Friday, 17 July 2026
NEWS

โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สนใจทำข้อตกลงความร่วมมือกับ ก.พ.ค.ตร.

วันที่ 4 ม.ค. 67 เวลา 10:30 น. นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ ประธาน ก.พ.ค.ตร. และคณะกรรมการ ก.พ.ค.ตร. ให้การต้อนรับ รศ.ดร.ธนภัทร  ปัจฉิมม์ คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และคณะ ประกอบด้วย ผศ.สรศักดิ์  มั่นศิลป์ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ผศ.ดร.เบญจพร  พึงไชย ผู้ช่วยคณบดีฯ  ดร. มุทิตา  มากวิจิตร อาจารย์ประจำฯ  และ น.ส.เต็มใจ มนต์ไธสงค์  หัวหน้าสำนักงานฯ  โดยโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้ให้ความสนใจที่จะร่วมมือกับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ หรือ ก.พ.ค.ตร. และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.

ในการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจไปเผยแพร่ทั้งในด้านวิชาการ การวิจัย และการประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดอบรม การสัมมนาหรือเสวนาทางวิชาการ โดยในอนาคตจะมีการทำข้อตกลงความร่วมมือร่วมกันทั้งสองหน่วยงาน เพื่อทำงานร่วมกันต่อไป จึงนับว่าเป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่บรรลุข้อตกลงความร่วมทางวิชาการร่วมกันกับ ก.พ.ค.ตร. 

📸 ดูโพสต์นี้บน Facebook https://www.facebook.com/share/p/594qRsGKcNPuGLYT/?mibextid=7TVuMX

ทาวน์เฮ้าส์เก่า ‘ทรุดถล่ม’ กลางดึกติดกัน 4 หลัง ด้านเจ้าของบ้านหนีตาย เหลือแค่เสื้อผ้ากับมือถือติดตัว

(4 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา นายพินิจ เติมบุญ นายก อบต.บ้านคลองสวน รับแจ้งว่ามีบ้านลักษณะเป็นทาวน์เฮ้าส์ขนาด 2 ชั้น ทรุดตัวได้รับความเสียหายหลายหลัง ภายในหมู่บ้านพักครู ใน ต.บ้านคลองสวน อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เจ้าหน้าที่กองช่างและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรีบไปให้การช่วยเหลือ

ที่เกิดเหตุเข้าจากถนนประชาอุทิศ 90 มุ่งหน้าวัดจันทร์แก้วเพชร ประมาณ 5 กิโลเมตร ด้านขวามือ พบเป็นทาวน์เฮ้าส์ขนาด 2 ชั้น ปลูกติดกันจำนวน 50 คูหา แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 25 หลัง บริเวณทาวน์เฮ้าส์ด้านซ้ายมือ 4 หลัง เกิดการทรุดตัว บริเวณด้านหลังบ้านซึ่งเป็นห้องครัวและห้องน้ำพังถล่มลงมา เศษอิฐ เศษปูนหล่นลงมากองกับพื้น

บริเวณหน้าบ้านพบกำแพงบ้านและหน้าต่างแตกแยก จนเอนเอียงไปทางด้านหลังบ้าน โดยทางเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.บ้านคลองสวน ปิดกั้นบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในบ้านและยังไม่อนุญาตให้เจ้าของบ้านเข้าไปเก็บทรัพย์สินภายในตัวบ้าน เหตุเกรงว่าจะเกิดอันตราย และเกิดการทรุดตัวเพิ่มขึ้นจนพังถล่ม

นายเล็ก อายุ 63 ปี หนึ่งในเจ้าของบ้านที่บ้านพังถล่ม เล่าว่า ตนเป็นพนักงานรับ-ส่งสินค้า อยู่ในบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยบ้านหลังดังกล่าวตนซื้อต่อมาจากครูที่เกษียณราชการไปเมื่อช่วง 20 ปีก่อน ในราคา 500,000 บาท ปกติจะพักอยู่กับลูกและภรรยารวมกัน 5-6 คน แต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาลูก ไปซื้อบ้านอยู่อีกแห่งหนึ่ง ตนจึงอยู่บ้านหลังดังกล่าวเพียงคนเดียว

กระทั่งเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม 66 ที่ผ่านมา ตนได้ยินเสียงปูนของบ้านซึ่งอยู่ติดกัน บ้านหลังดังกล่าวไม่มีผู้พักอาศัยมานานกว่า 2-3 ปี ได้ยินเสียงปูนลั่นมาโดยตลอด บางครั้งลั่นทุกชั่วโมง บางครั้ง ลั่น 2-3 ครั้งแต่ไม่ได้เอะใจอะไร

กระทั่งเมื่อเวลา 19.30 น.วันนี้ ในขณะที่ตนนั่งดูทีวีอยู่ชั้นล่างของตัวบ้านได้ยินเสียงปูนลั่นเหมือนเดิม และเหมือนลั่นในบ้านของตนด้วยจำนวน 2-3 ครั้ง ตนจึงลุกขึ้นเดินดูรอบบ้าน พบว่าปูนบริเวณหลังบ้านเริ่มหล่นลงมาจำนวนมาก ก่อนที่มีเพื่อนบ้านจะตะโกนเรียกตนให้รีบหนีออกมาจากตัวบ้าน

ในระหว่างที่ตนกำลังจะเดินออกจากบ้าน ยังได้ยินเสียงตัวบ้านลั่นอีก 2-3 ครั้ง ตนจึงรีบกระโดดออกทางหน้าต่างวิ่งหนีออกมาจากตัวบ้านรอดตายอย่างหวุดหวิด ทำให้ข้อเท้าด้านขวามีอาการปวดเจ็บ หลังจากที่ได้ออกมาจากตัวบ้านแล้วยืนดูตัวบ้านอยู่สักครู่ใหญ่ นึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์อยู่ในบ้านจึงวิ่งเข้าไปเอาโทรศัพท์ในบ้าน ก่อนที่จะวิ่งหนีออกมาได้

หลังจากเกิดเหตุ ตนจะไปพักอาศัยอยู่บ้านลูกและคงต้องรอหน่วยงาน ในพื้นที่มาตรวจสอบและยืนยันโครงสร้างอีกครั้ง ซึ่งตนเป็นห่วงข้าวของที่อยู่ในบ้านเพราะมีหลายอย่าง ตอนที่ตนหนีออกมามีแค่เสื้อผ้าชุดเดียว กับโทรศัพท์มือถือเพียง 1 เครื่องเท่านั้น

กระทั่งเมื่อเวลา 23.00 น. ดร.ธเนศ วีระศิริ ที่ปรึกษาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญ เดินทางมายังพื้นที่เกิดเหตุพร้อมเดินสำรวจโดยรอบ สันนิษฐานคาดว่าน่าจะเกิดจากฐานล่างของตัวบ้านเกิดการทรุดตัว จากที่ตัวบ้านหลังหนึ่งใน สังเกตด้วยสายตาพบว่าบ้านหลังดังกล่าวทรุดตัวมากกว่าหลังอื่นๆ ก่อนที่จะดึงบ้านข้างเคียงพ่วงลงไปด้วย

จึงประสานเจ้าหน้าที่ในตอนเช้าให้นำอุปกรณ์มาตรวจสอบระดับการทรุดตัวของตัวบ้าน ว่ามีเพิ่มเติมอีกหรือไม่และประชาสัมพันธ์เจ้าของบ้านไม่ให้เข้าไปในตัวบ้านโดยเด็ดขาด

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปิดกั้นบริเวณที่เกิดเหตุไว้โดยรอบพร้อมประชาสัมพันธ์ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในจุดเกิดเหตุดังกล่าว เกรงว่าบ้านจะถล่มลงมาทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตพร้อมทั้งประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.บ้านคลองสวน เข้ามาอำนวยความสะดวกและป้องกันบุคคลอื่นเข้าไปลักทรัพย์สินภายในบ้านที่เกิดเหตุ

โดยหลังจากนี้จะประสานเจ้าหน้าที่โยธาจังหวัดสมุทรปราการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำอุปกรณ์เร่งเข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุโดยเร็วเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน อีกทั้งจะจัดตั้งจุดลงทะเบียนพร้อมเยียวยาเจ้าของบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในเบื้องต้น

และในวันพรุ่งนี้จะมีเจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสมุทรปราการ เข้ามาตรวจสอบถึงสาเหตุการทรุดตัวอีกครั้ง และนายพินิจ เติมบุญ นายก อบต.บ้านคลองสวน จะหาแนวทางการช่วยเหลือบ้านผู้เสียหายต่อไป ซึ่งทีมงาน ส.ส. จะติดตามการช่วยเหลือกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

'สาวท้อง' โวย!! 'ที่นั่งบุคคลพิเศษ' ใน รฟฟ. แต่คนท้องไม่ได้นั่ง ชาวเน็ตเสียงแตก!! บ้างบอกควร 'เสียสละ' บ้างบอก 'สิทธิ์ส่วนบุคคล'

(4 ม.ค. 67) กลายเป็นเรื่องราวถกสนั่นร้อนระอุไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งออกมาแชร์ประสบการณ์การเดินทางที่ ‘คนท้อง’ ต้องเผชิญ สะท้อนทัศนคติผู้คนในสังคมต่อ คนท้อง และทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ คนท้อง ในสังคมนั้นมีเพียงพอหรือยัง?

โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้โพสต์ข้อความว่า “ขอบคุณที่นั่งสำหรับ คนพิการ พระสงฆ์ และ คนท้อง (ที่ไม่ได้นั่งเลย ยืนตลอดสาย ) ตั้งแต่ แบริ่ง – อโศก และเป็นวัน ที่ 3 ม.ค. 67 เป็นวันที่คนเริ่มกลับมาทำงาน และ บนรถไฟฟ้า ผู้คนแน่นมาก ๆ แต่สำหรับคนท้องที่มีที่นั่งพิเศษ กลับไม่ได้นั่ง”

“ส่วนคนที่แข็งแรง และ เป็นผู้ชาย แหงนหน้ามามองหลายรอบมาก แต่กลับนิ่งเฉย (ฉันยืนเหงื่อแตก ตาลาย ไหนมือนึงจะเกาะเสา ไหนอีกมือ จะคว้านหายาดมในกระเป๋า (แทบล้มตอนขบวนออกตัว)”

“แต่เขาก็ยังนั่งมองฉันเฉย ๆ แบบไม่มีจิตสำนึกอะไรเลย ผู้คนในรถไฟฟ้าต่างมองเขากัน แต่เขาก็ยังทำตัวนิ่งเฉย เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่า ที่นั่งสำหรับ คนท้อง คนพิการ พระสงฆ์ ติดป้ายยังไม่ชัดเจนใช่ไหม? หรือ เข็มกลัดที่ท้องเรา มันเห็นไม่ชัดใช่ไหม (ทั้งๆที่มันอยู่ตรงหน้าคุณแท้ๆ)”

เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็กลายเป็นไวรัลสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่นในสังคม ความคิดเห็นจากโลกโซเชียลแตกออกหลายเสียง

ความคิดเห็นบางส่วนมองว่า การลุกให้ คนท้อง นั่งใน ที่นั่งสำรองสำหรับบุคคลพิเศษ เป็นเรื่องของ ‘การเสียสละ และมีน้ำใจ’ คอมเมนต์บางรายถึงขั้นมองเป็นหน้าที่ เพราะผู้ที่ตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการเดินทางอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถสาธารณะ

ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่งสำรองสำหรับบุคคลพิเศษ ก็มีไว้เพื่อให้บุคคลพิเศษที่มีความจำเป็นนั่ง ทั้งยังมองว่าเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่ควรตระหนักรู้ได้ด้วยตนเอง

พร้อมกันนี้ยังมีเสียงจาก คนท้อง ที่ออกมาแชร์ประสบการณ์ความยากลำบากในการเดินทางเช่นเดียวกันจำนวนมาก

คอมเมนต์อีกด้านมองว่า แม้ว่าที่นั่งดังกล่าวจะเป็น ที่นั่งสำรองสำหรับบุคคลพิเศษ แต่ไม่ได้มีกฎระเบียบข้อบังคับ เพียงแค่ขอความร่วมมือเท่านั้น ดังนั้นการจะลุกหรือไม่ลุกให้นั่ง จึงไม่ใช่ความผิด แต่เป็นความสมัครใจส่วนบุคคล

ขณะที่คอมเมนต์อีกส่วน จวกแรง วิจารณ์พฤติกรรมของเจ้าของโพสต์ว่า ทำไมถึงไม่พูดกับชายที่นั่งตรง ๆ แทนที่จะถ่ายมาโพสต์ประจาน? และมีคอมเมนต์โจมตีมากมาย

โดยทางเจ้าของโพสต์เผยว่า เธอต้องการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ท้อง แต่ไม่ได้รับการซัพพอร์ตทางสังคมในที่สาธารณะ ทั้งยังยกกรณีคอมเมนต์จากคนท้องที่เคยเจอเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ซึ่งเธอหวังว่า จะสร้างความตระหนักรู้ในสังคมได้

อย่างไรก็ดี ทาง รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) เคยมีการชี้แจงถึง ที่นั่งสำรองสำหรับบุคคลพิเศษ ไว้ดังนี้

ที่นั่งสำรองสำหรับบุคคลพิเศษ (Priority seat) คือ ที่นั่งสำรองให้แก่ เด็ก, สตรีมีครรภ์, คนพิการ, ผู้ป่วย, พระภิกษุสงฆ์ และผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ทางบีทีเอส ได้ออกแบบสัญลักษณ์ที่นั่งสำรอง เพื่อให้เห็นเด่นชัด สังเกตได้ง่าย พร้อมที่จะเอื้อเฟื้อที่นั่งสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ที่นั่งพิเศษนี้

ที่นั่งสำรองนี้ ผู้โดยสารทุกคนสามารถนั่งได้ แต่ต้องพร้อมที่จะเสียสละ เมื่อมีบุคคลพิเศษที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน ร่วมสร้างสังคมมีน้ำใจในการเดินทาง มีน้ำใจให้แก่กัน ทำให้การเดินทางในแต่ละวันมีแต่รอยยิ้ม

กลายเป็นประเด็นดราม่าถกสนั่น สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่ ผู้คนในสังคม มีต่อ คนท้อง ขณะที่ประเทศไทยก็กำลังเผชิญกับภาวะเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงจนถึงขั้นวิกฤต ยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อสังคมว่า สวัสดิการและสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ คนท้อง ในพื้นที่สาธารณะในสังคมไทยนั้นมีเพียงพอแล้วหรือยัง? โดยเรื่องราวจะจบลงอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป

“ เจริญชัย ” คว้ารางวัล Thailand Energy Award 2023ปลาบปลื้ม “หม้อแปลง BCG & Low Carbon” ย้ำชัด เป็นหม้อแปลงและระบบการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าแบบ  Real Time

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2566 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2023 ชื่นชมทุกภาคส่วนร่วมใจขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานไทย ได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง สร้างผลงานเป็นที่โดดเด่นเห็นผลเป็นรูปธรรมพาประเทศไทยสร้างชื่อเสียงบนเวทีอาเซียน พร้อมรุกคืบเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Awards 2023 ณ ห้องคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โรงแรมรามา การ์เด้น กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 68 รางวัล จากการประกวด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน ด้านอนุรักษ์พลังงาน ด้านพลังงานสร้างสรรค์ ด้านบุคลากร และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ที่ได้ร่วมกันสร้างผลประหยัดพลังงานโดยรวมให้ประเทศกว่า 562 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 140,000 ตัน

คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กล่าว ขอขอบพระคุณกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้รับโอกาสรับรางวัลถึง 2 รางวัลด้วยกันคือ ASEAN Energy Award 2023 และ Thailand Energy Award 2023 เป็นความภาคภูมิใจและความปลาบปลื้มอย่างยิ่ง โดยหม้อแปลงดังกล่าวตอบโจทย์การประหยัดพลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอาคารสถานที่ที่สามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้ถึง 11.5% และลดคาร์บอนมากกว่า 100 ล้านตันคาร์บอน คืนทุนภายใน 2-5 ปี เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องประกาศ นโยบายการลดคาร์บอน โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางของแผนลดก๊าซคาร์บอนในปี 2575 จะเห็นภาพการใช้พลังงานทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญต่อการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้น หม้อแปลงที่กล่าวข้างต้นจึงตอบโจทย์ทุกหน่วยงานภาครัฐและเอกชนด้านการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน (คืนทุน 2-5 ปี)
หม้อแปลง Low Carbon เป็นหม้อแปลงบริหารระบบจัดการพลังงานที่บริหารจัดการการสิ้นเปลืองให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเสถียรภาพกับการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรม, อาคาร สถานประกอบการ ลดค่าไฟฟ้า 5-20% (Energy Saving) ลดคาร์บอน 5-20% (Low Carbon) มากกว่า 100 ล้านตัน ลดมลพิษ (Low Emission) ทำให้อุปกรณ์อายุการใช้งานยาวนานขึ้น (Long Life Equipment) เพื่อเป็นการตอบโจทย์ให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการ เจ้าของอาคาร ตามนโยบายของรัฐบาลในการลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน”

"บิ๊กโจ๊ก"ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น กวดขันพนง.ขับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลปีใหม่

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดในพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะในช่วงเทศกาลปีใหม่ เน้นย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด และปรับปรุงจุดเสี่ยงในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ไม่ให้เป็นจุดเสี่ยง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 66 ที่ สถานีขนส่งผู้โดยสารขอนแก่น แห่งที่ 3 ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ภายใต้การอำนวยการของ นายไกรสร กองฉลาด ผวจ.ขอนแก่น มอบหมายให้ นายยุทธพร พิรุณสาร รอง ผวจ.ขอนแก่น ให้การต้อนรับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ในโอกาสมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติหน้าที่ตรวจวัดแอลกอฮอล์และสารเสพติดในพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567  โดยมี พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น, นายพงศ์ธร จันทราธิบดี ขนส่งจังหวัดขอนแก่น , นายประสิทธิ์ ทองแท่งไทย รองนายก อบจ.ขอนแก่น ,หน.สนง.ปภ.ขอนแก่น ,จนท.สนง.ขนส่งจังหวัด, หน.สถานีรถโดยสาร ร่วมรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง.ผบ.ตร. กล่าวว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจในการคุมเข้มในการดูแลกำกับการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ตัวเลขสถิติการเกิดอุบัติเหตุในปีนี้นั้นลดลงกว่าปีที่แล้ว รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการเห็นประชาชนคนไทยมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน และเน้นหนักในเรื่องความปลอดภัยเป็นที่สุด ทั้งในสถานการณ์ปกติและในช่วงเทศกาลต่างๆ ประชาชนต้องปลอดภัยให้มากที่สุด เกิดอุบัติเหตุต่ำสุด น้อยที่สุดแต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลยังต้องทำงานหนักต่อไปเพื่อที่จะทำให้ตัวเลขสถิติการการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตลดน้อยลงที่สุดให้ได้

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์  กล่าวด้วยว่า ในส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะต้องปรุบปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด และปรับปรุงจุดเสี่ยงในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ไม่ให้เป็นจุดเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ รถสกายแล็ป ที่มักจะเกิดเหตุบ่อยที่สุด เกิดจากขับรถเร็วและไม่ใส่หมวกกันน็อก ขับรถย้อนศร ใช้รถยนต์ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จึงต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ในส่วนของประชาชนที่ยังตกค้างใน บขส.นั้น ในวันที่ 4 ม.ค. 2567 จะต้องได้กลับเข้ากรุงเทพฯ กันทุกคน และต้องไม่มีผู้โดยสารตกค้างเด็ดขาด เพราะวันนี้ตนและทุกหน่วยงานได้มาส่งทุกท่านเดินทางให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัยทุกคน

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมนายกสมาคมตำรวจ และคณะ ร่วมมอบพิซซ่าพร้อมน้ำอัดลมแก่โรงพยาบาลตำรวจ ส่งต่อแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อขอบคุณที่ดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี

วันนี้ (4 มกราคม 2567) พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นายกสมาคมตำรวจ พร้อมคณะกรรมการสมาคมฯ นำพิซซ่า 1,600 ถาด พร้อมน้ำอัดลม 800 ขวด มอบให้โรงพยาบาลตำรวจ ส่งต่อแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อขอบคุณที่ดูแลข้าราชการตำรวจที่เจ็บป่วย หรือบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงผู้ป่วย และผู้มาใช้บริการ เป็นอย่างดี โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว สมาชิกวุฒิสภา/อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ร่วมรับมอบ ณ ลานเวที ชั้น 2 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา โรงพยาบาลตำรวจ นอกจากนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ มอบเงิน 50,000 บาท , พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ มอบเงิน 30,000 บาท และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 43 มอบเงิน 30,000 บาท ให้ทางสมาคมตำรวจด้วย

โอกาสนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.อดุลย์ ร่วมร้องเพลงกับวง PGH BAND สร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานทุกคนด้วย ทั้งนี้ พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวขอบคุณ และอวยพรปีใหม่ให้แก่แพทย์ พยาบาล และบุคลากรของโรงพยาบาล ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี

ด้านนายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมงานทุกคน ที่มาร่วมแสดงความขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรของโรงพยาบาลตำรวจ ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด พร้อมขอบคุณสมาคมตำรวจและคณะ ที่สนับสนุนและให้การช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจมาโดยตลอด ยืนยันว่า บุคคลากรของโรงพยาบาลตำรวจทุกนายจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด สมกับที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

‘วัดธรรมกาย’ แจงไม่เกี่ยวข้อง ‘ลัทธิโยเร’ ตามสื่ออ้าง ยืนยัน!! ยึดแนวปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยสงฆ์เถรวาท

(4 ม.ค.67) มีรายงานข่าวว่ามีเพจ สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจง ยืนยันว่า วัดธรรมกาย ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโยเร โดยระบุว่า

“วัดพระธรรมกายไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มโยเรแต่อย่างใด” ตามที่สื่อออนไลน์บางสำนักนำเสนอข่าวอันเป็นเท็จว่า “ลัทธิโยเร” เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับวัดพระธรรมกายนั้น

วัดพระธรรมกายขอชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกลุ่มความเชื่อตามที่สื่อกล่าวอ้าง ทั้งนี้ วัดพระธรรมกายเป็นวัดในพระพุทธศาสนา สังกัดคณะสงฆ์ไทย ยึดแนวปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์เถรวาท ภายใต้การปกครองของมหาเถรสมาคม (มส.) ดังนั้นการนำเสนอข่าวที่ปราศจากข้อเท็จจริง อาจเป็นการกระทำผิดกฎหมายได้

วัดพระธรรมกายจึงชี้แจงมาเพื่อทราบ และโปรดเผยแพร่ความจริงดังกล่าวแก่สาธารณชนด้วย จักขอบคุณยิ่ง

สำนักสื่อสารองค์กร
วัดพระธรรมกาย
วันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2567″

“สืบนครบาลร่วมกับ PCT5 จับกุม เบนซ์ สโนเบล ตระเวนเข้าแอปเดลิเวอรี่ลวงสั่งสินค้าก่อนหลอกพนักงานส่งเติมเงินทรูมันนี่วอเล็ต เติมเงินค่าโทรศัพท์ กว่า 200 ครั้ง เสียหายกว่าสองล้านบาท”

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิดทุกรูปแบบซึ่งสร้างความเดือนร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมาก โดยชุดลาดตระเวนออนไลน์ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. พร้อมด้วยชุด PCT5 ได้รับการร้องเรียนจากพนักงานจัดส่งเดลิเวอรี่ให้ช่วยทำการสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายใช้แอปพลิเคชั่น ในนาม เบนซ์ สโนเบล สั่งสินค้าระบบเดลิเวอรี่โดยคนร้ายจะทำทีแจ้งข้อมูลพิกัดสถานที่จัดส่งและเบอร์โทรศัพท์ให้พนักงานทราบเพื่อจัดส่งและติดต่อ เมื่อพนักงานจัดส่งเดลิเวอรี่ใกล้จะเดินทางไปจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ คนร้ายจะทำทีโทรศัพท์ติดต่อหาพนักงานส่งเดลิเวอรี่เพื่อหลอกให้พนักงานจัดส่งเดลิเวอรี่เติมเงินทรูมันนี่วอลเล็ตออนไลน์ หรือบางครั้งก็ให้เติมเงินค่าโทรศัพท์มือถือให้เพิ่มเติม เมื่อพนักงานเดลิเวอรี่หลงเชื่อเติมเงินให้เรียบร้อย ก็ไม่สามารถติดต่อคนร้ายได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมามีพนักงานเดลิเวอรี่ถูกก่อเหตุมาแล้วทั่วประเทศกว่า 200 ราย มูลค่าความเสียหายกว่าสองล้านบาท

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 16.30 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี รองผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ สระทองออย รอง ผบก สส.บช.น. , พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฎศรี , พ.ต.ท.นิธิ ปิยะพันธุ์ รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. , พ.ต.ท.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. , ร.ต.ต.ทรงศักดิ์ เจียมสกุล รอง สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. และชุด PCT5  ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุม 
นางสาวภัณฑิลาหรือเบนซ์  วิศาลจิตร อายุ 26 ปี ที่อยู่เลขที่ 62 ซอยอ่อนนุช 74 แขวงประเวศ เขตประเวศ จังหวัดกรุงเทพฯ    ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัด แม่ฮ่องสอน สาขาปาย ที่ จ.44/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2566       

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ , โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน

โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณปากซอยศักดิ์เจริญ จรัญสนิทวงศ์ ซอย 3 แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ กล่าวคือ โดยชุดลาดตระเวนออนไลน์ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. พร้อมด้วยชุด PCT5 ได้รับการร้องเรียนจากพนักงานจัดส่งเดลิเวอรี่ให้ช่วยทำการสืบสวนติดตามจับกุมตัวคนร้ายใช้แอปพลิเคชั่นสั่งสินค้าระบบเดลิเวอรี่ และจากการสืบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบข้อมูลว่าหนึ่งในคนร้ายที่เป็นตัวการในการก่อเหตุ คือ นางสาวภัณฑิลา หรือเบนซ์ วิศาลจิตร โดยจากการตรวจสอบข้อมูลประวัติคดี เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า ณ ปัจจุบัน นางสาวภัณฑิลา หรือเบนซ์ วิศาลจิตร มีหมายจับที่ต้องการต้องตัวเพื่อดำเนินคดี จำนวน 1 หมายจับ คือ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน สาขาปาย ที่ จ.44/2566 ลงวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2566 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ , โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ”พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวฯ รีบทำการสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายดังกล่าวมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วเนื่องจากตามพฤติการณ์ที่คนร้ายก่อเหตุนั้น ถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ทำมาหากินสุจริตเป็นอย่างมาก

ในชั้นจับกุม นางสาวภัณฑิลา หรือเบนซ์ วิศาลจิตร ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าตนเรียนจบ กศน. ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันทำอาชีพวีเจออนไลน์ แนว 18 บวก ผ่านแอปพลิเคชั่น CallPlay เกี่ยวกับข้อกล่าวหาตามหมายจับตนขอยอมรับว่าตนกับแฟนชื่อ น.ส.สุพัตรา หรือทราย ศรีสงคราม ร่วมกันก่อเหตุ (ยังไม่ถูกจับกุม)โดย น.ส.สุพัตรา หรือทราย ทำหน้าที่เข้าแอปพลิเคชั่นเดลิเวอรี่เพื่อหลอกสั่งสินค้า ให้ข้อมูลพิกัดสถานที่จัดส่งซึ่งปักพิกัดหลอกไว้ พร้อมเบอร์โทรศัพท์สำหรับติดต่อ เมื่อคำนวนเวลาว่าพนักงานเดลิเวอรี่ใกล้ที่จะเดินทางมาถึง ตนจะโทรติดต่อหาพนักงานส่งเดลิเวอรี่ เพื่อหลอกให้พนักงานเดลิเวอรี่เติมเงินทรูมันนี่วอลเล็ตออนไลน์ หรือบางครั้งก็ให้เติมเงินค่าโทรศัพท์มือถือให้เพิ่มเติม เมื่อได้รับเงินทรูมันนี่วอเล็ต หรือเงินค่าโทรศัพท์เสร็จเรียบร้อย ตนก็จะทำนิ่งเฉย ไม่รับสาย ถ้าโทรบ่อยตนก็จะบล็อกเบอร์ของพนักงานเดลิเวอรี่

เมื่อได้เงินทรูมันนี่วอเล็ตเข้ามาในบัญชีแล้วตนจะทำการโอนต่อไปยังบัญชีธนาคารตนเอง และแบ่งเงินให้แฟนที่ร่วมกันก่อเหตุคนละครึ่ง ส่วนกรณีเงินค่าโทรศัพท์ เมื่อหลอกพนักงานส่งเดลิเวอรี่ได้เรียบร้อย ส่วนหนึ่งตนจะเข้าไปที่กลุ่มเฟสบุ๊กแลกค่าโทรเป็นเงินสด เช่น " กลุ่มแลกค่าโทร เป็นเงินสด True  Dtac Ais "  ซึ่งในกลุ่มจะมีการรับแลกเงินในอัตราค่าโทรศัพท์ 500 บาท แลกกับเงินสดโอนเข้าบัญชีธนาคาร 300 บาท ซึ่งในหนึ่งวันจะสามารถแลกได้แต่ 500 บาท ส่วนเงินค่าโทรศัพท์ที่เหลือนำไปเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งเข้าเล่นและเติมเงินผ่านเว็บพนันออนไลน์ โดยจะหักเงินจากยอดเงินค่าโทรศัพท์ที่ได้มาจากการหลอกผู้เสียหาย

นอกจากนี้ ในส่วนของเบอร์โทรศัพท์ที่นำมาเปิดบัญชีทรูมันนี่วอเล็ต และเบอร์โทรสำหรับผูกบัญชีแอปพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ตนเป็นผู้ว่าจ้างให้คนอื่นมาเปิดใช้งานให้โดยให้ค่าจ้างเปิดซิมพร้อมกับสแกนใบหน้าเพื่อสมัครทรูมันนี่วอเล็ต รายละ 500 บาท ต่อคน โดยใช้วิธีการหาคนมาเปิดเบอร์พร้อมบัญชีทรูมันนี่วอเล็ต หรือเบอร์โทรศัพท์สำหรับผูกบัญชีแอปพลิเคชั่นเดลิเวอรี่ จากการโพสต์เฟสบุ๊กหาคนเปิดในกลุ่ม “ จ้างเปิดบัญชีทรูมันนี่ ”ที่ผ่านมาก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2564 ร่วมกันก่อเหตุมาแล้วกว่า 200 ครั้ง   
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัว นางสาวภัณฑิลา หรือเบนซ์ วิศาลจิตร ผู้ต้องหาตามหมายจับ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปางมะผ้า ภ.จว.แม่ฮ่องสอน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวแจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่าในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพมีเล่เหลี่ยมกลโกงมากมายหลายรูปแบบ ขอให้ประชาชนได้โปรดใช้สติในการใช้ชีวิตในสังคม อย่างหลงเชื่อกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพซึ่งมีอยู่มากมาย หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าบุคคลที่เข้ามาเสนอผลประโยชน์ นั้นจะเป็นมิจฉาชีพ หรือไม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด มายังเพจ “สืบสวนนครบาล IDMB” ได้ตลอด 24 ชม. แม้จะเป็นคดีที่มีความเสียหายไม่มาก แต่หากเป็นคดีที่ประชาชนเดือดร้อน เราทำทันที ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ น.1

ผู้พิทักษ์ป่า รับข่าวดีปีใหม่ "พัชรวาท" เผย กรมบัญชีกลางอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าตอบแทนลาดตระเวนนอกเวลาเพิ่ม สูงสุดเดือนละ 3,000 บาท

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขอแสดงความยินดีกับเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ปฏิบัติหน้าที่ เดินลาดตระเวนเพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการป่าไม้ ที่ได้รับข่าวดีในปีใหม่นี้ โดยกรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้กรมอุทยานฯเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษจากเงินอุทยานแห่งชาติ ในการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ในอัตราชั่วโมงละ 50 บาท วันละไม่เกิน 4 ชม. เป็นการกำหนดอัตราค่าตอบแทนใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานลาดตระเวนจริง เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิทักษ์ป่าและครอบครัว ดังนี้ 

1. ปฏิบัติงานลาดตระเวนไม่น้อยกว่า 14 คืนต่อเดือน ให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ในอัตรา 2,000 บาทต่อเดือน 
2. ปฏิบัติงานลาดตระเวนไม่น้อยกว่า 17 คืนต่อเดือน ให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ในอัตรา 2,500 บาทต่อเดือน 
3. ปฏิบัติงานลาดตระเวนไม่น้อยกว่า 20 คืนต่อเดือน ให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ในอัตรา 3,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ สำหรับการปฏิบัติงานลาดตระเวนไม่ถึง 14 คืนต่อเดือน จะไม่ได้รับค่าตอบแทนพิเศษในเดือนนั้น สำหรับการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า จะสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2567 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่าของกรมอุทยานฯ ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งทางบกและทางทะเล ออกตรวจลาดตระเวน ป้องกันปราบปราม รวมทั้งจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากร ซึ่งหากพบการกระทำความผิดจะมีการตรวจสอบ ตรวจยึด เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย รวมไปถึงการกระทำความผิดนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี โดยภารกิจดังกล่าวเจ้าหน้าที่จะต้องรับความเสี่ยงเผชิญภัยอันตราย เสี่ยงภัยธรรมชาติและภัยคุกคามจากผู้กระทำผิด ดังนั้น จึงเป็นการปรับปรุงค่าตอบแทนให้เหมาะสมสำหรับการปฏิบัติหน้าที่

'น้องไพน์' นักเทนนิสวัย 13 ปี ขึ้นแท่นมือ 1 เยาวชนเอเชีย เตรียมร่วมแข่งขันเทนนิสเยาวชน ออสเตรเลียน โอเพ่น 2024

(3 ม.ค.67) เพจ สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ – LTAT ได้โพสต์ข้อความชื่นชม ‘น้องไพน์’ ธรรม์ พันธราธร นักเทนนิสเยาวชนไทย วัย 13 ปี หลังผงาดก้าวขึ้นแท่นมือ 1 เยาวชนเอเชีย โดยระบุว่า…

คนแรกของไทย ‘ธรรม์’ มือ 1 เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี เอทีเอฟตีตั๋วให้ลุยศึกเยาวชน ‘ออสเตรเลียน โอเพ่น’

‘ไพน์’ ธรรม์ พันธราธร นักเทนนิสเยาวชนไทย วัย 13 ปี ผงาดก้าวขึ้นแท่นมือ 1 เยาวชนเอเชีย ในรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี หลังสหพันธ์เทนนิสแห่งเอเชีย (เอทีเอฟ) ได้ปรับอันดับเยาวชนเอเชียล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 จากคะแนนสะสมรวมที่ 5906.50 คะแนน ดีที่สุดในขณะนี้ โดยมี ทาวิช พาห์วา จากอินเดีย อยู่อันดับ 2 มี 4785.00 คะแนน และ ที่ 3 คิม ดอง แจ จากเกาหลีใต้ 4093.00 คะแนน 

ด้านนักเทนนิสหญิง รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี 3 อันดับแรกเป็นนักเทนนิสจากเกาหลีใต้ โดยมือ 1 เยาวชนเอเชีย คือ ฮง เยรี 5891.00 คะแนน, ที่ 2.ซิม ซีฮยอน 4539.50 คะแนน และที่ 3.โฮ จียุน 3887.50 คะแนน ขณะที่  ‘ไอซ์’ ปวีณอร นวลศรี นักเทนนิสเยาวชนไทย อยู่อันดับที่ 6 มี 2483.00 คะแนน

สำหรับ ‘ไพน์’ ธรรม์ พันธราธร ปัจจุบันมีอันดับเยาวชนโลก ไอทีเอฟ จูเนียร์ แรงกิ้ง อยู่ที่ 1211 ของโลก ส่วนผลงานในปี 2566 ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ลงแข่งขัน เทนนิสเยาวชนชิงแชมป์โลก ประเภททีม รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ‘2023 ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส จูเนียร์ ทีม คอมเพทติชั่นส์’ คัดเลือกตัวแทนโซนเอเชีย/โอเชียเนีย ที่เมืองกูชิง รัฐซาราวัก ประเทศมาเลเซีย และได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ลงแข่งขันเทนนิสเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย ประเภทบุคคล รายการ ITF Asia 14 & Under Development Championships 2023 Finals ที่เมืองโอฑิศา ประเทศอินเดีย ผลงานได้รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทชายคู่ 

ส่วนผลงานการแข่งขันรายการสะสมคะแนนเยาวชนเอเชีย ธรรม์ สามารถคว้าแชมป์ เดี่ยว และ คู่ เทนนิสเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี เก็บคะแนนสะสมเอเชีย เกรด2 ‘แอลทีเอที เอเชี่ยน โฟร์ทีน แอนด์ อันเดอร์ 2023’ ครั้งที่ 3 ไทย จากนั้นอีก 1 สัปดาห์ ธรรม์ สามารถคว้าแชมป์ชายเดี่ยว และรองแชมป์ชายคู่ ในการแข่งขันเทนนิสเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี เก็บคะแนนสะสมเอเชีย เกรด2 "แอลทีเอที เอเชี่ยน โฟร์ทีน แอนด์ อันเดอร์ 2023" ครั้งที่ 4 ได้อีก

สำหรับ ธรรม์ ถือเป็นนักเทนนิสเยาวชนรุ่นอายุไม่เกิน 14 ปีคนแรกของไทย ที่สามารถก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งมือ 1 เยาวชนเอเชียจากการจัดอันดับของสหพันธ์เทนนิสแห่งเอเชีย(เอทีเอฟ) 

จากการขึ้นอันดับ 1 เยาวชนเอเชียในครั้งนี้ ส่งผลให้ ธรรม์ ยังได้รับการคัดเลือกจากเอทีเอฟไปเข้าร่วมการแข่งขันเทนนิสเยาวชน ออสเตรเลียนโอเพ่ น 2024 รุ่นอายุไม่เกิน14 ปี ซึ่งแข่งที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียเดือนมกราคมนี้อีกด้วย

กลอนส่งกำลังใจให้รายการ ‘คุยถึงแก่น’ โดย ‘นายทิวา’

บทกลอนส่งกำลังใจในโอกาส รายการ ‘คุยถึงแก่น’ ถูกถอดออกจากผังออกอากาศ 

‘คุยถึงแก่น’

๏ ‘คุยถึงแก่น’ กะเทาะแก่น โดนถอนแก่น
เขาจะเอา เปลือกแทน เอาเปลือกถม
ยุคกระเบื้อง เฟื่องฟูลอย น้ำเต้าจม
เราไม่ชิน เขาเลยล่ม จมเรือชิน

๏ เรานี่แหละ พลเมือง ชั้นที่หนึ่ง
‘คุยถึงแก่น’ คุยให้ถึง หนี้และสิน
พลเมือง ทุกทุกชั้น ของแผ่นดิน
ต้องกะเทาะ เสียให้สิ้น กระแสความ

๏ ‘คุยถึงแก่น’ ยืนยัน ‘คุยถึงแก่น’
ปากไม่อาจ ปิดแน่น ปิด ‘คำถาม’
‘ความเท็จ’ ปลอม ‘คำตอบ’ เราติดตาม
‘คุยถึงแก่น’ คือ ‘นิยาม’ เปิด ‘ความจริง’

ยังยืนยัน ‘คำตอบ’ ทุก ‘นิยาม’
‘คุยถึงแก่น’ ไม่เคยคร้าม จากใจจริง

นายทิวา
อังคารที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๗

สื่อมองสื่อ!! รุ่นใหญ่ปรับตัวสู่ออนไลน์ ไม่ธรรมดา พกแต้มต่อ 'ความน่าเชื่อถือ-แฟนคลับเหนียวแน่น'

(3 ม.ค. 67) นายกิตตินันท์ นาคทอง ผู้สื่อข่าวเครือผู้จัดการ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Kittinun Nakthong' ในหัวข้อ 'จากทีวีสู่ออนไลน์ เข้าสู่ยุคนีชมาร์เก็ต' ระบุว่า...

ก่อนหน้านี้ วารินทร์ สัจจเดว เคยทำยูทูบช่อง Nomad Media Thailand จัดรายการ Thailand Morning Call ทุกเช้า (ใช้วิธีบันทึกเทปตอนค่ำ แล้วมาเรียบเรียงอัปโหลดพรีเมียร์ 6 โมงเช้า) หลังจากไม่ได้จัดรายการวิทยุ 

ปีนี้ ปรเมษฐ์ ภู่โต (คู่กับ นันทิญา จิตตโสภาวดี) และ ถนอม อ่อนเกตุพล หันมาจัดรายการผ่านออนไลน์ เพราะรายการที่ช่อง NBT หลุดผัง เริ่มทำแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วยต้นทุนเล็กๆ น้อยๆ แต่ทำด้วยใจล้วนๆ

แม้มองผิวเผินดูเหมือนว่า ตามหลังคนรุ่นใหม่ ที่สร้างชื่อเสียงจากโลกออนไลน์ แต่จากประสบการณ์ความเป็นคนข่าวมายาวนาน มีความน่าเชื่อถือ และมีฐานคนดูประจำอย่างเหนียวแน่น ก็น่าจะเป็นแต้มต่อที่ดี

ต่อจากนี้อาจจะได้เห็นคนข่าวรุ่นใหญ่ ลงไปอยู่แพลตฟอร์มออนไลน์เรื่อยๆ

พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวประกาศยกเลิกกินฟรี หลังหมดกำลังใจ เจอคนฉวยโอกาส ทำพฤติกรรมแย่ ต้องทนมาตลอด

(3 ม.ค.67) นายศักดิ์ระพี ปฐมทศพร หรือแจ็ค เจ้าของร้านแจ็คก๋วยเตี๋ยวน้ำตก บางศรีเมือง 51 นนทบุรี เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ หลังเริ่มต้นแจกก๋วยเตี๋ยวฟรีให้คนสูงอายุ คนพิการ คนเร่ร่อน ไร้บ้าน หญิงตั้งครรภ์ หรือแม้แต่คนไม่มีเงินได้อิ่มท้อง มาปีกว่า ๆ แต่กลับเจอคนฉวยโอกาส เอาเปรียบเรียกพวกมากินบ้าง สั่งพิเศษตามใจอยากบ้าน จนท้อ ขอยกเลิกแจกฟรี และพิจารณาเป็นรายคนแทน

นายศักดิ์ระพี กล่าวว่า ตนเริ่มแจกก๋วยเตี๋ยวฟรีมาประมาณ 1 ปี จะแจกบริเวณหน้าร้านและท่าน้ำนนท์อยู่เป็นประจำ เพราะแจกให้คนที่ลำบากยากไร้ไม่ค่อยมีเงิน คนไร้บ้าน ที่นอนเร่ร่อนแถวท่าน้ำนนท์ค่อนข้างเยอะ ก็เลยได้ไปแจกก๋วยเตี๋ยวบ่อย

แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้ตนคิดว่าบางคนอาจจะไม่รู้ว่าตนแจกข้าวฟรี หรือบางคนอาจจะหิว เมื่อไหร่ ก็จะได้แวะมากินได้ที่ร้านตนได้ ก็เลยมีการติดป้ายหน้าร้านว่าให้กินฟรี

หลังจากโดนติดป้ายประกาศได้ประมาณ 4 เดือนคนที่มากินฟรีกลับไม่ใช่รูปแบบที่ตนตั้งใจให้ อย่างวันที่ 2 ที่ติดป้ายก็มีกลุ่มแม่บ้านที่เป็นผู้สูงอายุประมาณ 9 คน ชวนกันมากินที่ร้าน แต่ตอนแรกนั้นตนก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะตนเต็มใจแจกอยู่แล้ว แต่พอผ่านไปประมาณเดือนนึงก็มีคนเดิม ๆ มากินประจำส่วนมากก็จะเป็นกลุ่มสูงอายุ และคนสูงอายุผู้ชายบางคนบางกลุ่มจะมากินทุกวัน แต่เขาไม่ได้กินอาหารปกติทั่วไปตามที่ตนแจก แต่จะสั่งตามที่เขาอยากกิน

อย่างเช่นเกาเหลาเนื้อพิเศษ จะกินของที่แพงที่สุด พอได้กินครั้งหนึ่งก็ต้องอยากกินทุกวันพอนานไปเขาก็ไปชวนเพื่อน ๆ มากินด้วยบางครั้งก็เอากลับบ้าน แต่จริง ๆ โดยปกติแล้วถ้ามากินที่ร้านแล้วจะเอากลับบ้านต้องจ่ายเงิน แต่บางครั้งเขาอาศัยช่วงชุลมุนคนเยอะ ก็ลุกไปเลยก็มีแบบนี้บ่อยครั้ง

พร้อมยกตัวอย่างอีก เช่น จะมีอยู่คนนึงที่เขาจะมารอแต่เช้าเพื่อกินฟรี ซึ่งถ้าเป็นพ่อค้าแม่ค้าเขาจะรู้กันว่าตอนเช้าขายของต้องประเดิมด้วยออร์เดอร์ดี ๆ ไม่ใช่แจกฟรี แต่อันนี้เขามารอเลย ก็เลยปฏิเสธไม่ได้ แต่ที่หนักคือเมื่อมาถึงมักถามว่าหุงข้าวเสร็จหรือยังพอตนบอกข้าวยังไม่สุกเขาก็บอกว่างั้นเอาบะหมี่เนื้อ 3 ก้อน จะนั่งแช่อยู่แบบนั้นแล้วก็ตักน้ำแข็งไปกิน 4-5 รอบ

ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งก็จะเป็นคนที่รู้ว่าที่ร้านเปิดให้กินฟรีก็มากินบ่อย ๆ บางครั้งก็หยิบแบงก์ 1,000 ออกมาโชว์ แล้วก็บอกว่ากินฟรีต้องจ่ายตังค์/ไม่ต้องจ่ายตังค์ ตนก็เลยงงว่าทำเพื่ออะไร

เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้ง ตนจึงมองว่ามันเริ่มไม่ใช่สิ่งที่ตนตั้งใจไว้แล้ว ก็เลยเริ่มหาทางที่จะเลิกแจกฟรีหรือว่าทำอะไรซักอย่างเพราะมันไม่มีความสุขเหมือนเดิม เกินจะทนกับพฤติกรรมแบบนี้

แทนที่มันจะทำให้ตนมีความสุขกลับกลายเป็นทุกข์มากกว่าที่ต้องทนกับคนแบบนี้ เจตนาที่ตนตั้งใจทำกลายเป็นหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงเขาทุกวันมันเริ่มไม่ใช่ ปีใหม่นี้ก็เลยตัดสินใจที่จะเอาป้ายออกและเลิกแจกฟรีไปเลยแต่จะเลือกให้คนที่น่ารัก น่าแจกพอ แค่บางคน

โดยส่วนใหญ่ที่มากินฟรีเป็นคนมีเงินไม่ลำบาก มีบ้านมีที่อยู่ แต่งตัวสะอาด มันเลยไม่ตรงกันที่ตนตั้งใจว่าจะแจกให้คนที่เขาลำบากไม่มีจะกิน แต่นี่เขาให้กินแล้วแทนที่จะทำตัวน่ารักแต่กลับทำตัวแบบนี้

นายศักดิ์ระพี กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาตนพยายามบอกทุกคนในร้านว่าใจเย็น ๆ เพราะมันอึดอัดมากไม่มีความสุข กลายเป็นทุกข์ใจ เสียความรู้สึก จากที่เจตนาให้ทุกคนมีกินเวลาหิวแต่กลายเป็นว่าเอาเพื่อนมานั่งเต็มร้าน นั่งแช่นาน ๆ แล้วก็สั่งแบบจัดเต็มไม่เกรงใจมันรู้สึกแย่เหนื่อย เสียความรู้สึก เหนื่อยใจ เพราะตนเปิดร้านขายของก็มีต้นทุน แต่เขาเลือกกินแต่เมนูที่ต้นทุนสูงตนก็ลำบากใจ

สุดท้ายนี้ ตนอยากฝากถึงคนที่มากินด้วยว่าโอกาสแบบนี้หายากรักษาคน รักษาร้านแบบนี้ไว้เถอะ เขาให้โอกาสแล้วก็ควรจะรักษาไว้ดี ๆ และอยากหาคนที่จะเริ่มต้นแจกอาหารเหมือนตนให้วางแผนดี ๆ จะได้ไม่ผิดพลาดเหมือนกับตน

สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ 
หักพาล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม.,พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม. พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.สิทธิ์ศิริ กังวาลกุล รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.กฤษฎากรณ์ กลิ่นเกษร รอง ผบก.ตม.4, พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ผกก.ตม.จว.หนองคาย, พ.ต.ท.ธียาฌพัตท์ รังสิพราหมณกุล รอง ผกก.ตม.จว.หนองคาย ร่วมแถลงข่าวการจับกุมบุคคลตามหมายจับคดีสำคัญ

เมื่อประมาณต้นเดือน ตุลาคม 2566 ผู้แทนรับมอบอำนาจจากโรงรับจำนำแห่งหนึ่งใน ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี  ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อ พงส.สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีกับ น.ส.จีรวรรณ  อายุ  30 ปี สัญชาติไทย และ น.ส.ศรินทิพย์  อายุ 32 ปี สัญชาติไทย พนักงานของโรงรับจำนำดังกล่าว ที่มีหน้าที่ในการทำบัญชีและเก็บรักษาของรับจำนำ  โดยเฉพาะสร้อยคอทองคำ เนื่องจากตรวจพบว่าจำนวนสร้อยคอทองคำ และทองคำแท่ง ที่รับจำนำมีมูลค่าน้อยกว่าจำนวนเงินที่จ่ายในการจำนำให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังพบว่ามีสร้อยคอทองคำปลอมปะปนอยู่ห้องเก็บรักษาของรับจำนำ โดยพบว่าพนักงานทั้งสองรายเมื่อรับจำนำทองแล้ว จากนั้นจะลักเอาทองที่รับจำนำของโรงรับจำนำไว้แล้วข้างต้น มามอบให้หน้าม้านำมาเวียนจำนำกับโรงรับจำนำอีกครั้ง เมื่อได้เงินมาแล้วจะแบ่งให้หน้าม้าครั้งละ 1,000 -2,000 บาท จากนั้นจะนำเงินสดไปเข้าบัญชีของตนเองโดยมีการทำในลักษณะดังกล่าวอยู่เป็นเวลากว่า 2 ปี ได้เงินรวมกว่า 170 ล้านบาท ต่อมา  ศาลจังหวัดนนทบุรีได้อนุมัติหมายจับบุคคลทั้งสอง ในความผิด “ร่วมกันลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง” ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี 1038/2566

และ 1039/2566 ลง 26 ธ.ค.2566 เบื้องต้นสามารถจับกุม  น.ส.ศรินทิพย์  มาดำเนินคดีแล้ว แต่ น.ส.จีรวรรณ  ได้หลบหนีออกนอกประเทศก่อนที่ศาลจะมีการอนุมัติหมายจับ และได้ไปกบดานที่ สปป.ลาว  ชุดสืบสวน ภ.1 ได้ประสานมายัง ชุดสืบสวน ตม.จว.หนองคาย เพื่อประสานกับทางการ สปป.ลาว เพื่อกดดันให้กลับมามอบตัว พร้อมกับเฝ้าระวังตามแนวชายแดนป้องกันการลักลอบเข้าทางช่องทางธรรมชาติ จนกระทั่ง วันนี้ (3 ม.ค.2567) เวลาประมาณ 12.30 น. น.ส.จีรวรรณ  ได้เดินทางกลับเข้ามาทางด่านพรมแดน สะพานมิตรภาพไทย – ลาว จ.หนองคาย ร้อยเวรงานตรวจบุคคลและพาหนะ จึงได้ประสานชุดสืบสวน ตม.จว.หนองคาย ควบคุมตัวมาแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับให้ทราบ เบื้องต้น น.ส.จีรวรรณ รับว่าได้ร่วมกันลักทรัพย์ของโรงรับจำนำตามแผนประทุษกรรมดังกล่าวจริง   โดยเงินที่ได้มาได้นำไปเล่นการพนันออนไลน์จนหมดตัว จากนั้น จนท.ได้ควบคุมตัวนำส่ง พงส.สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม.มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่นๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดกรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษาเลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

แฟนๆ ใจหาย ‘รายการคดีเด็ด’ ยุติออกอากาศแล้ว ปิดตำนาน 23 ปี วลีติดปาก “แหม…ทำไปได้”

(3 ม.ค. 67) มีรายงานว่า รายการวาไรตีตลกขบขันชื่อดังอย่าง “คดีเด็ด” ได้ประกาศยุติการออกอากาศ โดยออกอากาศเป็นตอนสุดท้ายในวันที่ 30 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายการที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 23 ปี 112 วัน พร้อมกับปิดตำนานวลีฮิตอย่าง “เรื่องนี้เป็นภาพจริง ไม่ได้ถ่ายทำ คนที่เห็นในภาพก็เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่ตัวแสดง” และ “แหม…ทำไปได้”

สำหรับ "รายการคดีเด็ด" เริ่มตั้งแต่ปี 2543 ออกอากาศทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-14.00 น. พิธีกรประจำรายการ คือ พิสิทธิ์ กีรติการกุล (หว่อง) และผู้ให้เสียงพากย์ในรายการคือ กฤษพล โพธิ์พิทักษ์ธานนท์ (กฤษ คดีเด็ด) คดีเด็ด ถือว่าเป็นรายการทางโทรทัศน์รายการแรกๆ ที่นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับคดีความของชาวบ้านมาเล่าผ่านหน้าจอ สำหรับ "รายการคดีเด็ด" จะนำมาเล่านั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงจากประชาชน ในช่วงแรกของรายการเป็นการบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวน และมีการถ่ายทอดเรื่องราว โดยจะมีการทำเป็นละครสั้นให้เข้าใจโดยง่าย จึงได้รับความนิยมจากคนดูเป็นอย่างมาก

"รายการคดีเด็ด" ได้ออกอากาศทั้งหมด 24 ซีซัน มีทั้งหมด 1,301 ตอน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top