Thursday, 16 July 2026
NEWS

กมธ.เศรษฐกิจ วุฒิสภา ‘บราซิล’ เสนอร่างกฎหมายทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ด้านเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าไทยจี้เสนอร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองเยาวชน

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายกกรณีบราซิลเสนอบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้บริโภค สร้างงาน และสร้างรายได้ภาษีให้แก่รัฐ หวังคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าของไทยมองบราซิลเป็นตัวอย่างออกกฎหมายคุมบุหรี่ไฟฟ้าสะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST) ที่มีผู้ติดตามบนเฟสบุ้คเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” กว่า 100,000 ราย กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของรัฐบาลบราซิล หลังคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจของวุฒิสภาเสนอความเห็นชอบต่อร่างกฎหมายเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อนและบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้ระบุถึงข้อบังคับในเรื่องของผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย รวมถึงฉลากบรรจุภัณฑ์ จากความเห็นของคณะกรรมาธิการ การควบคุมตลาดนั้นมีความจำเป็นเพื่อที่จะปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและอาจก่อให้เกิดอันตราย นอกจากนี้ยังเล็งเห็นถึงโอกาสในการสร้างตำแหน่งงานรวมถึงรายได้ภาษีให้แก่รัฐอีกด้วย โดยร่างกฎหมายจะถูกนำส่งไปพิจารณาต่อไปในคณะกรรมาธิการความโปร่งใส ธรรมาภิบาล และคุ้มครองผู้บริโภค และคณะกรรมาธิการกิจการสังคม เพื่อทำการพิจารณาขั้นสุดท้าย ก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ต่อไป

“เราอยากตั้งคำถามว่า การแบนบุหรี่ไฟฟ้าต่อไปเท่ากับ กมธ. ของไทยกำลังมองว่าเด็กและเยาวชนจะได้รับการปกป้องคุ้มครองโดยการปล่อยให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ในตลาดใต้ดินที่ไม่มีการจำกัดอายุการเข้าถึง แทนที่จะมีกฎหมายออกมาควบคุมให้ถูกต้องตามกฎหมายและจำกัดอายุเช่นเดียวกับบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างนั้นจริงหรือ”ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ากล่าว

การเคลื่อนไหวผ่านร่างกฎหมายของบราซิลนับเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและสะท้อนความเป็นจริง เนื่องจากกระแสของผู้บริโภคทั่วโลกที่กำลังเบนไปทางบุหรี่ไฟฟ้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านสังคมหรือสุขภาพก็ตาม ล้วนเป็นกระแสที่ต้านไม่ได้ ส่วนในไทยวันนี้การใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นเกินกว่าจะแบนต่อไปได้แล้ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการหาวิธีควบคุมให้ชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อไม่ให้มีปัญหาในเรื่องของมาตรฐาน ความปลอดภัยของสินค้า การเข้าถึงของเด็กและเยาวชน ข้อกำหนดในการใช้งาน หรือกระทั่งการจัดเก็บรายได้ภาษีเข้ารัฐ การดำเนินการของบราซิลนับเป็นการก้าวตามแนวทางของอีกกว่า 80 ประเทศทั่วโลก หลังจากบราซิลเป็นหนึ่งในเพียง 30 กว่าประเทศที่ไม่ยอมรับบุหรี่ไฟฟ้ามานานหลายปี

ตัวแทนเครือข่ายยังได้กล่าวเสริมว่า “ในขณะนี้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณามาตรการด้านกฎหมายเพื่อควบคุมกำกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเดินหน้าประชุมและเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูล เพื่อพิจารณาแนวทางการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าใประเทศไทย โดยทางเครือข่ายก็คาดหวังว่า กมธ. จะเสนอร่าง พ.ร.บ. ใหม่มาควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อคุ้มครอง เยาวชน ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเกือบ 1 ล้านราย และผู้สูบบุหรี่ในประเทศไทยอีกกว่า 9.9 ล้านราย รวมทั้งประชาชนทั่วไปอีกด้วย”

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” ประชุม ศปอส.ตร.สั่งเข้มรุกฆาตปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างจริงจัง เด็ดขาด ขีดเส้น 1 เดือนตรวจสอบการทำงานของทุกกองบัญชาการ

วันนี้ (4 เม.ย. 67) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการทำงานศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ครั้งที่ 2/2567 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. เข้าร่วมประชุม

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า หน้าที่การทำงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นหน้าที่หลักของทุกหน่วย ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1-9 , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นอาชญากรรมที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ สูญเสียทรัพย์สินเงินทองจำนวนมาก ซึ่ง ศปอส.ตร.เป็นเครื่องมือสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการขับเคลื่อนนโยบาย กำหนดเป้าหมาย และประสานงานกับหน่วยงานข้างเคียงที่จะสนับสนุนข้อมูลอุปกรณ์ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของ ศปอส.ตร.ในระดับกองบัญชาการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเน้นย้ำการปฏิบัติหน้าที่ในด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันเหตุ โดยสร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนทางช่องทางต่างๆ โดยใช้กรณีที่เกิดขึ้นจริงและแก้ไขได้จนประสบผลสำเร็จ รวมถึงการประสานความร่วมมือจากอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อช่วยขยายปริมาณการรับรู้ การให้ความรู้แก่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น และให้ ศปอส.ตร. และ ศปอส.น./ภ. มุ่งเน้นการปราบปรามเป้าหมายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะการอายัดบัญชีม้า ที่ต้องทำทันทีด้วยความรวดเร็วเพื่อให้ประชาชนผู้เสียหายมีโอกาสได้เงินคืนเร็วที่สุด นอกจากนี้ เน้นย้ำการปราบปรามการพนันออนไลน์ โดยให้เปิดช่องทางแจ้งข้อมูลเบาะแสผู้กระทำผิดไว้เฉพาะ และจะต้องมีรูปแบบขั้นตอนการทำงานในการรับแจ้งเบาะแส การสืบค้น และการประสานการปฏิบัติกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อปิดเว็บไซต์ และต้องประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบความคืบหน้าในการทำงานโดยตลอด

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ฯ กล่าวว่า เน้นย้ำให้ทุกกองบัญชาการต้องเดินหน้าป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับ บช.สอท. ทั้งการป้องกันปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ การขายสินค้าผิดกฎหมายทางออนไลน์ ฯลฯ ให้สร้างผลงานเชิงรุก “รุกฆาต”กับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด พร้อมย้ำว่าการตรวจสอบการทำงานอย่างจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเวลา 1 เดือนนั้น จะไม่ตรวจสอบเพียงแค่ บช.สอท.ซึ่งได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีโดยตรงเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น แต่จะมีการตรวจสอบชี้วัดผลการปฏิบัติงานในทุกกองบัญชาการในระยะเวลา 1 เดือนเช่นเดียวกันด้วย

รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ขอความร่วมมือทุกหน่วยงานปรับทัศนคติการทำงาน เดินหน้าทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก ห้ามไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อให้องค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าต่อไป คืนความเชื่อมั่นศรัทธาและเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนโดยแท้จริง

‘นายกฯ เศรษฐา’ เผย ส่วนตัวชื่นชอบ ‘แกงไตปลา’ มาก ส่วนต่างชาติจัดเป็น ‘อาหารยอดแย่’ ถือเป็นสิทธิ์ในการวิจารณ์

(4 เม.ย. 67) ที่อาคารรัฐสภานายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ‘แกงไตปลา’ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมนูยอดแย่ที่สุดในโลก จากเว็บไซต์ TasteAtlas แต่สำหรับคนในภาคใต้ เมนูนี้เป็นเมนูคู่ครัวและเป็นเมนูที่อร่อยที่สุด ว่า 

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของลิ้นใคร ลิ้นมัน ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเขียนอะไรก็ได้ แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่าความจริงอาหารไทยหลาย ๆ ชนิด ก็ติดอันดับท็อปเท็นของโลกเหมือนกันและส่วนตัวผมเชื่อว่าแม้แกงไตปลาจะมีรสเผ็ด แต่ก็มีความเข้มข้นส่วนตัวผมเองผมชอบมาก”

ถามว่าอยากให้ทุกคนเปิดใจกับรสชาติของอาหารไทยหรือไม่เนื่องจากแต่ละชาติก็มีอาหาร ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “อาหารไทยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นมัสมั่นไก่ ขนมครก ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แม้แต่ผัดกะเพรา ก็เป็นที่ชื่นชอบของต่างชาติ แต่เราเองก็ต้องยอมรับให้ได้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นสิทธิเสรีภาพของเขา อีกทั้งรสชาติอาจจะแรงเกินไป ต่างชาติอาจจะไม่คุ้นชิน เพราะแกงไตปลาหากทำไม่เผ็ดก็ไม่ใช่แกงไตปลา ซึ่งมันก็ต่างกันแต่ตนเชื่อว่า รัฐบาลนี้และคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มีการส่งเสริมเรื่องอาหารอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางอย่างอาจจะไม่ถูกปากชาวต่างชาติ”

ตำรวจนครพนม ภาค 4 รวบนักค้าได้พร้อมด้วยยาบ้า 1 ล้าน 2 แสนเม็ด และปูพรม ตรวจค้น 87 จุด ได้ยาบ้าและอาวุธปืนเพียบที่ ภ.จว.นครพนม

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.67 พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย  ผบช.ภ.4 , นายวันชัย ผวจ.นครพนม,   นายภิญโญ โฆสิต ผอ.ป.ป.ส.ภาค 4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4, พล.ต.สถาพร บุญชู ผบ.มทบ.210 , น.อ.วรรณะ เกื้อทิพย์ ผบ.นรข.เขตนครพนม พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นจับกุมยาเสพติดตามยุทธการการไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 "No place for Drug" ระยะที่ 2  ทำลายโครงสร้าง ชำระสะสาง ปลุกพลังชุมชนเข็มแข็ง โดยปราบปรามนักค้ารายย่อย และเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ ด้วยปฏิบัติการเชิงรุกทั้ง 19 สภ.ในสังกัดพร้อมกัน 87 จุด  มีการปิดล้อมตรวจค้นจับกลุ่มบุคคลตามหมายจับคดียาเสพติด, ค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหา, ตรวจค้นจับกุมบุคคลเป้าหมายตามเบาะแสข้อร้องเรียนภาคประชาชน, จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับค้างเก่า, รวมถึงการยึดทรัพย์นักค้ายาเสพติดทุกราย  มีผลการปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2567 – 3 เม.ย.2567 ดังนี้

1.จับกุมผู้ต้องหา  986   ราย
2.ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ได้แก่ ยาบ้า 1.5 ล้านเม็ด, ไอซ์  2,500 กรัม, เฮโรอีน 9,800 กรัม 
3.ตรวจยึดทรัพย์สินตาม พรบ.มาตราการฯ  ได้แก่ เงินสด 561,547.-บาท, อาวุธปืน  16  กระบอก, บ้าน 1 หลัง, ที่ดินตามโฉนด 2 แปลง เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน, ทองรูปพรรณ น้ำหนักรวม 12 บาท, รถยนต์ 16 คัน, รถจักรยานยนต์ 21 คัน, ทรัพย์สินอื่นๆ 18 รายการ  มูลค่าประมาณ 103,400.-บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึด/อายัด 8,673,947 บาท และต่อมาในวันที่ 4 เม.ย.67 จับกุมขบวนการค้ายาเสพติด คือ นายรัชชานนท์ และนายชานนท์  พร้อมยาบ้า 1.2 ล้านเม็ด ได้ที่ ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.หนองคาย

 พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ปฏิบัติการ ไล่ล่า (เด็ดปีก) นักค้าอีสานเหนือ 252 “No place for Drug” ระยะที่ 2  เป็นการกวาดล้างจับกุมนักค้ายาเสพติดในพื้นที่ตามแนวชายแดน และเป็นพื้นที่มีปัญหา ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.  โดยตนได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดตำรวจภาค 4 เพิ่มความเข้มในการกวาดล้างจับกุมยาเสพติด โดยเฉพาะผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย จะต้องไม่มีที่ยืนในพื้นที่อีกต่อไป 

สำหรับผลการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภาค 4 ตั้งแต่ 1 ต.ค.66 - 31 มี.ค.67 ได้กวาดล้างจับกุมผู้ต้องหา ยาเสพติด 22,287 คดี ผู้ต้องหา 22,387 คน ตรวจยึดยาบ้ากว่า 17 ล้านเม็ด เฮโรอีนกว่า 59 กก. ไอซ์ กว่า 6.8 กิโลกรัม  ตรวจยึด/อายัดทรัพย์สินฯ 4,199 รายการ มูลค่าประมาณ 339,750,071 บาท  โดยตำรวจภาค 4 จะกวาดล้างจับกุมอย่างเด็ดขาดต่อไป ผบช.ภ.4 กล่าวในที่สุด

สถิติใช้ไฟฟ้าในไทย กลางคืนแซงหน้ากลางวัน หลังรถ EV เริ่มเป็นที่นิยม พบ!! ชาร์จไฟรถยนต์คืนเดียว เทียบเท่าเปิดแอร์รถได้ถึง 4-5 วัน

(4 เม.ย. 67) ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊ก ‘Stapnavatr Vajira’ โพสต์ข้อความ หัวข้อ สถิติการใช้ไฟจากการไฟฟ้าเริ่มเปลี่ยนหลังรถอีวีเริ่มนิยมใช้ในไทยเข้าหลักแสนคัน ระบุว่า…

“การใช้ไฟฟ้าที่โดยปกติจะมากเวลากลางวันและน้อยเวลากลางคืน ตอนนี้การใช้ไฟกลางคืนแซงกลางวันแล้ว เพราะมีคนเอาไฟกลางคืนชาร์จรถเยอะมาก ๆ

กำลังไฟสำรองที่เคยถูกตำหนิว่ามากเกิน กำลังเปลี่ยนเป็นกลับมาสมดุลในไม่ช้า

คนที่เคยด่าว่า ทำไฟสำรองไว้เยอะ ทำให้ต้องจ่าย FT แพงขึ้น คงจะเริ่มเข้าใจ กำลังไฟสำรองไม่ใช่เรื่องที่จะเสกกันได้ทันที ไม่เหมือนปริมาณรถอีวี บทจะมา มาเร็วจริง ๆ

หนทางอีกยาวไกล ปริมาณรถในไทย ถ้าจะทดแทนรถฟอสซิลไปถึง 1/3 ก็ต้องมีรถอีวีไปถึง 5 ล้านคันเป็นอย่างน้อย

บางที อีกหน่อยรถยนต์อาจเป็นอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดเมื่อเทียบกับอุปกรณ์อื่น ๆ

อย่าทำเป็นเล่นไป ชาร์จไฟรถไฟฟ้าคืนเดียว ถ้ารถไม่วิ่งเลย เอาไปเปิดแอร์นอนสบายใจได้ 3 วันเต็ม ถ้าเปิดในที่กลางวันร้อนถึง 42-45 องศาเซลเซียส แต่ถ้าเปิดแอร์รถในร่มหรือสภาพอากาศข้างนอกไม่ร้อน เปิดได้ 4-5 วันเลย แบตเตอรี่อีวีจึงคือสถานที่จุไฟได้มหาศาลมากในเวลาสั้นนั่นเอง https://www.youtube.com/watch?v=pO5Q9B8v1NI 

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี “สงกรานต์ช่วงเทศกาลปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ”

วานนี้ (3 เม.ย. 67) เวลา 19.00 น. พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2567 ของตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ภายใต้ยุทธการ “สงกรานต์ปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ“ ณ ลานแยกชายหาดพัทยา (นิภาลอดจ์) เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยมี พล.ต.ท. สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ต.ธวัชเกียรติ จินดาควรสนอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี , นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี , นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา , นายวีกิจ มานะโรจน์กิจ นายอำเภอบางละมุง และข้าราชการตำรวจ  ทหาร ฝ่ายปกครองและอาสาสมัคร เข้าร่วมพิธี

พล.ต.ท.อัคราเดช ฯ เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) สั่งการให้ทุกหน่วยระดมกวาดล้างอาชญากรรม  ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2567 นั้น เพื่อให้การดำเนินการตามแผนป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและการรักษาความสงบในพื้นที่ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรีจึงกำหนดให้มีพิธีปล่อยแถว ระดมกวาดล้างอาชญากรรม ประจำปี 2567 “สงกรานต์ปลอดภัย เที่ยวพัทยาอุ่นใจ ” โดยบูรณาการกำลังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชน 

จากนั้น พล.ต.ท.อัคราเดช ฯ พร้อมคณะ ได้เดินแจกโบรชัวร์การเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชัน “PATTAYA SAFETY” เพื่อบริการประชาชนและนักท่องเที่ยวในเรื่องการแจ้งเหตุ แจ้งเบาะแสออนไลน์ 24 ชั่วโมง โดยสามารถติดตามสถานการณ์การแจ้งเหตุด้วยปุ่ม SOS ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน พูดคุยผ่านแชทสดกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งรองรับสองภาษาคือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่น ทันสมัย ใช้งานง่าย

'อ.เจษฎา' แจง!! งานนี้ไม่ใช่บอลประเพณี แต่ผู้ใหญ่ 2 มหาลัยเห็นชอบรูปแบบ แนะ!! หากใครอาสาแบกเสลี่ยง 'อัญเชิญพระเกี้ยว' รีบสมัครล่วงหน้าได้เลย

(4 เม.ย.67) จากกรณีดรามา ‘นิสิตจุฬาฯ’ ใช้รถกอล์ฟอัญเชิญ ‘พระเกี้ยว’ ในงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ ‘จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ ปีนี้ สร้างเสียงวิจารณ์กระหน่ำ มีทั้งผู้เห็นด้วยและคิดต่าง กระทั่งคณะผู้จัดงาน ฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ CU-TU Unity Football Match 2024 ออกมาชี้แจงความหมายของขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว ที่ตั้งใจคัดสรรสัญลักษณ์ ตัวแทนองค์ความรู้แขนงต่าง ๆ มา

นอกจากนี้ กรณี พ.อ.รศ.นพ.วิภู กำเหนิดดี แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เชี่ยวชาญในการรักษาโรคปวดเรื้อรัง ระบุทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ไม่ต้อนรับแพทย์ใช้ทุนที่จบจากที่นี่ เนื่องจากไม่ชอบ ทำให้ต้นสังกัดอย่าง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่อนคำชี้แจง พร้อมขออภัยบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบจากการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ตลอดจนให้แพทย์รายดังกล่าวลบโพสต์ไปจากโซเชียลแล้วนั้น

เรื่องราวทั้งหมดนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ออกมากล่าวทางเฟซบุ๊กในมุมที่อาจมีผู้เข้าใจผิดว่า งานบอลที่เพิ่งจัดไปไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์

รศ.ดร.เจษฎาระบุว่า ทราบกันหรือไม่ว่า “งานบอลที่เพิ่งจัดไป..ไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครับ” เห็นเป็นประเด็นดรามากันมาหลายวันแล้ว เกี่ยวกับงานฟุตบอล ที่จัดแข่งกันไประหว่างนิสิตจุฬาฯ และศึกษาธรรมศาสตร์…แต่ถ้าผมจะอธิบายให้เข้าใจชัดว่า “มันเป็นคนละงานกัน” กับการฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ที่ผ่าน ๆ มา ไม่รู้ว่าจะช่วยลดดรามาให้น้อยลงได้หรือเปล่านะครับ 

[ #สรุป (เผื่อใครขี้เกียจอ่านยาว) พูดง่าย ๆ คือสมาคมศิษย์เก่าของทั้ง 2 สถาบัน ไม่จัดงานบอลประเพณีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ซักที…เด็ก ๆ นิสิตนักศึกษา ก็เลยจัดงานเตะบอลสานสัมพันธ์กันเอง..งานมันก็เลยออกมาสเกลเล็ก ๆ แค่นี้แหละครับ ]

คือจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่งานฟุตบอลประเพณี ที่จัดกันมากว่า 90 ปีแล้ว (ซึ่งครั้งล่าสุด คือครั้งที่ 74 เมื่อปี พ.ศ.2563)…แต่มันมีชื่อว่า “งานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 1” ต่างหากครับ

งานฟุตบอลประเพณีที่ผ่านมา ดำเนินการจัดโดย ‘สมาคมศิษย์เก่า’ ของทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ผลัดกันเป็นเจ้าภาพมาตลอด…ขณะที่งานฟุตบอลสานสัมพันธ์ ที่พึ่งริเริ่มจัดในปีนี้นั้น จัดโดยองค์การบริหารสโมสรของนิสิตจุฬาฯ และของนักศึกษาธรรมศาสตร์

สาเหตุที่เกิดงานนี้ก็คือ การที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ครั้งที่ 75 (ซึ่งควรจะได้จัดไปเมื่อปี 2564) ทางด้านของสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ที่เป็นเจ้าภาพนั้นได้เลื่อนจัดมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดขึ้น จนมาถึงปีนี้ ก็ยังหากำหนดวันที่เหมาะสมร่วมกันกับทางสมาคมศิษย์เก่าจุฬาฯไม่ได้ แล้วต้องทำให้เลื่อนไปอีกปีนึง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทางองค์การบริหารสโมสรของทั้ง 2 สถาบัน จึงได้ขอจัดงานฟุตบอลสานสัมพันธ์ขึ้นเอง แม้ว่าเวลาจะกระชั้นชิดมาก และมีงบประมาณน้อยมากก็ตาม โดยจัดในแบบที่กระชับขึ้น เรียบง่ายขึ้น งบน้อยลง ใช้กำลังคนให้น้อยลง..และที่สำคัญคือมีรูปแบบงานในแบบที่นิสิตนักศึกษาอยากจัดกัน (ไม่ได้จำเป็นอยู่ในกรอบแนวทาง ของที่สมาคมศิษย์เก่าของทั้งสองสถาบัน เคยวางแนวไว้)

ตัวอย่างเช่น การแปรอักษรด้วยป้าย LED ก็เป็นการแก้ปัญหาเรื่องการระดมหาคนขึ้นสแตนด์ ในช่วงเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้..หรือแม้แต่การอัญเชิญธรรมจักรและพระเกี้ยวที่เรียบง่ายขึ้น ใช้กำลังคนน้อยลงเช่นนี้ก็เป็นการแก้ปัญหาได้ดีเช่นเดียวกัน..ซึ่งถ้ามองถึงผลลัพธ์ที่ออกมา ก็ถือว่าเป็นไปได้ด้วยดี บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจกันไว้ (แม้ว่าจะไม่อลังการเท่าเดิม ทั้ง stand แปรอักษรและขบวนอัญเชิญ)

ยังไงก็ตาม การจัดงานบอลสานสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ได้มีแต่นิสิตนักศึกษาที่จัดกันเอง แต่ผู้บริหารของทั้งสองมหาวิทยาลัยก็เข้ามาช่วยสนับสนุนเช่นกัน..ดังนั้น รูปแบบวิธีการที่เปลี่ยนไปนี้ จึงถือว่าผ่านความเห็นชอบจากผู้หลักผู้ใหญ่ของมหาวิทยาลัยทั้งสองแล้วนะครับ

ดังนั้น ผู้ที่กังวลว่างานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ จะดูด้อยลง ลดความสวยงามอลังการลงจากเดิม ก็คงจะต้องรอดูในปีหน้า ๆ ถัดไป ว่างานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 75 นั้น จะจัดออกมาในรูปแบบไหน? จะสวยงามยิ่งใหญ่เท่าสมัยปี 2563 หรือเปล่า?

หรือจะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ไปตามสมัยนิยม ที่ลดเรื่องพิธีรีตอง และเน้นคุณค่าของตัวงาน ตามวัตถุประสงค์มากขึ้น..ซึ่งก็ต้องรอฟังทางสมาคมศิษย์เก่าของสองสถาบันนำเสนอชี้แจงกันต่อไป

แต่ไม่ใช่ มาดู ‘งานบอลสานสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษา’ ปีนี้ แล้วจะมารีบด่วนตัดสินว่า หลาย ๆ อย่าง (เช่น เสลี่ยงอัญเชิญพระเกี้ยว) ถูกยกเลิกไปแล้วอย่างที่ข่าวไปกระพือกันนะครับ…เน้นย้ำ ให้มองว่า มันเป็นคนละงานกันครับ!

ป.ล.ส่วนใครปวารณาตัว อยากจะมาช่วยยกเสลี่ยงอัญเชิญพระเกี้ยวให้ ในปีหน้า ๆ ต่อไป ก็เป็นเรื่องน่ายินดีนะครับ รีบมาสมัครล่วงหน้าได้เลย 

มุกดาหาร​ -กอ.รมน.ภาค 2 ร่วมประชุมและตรวจพื้นที่ กอ.รมน.มุกดาหาร​ ร่วมกับคณะชุดประเมินผลฯของ ศปป.4 กอ.รมน. ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 67 เวลา 10.00 น.​ที่ผ่านมา ณ​ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร และห้องประชุมสำนักงานอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว พ.อ.ชาติชาย ศรีสุราช​ หน.ปท.ศปม.กอ.รมน.ภาค 2 เป็นผู้แทน กอ.รมน.ภาค 2 ร่วมประชุมและตรวจพื้นที่  กอ.รมน.จังหวัดมุกดาหาร ร่วมกับคณะชุดประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน พ.ศ.2557 และการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ของ ศปป.4 กอ.รมน. โดยประเด็นที่สำคัญ การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เสนอแนะต่อ หน.อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับกองทัพ บูรณาการจัดชุดลาดตระเวนป่า เพื่อการป้องกัน สกัดกั้นไฟป่า และเพื่อการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจงดการเผา ต่อชุมชนและประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบผืนป่า ประเด็นการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์(สุกร) ขอให้เข้มงวดการตรวจตามช่องทางแนวชายแดน และโรงชำแหละ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารภายในประเทศไทย

'บิ๊กโจ๊ก' ผุด โครงการ 'พาพี่น้องกลับใต้' สงกรานต์ เที่ยวแรก 10 เม.ย. 'บิ๊กโจ๊ก' อาสาส่งขึ้นรถด้วยตัวเอง

(4 เม.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์’ โดยมี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ได้โพสต์ข้อความประชาสัมพันธ์โครงการช่วงสงกรานต์ ระบุว่า…

“โครงการดี ๆ พาพี่น้องกลับใต้ สงกรานต์ สามารถไปขึ้นรถได้ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ตามตารางเดินรถ ไม่มีจองคิวล่วงหน้า ไปถึงก่อนขึ้นรับอาหาร เครื่องดื่ม วันที่ 10 เที่ยวแรกที่ออกเดินทาง ท่าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ท่านจะมาส่งท่านขึ้นรถด้วยตัวเอง ท่านใดสนใจขอเชิญ”

ทั้งนี้ รถที่นำมาบริการในช่วงสงกรานต์มีจำนวน 12 คัน ผู้ที่สนใจใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 095-014-2921 และ 095-695-9428

ตำรวจภาค 4 รวบขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดเฮโรอีน 22 กก. ขณะส่งพัสดุ ก่อนส่งต่อไปยังประเทศที่สาม

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.67 ที่ ภ.จว.หนองคาย :  พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4, พล.ต.ต.ธนชาติ รอดคลองตัน รอง ผบช.ภ.4 , พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ ผบก.ภ.จว.หนองคาย, นายสมภพ สมิตะสิริ ผวจ.หนองคาย, นายคุ้มชน ธารีเกษ จนท.ประสานงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด สาธารณรัฐเกาหลี, ผู้แทนจาก ป.ป.ส. และหน่วยร่วมบูรณาการ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ยึดเฮโรอีน 22 กก. ขณะกำลังส่งพัสดุไปให้ ผู้ร่วมขบวนการในกรุงเทพฯ ก่อนจะส่งไปประเทศที่สาม โดยซุกซ่อนในกล่องพัสดุเครื่องสำอางค์

ตำรวจภาค 4 โดยชุดสืบสวนของ ภ.จว.หนองคาย ได้สืบสวนขยายผลจากการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ที่ส่งยาเสพติดไปยังสาธารณรัฐเกาหลี พบว่ามีต้นทางมาจาก จ.หนองคาย เกี่ยวเนื่องกับกรุงเทพฯ  พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.พิรัชย์ อุดมพิสุทธิคุณ ผบก.ภ.จว.หนองคาย ได้อำนวยการสั่งการให้ชุดสืบสวนของ ภ.จว.หนองคาย และ สภ.ท่าบ่อ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ อาทิเช่น ป.ป.ส.ภาค 4, ฝ่ายปกครอง, ผู้จัดการร้านแฟลชโฮม สาขาท่าบ่อ เพื่อสืบสวนหาข่าว และวางแผนจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติดังกล่าว

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าบ่อ ได้สืบสวนทราบว่า ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ตามแนวชายแดน จะมีการส่งยาเสพติดทางพัสดุไปให้ผู้ร่วมขบวนการในกรุงเทพฯ เพื่อจะส่งต่อไปยังประเทศที่สาม จึงเฝ้าติดตามจับกุม  ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.67  เวลาประมาณ 12.40 น. ตำรวจชุดจับกุมได้  พบว่า นายสมพงษ์ อายุ 70 ปี (ทราบชื่อภายหลัง) กำลังติดต่อขอส่งพัสดุที่ร้านแฟลชโฮม อ.ท่าบ่อ โดยระบุปลายทางพัสดุที่กรุงเทพฯ ตรงตามข้อมูลที่ได้จากการสืบสวน จึงแสดงตัวและขอตรวจสอบพัสดุ พบว่า เป็นเฮโรอีนบรรจุในกล่องครีมกันแดดสีเหลือง จำนวน 111 กล่อง และเฮโรอีนบรรจุในกล่องครีมกันแดดกล่องสีเขียว จำนวน 102 กล่อง น้ำหนักรวมทั้งสิ้นประมาณ 22 กิโลกรัม ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่า “ยาเสพติดโทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้าและเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าบ่อ ดำเนินคดีตามกฎหมาย เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่า รับจ้างมาจากบุคคลที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ในราคา 4,000 บาท ให้ส่งพัสดุไปกรุงเทพฯ ตามที่อยู่ที่ผู้จ้างให้ไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขยายผล ดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการต่อไป

พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ภ.4 กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ในการกวาดล้างจับกุมยาเสพติดตามแนวชายแดนและในพื้นที่ที่มีปัญหา ซึ่งตำรวจภาค 4 ได้กวาดล้างจับกุมมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้สืบสวนขยายผลกวาดล้างจับกุมผู้ร่วมขบวนการทุกคน และนับจากนี้ จะเพิ่มความเด็ดขาดในการกวาดล้างจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในภาคอีสานเหนือ โดยผู้ค้ายาเสพติด จะต้องไม่มีที่ยืนอีกต่อไป  พล.ต.ท.สรายุทธ กล่าวในที่สุด

นราธิวาส-ผู้ช่วยเลขาฯ ศอ.บต. ให้กำลังใจ 2 ผู้บาดเจ็บเหตุระเบิด อ.ศรีสาคร พร้อมย้ำจะดูแลสิทธิการเยียวยาอย่างดีที่สุด

โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (กรมการปกครอง) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เยียวยา ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 15.00 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม และจำนวนลอบวางระเบิดรถยนต์ฟอร์ด หมายเลขทะเบียน กต 4211 ยะลา เหตุเกิดบนถนนหมายเลข 4213 บ้านไอร์กือเนาะ หมู่ที่ 5 ตำบลศรีบรรพต อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บ จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย 1. นายฟาริด เฮาะมะสะเอะ อายุ 38 ปี ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแรงระเบิด มีอาการปวดบริเวณเอวและต้นคอ มีแผลฉีกขาดวริเวณต้นคอด้านขวา ข้อเท้าขวาบวม หน้าอกมีรอยช้ำแดง และ 2. นายอาซอรี มามะ อายุ 44 ปี ได้รับบาดเจ็บ มีอาการปวดบั้นเอว และแน่นหน้าอก ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 คนได้รับการรักษาอย่างปลอดภัยแล้ว 

ในการนี้ นายรอมดอน หะยีอาแว ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ได้พูดคุยให้กำลังใจ และนำความห่วงใยจากเลขาธิการ ศอ.บต. และมอบกระเช้าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมได้กล่าวในตอนหนึ่งว่า รัฐบาล โดย ศอ.บต. พร้อมดูแลผู้ที่รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ประสบเหตุฯอย่างดีที่สุด พร้อมจะเยียวยาตามหลักกฎหมาย และอยากให้ทั้ง 2 คน พักรักษาตัวให้หาย เพื่อกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุขต่อไป
ข่าว.แวดาโอ๊ะ​ หะไร​ จ.นราธิวาส

‘ป้าปูนา’ เดินหน้าฟ้อง ‘จั๊กกะบุ๋ม’ หลังเบี้ยวหนี้-ไร้ท่าทีสำนึก ย้ำ!! หากมาขอโทษก็สายไป พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมา

(3 เม.ย.67) นางรชต คำรอด อายุ 45 ปี หรือป้าปูนา เจ้าของธุรกิจปูนาฟ้าใส พระราม 2 เปิดใจถึงกรณีที่ถูกดาราตลกชื่อดัง จั๊กกะบุ๋ม เบี้ยวหนี้ ไม่ยอมจ่ายค่าปูนากว่า 300,000 บาท

โดย ป้าปูนา กล่าวว่า หลังจากเกิดเรื่องเมื่อวานและจบรายการโหนกระแสแล้ว อีกฝ่ายไม่มีท่าทีอยากจะขอโทษเราจากใจจริงเลย ไม่มีท่าทีที่สำนึกผิด เมื่อกลับมาที่บ้านก็ปรึกษากับครอบครัวและทนายความส่วนตัวที่เข้ามาช่วยเหลือ มีความเห็นตรงกันว่าจะฟ้องร้องแน่นอน ถึงแม้ว่าหากหลังจากนี้อีกฝ่ายจะมาขอโทษและขอโอกาส มองว่ามันสายเกินไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เราให้โอกาสคุณตลอด

“วินาทีที่เราพูดในรายการโหนกระแสว่าจะยกหนี้เกือบ 300,000 ให้นั้น เชื่อว่าคนที่ดูรายการอยู่ตอนนั้น คงรู้สึกแบบเดียวกัน เพราะว่าอีกฝ่ายประดิดประดอยคำพูดตลอด พยายามพูดให้ตัวเขาไม่ผิด และสถานการณ์ในตรงนั้นกดดันมาก ๆ จึงพูดแบบนั้นออกไป

“คุณให้สัมภาษณ์ว่าจ่ายหนี้รายวัน วันละ 40,000 บาท ทำไมถึงไปให้ความสำคัญกับเจ้าหนี้ขนาดนั้น ถ้าเขาเรียงลำดับความสำคัญให้ดี 40,000 ที่จ่ายรายวันไป ก็สามารถลดทอนมาเจ้าละ 500 บาทก็ได้ ซึ่งทยอยนำเงินมาให้แม่บ้างก็ได้ เพราะว่าความเดือดร้อนของแต่ละคนต่างกัน อย่างของแม่ ตอนที่ไม่มีก็ไม่มีเงินซื้อขนม 1 ห่อให้ลูกที่บ้านเลย อย่าเอาภาระของคุณไปโยนให้กับเจ้าหนี้ เพราะเจ้าหนี้บางคนภูมิต้านทานไม่เท่ากัน กรณีแม่ยังมีครอบครัว แต่บางคนอาจจะเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หรือเป็นคนที่โดดเดี่ยว อาจจะรับความกดดันนี้ไม่ไหว อีกฝ่ายจะยังสำนึกผิดอยู่ไหม” นางรชต กล่าว

ป้าปูนา กล่าวว่า ไม่อยากฝากบอกอะไรถึงอีกฝ่ายแล้ว เพราะขั้นตอนต่อไปอยู่ในกระบวนการของศาลแล้ว เรายืนยันว่าจะฟ้องร้องแน่นอน พร้อมพูดถึงอีกฝ่ายว่า ขอให้อีกฝ่ายใช้ชีวิตไม่ให้แย่ลงไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ตนอยากจะขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา ทำให้เหมือนเสียชีวิตที่ก่อนหน้านี้หรือกำลังจะจมน้ำ ตอนนี้สามารถหายใจขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตนสัญญาว่าหากกลับมายืนได้อย่างมั่นคงแล้ว จะส่งต่อสิ่งดี ๆ พวกนี้ให้กับคนที่ไม่ได้รับโอกาสนั้น

‘เว็บไซต์อาหารดัง’ เปิดอันดับ ‘เมนูยอดแย่’ ของโลก อึ้ง!! ‘แกงไตปลา’ ของไทย โผล่ที่ 1 จาก 100 เมนู

(3 เม.ย. 67) กลายเป็นกระแสในหมู่อาหารไทย เมื่อเว็บไซต์ TasteAtlas เว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลอาหารจากทั่วโลก ครอบคลุมประเภทอาหาร ส่วนผสม และร้านอาหาร รวมถึงเครื่องดื่มกว่าหลายรายการ

โดยเว็บดังกล่าวได้เปิดเผยอาหารยอดแย่ที่สุดในโลกได้แก่ ‘แกงไตปลา’ ของประเทศไทย ซึ่งติดอันดับที่ 1 จาก 100 เมนูยอดแย่ของโลก

ทั้งนี้ TasteAtlas ได้บรรยายรสชาติของแกงไตปลาไว้ว่า เป็นแกงปลาเนื้อหนา กลิ่นหอม ซึ่งต้นกำเนิดมาจากภาคใต้ของประเทศไทย ประกอบด้วย เครื่องในปลาหมักแบบไตปลาและเครื่องแกงรสเผ็ดที่ประกอบด้วยพริก ข่า กะปิ ขมิ้น หอมแดง และตะไคร้

อาหารเครื่องเคียง ประกอบด้วยปลาแห้ง มะเขือยาวหั่นเต๋า หน่อไม้ ถั่วฝักยาว หรือผักอื่น ๆ เนื่องจากความเข้มข้นและกลิ่นหอมฉุน แกงไตปลาจึงรับประทานคู่กับข้าวสวยเป็นเครื่องเคียงได้ดีที่สุด แต่เดิมแกงไทยนี้ปรุงด้วยปลาเท่านั้น และแกงส่วนใหญ่ไม่ใช้กะทิ

สำหรับ 20 อันดับแรก ที่เว็บไซต์ TasteAtlas ทำการจัดอันดับ ได้แก่…

อันดับ 1 แกงไตปลา จากประเทศไทย
อันดับ 2 Hákarl (ฮาคาร์ล) จากไอซ์แลนด์
อันดับ 3 Fesikh (เฟสซิก) จากอียิปต์
อันดับ 4  Yerushalmi Kugel (เยรูชาลมี คูเกล) จากอิสราเอล
อันดับ 5  Luther Burger (ลูเธอร์ เบอร์เกอร์) จากสหรัฐอเมริกา
อันดับ 6  Pani ca meusa (ปานี กา มูซา) จากอิตาลี
อันดับ 7 Jellied Eels (เจลลี่ อีล-ปลาไหลเยลลี่) จากอังกฤษ
อันดับ 8 Calskrove (คาลสโกรฟ) จากสวีเดน
อันดับ 9 Peladillas (เพลลา ดิลลาส) จากสเปน
อันดับ 10 Smalahove (สมาลาโฮฟ) จากนอร์เวย์
อันดับ 11 Beyin salatasi (เบยิน ซาลาตาซี) จากเตอร์กิเย
อันดับ 12 Chapalele (ชาปาเลเล่) เกาะชิโลเอ จากชิลี
อันดับ 13 Sneem Black Pudding (สนีม พุดดิ้งดำ) จากไอร์แลนด์
อันดับ 14 Marmite and Chip Sandwich (แซนด์วิชมาร์ไมต์และชิป) จากนิวซีแลนด์
อันดับ 15 Fried spider (A-ping) (แมงมุมทอดอาปิง) จากกัมพูชา
อันดับ 16 Gazpacho de mango (คาสปาโช่ เดอ แมงโก้) จากสเปน
อันดับ 17 Bocadillo de carne de caballo (โบคาดิลโล่ เด การ์เน่ เด กาบัลโล) จากสเปน
อันดับ 18  Tinutuan (ตินูตวน) จากอินโดนีเซีย
อันดับ 19  Oil Down จากเกรเนดา
อันดับ 20  Lutefisk (ลูเตฟิสก์) จากนอร์เวย์

‘ดร.อานนท์’ โต้ ‘รศ.วิทยากร’ ปม รัชกาลที่ 5 ไม่ได้สร้าง ‘จุฬาฯ’ เผย!! ทรงสร้างโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ที่ต่อมาคือ ‘จุฬาฯ’

(3 เม.ย. 67) จากเฟซบุ๊ก ‘Witayakorn Chiengkul’ โดย รองศาสตราจารย์ วิทยากร เชียงกูล ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

“ประวัติการสร้างจุฬาฯ มหาวิทยาลัยแห่งแรก ที่ผมเคยอ่านพบคือ ร.๕ ไม่ได้สร้าง มีฝรั่งที่ปรึกษาและปัญญาชน อย่าง ‘ครูเทพ’ เคยเสนอแนะให้สร้างตั้งแต่ยุคนั้น แต่ไม่เกิดผล หลัง ร.๕ สวรรคต รัฐบาลยุค ร.๖ เรี่ยไรเงินจากประชาชนก่อสร้างอนุสาวรีย์ ร.๕ ทรงม้าที่ลานพระรูป แล้วยังมีเงินเหลือ รัฐบาลจึงได้นำไปสร้างจุฬาฯ คงต้องใช้เงินรัฐบาลสมทบด้วย แต่งบรัฐบาลก็มาจากภาษีประชาชนอยู่นั่นเอง”

หลังจากข้อความดังกล่าวปรากฏ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก็ได้อธิบายความเพื่อตอบโต้โพสต์ดังกล่าว ไว้ว่า…

“กราบเรียนว่า ข้อมูลอาจารย์ไม่ถูกต้องทั้งหมดครับ...

1. รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ซึ่งต่อมาคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ ดังนั้นจึงมีความต่อเนื่อง 

2. พระบรมรูปทรงม้า สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ครับ ไม่ได้สร้างหลัง ร.5 เสด็จสวรรคตครับ แต่สร้างคราวเสด็จนิวัติพระนครหลังจากเสด็จไกลบ้านครั้งที่ 2 ครับ รัฐบาลไม่ได้เรี่ยไรครับ ประชาชนรวมเงินกันถวายสร้างพระบรมรูปทรงม้า ได้เงินมามากเกินกว่าที่จะสร้างพระบรมรูปทรงม้า 6-7 เท่า แต่ก็เก็บเงินไว้เฉย ๆ 

3. ครูเทพ ท่านกราบบังคมทูลให้สร้างมหาวิทยาลัยจริงครับ แต่เป็นในสมัย รัชกาลที่ 6 

4.ในหลวงรัชกาลที่ 6 ทรงดำริตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”

‘รัดเกล้า’ เผย ‘โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1’ แล้วเสร็จ ‘การเคหะฯ’ เตรียมส่งมอบให้ผู้อยู่อาศัย เดือนพ.ค.นี้ ย้ายของเข้าอยู่ได้

(3 เม.ย. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติ (กคช.) เตรียมส่งมอบโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 ให้กับผู้อยู่อาศัยโครงการเคหะชุมชนดินแดง 1 อาคารแฟลตที่ 23-32 ซึ่งได้มีการจับสลากเลือกห้องพักอาศัยไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2567 

ทั้งนี้การเคหะแห่งชาติได้จัดปฐมนิเทศและเปิดให้ชาวชุมชนดินแดงจับสลากโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 เพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยเดิมอาคารแฟลตที่ 23-32 โดยมีผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจับสลากเลือกห้องพักอาศัย จำนวน 363 ราย ได้สิทธิครอบครัวขยาย จำนวน 32 หน่วย และผู้ไม่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคาร D1 จำนวน 139 ราย จะได้รับเงินชดเชยรายละ 400,000 บาท ซึ่งการจับสลากเลือกห้องพักอาศัยฯ ถือเป็นกระบวนการที่โปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เนื่องจากมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้อยู่อาศัยในชุมชนดินแดงเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

สำหรับโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 จัดสร้างเป็นอาคารพักอาศัยสูง 35 ชั้น ขนาด 33 ตารางเมตร จำนวนรวม 612 หน่วย แบ่งออกเป็น ชั้นที่ 3-16 เป็นห้องพักอาศัยสำหรับกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ จำนวน 274 หน่วย ชั้นที่ 16-35 จำนวน 338 หน่วย เป็นห้องพักอาศัยสำหรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยทั่วไป มีที่จอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จำนวน 498 คัน (คิดเป็น 81.37%) และมีพื้นที่สวนและพื้นที่สีเขียวบริเวณชั้นล่างของอาคาร ชั้นที่ 7 ชั้นที่ 24 และชั้นดาดฟ้า นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่บริการชุมชน และพื้นที่สำนักงานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การเคหะแห่งชาติได้นำเรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลหรืออารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาเป็นแนวคิดในการออกแบบเพื่อให้คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกายสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และให้ทุกคนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ (Housing for All)

นางรัดเกล้า ยังกล่าวว่า โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 มีความคืบหน้าการก่อสร้าง 100% แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจรับงานงวดสุดท้ายโดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ พร้อมทั้งทีมสถาปนิก และวิศวกรของการเคหะแห่งชาติที่ได้ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของห้องพักอาศัยก่อนส่งมอบให้กับผู้อยู่อาศัย จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการขนย้ายจากอาคารเก่ามาอาคารใหม่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม 2567 โดยการเคหะแห่งชาติได้สนับสนุนค่าขนย้ายให้รายละ 10,000 บาท ส่วนผู้ไม่ประสงค์เข้าอยู่อาศัยในอาคาร D1 จำนวน 139 ราย จะได้รับเงินชดเชยรายละ 400,000 บาท


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top