Wednesday, 15 July 2026
NEWS

'อัษฎางค์' ยกย่องคอมเมนต์ชาวเน็ต ผู้กระจ่างในประเด็น 'ท่านอ้น' เคารพในความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ไม่เลยเถิดจนนำไปสู่ความแตกแยก

(3 พ.ค. 67) เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

“เรื่องท่านอ้น 
ขอแบบเคลียร์ ๆ ชัด ๆ ตรงประเด็นไม่ต้องอ้อมค้อม

มีคอมเมนต์ที่แสดงความคิดเห็นได้ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ที่ผมเขียนโพสต์เรื่องเหล่านี้หลายท่าน หนึ่งในนั้นคือท่านนี้...

**โดยส่วนตัว ผมไม่ได้รู้สึกยินดี ยินร้าย หลงใหล ได้ปลื้มหรือเกลียดชัง ต่อตัวท่านอ้นเลยนะครับ

**แต่ที่มาออกมาเสี่ยงโพสต์บทความต่าง ๆ เพราะเห็นคนไทยกลุ่มหนึ่ง คิดและทำอะไรเกินเลย และเลยเถิดไปมาก

**คนไทยบางกลุ่มแทบจะทำตัวเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือพูดตรง ๆ ว่าทำตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียเอง โดยการแต่งตั้งคุณอ้น ให้เป็นเจ้า ให้เป็นรัชทายาทไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ไปกดดันเบื้องสูง ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทั้งโดยตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

เพราะฉะนั้น ผมจึงเสี่ยงชีวิตตัวเองออกมาเตือนสังคม

**อย่าคิดว่าผมจงเกลียดจงชังท่านอ้น ผมเปล่าเลย สมัยก่อนตอนท่านทั้ง 4 ยังเป็นเด็ก ๆ ผมเคยรู้สึกสงสาร เห็นใจท่านทั้ง 4 ด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ท่านไม่ได้ต้องการความสงสารแล้ว

บางคนแทบไม่รู้จักหรือลืมประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและเป็นไปของครอบครัวท่านด้วยซ้ำ

เช่นหนึ่งในคอมเมนต์ตัวอย่างนี้ นำท่านอ้นไปเปรียบเทียบกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นการมิบังควรอย่างยิ่ง ขนาดในหลวงรัชกาลที่ 10 พระองค์ยังไม่นำพระองค์ท่านไปเทียบรัชกาลที่ 9 เลย 

อย่านำใครไปเปรียบเทียบกับในหลวง ร.9 นะครับ ไม่มีใครสร้างสมบารมีได้เทียบเท่ากับพระองค์ท่าน 

คำที่ว่า ไม่มีใครคิดว่ารัชกาลที่ 9 จะได้ครองราชย์ นั้นเพราะท่านมีพี่ชายคือรัชกาลที่ 8 

รัชกาลที่ 8 เป็นรัชทายาทลำดับที่ 1 รัชกาลที่ 9 เป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 มาตั้งแต่แผ่นดินรัชกาลที่ 7 แล้วเพราะพระราชบิดาของท่านเป็นเจ้าฟ้าที่เป็นรัชทายาท และพระมารดาเป็นภรรยาเจ้าที่ไดัรับการสมรสพระราชทาน

แม่ของท่านอ้นยิ่งเทียบไม่ได้กับสมเด็จย่า

สมเด็จย่าเป็นภรรยาหลวง ส่วนอีกท่านคือ ขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้านว่า ท่านไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นภรรยาหลวง ไม่ได้เป็นภรรยาเจ้า ซึ่งพูดกันตรง ๆ ไปเลยตามข้อเท็จจริงว่า ทั้งครอบครัวและคนไทยทั้งประเทศ ไม่ยอมรับ สุดท้ายด้วยความเป็นตัวของตัวท่านเอง ทำให้ท่านต้องเลิกลาและต้องไปอยู่ในต่างประเทศ อันนี้ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นหรือให้ร้ายนะครับ แต่เป็นข้อเท็จจริง 

ส่วนเรื่องลูก ๆ นั้น ชาวเราทั้งหลายพูดกันหนาหู โดยว่ากันว่า พ่อก็ถามแล้วว่า ลูกจะเลือกอยู่กับใคร พวกลูก ๆ ก็เลือกอยู่กับแม่ ลูกทิ้งพ่อ ไม่ใช่พ่อทิ้งลูก นะครับ (ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่มีผิดไม่มีถูกนะครับ)

ที่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ก็ด้วยจุดประสงค์ที่ชัดเจนในการปกป้ององค์พระมหากษัตริย์ ที่ถูกคนนินทาว่าร้าย และชอบไปคิดว่าพ่อใจร้ายทิ้งลูก ความจริงมันตรงกันข้ามนะครับ

ที่ต้องพูดกันตรง ๆ ขนาดนี้ เพราะสังคมไทยกำลังจะเลยเถิดไปกันใหญ่โตมาก

ท่านอ้น ท่านจะมาเที่ยว หรือมาอยู่เมืองไทย จะมีแฟน จะมีภรรยา มีครอบครัว จะหย่า จะเลิก จะไม่เลิก หรือไม่อย่างไร ไม่มีปัญหาใด ๆ ผมไม่ได้ยินดีหรือยินร้ายอะไร ใด ๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน

แต่ที่ผมเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ เพราะมีคนไทยบางกลุ่มที่ คิดและทำอะไรเลยเถิดเกินไปมาก

หรืออาจจะพูดตรง ๆ ได้ว่า มีบางคนบางกลุ่ม กำลังใช้ท่านอ้นเป็นเครื่องมือทำมาหากินของตนเอง หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า โหนท่านอ้น โหนเจ้าหากิน

โปรดได้เข้าใจเจตนารมณ์ของผมให้ถูกต้องด้วยครับ

ถ้าเจอตัวท่านอ้น ผมก็คงเหมือนคนไทยทั่วไป คือ สามารถกราบไหว้ ท่านได้ด้วยใจเคารพในความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข

แต่ที่ผมเคลื่อนไหว เพื่อสะกิดหรือเตือนสติพี่น้องชาวไทยด้วยกัน ว่าท่านกำลังคิดและทำบางอย่างเลยเถิดมากเกินไป การที่ท่านทั้งหลายไปพูดถึงความเป็นไปได้ที่ท่านอ้นจะเป็นรัชทายาท คือการไปกดดันในหลวงหรือไม่

การใช้คำว่า ทรงพระเจริญ หรือที่เห็นบ่อยๆ ที่คนชอบนำมาโพสต์โดยการเน้นย้ำซ้ำ ๆ อยู่เสมอ ด้วยการเขียนหรือการโพสต์ว่า ท่านอ้นเป็นพระโอรส ซึ่งนั้นคือการมีจุดประสงค์แอบแฝง ในการอ้างเบื้องสูง เพื่อใช้เกิดเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งยวด

โปรดได้เข้าใจเจตนารมณ์ของผมให้ถูกต้องด้วยครับ

อัษฎางค์ ยมนาค

'มโหฬาร' ตำรวจ ปส. แถลงผลจับกุมและปูพรมปิดล้อมตรวจค้นเครือข่ายรายสำคัญ ยึดยาบ้ากว่า 33 ล้านเม็ด

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่รวมทั้งการขยายผลเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 3 พ.ค.67 เวลา 10.00 น. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ, พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และพล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการสกัดกั้นเครือข่าย ยาเสพติดรายใหญ่ (นักบินตายแทน) ในห้วงเทศกาลสงกรานต์ได้จำนวน 8 เครือข่าย ผู้ต้องหา 22 คน ตรวจยึดยาบ้า 32,386,000 เม็ด และ ไอซ์ 4.5 กก. ตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุได้ 15 คัน และ รถจักรยานยนต์ 2 คัน ยึดทรัพย์รวม 5,620,000 บาท โดยจะเรียงลำดับจากหน่วยที่มีการตรวจยึดปริมาณยาเสพติดจำนวนมากที่สุด ตามลำดับดังนี้

1. บก.ปส.3 
คดีแรก ตำรวจ กก.2. บก.ปส.๓ สืบสวนทราบว่าจะมีกลุ่มเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่  เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ โดยใช้รถพิกอัพ กระทั่งกลางดึกวันที่ 19 เม.ย.67 พบรถพิกอัปเป้าหมาย 3 คัน บรรทุกสิ่งของลักษณะเป็นกระสอบจำนวนมาก บริเวณกระบะท้ายรถพิกอัป 2 คัน และขับติดตามกันเป็นขบวนมุ่งหน้า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ โดยมีรถจักรยานยนต์หลายคันขับนำทาง ในทิศทางหลบเลี่ยงด่านตรวจยาเสพติดแก่งปันเต๊า ต.แม่นะ อ.เชียงดาว กระทั่งเวลา 01.40 น. ของวันที่ 20 เม.ย.67 สามารถจับกุม นายวิจิตร ได้ที่ริมถนนโยธาธิการเชียงใหม่ ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ ตรวจค้นรถพิกอัปพบยาบ้ารวมจำนวน 14,648,000 เม็ด ส่วนผู้ต้องหา 1 คน ที่อาศัยความมืดหลบหนีไปได้ สามารถรถติดตามจับกุมที่บริเวณภายในเทศบาลตำบลอินทขิล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ คือ นายโกเอ๋อ

คดีที่ 2 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนทราบว่า นายหน่อคำ พร้อมพวก จะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ อ.แม่แตง จว.เชียงใหม่ ไปส่งต่อให้กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง โดยการอำพรางด้วยพืชผลทางการเกษตร ตำรวจจึงจัดชุดเฝ้าติดตาม กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.67 เวลา 22.50 น. พบ บริเวณกระบะท้ายของรถยนต์ที่เฝ้าระวังมีการบรรทุกกล้วยน้ำว้าดิบมาเต็มคันรถ ขับมุ่งหน้าไปทาง จว.ลำพูน ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 00.15 น. ก่อนถึงด่านตรวจแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จว.ลำพูน ประมาณ 300 เมตร เจ้าหน้าที่พบรถต้องสงสัยชะลอความเร็วและจอดชิดข้างถนน จากนั้นนายหน่อคำ ได้ลงมาจากรถและมีรถยนต์ขับมารับตัวแล้วขับออกไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งเวลา 01.30 ของวันเดียวกัน ตำรวจสกัดจับรถเก๋งได้ที่ด่านตรวจแม่ทา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ - ลำปาง ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา ตรวจค้นรถพิกอัป พบยาบ้ารวม 5,800,000 เม็ด  

คดีที่ 3 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.๓ สืบสวนจนทราบว่า นายสมศักดิ์ พร้อมพวก จะลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ชายแดน จว.เชียงใหม่ ไปส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ตอนในของประเทศ โดยใช้รถยนต์ ตำรวจจึงเฝ้าระวังความเคลื่อนไหว กระทั่งช่วงบ่ายของวันที่ 19 เม.ย.67 พบรถยนต์ที่เฝ้าระวัง 2 คัน ขับนำกันไปตามถนนหมายเลข 11 (ซุปเปอร์ไฮเวย์ เชียงใหม่ – ลำปาง) มุ่งหน้า จว.ลำพูน และตำรวจสกัดจับรถยนต์ 1 คัน ได้บริเวณด่านตรวจแม่ทา ต.ทาสบเส้า อ.แม่ทา จว.ลำพูน ภายในรถพบ นายสมศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ รับสารภาพว่าในรถมียาเสพติดจริง จึงนำตำรวจไปตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนอยู่ในช่องลับภายในรถจำนวน 95 แพค รวม 558,000 เม็ด และเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันเดียวกัน ตำรวจติดตามรถยนต์อีก 1 คัน และได้จับกุมนายสมรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่ จากตำรวจได้ขยายผลไปตรวจยึดยาเสพติด คือยาบ้า 2,442,000 เม็ด และไอซ์ น้ำหนัก 4.5 กิโลกรัม ได้ที่บ้านเลขที่ 7/2 หมู่ 7 ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 21 เม.ย.67  เวลา 14.00 น. ขยายผลจับกุม นายเอื้อน และ น.ส.ณชนก ซึ่งเป็นบุคคลในกลุ่มเครือข่ายได้อีก 2 คน บริเวณถนนกระดานป้าย - ดงจังหัน หมู่ 2 ต.เนินขี้เหล็ก อ.ลาดยาว จว.นครสวรรค์ รวมยาบ้า 3,000,000 เม็ด ไอซ์ 4.5 กิโลกรัม

คดีที่ 4 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 สืบสวนจนพบว่าได้มีเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติด นำของมาพักคอยในพื้นที่ อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ เพื่อส่งต่อให้กับกลุ่มเครือข่ายในพื้นที่ตอนของประเทศ ตำรวจจึงเฝ้าดู กระทั่ง วันที่ 29 มี.ค.67 ทราบว่าจะส่งมอบยาเสพติดช่วงดึกของวันเดียวกัน จนพบนายเหยา ขับรถยนต์ต้องสงสัยออกมาจากบ้านหนองเต่า ต.ม่อนปิ่น อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ลักษณะบรรทุกสิ่งของมีน้ำหนัก โดยมีนายจะหา ขับขี่รถจักรยานยนต์ ตามหลังออกมาด้วย ก่อนไปจอดบริเวณแยกตลาดน้ำใจ ถนนเลี่ยงเมืองฝาง หมู่ 7 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ ตำรวจจึงแสดงตัวขอตรวจค้นทันที ขณะนั้น นายเหยา ได้เปิดประตูรถวิ่งหลบหนีไปได้ ขณะเดียวกันตำรวจอีกส่วนหนึ่งได้เข้าสกัดรถจักรยานยนต์ ของนายจะหา และนำตัวมาตรวจค้นรถยนต์พบยาเสพติด 20 กระสอบ เป็นยาบ้ารวม 2,000,000 เม็ด   

คดีที่ 5 ตำรวจ กก.3 บก.ปส.๓ พบความเคลื่อนไหมของ นายณรงค์ศักดิ์ และพวก จะลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจากพื้นที่ จว.เชียงใหม่ ไปส่งในพื้นที่ อ.บ้านตาก จว.ตาก โดยใช้รถตู้ กระทั่งวันที่ 31 มี.ค.67 พบรถต้องสงสัยขับอยู่บนถนนพหลโยธินบริเวณหน้าโรงพยาบาลบ้านตาก เลี้ยวขับไปตามเส้น อ.บ้านตาก - อ.แม่ระมาด  ไปจอดอยู่ภายในบริเวณวัด พระบรมธาตุตาก วัดหลวงพ่อทันใจ) จากการเฝ้าดูของตำรวจ พบนายณรงค์ศักดิ์ ลงมาจากรถฝั่งคนขับเดินมาเปิดประตูด้านข้างห้องผู้โดยสาร จากนั้นรื้อผนังรถตู้ภายในห้องโดยสาร แล้วหยิบสิ่งของออกจากจุดที่รื้อลักษณะเป็นก้อนห่อหุ้มด้วย ฟรอยสีเงิน ส่งให้ น.ส.นิตยา ใส่ลงลังกระดาษสี่เหลี่ยมภายในห้องโดยสารรถตู้ ตำรวจจึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบยาบ้ารวม 698,000 เม็ด  

คดีที่ 6 จากการเฝ้าระวังบุคคลเป้าหมายของ ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 คือ นายจักรพันธ์ กับพวกพบว่าจะใช้รถกระบะตู้ทึบลำเลียงยาเสพติดจาก จ.เชียงราย ลงไปพื้นที่ภาคกลาง จนวันที่ 25 เม.ย.67 พบความเคลื่อนไหวของ นายจักรพันธ์ ขับรถยนต์เข้าพักที่รีสอร์ท ในพื้นที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย และพบรถกระบะตู้ทึบ 3 คัน เข้าพักที่เดียวกัน จากนั้นวันที่ 27 เม.ย.67 ผู้ต้องสงสัยทั้งหมดได้มาเข้าพักในพื้นที่ อ.เมืองเชียงราย กระทั่งออกเดินทาง ในเช้าวันที่ 28 เม.ย.2567       ชุดจับกุม จึงประสานกำลังตำรวจประจำด่านตรวจปูแกง สภ.พาน ทำการหยุดรถเพื่อตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 คน ตรวจค้นรถ พบยาบ้า 300,000 เม็ด ที่ ระหว่างนั้นได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง อ.งาว เข้าจับกุม นายจันทวาส ซึ่งทำหน้าที่ขับรถยนต์สำรวจเส้นทางล่วงหน้า ได้บริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.งาว  

2. บก.ปส.2 

คดีที่ 7 ตำรวจ กก.1 บก.ปส.2 ได้ขยายผลเครือข่าย Vuitton และพบว่ายังมีรถในเครือข่ายที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด ตำรวจจึงเฝ้าติดตามเครือข่ายดังกล่าว จนวันที่ 28 มี.ค.67 พบรถกระบะ หมายเลขทะเบียน ฒษ-35xx กทม. ซึ่งจะเดินทางจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขึ้นไปยังพื้นที่ภาคอีสาน ด้าน จว.บึงกาฬ จึงสะกดรอยติดตาม ต่อมา วันที่ 29 มี.ค.67 พบรถเป้าหมายวิ่งบน ถ.ชยางกูร ในพื้นที่ ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ  จว.บึงกาฬ แล้วใช้เส้นทางมุ่งหน้ากลับเข้าพื้นที่ตอนในโดยใช้เส้นทางรองผ่าน จว.บึงกาฬ - จว.สกลนคร - จว.อุดรธานี - จว.กาฬสินธุ์ - จว.มหาสารคาม โดยระหว่างการติดตามพบว่ารถคันดังกล่าวมีการใช้ถนนเส้นทางรองเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งเวลา 01.20 น. ของวันที่ 30 มี.ค.67 ขณะที่ติดตามรถเป้าหมายจนถึงบริเวณสี่แยกสัญญาณไฟจราจร บ้านวังยาว ถ. ถีนานนท์ ต.เกิ้ง อ.เมืองมหาสารคาม จว.มหาสารคาม ตำรวจจึงแสดงตัวเพื่อจับกุมพบ นายหัสดี คนขับ และ นายพอเจตน์ นั่งข้างคนขับ ตรวจค้นด้านหลังกระบะ พบยาบ้า 5,250,000 เม็ด วางอยู่ท้ายรถ สอบถามผู้ต้องหา สารภาพว่าถูกว่าจ้างให้ขับรถยนต์ไปลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.บึงกาฬ ไปส่งยังพื้นที่ภาคกลาง จว.สมุทรปราการ 

3. บก.สกส.
คดีที่ 8 ตำรวจ บก.สกส. ร่วมกับ ตำรวจ บก.ขส. สืบทราบว่า นายปานวิไชย ซึ่งมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด และนายอำพล จะร่วมกันลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว ด้าน จว.หนองคาย นำมาส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล กระทั่งช่วงดึกของวันที่ 26 เม.ย.67 ตำรวจได้จับกุม นายปานวิไชย ได้ที่บริเวณริมถนนสายเอเชียฝั่งขาเข้า  

‘ดร.หิมาลัย’ ลงพื้นที่ตรวจสอบ เคสปั๊มเติม ‘น้ำมันผสมน้ำ’ ให้ลูกค้า ชี้ ให้เป็นไปตาม กม. พร้อมกำชับพลังงานทั่วประเทศตรวจเข้ม

‘เสธหิ’ ที่ปรึกษา รมว.พลังงาน ชี้เคสปั๊มเติมน้ำมันผสมน้ำให้ลูกค้า ยกเป็นอุทาหรณ์ ส่วนคดีก็ว่าไปตามกระบวนของกฎหมาย พร้อมขอให้พลังงานจังหวัดแจ้งความดำเนินคดี ส่วนพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนเพื่อหาความจริงเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

จากกรณีนางสมนึก สิทธิการณา พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี เข้าพบ ร.ต.ท.ทัศเทพ เพร็ชศรี รอง สว. (สอบสวน) สภ.หนองปรือ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งตั้งอยู่ท้องที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ในข้อกล่าวหา กระทำผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 มาตรา 25 วรรค 3 และมาตรา 50 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 48 และ 49

ขณะที่น้องชายเจ้าของปั๊มให้การว่าน้ำมันดีเซล B7 ที่บีบออกจากหัวจ่ายเพื่อให้ลูกค้าเมื่อวันที่ 22 เม.ย.เป็นน้ำมันที่มีน้ำเจือปนอยู่จริง ตามคลิปที่ผู้เสียหายไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก โดยมีพนักงานเป็นผู้บีบตัวอย่างลงในแกลลอน ทางปั๊มเองไม่ทราบว่าสาเหตุที่มีน้ำเจือปนในน้ำมันเกิดจากสาเหตุใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวานนี้ (2 พ.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธหิ ที่ปรึกษาเดินทางมาตรวจสอบและติดตามความคืบหน้ากรณีข้างต้น โดยมีนางนิภา ศรแก้ว ผู้อำนวยการกองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง นายอัครเดช ศุกระกาญจน์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมธุรกิจพลังงาน และนางสมนึก สิทธิการณา พลังงานจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับ พล.ต.ต.กำธร อุ่ยเจริญ ผู้บังคับการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 (ผบก.ศพฐ.7) พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7

พ.ต.อ.สรวิชญ์ บัวกลิ่น ผกก.สภ.หนืองปรือ พ.อ.ทวี ดอนวิจิตร หัวหน้ากลุ่มงานประสานความมั่นคง กอ.รมน.จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบว่ามีน้ำปนในน้ำมันดีเซลบี 7 ที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์ของประชาชน และกำชับให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตรวจสอบและดูแลเรื่องคุณภาพ รวมถึงปริมาตรน้ำมันให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน

พร้อมกันนี้ กองคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงได้เก็บตัวอย่างน้ำมันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน โดยมีน้องชายเจ้าของปั๊มพาตรวจสอบ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย เปิดเผยภายหลังตรวจสอบว่า จากกรณีที่เกิดขึ้น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวพัน ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เนื่องจากประชาชนได้จ่ายเงินค่าน้ำมันไปแล้ว ประชาชนต้องอยากได้น้ำมันที่มีคุณภาพและปริมาณที่ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่จ่ายไป

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่จะต้องลงมาตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ ซึ่งขณะนี้ท่านรัฐมนตรีท่านทำงานอยู่หลายอย่าง เช่น ในระดับนโยบายท่านทำในเรื่องการปรับโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับน้ำมันที่มีความเป็นธรรม แต่ขณะเดียวกันเมื่อมาถึงระดับของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ต้องการให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ตรงตามคุณภาพและปริมาณของน้ำมันตามที่ได้ระบุไว้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอยากให้เจ้าที่ที่เกี่ยวข้องมีการตื่นตัว โดยพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องมีนโยบายแนวทางการตรวจสอบให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้นต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่ร้องเรียนเพราะถือว่าช่วยเป็นหูเป็นตาให้ทางราชการ ซึ่งทางราชการต้องรีบเข้าไปแก้ไข ต้องฝากไปยังพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดว่าต่อไปเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วจะมีวิธีการอย่างไรที่จะดำเนินการให้ผู้ร้องได้รับความพึงพอใจ และจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อที่จะหาความจริงมาตอบประชาชนให้ได้

โดยการเดินทางมาในครั้งนี้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันเป็นอย่างดี เพื่อที่จะร่วมกันหาทางออก และหาคำตอบให้ประชาชนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นการเจตนาหรือไม่เจตนา เพราะหากมีการพลั้งเผลอหรือบกพร่องตรงไหนผู้ประกอบการจะต้องไปทำการแก้ไข ในส่วนของคดีให้ว่ากันไปตามกฎหมาย โดยพลังงานจังหวัดมีหน้าที่แจ้งความดำเนินคดี ส่วนพนักงานสอบสวนมีหน้าที่สอบสวนเพื่อหาความจริงเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการหรือไม่นั้น คงยังตอบไม่ได้ ให้เป็นไปตามข้อกฎหมายเบื้องต้น ตนยังไม่ทราบว่าข้อกฎหมายเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวน รวมทั้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ทำการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดก่อนว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเกี่ยวกับความหนักเบาของพฤติกรรม

ซึ่งในข้อกฎหมายมีอยู่แล้ว ต่อไปลักษณะของการที่จะเพิ่มโทษอะไรต่าง ๆ ทางผู้บริหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้วินิจฉัยร่วมกัน แต่ขณะนี้ข้อกฎหมายที่มีอยู่จะต้องบังคับใช้ให้มีความยุติธรรมกับประชาชนและต้องให้ความยุติธรรมกับผู้ประกอบการด้วยว่าเขามีเจตนาอย่างไร ซึ่งต้องฝากไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงต่อไป

ในส่วนนโยบายขณะนี้รัฐมนตรีกำลังดำเนินการแก้ไข เช่น ตอนนี้ได้ให้มีการแจ้งต้นทุนน้ำมัน เพื่อเวลาที่รัฐบาลขอความร่วมมือหรือควบคุมราคาน้ำมันต่าง ๆ จะได้ทราบต้นทุนราคาน้ำมันที่แท้จริง ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันมาก่อนเลย ทำให้เราไม่สามารถทราบราคาต้นทุนน้ำมันที่แท้จริงได้ ต่อไปเมื่อรัฐบาลสามารถทราบราคาต้นทุนที่แท้จริงได้ จะทำให้รัฐบาลสามารถดูแลประชาชนได้ดีและมีความเป็นธรรมมากขึ้น

‘พล.ต.ท.ไตรรงค์’ ลุยตรวจสอบเพลิงไหม้ ‘สำนักงานตำรวจแห่งชาติ’ คาด!! ลุกไหม้จากก้นบุหรี่ที่ดับไม่หมด หลังมีเจ้าหน้าที่ลักลอบสูบ

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณระเบียงอาคาร 1 ชั้น 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นสำนักงานของ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ นั้น

คืบหน้าล่าสุด (2 พ.ค. 67) เมื่อเวลา 15.15 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจสอบที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บริเวณชั้น 6 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่า “เจ้าหน้าที่กลุ่มงานตรวจสอบที่เกิดเหตุ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานกลาง ได้ตรวจสอบต้นเพลิง เป็นจุดที่วางกองวัสดุเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ว อาทิ แผ่นกันสาด จุดที่ไฟไหม้สิ่งที่พบมากสุด คือ ก้นบุหรี่ทั้งเก่าและใหม่ กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นตั้งข้อสันนิษฐานว่า เพลิงอาจลุกไหม้มาจากก้นบุหรี่ที่ยังดับไม่หมด และลมพัดมาจากบริเวณบันไดหนีไฟที่มีเจ้าหน้าที่ลักลอบสูบบุหรี่”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า “ในจุดเกิดเหตุไม่ตรวจพบระบบไฟฟ้า จึงคาดว่าไม่ใช่สาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร และอีกประเด็นเรื่องที่คาดว่าไม่ใช่สาเหตุ คือเรื่องอุณหภูมิความร้อนจากแสงแดด ที่ตกกระทบกับกองวัสดุที่ไม่ใช้งาน ซึ่งจากนี้จะต้องพิสูจน์ทราบโดยละเอียดว่าเกิดจากอะไรต่อไป”

“ทั้งนี้ ช่วงนี้ที่สภาพอากาศร้อนอุณหภูมิสูง ขอฝากเตือนพี่น้องประชาชนในการจุดธูป จุดเทียน หรือสูบบุหรี่ จะต้องทำการดับให้เรียบร้อยก่อนที่จะออกจากบ้าน ก้นบุหรี่ต้องดับในจุดที่ดับบุหรี่เท่านั้น เช่นเดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า จะต้องตรวจสอบว่าปิดเรียบร้อยก่อนที่จะเดินทาง ถ้าเป็นไปได้ควรถอดปลั๊กออก เนื่องจากหากเสียบปลั๊กและอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในห้อง อาจจะเสี่ยงต่อการจุดติดไฟได้” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้าย

'คู่รักชาวเกาหลี' แชร์ประสบการณ์ทำกระเป๋าตังค์หายบนรถเมล์ สุดท้ายได้คืน เพราะพี่ๆ พนักงานบนรถ 'เก็บไว้ให้-พาไปรับคืนถึงที่'

(2 พ.ค. 67) จากเพจ 'BKKWheels' ได้โพสต์ข้อความเล่าเรื่องราวคู่รักเกาหลีที่ได้มาเที่ยวเมืองไทย พร้อมทั้งได้สัมผัสกับน้ำใจของคนไทย ว่า...

บ่อยครั้งที่ผมมักจะเห็น YouTuber ชาวต่างชาติรีวิวประเทศไทย ถึงอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว หรือใด ๆ ต่าง ๆ ก็ตามที่เขาได้พบในประเทศเรา ในตอนสรุปสุดท้ายพวกเขาส่วนใหญ่จะพูดเหมือน ๆ กันว่า แต่สิ่งที่ดีที่สุดในการมาท่องเที่ยวเมืองไทย ก็คือ 'คนไทย'

และคลิปคู่รักชาวเกาหลีจากช่อง Nice Week ก็เช่นกัน ที่แชร์ประสบการณ์ทำกระเป๋าตังค์หายบนรถเมล์แต่ได้คืน ซึ่งในฐานะคนไทยที่ได้ดูคลิปนี้ผมก็รู้สึกทึ่งเหมือนกัน กับสิ่งที่พนักงานรถเมล์สาย 76 ทำให้กับนักท่องเที่ยวทั้งสอง ดูแล้วก็รู้สึกประทับใจและขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกคนจริงๆ ที่มอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายนี้ให้กับแขกผู้มาเยือน

>> เรื่องย่อ

นักท่องเที่ยวสองคนได้ทำคอนเทนต์ รีวิวรถเมล์ในกรุงเทพฯ ในรูปแบบต่าง ๆ พวกเขาขึ้นลงรถเมล์อยู่หลายคัน ลองรถร้อน รถเย็น จนนาทีที่ 1:53 ของคลิป พวกเขาพบว่ากระเป๋าตังค์หายไป ซึ่งเขาน่าจะขอความช่วยเหลือ จากพนักงานบนรถเมล์ที่เขานั่งอยู่ คงจะพยายามตามหากันจนนั่งไปจนสุดสาย 

จนกระทั่งน่าจะพบว่ากระเป๋ารถเมล์อีกคันเก็บไว้ให้ คนขับรถเมล์และพนักงานบนรถจึงช่วยขับรถเมล์แบบส่วนตัว พาพวกเขาตามไปรับกระเป๋าตังค์คืนมาได้ ดูแล้วรู้สึกสุดยอดจริง ๆ ในน้ำใจของพนักงานรถเมล์สายนี้ และสายที่เก็บกระเป๋าได้ 

เรื่องผ่านมา 1 เดือนแล้ว แต่ยอดวิวมีเพียง 5 พันกว่าวิวเท่านั้น เลยเอาเรื่องนี้มาแชร์ ในมุมดี ๆ ของรถเมล์ไทยครับ

‘ดร.สมชัย’ โพสต์ข้อความ “ค่าเสียโอกาสประเทศ 500,000,000,000 บาท!”

(2 พ.ค. 67) ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง โพสต์ข้อความพร้อมแสดงความรู้สึกเศร้าผ่านเฟซบุ๊ก ‘Somchai Jitsuchon’ ระบุว่า…

“ค่าเสียโอกาสประเทศ 500,000,000,000 บาท!”

จับคู่รสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เขาว่าผสมกันแล้วแซ่บขนาด

(2 พ.ค.67) เพจเฟซบุ๊ก ‘มึง’ ได้โพสต์รูปเกี่ยวกับ ‘มาม่า’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่เรามักนิยมรับประทานกัน เพราะรับประทานง่ายและสามารถเลือกสรรวัตถุดิบหรือสูตรต่าง ๆ มาปรุงได้ตามใจชอบ ซึ่งทางเพจก็ได้แนะนำสูตรสำหรับ ‘ผสมมาม่า’ ให้อร่อยและแซ่บคูณสองยิ่งขึ้น ดังนี้…

- มาม่า รสเป็ดพะโล้ คู่กับ มาม่า รสต้มยำกุ้ง
- ไวไว รสหมูสับต้มยํา คู่กับ มาม่า รสน้ำตกหมู
- ยำยำ รสต้มยำทะเลน้ำข้น คู่กับ ยำยำ รสสุกี้
- มาม่า รสเย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟ คู่กับ ควิก รสต้มยำมันกุ้ง
- คนอร์ พาสต้า คาโบนาร่า รสเบคอนและแฮม คู่กับ มาม่ารสหมูสับ
- ยำยำ รสต้มยำมันกุ้งน้ำข้น คู่กับ ควิก รสต้มโคล้ง

ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นทั้งคนที่เคยลองกินแบบผสมสูตร รวมถึงคนที่ไม่เคยและอยากจะลิ้มลองอีกด้วย 

ปทุมธานี 'บิ๊กแจ๊ส' ลาออกจากนายก อบจ. เพื่อประโยชน์ของประชาชน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีชี้แจงกรณียื่นหนังสือลาออกต่อผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ยืนยันทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนเต็มที่แล้ว

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่างนายก อบจ.ปทุมธานี กล่าวว่า เหตุผลอันดับแรกคือผมเองได้หารือเกี่ยวกับปัญหาน้ำหลาก เพื่อที่จะป้องกันได้อย่างไร จังหวัดลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา สิงห์บุรี อ่างทอง ปทุมธานี เราจะคุยกันตลอดในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำมากจนก็เกือบจะแย่ แล้วช่วงฤดูน้ำหลากที่จะถึงนี้ปริมาณน้ำคาดว่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมาซึ่งทางปทุมเราสู้มาตลอดเวลาสามปีเพื่อให้จังหวัดปทุมธานีไม่จมน้ำ เราได้มีการประสานพูดคุยกันตลอดเพื่อเตรียมการตั้งรับ เมื่อได้พูดคุยกันทุกจังหวัดหากเข้าการเลือกตั้งตามปกติ ที่จะหมดวาระในวันที่ 19 ธันวาคม เมื่อหมดวาระแล้ว ก่อนหมดวาระ 6 เดือนเราจะช่วยเหลือประชาชนไม่ได้เลย อะไรก็ต้องอยู่ในกฎกติกาหมด เบิกจ่ายไม่ได้ ยิ่ง 3 เดือนสุดท้ายยิ่งแย่ใหญ่เลย เราจึงตัดสินใจด้วยกันในฐานะประธานสมาพันธ์นายก อบจ.ภาคกลาง ทุกคนจึงมีความเห็นว่าหากเราช่วยเหลือประชาชนไม่ได้ เราจะอยู่ทำไม่ เมื่ออยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเราคาดว่าปีนี้น้ำจะเยอะ นี่คือเหตุผลหลัก เป็นเหตุผลที่ต้องออกก่อน ผมเองจะออกพร้อมกัน 3 จังหวัด โดยทาง นครสวรรค์ และอ่างทอง เราได้คุยกันโดยผมได้ยื่นใบลาออกมีผลตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ส่วนจังหวัดอื่นๆเดี๋ยวคงตามมาอีก เพราะเมื่อเข้าสู้ 180 วันจะเริ่มระวังตัวกัน และข้อกฎหมายยุบยิบ

ประเด็นที่สอง สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือเรื่องวัคซีน ที่ฉีดให้พี่น้องประชาชนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ผมได้บทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 เราได้นำซิโนฟาร์มมาฉีดให้พี่น้องประชาชน นำนวัตกรรมใหม่ๆมา เป็นจังหวัดเดียวเลยที่สู้มาตลอด แล้วนำร่องมีการตั้งโรงพยาบาลสนาม เมื่อมีการระบาดไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่ปทุมธานีเป็นอันดับหนึ่งในพื้นที่สุขภาพเขตที่ 4 ผมต้องขอบคุณท่านสาธารณสุขจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด จนมีการจัดซื้อวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดให้พี่น้องประชาชน ขณะนี้มีการระดมฉีด ซึ่งทางสาธารณสุขคาดว่าจะระบาดอย่างรุนแรงที่สุดในช่วงต้นฤดูฝน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมต้องลาออกก่อน 

ส่วนอีกประเด็นเราจะมีงานพระราชพิธี งานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ในการจัดแข่งเรือยาวประเพณีที่เป็นประเพณีของจังหวัดปทุมธานี เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 10 พระราชทานถ้วยรางวัลถึง 3 ถ้วย สมเด็จพระราชินีอีก 1 ถ้วย เราจัดมาแล้ว 2 ปี กำหนดไว้วันที่ 5 ธันวาฯ หากผมไม่ออกก่อนในวันที่ 19 ธันวาฯจะครบ มันใกล้เลือกตั้งทันที ผมจะทำอะไรไม่ได้จัดอะไรก็ไม่ได้ งานที่เป็นหน้าตาของปทุมธานีจะเสียหาย ภายในงานไม่ได้มีเพียงแข่งเรือยาวอย่างเดียวแต่จะมีการแสดงสินค้าโอทอป เศรฐกิจจะต้องหลั่งไหลเข้ามา 

และประเด็นสุดท้ายเพราะว่าการเลือกตั้ง สว.ที่จะถึงนี้ เนื่องจากผมเป็นประธานสมาพันธ์นายก อบจ.ภาคกลาง 25 จังหวัด การเลือกตั้ง สว.ครั้งนี้มีกติกายุบยิบ กติกาที่ไม่เคยมีมาก่อน ประชาชนไม่ได้เลือก สว.ไม่ได้มาจากประชาชน สว.จะมาจากการเลือกกันเองของคนบางกลุ่ม มีหลายๆคนที่ประสานมาหาผมเนื่องจากผมมีสายสัมพันธ์กับประธานสมาพันธ์ฯ อีก 3 ภาค เพื่อที่จะให้ผมช่วยเหลือในการล็อบบี้ได้ กฎหมายมันแรงมาก ถึงขนาดตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต และมีจำคุก 1 ถึง 10 ปี หากใครที่มีส่วนกับการฮั้ว ผมจึงคิดว่าเราเลือกตั้งนี้ ผมไม่ยุ่ง ผมวางตัวเป็นกลางทางการเมืองจริง ๆ และเมื่อลาออกครั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้มีผล จะเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน ผมก็จะลงอีก หรือหากเป็นคนอื่น เขาก็จะบริหารและใช้เวลาเต็มที่และเริ่มต้นใหม่ในการที่จะดูแลพี่น้องประชาชนต่อไปไม่ต้องมากังวลกับอะไร เหล่านี้คือเหตุผลที่ผมลาออก ที่ทำเพื่อประชาชน

ผมรู้สึกสบายๆอยู่แล้ว เพราะตอนที่ผมเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารจังหวัดปทุมธานี ผมก็ไม่เคยคิดที่มาเป็นนายก อบจ. เพราะมีน้อง ๆ ผอ.จากหลายโรงเรียน และผู้นำท้องถิ่นรวมถึงประชาชนเป็นจำนวนมาก มาพูดคุย เพื่อต้องการให้ช่วยกันพัฒนาการศึกษา และพัฒนาเมืองปทุมธานีให้รุ่งเรืองเทียบเที่ยงกับจังหวัดอื่นๆชั้นนำของประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วก็มีโครงการที่ต่อเนื่อง ผมจึงไม่เคียดในการที่ลาออก และเลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน แต่เราต้องคิดถึงประชาชนเป็นหลักเท่านั้นเอง ผมมองเพียงว่าประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับคืออะไร มันมีมากกว่ามหาศาล กับเวลาอีก 7 ถึง 8 เดือน เราลาออกไม่ได้ยึดติด ผมไม่ได้กังวลอะไร โดยเหตุผลที่สำคัญคือฤดูน้ำหลาก เรื่องโรคระบาด และการแข่งขันเรือประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปทุมธานี

'กรมธุรกิจพลังงาน' กำชับปั๊มฯ หมั่นเช็กจุดเสี่ยง ไม่ให้น้ำปนเปื้อนในน้ำมัน ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของ ปชช.

(2 พ.ค. 67) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีการเติมน้ำมันแล้วกลายเป็นน้ำ ในพื้นที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและเก็บตัวอย่างน้ำมันมาตรวจสอบคุณภาพ และแจ้งความดำเนินคดีกับปั๊มน้ำมันดังกล่าวในความผิดฐานการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะหรือคุณภาพแตกต่างจากที่อธิบดีประกาศกำหนด ตามข้อกฎหมายด้านคุณภาพและความปลอดภัย หากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีโทษตามมาตรา 48 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากพบน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้คุณภาพ มีปริมาณเกิน 200 ลิตร จะเข้าข่ายเป็นการปลอมปนน้ำมัน มีโทษตามมาตรา 49 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ทางกรมฯ ได้กำชับผู้ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน ตรวจสอบจุดเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดกรณีน้ำปนในน้ำมัน โดยการปนเปื้อนของน้ำในน้ำมันดังกล่าวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การปนเปื้อนของน้ำระหว่างขั้นตอนการขนส่งหรือจัดเก็บ และการรั่วไหลของน้ำเข้าไปในถังน้ำมัน 

อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าน้ำมันจะต้องมีการบริหารจัดการน้ำมันในถังเก็บน้ำมันให้เหมาะสม ตรวจวัดน้ำก่อนการรับน้ำมันจากรถขนส่ง และตรวจวัดปริมาณน้ำในถังเก็บน้ำมันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและทรัพย์สินของประชาชน

‘อัยยวัฒน์’ จัดให้!! ติดต่อนัดทีมรักบี้เลสเตอร์ ดึงช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทยไปสู่ระดับโลก

วงการกีฬารักบี้ไทยกำลังจะมีข่าวดี เมื่อ ‘อุปนายกเจ๋ง’ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร อุปนายกสมาคมกีฬารักบี้ ริเริ่มแนวคิดหาพันธมิตรสโมสรรักบี้ต่างประเทศ เพื่อช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทย โดยได้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ ที่มีใจรักกีฬาเป็นทุนเดิม ให้การสนับสนุนสมาคมรักบี้จัดการนัดทีม ‘เลสเตอร์ไทเกอร์’ ยอดทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ ซิตี้ ให้เป็นการด่วน

เมื่อ ‘บิ๊กต้น’ พ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ นายกสมาคมกีฬารักบี้ทราบข่าวก็ดีใจมาก พร้อมกับบอกว่า “เป็นเรื่องที่ดีของวงการรักบี้ไทย ต้องขอขอบคุณ พล.อ.อ.มนัท ที่ได้ดำเนินงานประสานในเรื่องดังกล่าวและผมขอมอบหมายงานนี้เพื่อสานต่อความตั้งใจที่จะพัฒนาวงการรักบี้ของ พล.อ.อ.มนัท และถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีต่อวงการรักบี้ไทย ที่จะได้มีสโมสรระดับอาชีพของประเทศอังกฤษ มาร่วมพัฒนานักกีฬาไทย ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการต่อยอดให้นักรักบี้ไทยไปสู่ระดับโลก ต้องขอขอบคุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ที่เข้ามาช่วยติดต่อทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ในครั้งนี้”

ส่วน พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือสมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในการเป็นคนกลางประสานติดต่อยอดทีมรักบี้ของเมืองเลสเตอร์ อย่าง ‘เลสเตอร์ไทเกอร์’ ซึ่ง ตนจะเดินทางไปอังกฤษเพื่อพูดคุยทำข้อตกลงในเรื่องการช่วยพัฒนาวงการรักบี้ไทยในวันที่ 3 พ.ค.นี้

พล.อ.อ.มนัท ยังเผยต่อว่า การพูดคุยในครั้งนี้หากทีมเลสเตอร์ไทเกอร์ตกลงที่จะช่วยพัฒนาก็ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ของวงการรักบี้ไทยเลยทีเดียว ซึ่งแผนงานที่วางไว้คือการตั้งอะคาเดมี่รักบี้เลสเตอร์ไทเกอร์ที่สนามกีฬากองทัพอากาศ เพื่อจะได้เป็นเซนเตอร์ในการฝึกรักบี้ของเยาวชนไทย ส่วนระดับสโมสรในไทยนั้นก็จะทำการคัดเอานักกีฬาที่มีความสามารถส่งไปฝึกซ้อมเพื่อหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ โดยจะเน้นไปที่การฝึกทักษะและร่างกาย รวมทั้งส่งไปเข้าแคมป์ทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องกีฬารักบี้

"ในด้านการพัฒนาเยาวชนนอกจากจะมีอะคาเดมี่แล้ว ผมก็ยังมองไปยังโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการคัดเด็กๆที่มีความสามารถเข้ามาอยู่ในอะคาเดมี่ ที่เราจะติดต่อเอาโค้ชจากต่างประเทศมาฝึกสอน หรือ อาจจะส่งเด็กๆไปฝึกซ้อมที่อังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการที่สมาคมรักบี้ไทยกำลังจะก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เด็กๆได้รับโอกาสไปเปิดประสบการณ์ และนักกีฬาที่มีความสามารถได้รับโอกาสไปฝึกซ้อมยังต่างประเทศ" พล.อ.อ.มนัท กล่าว

สำหรับทีมรักบี้เลสเตอร์ไทเกอร์ หรือฉายา ‘เดอะไทเกอร์’ เป็นทีมรักบี้เก่าแก่ของประเทศอังกฤษมีอายุมากถึง 143 ปี ปัจจุบันอยู่ในลีกพรีเมียร์ชิพรักบี้ของอังกฤษ มี แดน แมคเคลลาร์ เป็นผู้ฝึกสอน มีสนามเหย้าชื่อว่า เวลฟอร์ดโร้ด สเตเดี้ยม ที่มีความจุ 25,849 ที่นั่ง โดยฤดูกาลที่ผ่านมาจบอันดับ 3 ของตาราง ส่วนในฤดูกาลปัจจุบันตอนนี้รั้งอันดับ 8 ของตาราง ผลงานที่ผ่านมาเคยคว้าแชมป์ลีก 11 สมัย รองแชมป์ลีก 7 สมัย เป็นแชมป์ยุโรป 2 สมัย และ รองแชมป์ยุโรป 3 สมัย

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” ส่งกระเช้าเยี่ยมตำรวจจราจรที่ได้รับบาดเจ็บ จากการเข้าระงับเหตุชายคลุ้มคลั่งตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2567) เวลา13.30น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./หน.คณะทำงานด้านเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าเยี่ยมพร้อมมอบกระเช้าเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ ประวะโข รอง สว.(จร.) งานศูนย์ควบคุมจราจรด่วน 1 กก.2 บก.จร. ณ โรงพยาบาลตำรวจ หลังเข้าระงับเหตุชายคลั่งอาละวาดทุบรถประชาชน บริเวณหน้าปั๊มแก๊สตรงข้ามสถานีรถไฟหัวลำโพง ริมคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร จนถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บด้วยอาวุธมีด เมื่อวานนี้

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ตนรู้สึกชื่นชมและเป็นห่วง ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ กำลังขับขี่รถจักรยานยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่แต่ระหว่างทางนั้นมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนร้องของความช่วยเหลือ ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ จึงได้หยุดรถลงมาระงับเหตุ จนได้รับบาดเจ็บตามที่ปรากฏออกข่าวไปแล้วนั้น  โดยวันนี้ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. ได้ทราบเรื่องดังกล่าว จึงฝากชื่นชมกับการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยนึกถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีมากสำหรับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พร้อมมอบหมายให้ตนมาเยี่ยมเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

ด้าน ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ผู้บังคับบัญชาส่งกระเช้าและกำลังใจมาให้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น ในระหว่างเข้าระงับเหตุ ตนได้มีสติทุกขณะ เพราะเกรงว่าชายคลุ้มคลั่งคนดังกล่าวจะเข้าทำร้ายประชาชนบริเวณใกล้เคียง ซึ่งก่อนที่ตนจะโดนทำร้าย ได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ จนกระทั่งพลเมืองดีที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ ได้เข้ามาร่วมช่วยควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

เบื้องต้นอาการบาดเจ็บของ ร.ต.ท.พงศ์รัตน์ฯ ดีขึ้นตามลำดับ พบมีบาดแผลบริเวณศีรษะ 2 จุด แผลเย็บ 5 เข็ม และ 6 เข็ม ซึ่งทางแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลตำรวจยืนยันว่าอาการโดยทั่วไปไม่มีอะไรน่ากังวล ไม่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายในเย็นวันนี้

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 ครบรอบ 72 พรรษา

วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์  และนางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน จังหวัดเพชรบุรี ทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ รายการสถานีประชาชน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ร่วมกิจกรรมจิตอาสา “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์ และอุปกรณ์ เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ จำนวน 13 ราย ณ บริเวณชั้น 1 อาคารสำนักงานจัดหางาน ตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี และอีก 2 รายที่บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ที่อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ  72 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2567

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ประกอบไปด้วย รถเข็นวีลแชร์ จำนวน 10 คัน และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน จำนวน 5 ตัว ได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ตามที่ได้รับการประสานจาก หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดเพชรบุรี ผู้รับมอบจำนวน 13 ราย ประกอบไปด้วย มอบรถเข็นวีลแชร์ 8 คัน ได้แก่ นางทองหยิบ คำนำ นางนะ นาคสุก นางสาวสระอาง ใหม่แท้ นางเยี่ยม อยู่จันทร์ นางละออง ยิ้มแย้มศรี นางยุพดี คงแคล้ว นายถวิล หลวงไก และนางเลียม สังข์ศิริ และวอล์คเกอร์ช่วยเดิน จำนวน 5 ตัว ได้แก่ นางมาลี เทียนบรรทัด นายถาวร เลิศนิรันดร์  นางสาวประทุม หมื่นสวัสดิ์ นายอัมพร สว่างอารมณ์ และนายอัทชัย อาริยะ นอกจากนี้ยังได้ไปมอบรถเข็นวีลแชร์ที่บ้านของผู้แจ้งความประสงค์ ณ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

เป็นจำนวน 2 คัน ได้แก่ นายวินัย แครใหญ่ และนายบุญส่ง กล่ำกล่อมจิตร ทั้ง 15 ราย เป็นกลุ่มเปราะบาง มีฐานะยากจน และประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ มามอบในครั้งนี้ เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน มอบกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ซึ่งมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิต ต้องการอุปกรณ์ช่วยเหลือดังกล่าวมากกว่าบุคคลทั่วไป

สาวเซ็ง!! ถูกเขียนรถ ‘ปิดทางออก’ หลังไปเที่ยวงานขึ้นถ้ำรับร่อ ถาม? “มีสิทธิ์อะไรทำแบบนี้” ทั้งที่จอดในจุดจอด-มีคนโบกรถให้

(2 พ.ค. 67) ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ‘Pitrapon Phonphet’ ได้โพสต์ภาพและวิดีโอพร้อมข้อความระบุว่า…

"ไปเที่ยวงานประจำปี ขึ้นถ้ำรับร่อ เจอเหตุการณ์แบบนี้ คุณมีสิทธิอะไรหรือใช้สิทธิอะไรในการกระทำเช่นนี้ เหตุเกิดเวลา 19:55 น. วันที่ 01/05/67 แล้วแบบนี้ใครจะรับผิดชอบคะ เสียความรู้สึกสุด ๆ มาเห็นรอยเขียนที่บ้านตอนลงจากรถแล้ว ให้โอกาสทักมาคุยก่อนนะคะ ก่อนที่เรื่องจะยาวไปมากกว่านี้

#ของของคุณคุณก็รักก็หวง เราก็เช่นกัน #จอดในที่ ที่เค้าให้จอด มีคนโบกรถเรียบร้อย รถข้าง ๆ ก็มีคนอยู่ที่รถ"

‘รมว.ปุ้ย’ ยัน!! ไม่เคยกดดัน ‘จุลพงษ์’ จนเป็นเหตุให้ลาออก 'อธิบดีกรมโรงงานฯ' แต่กดดันให้ทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ที่เกิดปัญหาซ้ำ ไม่เว้นแต่ละวัน

เมื่อวานนี้ (1 พ.ค.67) จากกรณีข่าวการลาออกของ นายจุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ซึ่งได้แจ้งในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นประธาน ซึ่งมีวาระพิจารณาใน 2 เรื่องสำคัญ คือ กรณีเพลิงไหม้สารเคมีของกลาง ของ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง และกรณีการลักลอบขนย้ายกากแร่ตะกอนแคดเมียมจาก จ.ตาก ไปยัง จ.สมุทรสาคร จนถูกกระจายไปยัง จ.ชลบุรี และเขตบางซื่อ กรุงเทพฯ โดยก่อนจบการประชุม ปรากฏว่า นายจุลพงษ์ ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ต่อไปคงจะไม่ได้มาแล้ว เนื่องจากได้ยื่นหนังสือลาออกต่อนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว โดยการลาออกครั้งนี้ เป็นการยื่นหนังสือลาออกก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ 

กรณีสื่อมวลชน ระบุว่า การลาออกดังกล่าว ส่วนหนึ่งเนื่องจากนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ไม่พอใจต่อการทำงาน กดดัน และต้องการย้าย นายจุลพงษ์ โดยเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้านั้น นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ตนไม่เคยกดดันให้นายจุลพงษ์ ลาออก แต่กดดันให้ทุกคนทำงานแก้ไขปัญหาให้ประชาชน เพราะปัญหามีมาทุกวัน วน ๆ ซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักที

นางสาวพิมพ์ภัทรา กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุการณ์ใด ๆ ตนก็จะให้กำลังใจคนทำงาน และจะถามความคืบหน้าไปยังไลน์กลุ่มผู้บริหารโดยตลอด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ตนก็ยังไม่ได้รับรายงานการลาออกของนายจุลพงษ์ จากปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมแต่อย่างใด

'อธิบดีสวธ.' แจ้งกำหนดการพิธีศพ 'คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ' ศิลปินแห่งชาติผู้เทิดทูนสถาบัน ถึงแก่กรรมอย่างสงบ สิริอายุ 93 ปี

เมื่อวานนี้ (1 พ.ค. 67) นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า ได้รับรายงานว่า คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555 ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันพุธที่ 1 พฤษภาคม 2567 สิริอายุ 93 ปี มีกำหนดพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 16.00 น. และสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 7 วัน ในระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม 2567 เวลา 18.00 น. ณ ศาลา 9 วัดโสมนัสราชวรวิหาร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

อธิบดี สวธ. กล่าวว่า นอกจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ จะขอพระราชทานเพลิงศพแล้ว ยังให้การช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ซึ่งคณะกรรมการกองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม โดยนางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม มอบหมายให้กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ดำเนินการจัดสวัสดิการช่วยเหลือ ได้แก่ มอบเงินช่วยเหลือเมื่อเสียชีวิต เพื่อร่วมการบำเพ็ญกุศลศพจำนวน 20,000บาท ค่าเครื่องเคารพศพ จำนวน 3,000บาท และเงินช่วยเหลือค่าจัดพิมพ์หนังสือเผยแพร่ผลงาน เมื่อเสียชีวิตเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 150,000 บาท ตามระเบียบสวัสดิการของศิลปินแห่งชาติ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จะดำเนินการกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ สำหรับ วัน เวลา สถานที่ จะแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันอีกครั้งในโอกาสต่อไป

สำหรับประวัติชีวิตและผลงาน คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ เกิดวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2474 ที่กรุงเทพมหานคร เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาจนจบชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ จากนั้นเข้าศึกษาที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนสำเร็จปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต และได้ศึกษาต่อที่คณะครุศาสตร์อีก 1 ปี ได้รับอนุปริญญาครุศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้ทุนไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ได้รับประกาศนียบัตรบรรณารักษศาสตร์ คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ เข้ารับราชการที่กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ และได้ก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ ดำรงตำแหน่งผู้บริหารตามลำดับ จนเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร

คุณหญิงกุลทรัพย์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจตุตถจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2530 ตติยจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2534 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ The Order of The Precious Crown, Butterly จากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเป็นราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม สาขาวรรณศิลป์ ประเภทวิชาวรรณกรรมร้อยกรอง

เป็นเวลากว่า 60 ปี ที่ท่านได้สร้างสรรค์ผลงานด้านวรรณศิลป์ อันประกอบด้วยบทกวีนิพนธ์ และสารคดี แต่ละประเภทจำนวนกว่า 1,000 บท ผลงานส่วนใหญ่เป็นบทร้อยกรองอาศิรวาทราชสดุดี และสารคดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระราชวงศ์ทุกพระองค์ในโอกาสมหามงคลต่าง ๆ คุณหญิงกุลทรัพย์ ท่านมีความสามารถในการแต่งฉันทลักษณ์ทุกประเภท และรักษาขนบในการประพันธ์อย่างเคร่งครัด เพื่อสืบทอด รักษา มรดกวัฒนธรรมทางวรรณศิลป์ของชาติสืบไป

นอกจากนี้แล้วยังร่วมประพันธ์คำร้องบทเพลงเฉลิมพระเกียรติหลายเพลง คุณหญิงกุลทรัพย์ เป็นผู้มีอุดมการณ์สูงส่งในการรักษาภาษาและวรรณคดีไทย มีความรักชาติรักแผ่นดินอย่างแรงกล้า และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด ผลงานของคุณหญิงกุลทรัพย์ ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองจึงไม่เพียงแสดงคุณค่าทางวรรณศิลป์ แต่ยังปลูกฝังจิตสำนึกให้ตระหนักถึงคุณค่าของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของสังคมไทยอีกด้วย คุณหญิงกุลทรัพย์ เกษแม่นกิจ จึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พุทธศักราช 2555


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top