Sunday, 30 August 2026
NEWS

พพ. ปลื้ม 2 นวัตกรรมไทย ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน

Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage  มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ปลอดภัย อัคคีภัย ทัศนียภาพ และอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI) - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน นำโดย นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน, นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน และนายอาวุธ  เครือเขื่อนเพชร พร้อมทีมงาน เยี่ยมชม Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมบรรยายหัวข้อ “ เรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response

นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กล่าวถึง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon ถือเป็นนวัตกรรมของ คนไทยตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพราะปัจจุบันเรื่องพลังงานถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายให้คนไทยมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ลดการนำเข้าพลังงาน หม้อแปลงดังกล่าวจึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่จะพลิกโฉมประเทศ สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า เน้นการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สร้างพลวัตใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดเรือนกระจก และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว ได้รับเกียรติบรรยายเรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา  2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว ขอขอบพระคุณ ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  โดยหม้อแปลงดังกล่าว ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 9% และลดคาร์บอนมากกว่า 100 ล้านตันคาร์บอน คืนทุนภายใน 2-5 ปี เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน เพื่อผลัดดันการเปลี่ยนผ่านไป สู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องประกาศนโยบายการลดคาร์บอน โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางของแผนลดก๊าซคาร์บอนในปี 2575 จะเห็นภาพการใช้พลังงานทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญกับการ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้น หม้อแปลงที่กล่าวข้างต้นจึงตอบโจทย์ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ, เอกชน และภาคอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน

‘บริษัททัวร์สัตว์เลี้ยงจีน’ เช่าเหมาลำพา 41 นักท่องเที่ยว พร้อม ‘น้องหมา’ เที่ยวพัทยา ชี้!! เป็นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่ม Dog Lover สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ

(15 มิ.ย.67) เว็บไซต์ ข่าวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยแพร่ภาพพร้อมข่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัท Pet Travel ‘Ai Chong You’ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่ม Dog Lover ระหว่างวันที่ 6 – 13 มิถุนายน 2567

โดยการนำคณะนักท่องเที่ยวจีนพร้อมสุนัขตัวโปรดเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สายการบิน Juneyao Air โดยมีจำนวนผู้โดยสารประกอบด้วยนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 41 คน และสุนัขที่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าของจำนวน 19 ตัว

เพื่อร่วมเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ-พัทยา อันนำไปสู่การเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง Pet-friendly destination ในอนาคต

โดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. กล่าวว่า กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ในปัจจุบันคนจีนแต่งงาน และไม่นิยมมีบุตร แต่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทดแทน โดยเฉพาะกลุ่ม Dog Lover

อ้างอิงข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ชาวจีนจำนวนร้อยละ 70 นิยมเลี้ยงสุนัขเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น นอกจากนี้เจ้าของยังให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว มีการพาออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการออกเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน

อีกทั้งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังการซื้อสูง ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงร่วมมือกับ Pet Travel ‘Ai Chong You’ จัดกิจกรรมนำคณะนักท่องเที่ยวจีนพร้อมสุนัขตัวโปรดเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สายการบิน Juneyao Air

เพื่อเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในกลุ่ม Dog Lover ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เนื่องจาก เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก ด้วยการเช่าเหมาลำของคณะนักท่องเที่ยวจีน พร้อมสัตว์เลี้ยง รวมถึงเป็นครั้งแรกในการเดินทางมายังประเทศไทยอีกด้วย

โดย ททท. นำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ–พัทยา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ออกเดินทางเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว และพาสุนัขตัวโปรดทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมวัดปากน้ำภาษีเจริญ พักผ่อนในบรรยากาศสบาย ๆ ณ Pet-friendly Cafe คาเฟ่ที่พร้อมต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่น้องหมา

อาทิ Craft Cafe คาเฟ่หนึ่งเดียวในโรงแรม Kimpton Maa-lai, The Commons Thonglor เป็นคอมมูนิตี้สเปซสำหรับคนรักสัตว์, ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา, เกาะล้าน, สวนนงนุชพัทยา และแลนด์มาร์กแห่งใหม่บรรยากาศตลาดญี่ปุ่น Bangsaen Toshin (บางแสนโทชิน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ททท. ยังได้ประสานความร่วมมือไปยังตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยาเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้แก่คณะนักท่องเที่ยว ซึ่งภายหลังการจัดกิจกรรมได้รับเสียงตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากคณะผู้เข้าร่วมเดินทาง

ทั้งนี้ ททท. ยังคงเดินหน้าให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง Pet-friendly destination ในอนาคตต่อไป

'อลงกรณ์' ผนึกนักบริหารทุกภาคส่วนจัดตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) ส่งเสริม 12 อุตสาหกรรมใหม่ หวังอัปเกรดประเทศไทย สู่ประเทศรายได้สูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิล์ดวิว ไครเมทและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเปิดเผยวันนี้ว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า2%ติดต่อกันหลายปีทำให้ติดกับประเทศรายได้ปานกลางขณะที่การส่งออกอ่อนแรงลงมากสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกลดลงและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยมีเพียง 1.1 % ของจีดีพี.ประกอบกับประเทศไทยต้องเผชิญกับโอกาสและความท้าทายจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะโลกร้อน โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหาร สังคมสูงวัย ดิจิตอลดิสรัปชั่น และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) บนฐานความรู้และการวิจัย ตนจึงได้ผนึกความร่วมมือกับนักบริหารทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยจัดตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ (FKII Thailand: Field for Knowledge Integration and Innovation) ในรูปของธุรกิจเพื่อสังคม100% (Social Enterprise) เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมนวัตกรรมและองค์ความรู้รวมทั้งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานวิจัยกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (First S-curve)และอุตสาหกรรมใหม่ (New S-curve)โดยเฟสแรกจะเน้นการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม เอไอ.เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิตอลในกลุ่มเศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy) เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) และ เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy)

ทั้งนี้จะมีการเปิดตัวFKII Thailand ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ เวลา 9.00-12.00 น.ที่สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ สำหรับนักบริหารและนักวิจัยภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการก่อตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์เช่น อดีตรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิล์ดวิว ไครเมทและอดีตประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม นพ.บุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ อดีตผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ที่ปรึกษาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร นายประพันธ์ บุณยเกียรติ อดีตประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย 

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนและอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง นายชยดิฐ หุตานุวัตร ประธานสมาคมสถาบันทิวา นายกฤชฐาโภคาสถิตย์ อดีตประธานอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย นายตฤณ วุ่นกลิ่นหอม นายกสมาคมดิจิตอลเทรด ดร.สุทัศน์ ครองชนม์ นายกสมาคมไทย IoT นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ ประธานผลิตภัณฑ์ไม้ Asian อุปนายกสมาคมเครื่องเรือนไทย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ นายณฐกร สุวรรณธาดา อดีตกรรมการคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ สำนักงานโครงการข้าวรักษ์โลก เป็นต้น

โดยได้เชิญองค์ปาฐกร่วมแสดงวิสัยทัศน์ อาทินายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุลประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้าไทย ฯลฯ

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 ขนน้ำจืด แจกจ่ายให้ปชช. เพื่อแก้วิกฤตภัยแล้ง ที่เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

(15 มิ.ย.67) ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 จัดเรือหลวงราวี ให้การสนับสนุนส่งน้ำจืด จำนวน 200,000 ลิตรให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง

เนื่องจากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน จนทำให้ประชาชนไม่มีน้ำใช้ และฝนที่ตกลงมา ก็ไม่ได้ไปตกในพื้นที่ เกาะล้าน 

โดยมี นางสาวสิริกร มหามิตร หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเกาะล้าน เมืองพัทยา ข้าราชการ และประชาชน อำนวยความสะดวกในพื้นที่

‘มาริโอ บาโลเตลลี’ อดีตกองหน้าทีมชาติอิตาลี เดินทางมาฝึกซ้อมมวยไทย เจ้าของค่ายมวย ‘กมลา มวยไทย ยิม’ จ.ภูเก็ต ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

(15 มิ.ย.67) เพจของ Kamala Muay Thai Gym ได้โพสต์ต้อนรับการมาเยือนของ บาโลเตลลี ที่จะมาร่วมซ้อมมวยไทย เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ โดยเจ้าตัวได้มอบเสื้อแข่งของทีม ลิเวอร์พูล พร้อมลายเซ็นเป็นที่ระลึกให้กับทางค่ายมวยอีกด้วย

สำหรับ มาริโอ บาโลเตลลี วัย 33 ปี ถือว่าเป็นกองหน้าระดับตำนานของความเกรียนและอินดี้คนหนึ่งในโลกลูกหนัง เคยค้าแข้งกับสโมสรดังอย่าง อินเตอร์ มิลาน, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เอซี มิลาน, ลิเวอร์พูล, นีซ รวมถึงอีกหลาย ๆ ทีมในยุโรป 

ปัจจุบัน บาโลเตลลี ค้าแข้งกับ อดานา เดมีร์สปอร์ ในฤดูกาลปัจจุบัน โดยทำไปได้ 7 ประตูกับ 1 แอสซิสต์จาก 16 เกมในลีก โดยอนาคตก้าวต่อไปของเจ้าตัวยังไม่แน่นอนกับต้นสังกัด

เครื่องบินพาณิชย์ ‘สายการบินดูไบ’ ลงจอดฉุกเฉิน สนามบินอู่ตะเภา จ.ระยอง หลังพบปัญหาระบบล้อไม่กาง หอบังคับการเร่งประสาน ให้เจ้าหน้าที่สแตนด์บาย

เมื่อเวลา 23.00 น. คืนที่ผ่านมา (14 มิ.ย.) หอบังคับการบินสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา-พัทยา ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ได้รับการแจ้งจากกัปตันบนเครื่องบินพาณิชย์แอร์บัส รุ่น A319-115(cj) สายการบินดูไบ เพื่อขอลงจอดฉุกเฉินหลังพบปัญหาระบบล้อไม่กาง 

จนทำให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินต้องประสานรถดับเพลิง และเจ้าหน้าที่กู้ชีพ รถกู้ภัยมูลนิธิสว่างพรกุศลระยอง รวมทั้งมูลนิธิสว่างบริบูรณ์พัทยากว่า 40 คัน สแตนด์บายพร้อมให้การช่วยเหลือ

กระทั่งในเวลา 00.00 น.วันนี้ (15 มิ.ย.) เครื่องบินลำดังกล่าวได้บินลดระดับต่ำลงเพื่อเตรียมลงจอด ซึ่งพบว่าล้อทั้งหมดถูกกางออก และกัปตันสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัยที่หลุมจอด เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบระบบการทำงานของล้อ

สำหรับเครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่บินตรงมาจากดูไบ โดยมีกัปตัน พร้อมผู้ช่วยกัปตัน และลูกเรือรวม 7 คน แต่ไม่มีผู้โดยสาร ซึ่งขณะกำลังบินเหนือน่านฟ้าสนามบินอู่ตะเภา พบว่าระบบล้อไม่กาง จึงแจ้งขอลงจอดฉุกเฉินดังกล่าว

‘อาชีวะฯ’ ยกระดับเชิงรุกมาตรการ ‘สถานศึกษาปลอดภัย’ ขอความร่วมมือทุกฝ่าย เฝ้าระวังป้องกันเหตุความรุนแรง

(14 มิ.ย.67) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน สถานศึกษาปลอดภัย ของสถานศึกษาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ครูปกครอง เครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันเหตุ ใช้มาตรการเชิงรุกป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงของนักเรียนนักศึกษาตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ และวิทยาลัยเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีความห่วงใยและมีนโยบายในการดูแลความปลอดภัยกำชับสถานศึกษาทุกแห่งทั้งภาครัฐและเอกชน เกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยสถานศึกษาให้แก่ผู้เรียน ครูและบุคลากร โดยมีการกำหนดมาตรการร่วมกับตำรวจ ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สถานศึกษาทำแผนเฝ้าระวังเหตุปฏิทินการดำเนินงานวิธีการป้องกันการใช้ความรุนแรงของนักเรียน นักศึกษา คัดกรองเฝ้าระวังติดตามดูแลพฤติกรรมนักเรียนนักศึกษาที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดกิจกรรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง

“และให้สถานศึกษากวดขันนักเรียนนักศึกษาให้ตั้งใจเรียน อยู่ในระเบียบวินัยของสถานศึกษา และปฏิบัติตนตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากพบผู้กระทำผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด และให้สถานศึกษา จัดประชุมผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษาสร้างความเข้าใจเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรงร่วมกันสอดส่องดูแลบุตรหลานโดยเฉพาะเวลาเดินทางไป - กลับ หากมีการก่อเหตุความรุนแรงทั้งภายในภายนอกสถานศึกษา ให้ผู้บริหารร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาพร้อมรายงานสถานศึกษาต้นสังกัดทราบทันที” นายทวีศักดิ์ กล่าว

เปิดรายได้ 6 ปี 'สุทธิชัย หยุ่น' โกย 318 ล้าน กำไรกว่า 151 ล้าน พบ 20 สัญญากว่า 20 ล้าน มาจาก 'ไทยพีบีเอส' จ้าง 'บ.กาแฟดำ'

(14 มิ.ย. 67) จากกรณีที่นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข อดีตผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี กล่าวผ่านรายการประชาทอล์ค ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของสำนักข่าวประชาไท ชี้แจงกรณีที่อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ซึ่งปิดกิจการไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา เช่น นายธีรัตถ์ รัตนเสวี นางสาวลักขณา ปันวิชัย หรือคำ ผกา ไปผลิตรายการข่าวเช้าให้กับสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) กรมประชาสัมพันธ์ ในนามบริษัท คำดี จำกัด กล่าวว่า รายการดังกล่าวมีพิธีกร 3 คนดำเนินรายการ จ่ายค่าดำเนินรายการ 3 คน แล้วผู้ดำเนินรายการจ่ายค่าช่างแต่งหน้า และค่าโปรดิวเซอร์ที่มาช่วยทำข้อมูลให้ ต่างจากนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส และนายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ จัดรายการให้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสยังไง

"การเข้าข้างกัน เชียร์กัน มีสื่อเชียร์รัฐบาลไม่ใช่เรื่องผิด และการมีกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็ไม่ใช่เรื่องผิด เขาก็อยากจะอธิบายแทนรัฐบาล เพราะที่ผ่านมามีคนถล่มรัฐบาล กระทั่งรับปัญหามา ก็รู้สึกมีปมเรื่องนี้ว่าทำไมไม่พยายามอธิบายในสิ่งที่รัฐบาลทำบ้าง เมื่อสื่อส่วนใหญ่เข้าข้างฝ่ายค้าน ทำไมสื่อส่วนหนึ่งจะอธิบายสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกันไม่ได้" นายชูวัสกล่าว

ต่อมานายสุทธิชัยโพสต์ข้อความในแพลตฟอร์ม X บัญชี @suthichai ว่า "ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือ รัฐบาลสั่ง NBT ได้ แต่สั่ง ThaiPBS ไม่ได้ครับ (ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลลุงตู่หรือรัฐบาลนี้)"

ล่าสุดเฟซบุ๊ก ‘ซึ่งต้องพิสูจน์’ โพสต์อินโฟกราฟิก หัวข้อ ‘เว็บฯ ระบบข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐ (ภาษีไปไหน)’ ระบุ ตั้งแต่ปี 62 ถึงปี 67 TPBS จ้าง ‘บริษัท กาแฟดำ’ (ที่มี ‘สุทธิชัย หยุ่น’ เป็น 1 ในกรรมการ) 20 โครงการ มูลค่า 20.86 ล้านบาท’ โดยเรียงลำดับตามมูลค่าโครงการดังนี้

1. วันที่ลงนามในสัญญา 14 ส.ค. 62 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตและจัดหารายการ ฟังเสียงประเทศไทย คำตอบอยู่ในหมู่บ้าน ไตรมาส 3-4/2562 จำนวน 26 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 3.25 ล้านบาท

2. วันที่ลงนามในสัญญา 6 พ.ย. 62 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตรายการ ตั้งวงคุย กับสุทธิชัย หยุ่น โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 2.57 ล้านบาท

3. วันที่ลงนามในสัญญา 30 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการฟังเสียงประเทศไทย จำนวน 19 วัน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.52 ล้านบาท

4. วันที่ลงนามในสัญญา 9 ก.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (จำนวน 17 วัน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.36 ล้านบาท

5. วันที่ลงนามในสัญญา 10 มี.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (ไตรมาสที่ 1-2/2563) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.12 ล้านบาท

6. วันที่ลงนามในสัญญา 30 มิ.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) ไตรมาสที่ 3-4/2565 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

7. วันที่ลงนามในสัญญา 28 ม.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ ไตรมาสที่ 1-2/2563 (จำนวน 26 ตอน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

8. วันที่ลงนามในสัญญา 16 ก.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (ไตรมาสที่ 3-4/2563) จำนวน 26 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

9. วันที่ลงนามในสัญญา 30 มิ.ย. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินการรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) ไตรมาสที่ 3-4/2566 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.11 ล้านบาท

10. วันที่ลงนามในสัญญา 27 ธ.ค. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (วันศุกร์) จำนวน 25 ตอน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 1.07 ล้านบาท

11. วันที่ลงนามในสัญญา 31 ม.ค. 67 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการคุยนอกกรอบ กับ สุทธิชัย หยุ่น (เดือนกุมภาพันธ์-เดือนมิถุนายน 2567) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 941,600.00 บาท

12. วันที่ลงนามในสัญญา 30 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์ (จำนวน 21 ตอน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 898,800.00 บาท

13. วันที่ลงนามในสัญญา 16 ก.ย. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการคุยให้คิด โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น จำนวน 15 ตอนความยาวตอนละ 50 นาที โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 600,000.00 บาท

14. วันที่ลงนามในสัญญา 26 ก.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างค่าผู้ดำเนินรายการ รายการ คุยให้คิด ไตรมาส 4/2565 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

15. วันที่ลงนามในสัญญา 2 มิ.ย. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างค่าผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด ไตรมาส 2-3/2564 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

16. วันที่ลงนามในสัญญา 2 ก.ค. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด (ไตรมาส 3/2566) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

17. วันที่ลงนามในสัญญา 2 ต.ค. 66 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด ไตรมาส 4/2566 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 520,000.00 บาท

18. วันที่ลงนามในสัญญา 6 มิ.ย. 65 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ คุยให้คิด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 480,000.00 บาท

19. วันที่ลงนามในสัญญา 31 มี.ค. 64 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผลิตหนังสือ ฟังเสียงประเทศไทย จำนวน 1,000 เล่ม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 270,000.00 บาท

20. วันที่ลงนามในสัญญา 3 ธ.ค. 63 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) จ้างผู้ดำเนินรายการ ฟังเสียงประเทศไทย (จำนวน 3 วัน) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 240,750.00 บาท

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท กาแฟดำ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2561 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ มีกรรมการบริษัท ประกอบด้วย นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น นายปราบดา หยุ่น นางนันทวัน แซ่หยุ่น และนายธวัช ยวงตระกูล เมื่อตรวจสอบงบการเงิน พบว่าผลประกอบการตลอด 6 ปีที่ผ่านมามีดังนี้

-ปี 2561 มีรายได้รวม 36,915,808.69 บาท กำไรสุทธิ 15,323,028.29 บาท
-ปี 2562 มีรายได้รวม 60,815,894.44 บาท กำไรสุทธิ 31,155,133.00 บาท
-ปี 2563 มีรายได้รวม 54,988,606.30 บาท กำไรสุทธิ 26,936,460.39 บาท
-ปี 2564 มีรายได้รวม 59,608,001.44 บาท กำไรสุทธิ 31,570,541.86 บาท
-ปี 2565 มีรายได้รวม 55,033,712.89 บาท กำไรสุทธิ 23,615,549.80 บาท
-ปี 2566 มีรายได้รวม 51,281,671.04 บาท กำไรสุทธิ 22,773,065.39 บาท

รวม 6 ปีมีรายได้รวม 318,643,694.80 บาท กำไรสุทธิรวม 151,373,778.83 บาท

สำหรับนายสุทธิชัย แซ่หยุ่น ปัจจุบันอายุ 77 ปี เคยเป็นผู้ก่อตั้งและบรรณาธิการอำนวยการสื่อเครือเนชั่น เจ้าของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น กรุงเทพธุรกิจ คมชัดลึก และสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี ก่อนยุติบทบาทเมื่อเดือน มี.ค. 2561 หันมาเปิดบริษัทชื่อว่ากาแฟดำ จัดรายการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ โดยใช้นามปากกา ‘กาแฟดำ’ ภายหลังจึงได้มาจัดรายการโทรทัศน์ผ่านสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ เช่น สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี สถานีโทรทัศน์เอ็มคอต เอชดี เป็นต้น

‘สาว’ โพสต์คลิปขณะกำลังซื้อ ‘ชาไทย’ รถเข็นแยกอโศก ช็อก!! แก้วละ 100 บาท ด้านชาวเน็ตโอดโดนเหมือนกัน

(14 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดคลิปไวรัลในโซเชียล ผู้ใช้ติ๊กต็อก @natty.waya โพสต์คลิปวิดีโอขณะซื้อชาไทยแก้วละ 100 บาท กับลุงที่กำลังชงชา ตามรถเข็นขายน้ำ กลางสี่แยกอโศก โดยระบุว่าข้อความว่า…

“ชานมข้างทาง แก้วละ 100 อืมมม #พูดไม่ออก #รสชาติ #เฮ้ยยยยยย #sukumvit #bangkokthailand”

พร้อมถามชาวเน็ตว่า “แก้วละร้อย แยกอโศก ทุกคนว่าไง” จนทำให้มีคนเข้าแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก

โดยส่วนใหญ่ต่างบอกว่า… 

‘เคยไปซื้อเหมือนกัน 100 บาท แบบห๊ะอยู่ 2 รอบ สำคัญคือชาเย็นหวานล้วน TT' เศร้าสุด 60 ยังว่าแพงเลย’

‘ร้านเดียวกันเลยครับ คือเอาจริง ๆ ไม่คิดว่าราคามันจะแพงขนาดนั้น ตอนนั้นคืออยากกินอะไรหวานมาก ๆ พอเจอราคานี้ไปก็แอบอึ้ง แต่ก็ผิดเองที่ไม่ได้ถามราคาก่อน คิดว่าราคาปกติทั่วไป’

‘ค่าเช่าที่แพงอาจจะต่างชาติชงด้วยส่วนนึง’

‘ราคากรี๊ดมาก เคยซื้อแถวแบบเซ็นทรัลชิดลม หลังสวน เพลินจิต แก้วละ 25-30 บาท’

ร.อ.ศิรส ฉายโอภาส (ซูม) นายทหารหนุ่มเลือดใหม่แห่งกองทัพอากาศ

​“ความมานะพยายามไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง” เหมือนนายทหารอากาศหนุ่มผู้นี้ “น้องซูม-ร.อ.ศิรส ฉายโอภาส” วัย 32 ปี ผู้มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็น “รั้วของชาติ” มาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะมีแรงบันดาลใจจากการศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย (รุ่นที่ 81) ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วนและเป็นสถาบันที่ปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยและความเป็นสุภาพบุรุษ อีกทั้งรุ่นพี่และคุณพ่อรุ่นพี่เป็นทหารกันหลายคนด้วย จึงมองว่าการเป็นทหารน่าจะตอบโจทย์กับการที่ผมถูกฝึกแบบสไตล์ทหารแต่ทว่าโอกาสยังมาไม่ถึง หลังจากที่พลาดการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว 

เขาจึงตัดสินใจเบนเข็มสอบเข้ามหาวิทยาลัยโดยสอบติดที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา (การวิจัยทางสังคม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

​น้องซูม เปิดเผยว่า ระหว่างนั้นได้หาประสบการณ์จากการทำงานที่หลากหลาย อาทิ บริษัทเอเยนซี่ และ ธนาคาร จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่คณะบริหารธุรกิจ (การตลาด) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ช่วงนั้นทางผมและครอบครัวได้ช่วยกันหาข้อมูลว่า มีสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการที่ไหนบ้าง ซึ่งเป้าหมายไม่เน้นที่ทหาร แต่เป็นอะไรก็ได้ ขอให้เป็นข้าราชการ เนื่องจากทุกคนมีความคิดเห็นตรงกันว่า เป็นอาชีพมั่นคงและมีสวัสดิการดี สามารถดูแลพ่อแม่และครอบครัวได้ แต่ด้วยความบังเอิญที่การสอบคัดเลือกราชการที่เราเจอคือ กองทัพบก เขาประกาศรับและสอบเลย จึงไม่ทันได้เตรียมตัวดีเท่าที่ควร ก็อกหักตามระเบียบ แต่ก็ทำให้ปลุกจิตวิญญาณการอยากเป็นทหารขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ต่อมากองทัพอากาศเปิดรับสมัคร คราวนี้มีเวลามากขึ้นจึงไปสมัครเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง สุดท้ายสมหวังดั่งตั้งใจได้เข้าไปทำงานเป็นทหารรับใช้ชาติในสังกัดกรมยุทธศึกษาทหารอากาศ และ กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในตำแหน่งนายทหารสื่อสารมวลชน แผนกสื่อสารมวลชน กองประชาสัมพันธ์ สำนักกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ตามลำดับโดยได้ทำงานที่ใจรักเรื่อยมาถึงปัจจุบันก้าวเข้าสู่ปีที่ 7  

​น้องซูม กล่าวว่า จากการทำงานเป็นทหารอากาศนั้น ได้ใช้ความรู้ความวสามารถที่มีอยู่ โดยมีหน้าที่คือ การรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศ บุคคลในกองทัพอากาศ หรือที่เห็นควร จัดทำข่าวสาร บทความ คำชี้แจง ดำเนินการประสานงาน ชี้แจงข้อเท็จจริง ให้คำแนะนำ อำนวยความสะดวกสื่อมวลชนร่วมทำข่าวกิจการของกองทัพอากาศ กำกับและดูแล ในกรณีรับส่งบุคคลสำคัญ ณ ท่าอากาศยานทหาร รวมทั้งการจัดอีเว้นท์ออกไปช่วยเหลือประชาชนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเราเข้าใจความรู้สึกของเขานะ เพราะตัวเราคิดอยู่เสมอว่า เราเป็นทั้งทหารที่ต้องให้ความช่วยเหลือประชาชน และเป็นทั้งประชาชนที่รู้ว่า มีความคาดหวังอยากให้ทหารช่วยเหลือเรื่องอะไรบ้าง ทำให้การสื่อสารออกไปได้ง่าย เขาเข้าใจทหาร

​“สำหรับความประทับใจในอาชีพทหารคือ เป็นหนึ่งในอาชีพที่มีเกียรติ ประชาชนให้การยอมรับ เพราะทุกครั้งที่มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ทหารจะเป็นหน่วยงานและที่พึ่งแรก ๆ ที่เข้าไปถึงและช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ส่วนในหลักการทำงานนั้น คุณพ่อสุนทร ฉายโอภาส จะสอนลูกอยู่เสมอว่า เวลาได้รับผิดชอบให้ทำงานอะไรไม่มีคำว่าเดี๋ยว ต้องลงมือทำทันที อย่าทำตัวเป็นดินพอกหางหมู ทั้งนี้เราจะได้มีเวลาทำงานมากขึ้นและรู้ว่าปัญหาอุปสรรคมีอะไรบ้าง ข้อดีข้อเสียเป็นอย่างไร แล้วรีบนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นก่อนที่จะส่งหรือนำเสนอผลงาน”

น้องซูมได้พูดถึงเป้าหมายในชีวิตว่า จะมีการวางแผนชีวิตการทำงาน หากเราอายุในช่วงนี้ควรจะทำอะไรเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในตำแหน่งและหน้าที่การงานให้กับตนเอง โดยเฉพาะความรู้ทางด้านกองทัพอากาศ เคยผ่านหลักสูตรการอบรม อาทิ หลักสูตรนายทหารชั้นผู้บังคับหมวด รุ่นที่ 78, หลักสูตรนายทหารประชาสัมพันธ์ รุ่น 37 โรงเรียนกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก, หลักสูตรพัฒนาการสื่อสารยุคดิจิทัล รุ่นที่ 7 สถาบันการประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์ และ หลักสูตรนายทหารกิจการพลเรือนและประชาสัมพันธ์ รุ่นที่ 7 กรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ทั้งนี้เราต้องเตรียมความตัวและตื่นตัวอยู่ตัวเวลา พร้อมที่จะรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้ผมสมัครเข้าเรียนโรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง (ระดับนายพัน) และเรียนต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงโรงเรียนเสนาธิการทหาร

​“สิ่งอยากจะฝากกับน้อง ๆ ที่สนใจอยากจะเป็นทหารคือ ให้วางแผนและเตรียมความพร้อมไว้เนิ่น ๆ เอาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ๆ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เวลาไม่เคยรอใคร  ให้เลือกโรงเรียนทหารที่อยากจะสอบเข้าซึ่งมีหลายแห่ง อาจมีที่สำรองไว้เผื่อกันพลาด สำหรับมุมมองต่อคนรุ่นใหม่นั้นเก่งกว่าคนรุ่นก่อน ๆเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีและความคิดความอ่านแบบก้าวกระโดด ปรับตัวได้ดี อยากเรียนอยากรู้อะไรในอินเทอร์เน็ตมีให้ค้นหาหมด ผมอยากให้รุ่นใหม่ได้นำความรู้มาใช้อย่างสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าครับ”

จากมุมมองและวิสัยทัศน์ของนายทหารหนุ่มผู้นี้สะท้อนให้เห็น่วา อนาคตไกลเป็นดาวประดับวงการทหารอากาศอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน!!

'พงศ์พรหม' ชี้!! สถานการณ์ 'ห้าง-คอมมูนิตี้มอลล์' โซนดัง น่าห่วง 'พื้นที่ปล่อยเช่าไม่ปัง-ร้านค้าเปลี่ยนรายถี่-ยอดจองออฟฟิศหด'

(14 มิ.ย. 67) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Pongprom Yamarat' ระบุว่า...

สังเกตว่าปีนี้ไปเดินตามห้าง หรือ Community Mall เห็นสัญญาณไม่ดี 2 อย่าง...

1. Community Mall จะกลาง CBD หรือใกล้หมู่บ้านชานเมือง คนเดินน้อย ร้านปิดเยอะ

2. ร้านค้าในห้างเปลี่ยนผู้เช่าถี่ขึ้น จะเห็นได้ตามห้างจะเป็นไม้อัดตีผนังทาสีสวย ๆ รอเปลี่ยนผู้เช่าอย่างหนาตา

เพื่อนที่ทำอสังหาฯ มาเล่าให้ฟัง 4 เคส...

>> เคสแรกโครงการใหญ่ Developer ระดับประเทศ เปิดแล้วไม่ปังเหมือนเคย เพราะ Demand หด...ผู้เช่าใช้วิธีคือ เจรจาให้ยึดมัดจำ และยอมเสียค่าเช่าล่วงหน้าไปเลย แต่ขอไม่เข้าไปตกแต่ง เพราะบอกว่าเข้าไปแต่งก็ไม่คุ้ม กระแสเงินสดยิ่งขาด

>> อีกเจ้าทำเล Prime มาก แต่เปิดมาแล้วคนเดินน้อย ยอดซื้อแทบไม่มี ก็ใช้วิธียอมเปิดไปก่อน แต่หั่นคน หั่นการให้บริการ เปิดไปทั้ง ๆ ที่ขาดทุน แต่ลดการขาดทุนลง และเดาว่าอาจไม่ไหวภายในปลายปีนี้

>> ร้านกาแฟที่เปิดภายใน 3 ปีที่ผ่านมา เจ๊งไปแล้วกว่า 40% (ใครมีข้อมูลรบกวนแบ่งปันหน่อยครับ)

>> สุดท้ายคือ อาคารสำนักงานให้เช่าที่เปิดใหม่ ๆ ตอนนี้ยอดจองอย่างมากก็ 60% ต้องออกโปรหนัก และซื้อทีมขายในราคาสูงลิ่ว

4 ตัวอย่างนี้ Prime Location หมด

'ตำรวจ' บุกทลายเครือข่ายนายทุนเวียดนาม ขาย ‘8 นมผงชื่อดัง’ ด้วยสรรพคุณเกินจริง

เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พร้อมด้วย นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายนายทุนชาวเวียดนาม โฆษณาขายนมผง อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง พร้อมจับกุมแรงงานต่างด้าว 6 ราย พร้อมของกลาง 41 รายการ รวมกว่า 20,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 18,000,000 บาท

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า ปัจจุบันค่านิยมผู้บริโภคได้สนใจสุขภาพมากขึ้น ผลิตภัณฑ์สุขภาพจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของการดูแลสุขภาพ จึงทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการลักลอบนำเข้า, ผลิตภัณฑ์สุขภาพปลอมที่ด้อยคุณภาพในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

โดยเมื่อประมาณเดือน พ.ย.2566 กองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ร่วมกับ อย. ได้กวาดล้างเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิดชาวเวียดนามที่โฆษณาสรรพคุณนมผงเกินจริง และมีมาตรการเฝ้าระวังการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เช่น...

การอวดอ้างสรรพคุณในการรักษาโรคและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางร่างกายในระยะเวลาสั้นๆ แอบอ้างใช้ภาพ-ชื่อบุคลากรทางการแพทย์ บุคคลที่มีชื่อเสียง นำมาตัดต่อ สร้างสื่อมัลติมีเดียเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้าอ้างว่าผลิตภัณฑ์มีผลวิจัยจากต่างประเทศรองรับ ฯลฯ แล้วขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐาน โดยเมื่อผู้บริโภคหลงเชื่อซื้อสินค้า ปรากฏว่าสินค้าไม่ได้คุณภาพ ไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง บางรายเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ และไม่สามารถขอคืนเงินได้

ต่อมา กก.4 บก.ปคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก อย. จึงได้ทำการสืบสวนพบมีเว็บไซต์ที่มีการตัดต่อภาพ วิดีโอเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ และปรากฏมีการโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นวงกว้าง มีเนื้อหาที่มีการบรรยายสรรพคุณผลิตภัณฑ์อาหารอันเป็นเท็จ จำนวน 11 เว็บไซต์ ได้แก่...

1. https://enzosureth.com/
2. www.enzosure-official.com
3.https://www.youtube.com/channel/UCU4NSuv7whiL6BzP68JCwvg
4. https://www.sicasure.asia/
5. https://www.faligold-thailand.com/oder
6. https://www.faligold.store/diabetes1
7. https://www.faligold.store/sakit-lutut
8. https://www.amesure.asia/
9.https://www.mirakidsthai.store/searchwuang
10.https://www.matticare.com/
11.https://www.hiup-thailand.asia/

จากการตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าว พบว่า มีการโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับผู้มีภาวะโรคที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ผู้สูงอายุ และเด็ก โดยโอ้อวดสรรพคุณนมที่เกินจริง เช่น เมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์แล้ว ส่งผลให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับคงที่ กระตุ้นการทำงานของอินซูลิน ป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆ 26 เท่า เสริมสมรรถภาพทางเพศ 

โดยมีการกล่าวอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง จาก FDA (องค์การอาหารและยา) สหรัฐอเมริกา นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และขายดีเป็นอันดับ 1 ในประเทศนิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งผลิตภัณฑ์นมผงยี่ห้อ ENZO SURE และกลุ่มผลิตภัณฑ์นมผงดังกล่าว อย. ได้มีประกาศผ่านสื่อออนไลน์ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. และโฆษณาสรรพคุณที่เกินจริง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจนทราบถึงแหล่งจัดเก็บ และกระจายสินค้า โดยเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย. นำหมายค้นของศาลเข้าตรวจค้น โกดังเก็บสินค้า ในพื้นที่ ต.บางครุ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ตรวจยึดผลิตภัณฑ์อาหาร, ยา และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ รวมจำนวน 41 รายการ จำนวนกว่า 20,000 ชิ้น โดยเป็นผลิตภัณฑ์นมผง ยี่ห้อต่างๆ 12,625 กระปุก, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก 1,776 ชิ้น, วิตามินที่ไม่มีเลขสารบบอาหาร 95 ชิ้น, ยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา 3,660 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 18 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติลาว และสัญชาติเมียนมา รวม 6 ราย

สำหรับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ตรวจยึดเป็นนมผงยี่ห้อต่างๆ และยา รวม 8 ยี่ห้อ ได้แก่...

- ผลิตภัณฑ์ FALIGOLD อ้างสรรพคุณ ช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

- ผลิตภัณฑ์ Amesure Diabest Nut Milk อ้างสรรพคุณ หลังรับประทาน 40 วัน ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ถึง 70 -90 มก. ลดอาการชาแขนขา ตาพร่ามัว และปวดตา

- ผลิตภัณฑ์ Faligold Canxi อ้างสรรพคุณ ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดกระดูกและข้อ เพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวจากกล้ามเนื้อที่เสียหาย

- ผลิตภัณฑ์ Colostrum Mirakids อ้างสรรพคุณ ช่วยให้เด็ก เพิ่มการดูดซึม เพิ่มน้ำหนักสม่ำเสมอตามมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างภูมิต้านทาน พัฒนาสมอง สติปัญญา และความคล่องตัว

- ผลิตภัณฑ์ Matti Mum อ้างสรรพคุณปรับปรุงการทำงานของต่อมน้ำนม กระตุ้นให้มีน้ำนมมากขึ้นหลังผ่านไป 24 ชม.

- ผลิตภัณฑ์ Sica SURE canxi wemee อ้างสรรพคุณ ช่วยให้เด็กสูงขึ้น 3 – 5 เซนติเมตร ภายใน 3 เดือน เสริมสมอง เพิ่มภูมิต้านทาน

- ผลิตภัณฑ์ HIUP – นมเพิ่มความสูง อ้างสรรพคุณ เพิ่มความสูง 3-5 ซม. ภายใน 3 เดือน มีสรรพคุณสูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 10 เท่า

- ผลิตภัณฑ์ยา Boca spray, Boca (เม็ดฟู่), Boca Premier โฆษณาสรรพคุณรักษาอาการปวดเข่า

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวเสริมว่า ขณะตรวจค้น พบชาวต่างชาติผู้ต้องหา สัญชาติลาว และเมียนมา รวม 6 ราย กำลังแพ็กบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อรอจำหน่าย เมื่อตรวจสอบหนังสือเดินทางพบมีเอกสารการเดินทางเข้าออกถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่มีใบอนุญาตการทำงาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. ดำเนินคดี ในข้อหา 1.ร่วมกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง 2.ร่วมกันขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา 4.เป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 5.เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

จากการสืบสวนขยายผลทราบว่า กลุ่มผู้กระทำผิดมีกลุ่มนายทุนชาวเวียดนาม โดยนำเข้าสินค้ามาจากประเทศเวียดนาม แล้วนำมาเก็บไว้ตามอาคารให้เช่าต่างๆ เพื่อรอการจำหน่าย โดยทำการกระจายโดยการเปิดเว็บไซต์เป็นจำนวนมากเพื่อโฆษณาจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อยู่ต่างประเทศ และหลบเลี่ยงการขายผ่านแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada

โดยใช้วิธีการชำระเงินค่าสินค้าด้วยการเก็บเงินปลายทางเพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบ โดยจะโฆษณาสรรพคุณพร้อมกับเสนอโปรโมชั่นต่าง ๆ ให้ลูกค้ารีบตัดสินใจซื้อ เช่น ซื้อภายในเวลาโปรโมชั่น หรือซื้อครั้งละจำนวนมากๆ จะได้รับราคาที่ถูกกว่า เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจจะต้องกรอกข้อมูลชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ลงไปในเว็บไซต์ จากนั้นผู้ขายจะโทรศัพท์ติดต่อกลับมาเพื่อโน้มน้าวสรรพคุณ และให้ลูกค้าซื้อสินค้าปริมาณมากขึ้น

อีกทั้งเมื่อได้รับผลิตภัณฑ์แล้ว 2-3 สัปดาห์ จะมีการติดตามสอบถามผลการใช้ผลิตภัณฑ์ และเสนอขายผลิตภัณฑ์ต่อไปอีกด้วย โดยขายกระปุกละ 1,090-1,190 บาท และมียอดขายเดือนละ 3,000-6,000 ออเดอร์

เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้า กลุ่มเครือข่ายดังกล่าว จะส่งข้อมูลการสั่งซื้อ ให้ผู้ดูแลโกดังในประเทศไทย ทำการบรรจุ และส่งให้กับลูกค้า โดยกลุ่มเครือข่ายชาวเวียดนามจะสั่งการอยู่ต่างประเทศ และเดินทางมายังประเทศไทยเพียงเดือนละ 1 ครั้ง

โดยกลุ่มนายทุนชาวเวียดนาม มีการติดตามสื่อประชาสัมพันธ์ของไทยอยู่ตลอด โดยเมื่อมีการประชาสัมพันธ์เตือนภัยเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์นม ที่ไม่ผ่านการรับรองจากอย. หรือ มีความเสี่ยง ที่จะสืบสวนพบแหล่งเก็บและกระจายสินค้า จะย้ายแหล่งที่เก็บ และกระจายสินค้า เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจพบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เบื้องต้นการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน

- พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 6 (10) ฐาน ‘จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง’ ระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท

- พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 ฐาน ‘ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

- พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มาตรา 72 (4) ฐาน ‘ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา’ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

- พ.ร. บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ฐาน ‘เป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต’ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

- พ.ร.ก.การบริหารจัดการทำงานของบุคคลต่างด้าว พ.ศ. 2560 ฐาน ‘เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน’ ระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 -10,000 บาท

- กรณีการนำเข้าข้อมูลเท็จและโฆษณาสินค้าดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ฐาน ‘นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ’ ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

ด้าน ภก.วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ปฏิบัติการในครั้งนี้ อย. ขอขอบคุณตำรวจ บก.ปคบ. ที่สืบสวนจนสามารถจับกุมผู้ค้าตรวจยึดผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายได้จำนวนมาก

ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบในครั้งนี้เป็น ยา อาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. ไม่มีฉลากภาษาไทย ลักลอบนำเข้า และพบการโฆษณาหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ไม่มีหลักฐาน หรือผลการทดสอบประสิทธิภาพทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน

จึงขอเตือนผู้บริโภคว่า ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ควรพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร ก่อนซื้อก่อนใช้ให้สังเกตยาต้องมีเลขทะเบียนตำรับ สำหรับอาหารต้องมีเลขสารบบอาหารหรือเครื่องหมาย อย.

และ อย.ขอย้ำไม่มีอาหารหรืออาหารเสริมชนิดใดที่มีสรรพคุณบำบัด บรรเทา รักษาโรค ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ อย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จ โฆษณาเกินจริง

ขณะที่ พล.ต.ต.วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผบก.ปคบ. กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าว เป็นผลมาจาก อย. ได้ประกาศเตือนให้ระมัดระวังการบริโภคผลิตภัณฑ์นมผง ที่ไม่มีเลข อย. ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงได้รับอันตราย โดยหลังจากประกาศแล้ว ยังพบเห็นว่า ทางออนไลน์มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่ จึงนำมาสู่การกวาดล้างแหล่งเก็บและกระจายสินค้า

และขอฝากถึงพี่น้องประชาชนว่า ผลิตภัณฑ์อาหารนมผง จะต้องขออนุญาตเลขสารบบอาหาร จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้ถูกต้อง เพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้น ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีแหล่วงผลิตมาจากที่ใด มีมาตรฐานหรือไม่ มีส่วนประกอบ

และการจัดทำฉลากตรงตามที่กำหนดหรือไม่ เมื่อออกสู่ท้องตลาด ผู้บริโภคจะได้ทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้อง และมีความปลอดภัยจากการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้บริโภคที่มีภาวะของโรคเบาหวาน หรือ โรคอื่นการจะรับประทานผลิตภัณฑ์ใด ต้องใส่ใจเป็นการเฉพาะ

‘ไทย’ ลงนามเจ้าภาพ ‘ซีเกมส์ 2025’ อย่างเป็นทางการ เตรียมยกระดับมาตรฐานเท่า ‘เอเชียนเกมส์-โอลิมปิกเกมส์’

(14 มิ.ย.67) ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการโอลิกปิกแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์กีฬาซีเกมส์, ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายสมนึก พรหมเขียว ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมพิธีลงนามในเซ็นสัญญาการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ของประเทศไทย ที่ห้องประชุม 1 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย ฯ ถ.ศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน โดยมีผู้แทนชาติในสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ ทั้งหมด 10 ประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย กล่าวในพิธีลงนามว่า การดำเนินงานดังกล่าว นับเป็นการลงนามครั้งแรกตั้งแต่กีฬาซีเกมส์เคยมีการจัดการแข่งขันมา ซึ่งก็ถือเป็นการเน้นย้ำในการยกระดับและมาตรฐานการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้สูงขึ้น ใกล้เคียงกับการแข่งขันมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิกเกมส์ และอยากขอให้ทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อชื่อเสียงและเกียรติยศของประเทศไทย และให้เป็นไปตามข้อบังคับของธรรมนูญซีเกมส์ ฉบับลงวันที่ 4 พ.ค.2566 ส่วนการที่ 3 จังหวัด ร่วมกันเป็นเจ้าภาพหนนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ประชาสัมพันธ์จังหวัดของตัวเอง รวมถึงมีโอกาส แสดงศักยภาพในการจัดการแข่งขัน รวมไปถึงบริหารจัดการ และต้อนรับคณะนักกีฬาจากทั่วอาเซียนที่เข้าร่วมชิงชัย

ด้านนายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ หัวหน้าสำนักงานสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ เปิดเผยหลังพิธีการลงนามว่า ในวันนี้เป็นการจัดพิธีลงนามระหว่างสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ กับ ประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ปี ค.ศ.2025 ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 64 ปี ตั้งแต่มีการจัดการแข่งขันซีเกมส์มา ที่มีการจัดลงนาม ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันและสร้างมาตรฐานในการจัดการแข่งขันให้อยู่ในระดับเดียวกับกีฬาเอเชียนเกมส์ และเป็นบรรทัดฐานในการจัดการแข่งขันครั้งต่อ ๆ ไป

“ซีเกมส์ 2025 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพเจ้าสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ ตั้งใจจะใช้การแข่งขันครั้งนี้เริ่มต้นยกระดับและสร้างมาตรฐานการแข่งขันซีเกมส์ให้สูงขึ้น ไม่ให้ถูกด้อยค่า ดูแคลน เหมือนหลาย ๆครั้งที่ผ่านมา ที่กีฬาพื้นบ้านหลายชนิดที่เคยถูกบรรจุชิงทีละหลาย ๆ เหรียญทอง ก็จะไม่เกิดขึ้นอีกในครั้งนี้ ส่วนหนนี้ จะมีการจัดกี่ชนิดกีฬา จะมีการประชุมและเปิดเผยในสุดสัปดาห์นี้ เบื้องต้นได้รับการเสนอมา 40 ชนิดกีฬา ส่วนจะเพิ่มหรือลด จะให้เวลาอีก 2 เดือน ในการนำเสนอและพิจารณา ซึ่ง 3 จังหวัด ก็พร้อมทำหน้าที่ ด้านสนามหลักในการจัดแข่งขัน ที่วางกันเอาไว้จะอยู่ที่กรุงเทพฯ และชลบุรี ส่วนสงขลา จะจัดแข่งขันกีฬาฟุตบอล ในรอบแบ่งกลุ่ม”

ส่วน ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่ากกท. เผยว่า การลงนามในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันความพร้อมของประเทศไทย และเจ้าภาพ 3 จังหวัด ที่จะจัดการแข่งขัน ซึ่งหนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดของทั้งกรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และสงขลา ได้เดินทางมาลงนาม และยืนยันความพร้อมด้วยตัวเอง ในส่วนของประเทศไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ในครั้งนี้ ก็จะเริ่มต้นเป็นต้นแบบในการสร้างมาตรฐานการแข่งขันให้สูงขึ้น โดยเจ้าภาพครั้งต่อไป อย่างมาเลเซีย ในปี 2027 และ สิงคโปร์ ในปี 2029 ก็พร้อมจะดำเนินรอยตามการแข่งขันอย่างเป็นสากลในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะการชิงชัยเหรียญทอง ซึ่งก็จะเน้นหนักไปที่กลุ่มกีฬาสากล ที่มีในกีฬาเอเชียนเกมส์ และกีฬาโอลิมปิกเกมส์

“ส่วนเรื่องงบประมาณในการจัดการแข่งขัน เวลานี้อยู่ในขั้นตอนการนำเสนอให้ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณา และรอการลงนามเพื่ออนุมัติ สำหรับใช้ในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และอาเชียนเกมส์พาราเกมส์ ซึ่งหากได้รับการลงนาม ก็จะมีการประชุม เตรียมงานกับคณะทำงานทุก ๆ ฝ่าย เพื่อเดินหน้าแผนงานที่วางไว้ ในระยะเวลาที่เหลืออีกราว 1 ปีกว่า ๆ”

สำหรับประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์มาแล้ว 6 ครั้ง โดยทำหน้าที่เจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรก สมัยที่เรียกว่ากีฬาแหลมทอง เมื่อปี ค.ศ.1959 ต่อด้วยปี 1967, 1975, 1985, 1995 และครั้งล่าสุดปี 2007 ที่นครราชสีมา โดยในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 (ค.ศ.2025) โดย 3 จังหวัด กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และสงขลา ร่วมเป็นเจ้าภาพ ส่วนกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 จะจัดแข่งขันระหว่าง 20-26 ม.ค.2569 (ค.ศ.2026) 

“มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือ CEO คิงส์ แพ็ค อินดัสเตรียล สานฝัน มอบทุนการศึกษา เยาวชนนนทบุรี

วันที่ 14 มิถุนายน 2567  นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วย นายสมชาติ  สุภารี  ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ นายทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ถุงพลาสติกชนิดอ่อนแบรนด์ “ฮีโร่” ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ หลังจากการศึกษาภาคบังคับ และมีฐานะทางครอบครัวยากจน จ.นนทบุรี  โดยมีนายสัญชัย ภัทราวรากุล  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 26 จ.นนทบุรี ให้การต้อนรับ นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ รู้สึกยินดีและขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารบริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด  ได้เห็นความสำคัญของการฝึกอาชีพของเยาวชนไทย โดยได้ร่วมมอบทุนการศึกษา ทุนละ 6,000 บาท จำนวน 5 ทุน  รวมเป็นเงิน 30,000บาท ให้กับ เยาวชนที่เป็นผู้เข้ารับการฝึกเตรียมเข้าทำงานโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อ หลังจากการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ 2537 จำนวน 5 รายประกอบด้วย นายภาณุวัฒน์  คงราช  อายุ 15 ปี ฝึกอบรมสาขาช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก  นายศุภโชค ทองเอี่ยม  อายุ 15 ปี  ฝึกอบรมสาขา ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก  นายวันเกิด  อยู่สุข  อายุ  17 ปี  ฝึกอบรมสาขา  ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก นายพิสิษฐ์  มงคลแก้ว  อายุ 25 ปี  ฝึกอบรมสาขา ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก  และนายณัฎฐกิตติ์  แตงประดิษฐ์  อายุ 16 ปี ซึ่งเยาวชนทั้ง5คน มีฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน แต่มีความตั้งใจที่จะฝึกทักษะฝีมือเพื่อนำไปใช้ประกอบอาชีพ เลี้ยงตนเองและครอบครัวต่อไป ซึ่ง กิจกรรมในวันนี้ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิในด้านการสร้างสาธารณประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และที่สำคัญจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเด็กนักเรียนและเยาวชน ซึ่งเขาเหล่านี้จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป 

ตำรวจ ปส. รวบคาด่าน เครือข่ายยาเสพติดหัวใส หลังลอบขนยาบ้า 12 ล้านเม็ด ซุกในกล่องเลี้ยงผึ้ง

สืบเนื่องจากการสืบสวนของตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 เกี่ยวกับกลุ่มเครือข่ายของ นายชาญณรงค์ พบว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวจะมีการเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 12-13 มิ.ย.67 โดยการลักลอบลำเลียงยาเสพติด จากพื้นที่ อ.ปาย จว.เชียงใหม่ เขามายังพื้นที่ กทม. ด้วยการใช้เส้นทางระหว่างหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้าน เพื่อหลบเลี่ยงด่านตรวจของตำรวจ จนเวลา 01.58 น. ของวันที่ 13 มิ.ย.67 ตำรวจพบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ยจ 5143 เชียงใหม่ ซึ่งเป็นรถที่นายชาญณรงค์ ขับผ่านเส้นทางที่กำลังซุ่มอยู่ จึงติดตาม และพบว่ามีการขับรถยนต์ที่แปลกไปจากปกติ คือการจอดหยุดพักหลายครั้ง ลักษณะเหมือนขับรอใคร  จากนั้นตำรวจพบรถอีกคันคือ หมายเลขทะเบียน ผต 2508 นครปฐม ในเส้นทางเดียวกับรถของนายชาญณรงค์ จึงแบ่งกำลังติดตาม ต่อมา เวลาประมาณ 07.00 น. พบว่ารถทะเบียนนครปฐม ขับแซงขึ้นไปอยู่ด้านหน้า ส่วนรถของนายชาญณรงค์ ก็มีการลดความเร็วลงเพื่อจะตรวจสอบว่ามีรถตำรวจติดตามมาหรือไม่  กระทั่งใกล้ถึง ด่านตรวจวังดิน หมู่ 3 ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จว.ลำพูน รถยนต์ที่นายชาญณรงค์ เป็นผู้ขับขี่มาได้ทำการเร่งความเร็ว ก่อนจะแซงหน้ารถยนต์  ผต 2508 นครปฐม เพื่อจะนำทางเข้าด้านตรวจ ระหว่างนั้นตำรวจ ปส. ได้ประสานงานกับตำรวจด่านตรวจวังดิน เพื่อทำการหยุดรถยนต์ทั้ง 2 คัน จากการสกัดจับกุมรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ผต 2508 นครปฐม โดยมีนายศราวุธ เป็นผู้ขับขี่ ตรวจค้นรถพบยาบ้า จำนวน 12,000,000 เม็ด ถูกซุกซ่อนมากับกล่องเลี้ยงผึ้งสีขาว ซึ่งถูกดัดแปลงเพื่อบรรจุยาเสพติดจำนวนมาก ส่วนรถหมายเลขทะเบียน ยจ 5143 เชียงใหม่ ที่มีนายชาญณรงค์ เป็นผู้ขับขี่ทำหน้าที่ขับนำทาง เพื่อตรวจสอบด่านตรวจ และคอยเฝ้าระวังการติดตามจากตำรวจ เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชนอันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” วันที่13มิ.ย.67 เวลา 14.00 น. พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวชัย ผบช.ปส. ได้เดินทางไปร่วมตรวจดูของกลางและซักถามผู้ต้องหาด้วยตนเอง เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นการขยายจากกลุ่มเครือข่ายผู้ค้าในจังหวัดสิงห์บุรี ที่ว่าจ้างกลุ่มนักบินมาลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่อ.ปาย จ.เชียงใหม่ เพื่อนำลงไปส่งกลุ่มผู้ค้าในพื้นที่กรุงเทพฯและภาคกลาง ขณะนี้ผู้ตัวผู้สั่งการแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดจับกุมจะได้ขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top