนไทยมาเลเซียอินโดนีเซีย

เลขาฯ ศอ.บต. เข้าพบผู้นำศาสนา จชต. เพื่อความเป็นสิริมงคล ในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งฯ พร้อมหารือประสานงานการพัฒนา สอดรับบริบทวิถีชีวิต-กิจกรรมทางศาสนา

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2566 พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เข้าพบ นายศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดสงขลา เพื่อขอคำชี้แนะในการประสานงานพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับบริบทวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่และกิจกรรมทางด้านศาสนา โดยมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และนายซากีย์ พิทักษ์คุมพล สมาชิกวุฒิสภา ร่วมให้การต้อนรับ ณ สำนักงานคณะกรรมการฯ มัสยิดกลางจังหวัดสงขลา 

โดยได้มีการพูดคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่สอดรับกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมทั้งมีการพูดคุยการยกระดับการท่องเที่ยว สืบเนื่องพบว่า แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประเทศมาเลเซียเข้าเที่ยวไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปีนี้มีจำนวนกว่า 3.6 ล้านคน นอกจากนี้ เลขาธิการ ศอ.บต. ยังได้เข้าเยี่ยมหลุมฝังศพของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล อดีตจุฬาราชมนตรี ที่ถึงแก่อนิจกรรมในวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมาด้วย 

จากนั้นพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ได้เดินทางเข้าพบนายอรุณ อุมาจิ ประธานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดสตูล และคณะกรรมการอิสลามฯ ณสำนักงานคณะกรรมการอิสลาม จังหวัดสตูล เพื่อหารือประสานความร่วมมือด้านการพัฒนาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความร่วมมือในการยกระดับการพัฒนาในมิติต่างๆอย่างราบรื่น 

เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า เนื่องจากเป็นวาระในการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.ซึ่งถือเป็นโอกาสดีในการเข้าพบปะผู้นำศาสนาทั้ง 5 จังหวัด ทุกศาสนา เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมขอคำแนะนำในการดำเนินงาน ให้ ศอ.บต. มีส่วนร่วมในการพัฒนาและดำเนินกิจกรรมทางศาสนา เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ด้าน ประธานคณะกรรมการฯจังหวัดสตูล เผย ปลาบปลื้มและดีใจ เมื่อรับรู้ว่าเลขาธิการ ศอ.บต. มีกำหนดเดินทางเข้าพบ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการดำเนินงาน เพื่อประชาชน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ขอฝากให้เลขาธิการ ศอ.บต. ผลักดันให้สตูลเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหายาเสพติด การท่องเที่ยว การดูแลเยาวชนในพื้นที่ และขอให้ผลักดันการก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ เพื่อเป็นของขวัญแก่คนสตูล

‘สมาคมนักเรียนไทย-จีน’ จัดค่าย ‘Young BRI 2023’ แลกเปลี่ยนการเรียนรู้ หนุนความร่วมมือด้านเทคโนโลยี

เมื่อไม่นานนี้ ‘สมาคมนักเรียนไทย-จีน’ (TCSA) ร่วมกับ ‘สำนักงานนวัตกรรมและความร่วมมือ สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน’ (CAS-ICCB) จัดกิจกรรมโครงการ ‘Young BRI 2023 (Winter) มิติใหม่สัมพันธ์ไทย-จีน ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม’ รวมนักเรียนนักศึกษาไทย-จีนกว่า 60 คน เข้าค่าย 3 วัน 2 คืน ณ โรงแรม Holiday Inn Silom กรุงเทพฯ โดยโครงการกิจกรรมดังกล่าวนั้น ได้รับการสนับสนุนโดย สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย และร่วมจัดโดยสมาคมนักศึกษาและนักวิชาการจีนแห่งประเทศไทย (CSSAT)

ตลอดระยะเวลา 3 วัน 2 คืนของค่าย Young BRI 2023 (Winter) นั้น อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมมากมาย ทั้งการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่านการบรรยายโดยวิทยากรพิเศษ กิจกรรมสันทนาการเพื่อการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำกิจกรรมศึกษาดูงานนอกสถานที่ กิจกรรมประกวดแสดงความสามารถด้านการร้องเพลง และกิจกรรมนำเสนอผลงานกลุ่ม

สำหรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่านการบรรยายนั้น ได้รับเกียรติจากกูรูตัวจริงอย่าง ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายในหัวข้อ ‘การพัฒนาของจีนยุคใหม่กับโอกาสของเยาวชนไทย’ และ ‘ดร.อรสา รัตนอมรภิรมย์’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ CAS-ICCB บรรยายในหัวข้อ ‘การทูตวิทยาศาสตร์ในความสัมพันธ์ไทย-จีน’

โดยในส่วนของกิจกรรมศึกษาดูงานนอกสถานที่นั้น ทางคณะผู้จัดได้พาไปดูความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ไทย-จีน ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ อ.องครักษ์ จ.นครนายก เรียนรู้การทำงานของเตาปฏิกรณ์ฟิวชัน TT-1 (Thailand Tokamak l) ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์แห่งแรกในอาเซียน

นอกจากนี้ ยังไปที่สวนนวัตกรรม ‘Summer Lasalle Innovation park’ กทม. รับฟังประสบการณ์จากตัวแทนบริษัท Ocean Sky Network Co.,Ltd. : Online Marketing Analysis , Mettler-Toledo (Thailand) Co.,Ltd. : Production and service for measuring instruments for lavatories, Cosmax (Thailand) Co.,Ltd. : ODM Manufacturer for K-beauty and health products และเดินชมพื้นที่ของสวนนวัตกรรมในบรรยากาศสบายๆ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนำเสนอผลงานกลุ่ม และกิจกรรมสันทนาการเพื่อละลายพฤติกรรม และสานสัมพันธ์มิตรภาพของนักเรียนนักศึกษาไทย-จีน ซึ่งออกแบบโดย ‘นางสาวธนธร ศิระพัฒน์’ อุปนายกสมาคมนักเรียนไทย-จีน และกิจกรรมแสดงความสามารถผ่านการประกวดร้องเพลงจีนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ‘พระจันทร์’ อันเป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องมาจากเทศกาลวันไหว้พระจันทร์

กิจกรรม 3 วัน 2 คืนผ่านไปด้วยดี บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ไทย-จีน และภาพรวมของ ‘ความคิดริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง : Belt and Road Initiative’ (BRI) ที่สำคัญ ยังเป็นพื้นที่ให้เหล่านักเรียนนักศึกษาชาวไทยและชาวจีนได้มารู้จักกัน แลกเปลี่ยนและสร้างมิตรภาพกันผ่านกิจกรรมที่ออกแบบโดยสมาคมฯ และเครือข่ายผู้ร่วมจัด

'เพจดัง' กระหน่ำ 'พิธา' ทำไมบอกไปเรียนนิวซีแลนด์ตอน 11 ขวบ ทั้งที่ยังอยู่กรุงเทพคริสเตียนถึง ม.3 และได้แปรอักษร 2 ครั้ง

(20 พ.ย. 66) จากเพจ 'วันนี้ก้าวไกลโกหกอะไร' ได้โพสต์ภาพของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สมัยยังเป็นนักเรียน ม.3 ของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน พร้อมข้อควาระบุว่า...

#ทุกคนคะ ภาพถ่ายคุณพิธา ม.3 รร.กรุงเทพคริสเตียนค่ะ

แหล่งข่าวแจ้งว่าคุณพิธาเรียนไม่จบ ม.3 แล้วย้ายออกค่ะ เรื่องไปเรียนที่นิวซีแลนด์คือไปจริง แต่ทำไมสัมภาษณ์ว่าไปเรียนตอนอายุ 11-12 ขวบ อาจให้ดูน่าสงสารหรือจำผิด ก็ไม่ทราบได้

ส่วนที่ขึ้นสแตนด์ 2 ครั้ง เป็นไปได้ 2 ความหมายคือ

1. ขึ้นสแตนงานลูกเสือโลก 1 ครั้ง และ ขึ้นงานบอล 1 ครั้ง ตอน ม.2

2. ขึ้นงานบอลตอน ม.2 ทั้ง 2 ครั้ง คือ วันเปิด และ วันปิด

ขอความเป็นธรรมเรื่องคุณพิธาเรียนถึง ม.3 ด้วยนะคะ น่าสงสารมากค่ะ

ผบช.ตชด.สั่งช่วยเหลือครอบครัวคนไทยที่เดินทางไปใช้แรงงานในประเทศอิสราเอล เสียชีวิต"จากภัยสงครามพร้อมร่วมงานบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจ

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2566 ที่กองบัญชาการตำรวจชายแดน(บช.ตชด.) พล.ต.ท.ยงเกียรติ มนปราณีต ผบช.ตชด.เปิดเผยว่า ถึงกรณีการช่วยเหลือครอบครวัของคนไทยที่เดินทางไปใช่แรงงานในประเทศอิสราเอลเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบพื้นที่จังหวัดอุดรธานี มีรายชื่อ ดังนี้

1.นายอนุชา โสภากุล ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 5 บ้านเดียม ตําบลเชียงแหว อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24
ลงไปช่วยเหลือโดยได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.อภิสิษฐ์กรณ์ นุ่มมีชัย สว.จอส.,กร.กก.ตชด.24 และข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายอนุชา โสภากุล ในวันที่ 21-22 ต.ค.ที่ ผ่านมา และมอบหมายให้ พ.ต.ท.จารุบุตร เรืองศรี รอง ผกก.ตชด.24 ร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณฌาปนกจิสถาน บ้านเดียม ตําบลเชียงแหว อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 23,ต.ค.ที่ผ่านมา 

2.นายชัยรัตน์ สุนาสันต์ ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 171 หมู่ 9 บ้านโนนสูง ตําบลบ้านหยวก อําเภอน้ําโสม จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ ร.ต.อ.โกญจนารถ ชาวยาม รอง ผบ.ร้อย ตชด.245 และข้าราชการตํารวจ ร้อย ตชด.245 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายชัยรัตน์ สุนาสันต์ในวันที่ 22-23 ต.ค และมอบหมายให้ พ.ต.ท.ทวี ภาน้อย รอง ผกก.ตชด.24 ร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ ป่าช้า บ้านหยวก ตําบลบ้านหยวก อําเภอน้ําโสม จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 23.ต.ค.66

3.นายพิรุฬ ทานนพิมพ์ ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่6 บ้านนาทัน ตําบลท่าลี่ อําเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24ไดม้ อบหมายให้ ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายพิรุฬ ทานพิมพ์ ในวันที่ 27-28ต.ค.66 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดสว่างนาทันบ้านนาทัน ตําบลท่าลี่ อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 30 ต.ค.66

4.ธีระพงษ์ กลางสุวรรณ ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ 5 บ้านหนองบัวแดง ตําบลหนองไผ่ อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24ได้มอบหมายให้ ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24,ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ ธีระพงษ์ กลางสุวรรณ ในวันที่ 27 ต.ค.66 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดป่าหนองปิงตําบลหนองไผ่ อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 28'ต.ค.66

5.นายศักดิ์สิทธิ์ โคตมี ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 92,หมู่ 3 บ้านดงแสนสุข ตําบลบ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24 ได้มอบหมายให้ ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายศักดิ์สิทธิ์ โคตมี ในวันที่ 27 ต.ค.88 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ วัดป่าบ้านดงแสนสุขตําบลบ้านดงเย็น อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 28!ต.ค.66

6.นายจักรพงษ์ จันทรเสนา ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 93 หมู่ 5 บ้านเดียม ตําบลเชียงแหว อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24 ได้มอบหมายให้ ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายจักรพงษ์ จันทรเสนา ในวันที่ 2 พ.ย 66 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุป่าช้าบ้านเดียม ตําบลเชียงแหว อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พ.ย.66

7.นายบัญชา ดัชถุยาวัช ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 6 บ้านวังแสนสุข ตําบลวังทอง อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24 ได้มอบหมายให้ ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายบัญชา ดัชถุยาวัช ในวันที่ 2 พ.ย.66 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดป่าประชารังตําบลวังทอง อําเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 3 พ.ย.66

8.นายเกียรติศักดิ์ พาที ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 63,หมู่ที่ 13 บ้านแดง ตําบลบ้านแดง อําเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24 ได้มอบหมายให้ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายเกียรติศักดิ์ พาที ในวันที่ 9-10 พ.ย.66 และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดป่าสามัคคีสันติธรรม ตําบลบ้านแดง อําเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 11 พ.ย.66

9.นายไกรสร อรัญถิตย์ ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 115หมู่ที่ 4บ้านหนองบัวแดง ตําบลหนองไผ่ อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24ได้มอบหมายให้ข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้ร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ นายไกรสร อรัญถิตย์ ในวันที่ 10-12 พ.ย.และร่วมพิธีฌาปนกิจศพ ณ เมรุสํานักสงฆ์ป่าช้าวัดหนองปิงน้อย ตําบลหนองไผ่ อําเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ในวันที่ 13,พ.ย.66

10.นายไชยยา รักษานนท์ ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 52/2 หมู่ 12 บ้านนาแค ตําบลเชียงเพ็ง อําเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.จรัส รองสวัสดิ สว.กบ.กก.ตชด.24?และข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้มอบเงินช่วยเหลือและนําพวงหรีดไปร่วมไว้อาลัยให้กับ ครอบครัว นายบัญชา ดัชถุยาวัช ในวันที่ 17 พ.ย.66

11.นายศักดิ์สิทธิ์ จําปาสิม ภูมิลําเนาอยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ 8 บ้านโคกกลาง ตําบลข้าวสาร อําเภอบ้าน ผือ จังหวัดอุดรธานีภายใต้อํานวยการของ พ.ต.อ.กวีพงษ์ ชลการ ผกก.ตชด.24ได้มอบหมายให้ พ.ต.ต.อภิสิษฐ์กรณ์ นุ่มมีชัย สว.จอส.,กร.กก.ตชด.24 และข้าราชการตํารวจ กก.ตชด.24 ได้มอบเงินช่วยเหลือและนําพวงหรีดไปร่วมไว้อาลัย ให้กับครอบครัว นายศักดิ์สิทธิ์ จําปาสิม ในวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา  เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย ตร. ที่ต้องการให้ตำรวจเป็นที่พึ่ง ได้ รับความศรัทธาจากประชาชน ยามมีภัยและได้รับทุกข์ จากการสูญเสียจากกรณีดังกล่าว "ผบช.ตชด.กล่าว"

เปิดโปง!! สงคราม Wikipedia เปลี่ยนข้อมูล 'พิธา' ด้วยมือ 'ด้อมส้ม' สะท้อน!! หากคิดใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงเชิงวิชาการ คงต้องคิดให้ดีๆ

(20 พ.ย. 66) จากผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'Chawalit Limsowan' ได้โพสต์ข้อความถึงสงครามบนโลก Wiki ในช่วงไม่กี่วันนี้ ว่า...

การต่อสู้กันบน Wiki ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก 🤣🤣

19 พ.ย. สามทุ่มเศษ ด้อมส้มที่ใช้เน็ต TrueMoveH เข้ามาพยายามช่วยคุณพิธา โดยเปลี่ยนอายุตอนที่ไปนิวซีแลนด์จาก 11 ปี ไปเป็น 16 ปี

20 พ.ย. ตีหนึ่งเศษ มีคนมาเปลี่ยนกลับ

ต่อมา 20 พ.ย. 8 โมงเศษ ๆ มีอีกรายเข้ามาแก้ข้อความรายละเอียดให้ ‘ดราม่ายิ่งขึ้น’ (เพิ่มคำว่า ‘ด้วยความที่เป็นเด็กเกเรและมีพฤติกรรมหมิ่นเหม่ และเป็นภัยต่อสังคม’) ก่อนเปลี่ยนใจเปลี่ยนกลับไปใช้ข้อความดั้งเดิม

ใครใช้ Wikipedia เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงเชิงวิชาการ น่าพิจารณาคุณสมบัติอันนี้ประกอบนะครับ ^_^

ใครสนใจติดตามดราม่าเรื่องนี้ เข้าไปดูได้ที่ลิงก์นี้ครับ

https://th.wikipedia.org/w/index.php?title=พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์&diff=prev&oldid=11151193 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02WJZnThauq83g3eVCS2Yz4xPpmSjcjrnuESbJo7D5b2SvSGg46CL7S8GBu7T8bi1Gl&id=100000686209796&mibextid=Nif5oz 

'อ.เดวิด' ชี้!! คุณค่ายาวนานแห่ง 'จตุรมิตร-การร่วมทำงานแปรอักษร' หล่อหลอม 'สังคม-คน' คุณภาพ ยากที่ความแตกแยกจะแทรกแซง

(20 พ.ย. 66) อ.เดวิด บุญทวี นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'David Boonthawee' ระบุว่า...

เห็นภาพนี้แล้วก็นึกถึงสมัยตัวเองเรียนมอปลายนะครับ เคยมีสภาพอย่างที่เห็น 

สมัยผมเป็นนักเรียนอัสสัมชัญ ผมขึ้นสแตนด์แปรอักษรจตุรมิตรตั้งแต่ ป.6 จนถึง ม.3 ขึ้นทุกปี ก่อนที่จะมีการปรับให้เฉพาะนักเรียนมัธยมเป็นผู้ขึ้นแปรอักษร พร้อม ๆ กับเปลี่ยนการจัดงานจากทุกปี เป็น 2 ปีครั้ง ตั้งแต่ปี 2530

ตอนแปรอักษรนี่ผมหยิบขนมกินตลอดนะครับ อาหารน้ำท่าที่โรงเรียนจัดให้นี่บริบูรณ์มาก ไม่นับที่พ่อแม่ให้มาอีก แถมตลอดการแปรอักษรก็คุยเฮฮาบ้าบอกับเพื่อน ๆ จนรุ่นน้องที่นั่งอยู่แถวถัดๆ ไปหัวเราะตามกันเป็นที่ครึ้นเครง

ไม่มีใครมาดุด้วยนะครับ ขอให้แปรไม่ผิดเป็นใช้ได้ แต่ถึงแปรผิด ก็จะถูกตักเตือนเบา ๆ จากรุ่นพี่หน้าสแตนด์ แค่นั้นก็สะดุ้งโหยงแล้วครับ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะไม่มีใครอยากทำผิดพลาด 

พอขึ้นมอปลาย ก็ไปช่วยเพื่อนเตรียมงานแปรอักษร ไปเองนะครับ ไม่มีใครบังคับ เพื่อน ๆ ที่เป็นทีมงานตัวจริงก็อาสากันเองทั้งนั้น 

ผมจำได้ว่าต้องขนเพลท ขนข้าวของสารพัดไปที่สนาม ถึงผมจะไม่ได้อยู่ค้างคืนเหมือนหลาย ๆ คน แต่กลับถึงบ้านก็สลบเหมือด

วันรุ่งขึ้นก็ไปสนามแต่เช้าเพื่อช่วยงานแปรอักษรต่อ ก่อนจะมาขึ้นอัฒจันทร์ด้านมีหลังคาช่วงบ่าย เพื่อเป็นหน่วยสนับสนุนและรอเชียร์ฟุตบอล 

ปีที่ผมเล่าให้ฟังนี้ อัสสัมชัญได้แชมป์ครั้งแรกร่วมกับสวนกุหลาบ ก่อนจะได้แชมป์เดี่ยวตามมาอีกหลายครั้ง สลับ ๆ กับเพื่อน ๆ อีก 3 โรงเรียนนั่นแหละครับ 

ย้อนกลับมาที่ภาพที่โพสต์ให้ดู 

อันนี้คือล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปนี้เองนะครับ เป็นภาพนักเรียนมอปลายโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ใต้ถุนอัฒจันทร์ สนามศุภชลาศัย 

ภาพแบบนี้มีให้เห็นทั้ง 4 โรงเรียนจนเป็นเรื่องชินตาของพวกเรา 

น้อง ๆ ทุกโรงเรียนช่วยกันทำงานอย่างทุ่มเท ไม่มีใครมานั่งเกี่ยงงอน เรื่องมาก บ้า ๆ บอ ๆ ปัญญาอ่อน อ้างนั่นอ้างนี่หรอกนะครับ

ทุกคนประกาศความเป็น ‘คนจริง’ ของตัวเองผ่านการทำงาน ด้วยความเพียร ความรับผิดชอบ ความเสียสละ ความเหน็ดเหนื่อย 

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มาจากการอบรมบ่มเพาะของครูบาอาจารย์ชั้นยอด ความร่วมมือร่วมใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง บวกกับความรักในสถาบัน ความรักในมิตรภาพของพี่น้องจตุรมิตรทั้ง 4 โรงเรียน  

ไม่มีใครประกาศตัวตนผ่านการสร้างความแตกแยก หรือต้อง ‘โกหก’ หรอกนะครับ มีแต่ลงมือทำกันจริง ๆ จัง ๆ ให้ปรากฏเป็นผลงาน แล้วผลงานทุกอย่างก็จะประกาศตัวมันเองให้โลกรับรู้ 

ยังไม่ต้องพูดว่า แต่ละคนที่ขึ้นแปรอักษรหรือทำงานเบื้องหลัง ล้วนมีประจักษ์พยานปรากฏรับรองกันทั้งนั้น ไม่ใช่พูดอะไรที ก็หาใครมายืนยันอะไรไม่ได้ 

เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนจะมี ‘เรื่องเล่า’ อันน่าจดจำและภาคภูมิใจ และไม่มีใครจะพรากมันไปได้ 

เชื่อผมเถอะครับ ทุกคนจะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคของชีวิตจริงได้ไม่ยาก 

สนามของจตุรมิตร สนามของการทำงานแปรอักษรทั้งกระบวนการ มันหล่อหลอมขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ 

ยังไม่นับความรัก ความสนิทสนมกลมเกลียวที่แต่ละคนมีให้กัน ทั้งกับเพื่อน ๆ ในโรงเรียนตัวเอง และกับพี่น้องโรงเรียนมิตรสหาย

มันคือสายสัมพันธ์หรือ ‘คอนเนกชั่น’ ที่เกิดขึ้นเองจากประสบการณ์ร่วม ที่ทุกคนแค่มองตาก็รู้ถึงหัวจิตหัวใจกันแล้ว และเป็นไปเองโดยธรรมชาติ 

เพราะฉะนั้นมันจึงงดงามครับ

มุกดาหาร -ฉก.ทหารพรานตรวจยึดน้ำตาล ขณะลักลอบลำเลียงข้ามแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน กองร้อยเฉพาะกิจทหารพราน 2105 กรมทหารพรานที่ 21 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่า จะมีการลำเลียงสินค้าหนีภาษีจากแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามแม่น้ำโขงมาขึ้นฝั่งที่บริเวณชุมชนนาโปน้อย เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร  จึงได้จัดกำลังเฝ้าตรวจบริเวณที่คาดว่าน่าจะเป็นจุดที่ลำเลียงสินค้าหนีภาษี  ต่อมาชุดเฝ้าตรวจได้สังเกตเห็นเรือเหล็ก จำนวน 1 ลำ แล่นมาจากฝั่ง สปป.ลาว มุ่งหน้ามายังฝั่งประเทศไทย และเมื่อแล่นมาถึงบริเวณกลางลำแม่น้ำโขงก็ได้ชะลอเรือและดับเครื่องยนต์ แล้วใช้วิธีพายเรือเข้ามาจอดที่บริเวณริมตลิ่งชุมชนนาโปน้อยจากนั้นได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ช่วยกันตะลำเลียงกระสอบบรรจุสิ่งของขึ้นจากลำเรือ  

เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวให้สัญญาณหยุดเพื่อขอตรวจค้น แต่เมื่อกลุ่มคนดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่ก็ได้อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีไป จากการเข้าตรวจสอบพบน้ำตาลทรายขาวบรรจุกระสอบวางอยู่ในลำเรือ จำนวน 30 กระสอบๆ ละ 25 กิโลกรัม จึงได้ทำการตรวจยึดไว้เป็นของกลาง พร้อมกับเรือเหล็กติดเครื่องยนต์  จำนวน 1 ลำ เพื่อนำส่งด่านศุลกากรมุกดาหารดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ภาพ/ข่าว เดวิท โชคชัย มุกดาหาร รายงาน 092-5259-777

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ มูลนิธิขาเทียม มอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ มูลนิธิขาเทียม มอบถุงยังชีพจำนวน 200 ชุด พร้อมสนับสนุนค่าเดินทางให้แก่ผู้พิการที่เข้ารับบริการจัดทำขาเทียมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 165 จังหวัดอุทัยธานี

วานนี้ (วันที่ 19 พฤศจิกายน 2566) นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และกรรมการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มอบถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด ให้แก่มูลนิธิขาเทียมฯ เพื่อมอบให้แก่คนพิการที่เข้ารับบริการจัดทำขาเทียมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 165 ของมูลนิธิฯ โดยมีศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วย พลโท นายแพทย์ธำรงรัตน์ แก้วกาญจน์ และคุณเกรียงฤทธิ์ สุขเจริญสิน กรรมการมูลนิธิฯ และผู้บริหารมูลนิธิฯ และ นายชุมพล บุญภักดี ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกสาธารณภัย พร้อมคณะเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมรับมอบ ณ อาคารสวนน้ำเฉลิมพระเกียรติ (บึงพระชนก) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี 

โดยในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะเดินทางร่วมมอบถุงยังชีพ พร้อมมอบเงินสนับสนุนค่าเดินทางคนละ 500 บาท ให้แก่ผู้พิการที่เข้าร่วมโครงการฯ ในพิธีมอบขาเทียมพระราชทาน 

รวมงบประมาณการสนับสนุนถุงยังชีพพร้อมค่าเดินทางทั้งสิ้น 155,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top