Monday, 13 July 2026
NEWS

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ ที่ปรึกษากมธ. ‘อากาศสะอาด’ เดินหน้ารณรงค์ ชี้!! ต้องเร่งผลักดันกม. - เตรียมความพร้อมรับมือ - สร้างการตระหนักรู้

(8 ก.ย. 67) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ (หน่วยงานดีเด่นแห่งชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) กล่าวถึงในกิจกรรม ‘Unmask the Future’ ซึ่งจัดโดยภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชนตื่นรู้ (Active Citizen) ในประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันอากาศสะอาดสากล (International Clean Air Day) ซึ่งเริ่มขึ้นปี ค.ศ.2020 อันเป็นผลจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของอากาศบริสุทธิ์ต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของพวกเราทุกคน ซึ่งตนมีบทบาทในการเป็น ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยนั้น

ขอสนับสนุนและขอรณรงค์เรื่องดังกล่าวอย่างเร่งด่วน พร้อมมีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ

1.ภาคการเมือง ควรเร่งรัดและผลักดันให้กฎหมายอากาศสะอาด มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดการกับปัญหานี้ ให้ทันฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง รวมถึงการประสานงานเรื่องฝุ่นควันข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 

2.ภาคราชการ ดำเนินการสั่งการและประสานงานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติมลพิษฝุ่นควันพิษ ทั้งในแง่การป้องกัน การปราบปรามและดูแลด้านสุขภาพ เพื่อลดผลกระทบที่จะมีขึ้นต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

3.ภาคประชาสังคมร่วมกันสร้างการตระหนักรู้และให้ความรู้ รวมถึงการป้องกันกับภาคประชาชนในพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยภาคราชการไม่ว่าจะเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุขและอื่นใดที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นปัญหาสำคัญที่ใกล้ตัวพวกเรามาก เรารับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นการแก้ปัญหาร่วมกันจากทุกภาคส่วน จากทุกคน คือหนทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

‘หลานม่า’ ทำรายได้ใน ‘จีนแผ่นดินใหญ่’ ทะลุ 500 ล้านบาท หากรวมรายได้ในประเทศอื่นด้วยมีไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท

(8 ก.ย. 67) ‘หลานม่า’ ขึ้นแท่นหนังทำเงินอันดับ2 ประจำสัปดาห์ในจีนแผ่นดินใหญ่ เข้าฉาย 17 วัน รายได้รวมทะลุหลัก 100 ล้านหยวน หรือราว 500 ล้านบาทในไทย สัดส่วนแบ่งรายได้ประจำสัปดาห์ 11 % จากตารางหนังเข้าฉาย ขณะนี้เป็นรอง Alien: Romulus ซึ่งเข้าฉายมาได้ 24 วันแล้ว สัดส่วนรายได้ที่ 13%

ทั้งนี้น่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากการเปิดตัวในช่วงแรกของหลานม่า ในจีนแผ่นดินใหญ่ ในอันดับ 7-8 ของ TOP 10 หนังทำเงินประจำสัปดาห์ในจีนและค่อยๆ ไต่อันดับขึ้นมาจนถึงอันดับ 2 โดยหากรวมรายได้อย่างไม่เป็นทางการ #หลานม่า ทำเงินจากการเข้าฉายในหลายประเทศไม่ต่ำกว่า 1,700 ล้านบาท 

** อ้างอิงจากตัวเลขรายได้การแถลงในงาน GDH LINEUP 2025 + ตัวเลขรายได้ในจีนแผ่นดินใหญ่

‘อุ้ม ศศิราวรรณ อินทโชติ’ เจ้าของเหรียญทองแดงคนแรก ของนักกรีฑาไทย จากเด็กสาวแขนพิการ ที่พูดน้อย เก็บตัว สู่ความภาคภูมิใจของคนไทย

(8 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘เสียงจากทหารเรือ’ ได้โพสต์ข้อความสุดซึ้งเกี่ยวกับ ‘อุ้ม ศศิราวรรณ อินทโชติ’ เจ้าของเหรียญทองแดงคนแรก ของนักกรีฑาไทย โดยได้ระบุว่า ...

ชีวิตดั่งเทพนิยายขีดเขียนบทให้เธอเดิน
เธอคือสาวงามแห่ง ‘ทุ่งนครลำดวน’
เธอคือ นักกรีฑาหญิงไทยคนแรก ที่คว้าเหรียญพาราลิมปิกมาครอง
จากเด็กสาวที่อยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของห้องเรียน
เป็นเด็กที่เก็บตัว พูดน้อยด้วยความพิการแขน
วันนี้เธอทำสำเร็จแล้ว
เธอคือความภูมิใจของ ‘พ่อแม่’ วันที่เธอได้เหรียญครั้งแรกจากการแข่งขัน แม่เธอวิ่งเอาเหรียญไปโชว์ทั่วหมู่บ้าน
และวันนี้ เธอเป็นความภาคภูมิใจขคนไทย
ที่อยากจะบอกก้องโลกว่าภูมิใจและดีใจกับเธอเช่นเดียวกัน

สาวน้อยวัย 21 ปีจาก ‘แดนปราสาทขอม หอมกระเทียมดี มีสวนสมเด็จ เขตดงลำดวน หลากล้วนวัฒธรรม เลิศล้ำสามัคคี’ #ศรีสะเกษ สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการกีฬาไทย โดยการคว้า ‘เหรียญทองแดง’ พาราลิมปิก ปารีส สำเร็จ ศศิราวรรณ อินทโชติ  

เธอมีหน้าตาที่สะสวย แต่เป็นคนพูดน้อยเก็บตัว และพิการแขนข้างหนึ่ง หรืออาจจะเรียกให้เข้ากับคนยุคนี้ว่า ‘introvert’ นั้นเอง ด้วยแววตาของ ‘คุณครู’ โรงเรียนศรีรัตนวิทยา ที่ศรีสะเกษ ของเธอเห็นว่านี่จะเป็นโอกาสให้เธอเป็นนักกีฬาสร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้ในอนาคตจึงแนะนำ

จากเด็กผู้หญิงที่เก็บตัวมาตลอด ลองเริ่มหัดวิ่งเธอใช้เวลาเพียง 6 เดือนเท่านั้น ขอย้ำว่าเพียง 6 เดือนเท่านั้น ก็สามารถติดธงชาติไทยที่น่าอกเป็นตัวแทนไปแข่งขันระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดเมื่อออกไปแข่งครั้งแรกที่ได้เหรียญรางวัลกลับมาทันที แต่ดูเหมือนคนที่ภูมิใจมากที่สุดน่าจะเป็น ‘คุณแม่’ ของเธอเสียมากกว่า แม่เธอเอาเหรียญรางวัลวิ่งไปโชว์ ‘คุณป้า’แถวบ้านไปทั่วเลย

ด้วยความสุดยอดของเธอก่อนมาแข่ง ‘พาราลิมปิก’ เธอสร้างบ้านหลังใหม่หลังงามให้พ่อแม่ของเธอสำเร็จ จากรายได้แห่งการวิ่ง

และแล้วรางวัลแห่งชัยชนะก็มาถึง อุ้ม ศศิราวรรณ อินทโชติ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าเหรียญทองแดง พาราลิมปิก ในการแข่งขัน กรีฑา 200 เมตรหญิง คลาส T47 โดยเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 25.20 วินาที ที่ สนาม สต๊าด เดอ ฟรองซ์ กรุงปารีส ฝรั่งเศส

เธอบอกหลังคว้าเหรียญสำเร็จว่า 

ดีใจมาก แต่ตอนแรกไม่คิดว่าจะได้เหรียญแค่เข้าชิงก็ดีใจสุดๆแล้ว ขอบคุณทางบ้านที่เป็นกำลังใจให้วันนี้หนูทำสำเร็จแล้ว

ช่างแต่งหน้ารับปริญญา แซะ!! ลูกค้าอยากสวยเหมือน ‘ต้าเหนิง’ เช็กเบ้าหน้าก่อนยื่นเรฟ ชาวเน็ตเสียงแตก!! ‘ช่างแต่งหน้าไม่ใช่หมอศัลย - แต่ควรมีคำพูดที่ดีกว่านี้บอกลูกค้า’

(8 ก.ย. 67) วนกลับมาอีกครั้ง สำหรับฤดูกาล ‘รับปริญญา’ ซึ่งเป็นพิธีสำเร็จการศึกษาอย่างเป็นทางการสำหรับนิสิต – นักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ใครหลายคนอยากจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำ

โดยเฉพาะนิสิต – นักศึกษา ผู้หญิง ที่อยากจะสวยในวันนั้นเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่จึงทำการจ้างช่างแต่งหน้า – ทำผม มืออาชีพ เพื่อให้ตัวเองออกมาดูดีที่สุด และมักจะเลือกต้นแบบการแต่งหน้า – ทำผม จากเหล่าคนดัง

หนึ่งในคนที่โดนยื่นเป็นแบบมากที่สุดในยุคนี้ คือ นักแสดงหน้าหมวย หุ่นดี ‘ต้าเหนิง กัญญาวีร์’ ซึ่งแต่งออกมากี่ลุกส์ก็กลายเป็นไวรัลทั่วบ้านทั่วเมือง

ล่าสุดเกิดดราม่าขึ้น เมื่อช่างแต่งหน้ารายหนึ่ง ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า 

“บัณฑิต หยุดเอาเรฟ ต้าเหนิง มาแต่งรับปริญญา ขอร้อง เราต้องเช็กเบ้าและข้อห้ามนิดนึงลูก แนะนำเอาสวยปกติที่เรารอดคะ”

หลังจากโพสต์กลายเป็นไวรัล ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝั่งที่เห็นด้วยก็มองว่า ช่างแต่งหน้าไม่ใช่หมอศัลย แต่งให้สวยได้ แต่ให้เหมือนเลยคงยาก บ้างก็บอกว่าเข้าใจช่าง แต่งตามเป๊ะเลยก็ยาก

ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วย มองว่า มีคำพูดที่ดีกว่านี้ในการบอกลูกค้า ที่ไม่เป็นการทำลายความมั่นใจคนอื่น ช่างเก่งๆ เขาก็คงสามารถปรับลุกส์ที่เป็นเรฟให้เข้ากับลูกค้าได้

บ้างก็บอกว่า เขายื่นเรฟให้ คือเป็นแนวทางการแต่ง คงไม่ได้คิดว่าจะต้องออกมาเหมือนเป๊ะอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออกไปแล้ว

4 หนุ่มอัจฉริยะจากไทย สร้างชื่อเสียงถึง สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ จากการแข่งขัน ‘คอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ’

(8 ก.ย. 67) เพจเฟซบุ๊ก ‘Olympic ipst’ รายงานข่าวความเก่งของเด็กไทย จากเมืองอเล็กซานเดรีย สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ โดยได้ระบุว่า ...

IOI 2024 

รายงานตรงจากเมืองอเล็กซานเดรีย สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ และขอแสดงความยินดีแก่ผู้แทนประเทศไทยฯ กับผลงาน 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง ของทีมคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งผลการแข่งขันมีรายละเอียด ดังนี้
1. นายชร วาณิชยชลกิจ ร.ร.ระยองวิทยาคม เหรียญเงิน 
2. นายปภังกร อภิญญานนท์ ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย เหรียญเงิน
3. นายกันต์ธี ยงวณิชย์ ร.ร.ประชาคมนานาชาติ เหรียญทองแดง
4. นายธาวิน เต็งอำนวย ร.ร.สามเสนวิทยาลัย เหรียญทองแดง

นอกจากความสำเร็จของผู้แทนประเทศไทย เราคงจะลืมไปไม่ได้เลยกับความช่วยเหลือจากเหล่าคณะอาจารย์ ทั้ง 6 ท่านที่ได้เดินทางร่วมไปกับเหล่าผู้แทนประเทศไทยฯ ในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย
1) รศ.ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าทีม
2) นายผนวกเดช สุวรรณทัต มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รองหัวหน้าทีม
3) ดร.พศิน มนูรังษี บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ช่วยหัวหน้าทีม
4) นายเศรษฐา ปิณฑานนท์ สสวท. ผู้จัดการทีม
5) ผศ.ดร.จักริน ชวชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้สังเกตการณ์ สอวน.
6) นางสาวรัชดา ยาตรา สสวท. ผู้สังเกตการณ์

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางกลับด้วยเที่ยวบิน EK372 และถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ในวันที่ 9 กันยายน 2567 เวลา 19.15 น. โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ณ บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า เวลา 20.30 น. 

‘แฮ็กเกอร์ตี’ เปิดใจ หลังโดน ‘ซุปเปอร์เล็ก’ สับศอกร่วง ยินดีกับชัยชนะอันสวยงาม ลั่น!! จะกลับมาให้แกร่งกว่าเดิม

เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 67) ผลการแข่งขันจบเร็วกว่าที่คาดไว้ สำหรับคู่มวยที่แฟนๆอยากชม ในการพบกันระหว่าง ‘The General’ โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี แชมป์โลก ONE มวยไทย และคิกบ็อกซิ่ง รุ่นแบนตัมเวต (135-145 ป.) จากสหราชอาณาจักร ป้องกันแชมป์โลกมวยไทย กับ ‘เครื่องจักรนักเตะ’ ซุปเปอร์เล็ก เกียรติหมู่ 9 แชมป์โลก ONE คิกบ็อกซิ่ง รุ่นฟลายเวต (125-135) ใน ศึก ONE 168: Denver ณ สังเวียน บอล อารีนา สหรัฐอเมริกา 

ซึ่งการชกจบลงแค่เพียงยกแรก หลัก ซุปเปอร์เหล็ก ฟันศอกขวาเข้าขมับ แฮ็กเกอร์ตี ร่วงลงไปกองกับพื้น จนกรรมการต้องยุติการชก ทำให้ ซุปเปอร์เล็ก กลายเป็นอีกหนึ่ง ราชัน 2 กติกา ที่สามารถคว้าแชมป์โลก ONE มวยไทย และคิกบ็อกซิ่ง มาครองได้สำเร็จ

หลังเกมการชก โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี โพสต์ข้อความผ่านทาง jhaggerty_ ใจความสรุปว่า ผลการแข่งขันในค่ำคืนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ แต่นั่นคือการต่อสู้ ผมนึกว่า ซุปเปอร์เล็ก มีอาการบาดเจ็บ จึงรีบเดินเข้าหา แต่กลับพลาดโดนศอกที่สวยงามของเขา ซึ่งต้องให้เครดิตกับเขา สำหรับชัยชนะอันสวยงามในครั้งนี้

ขอแสดงความยินดีกับ ซุปเปอร์เล็ก และขอขอบคุณแฟนๆที่น่าทึ่งทุกคนที่ ONE Championship สำหรับความรักและการสนับสนุน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทาง ผมสัญญาว่าจะกลับมาแข็งแกร่ง และกระหายมากกว่าเดิม ผมจะลุกขึ้นสู้ และเรียนรู้ เพื่อสู้ต่อไป แล้วพบกันใหม่

‘น็อคเอาท์ ซีพีเอฟ’ ชนะคะแนน ‘อเล็กซ์ วินวู้ด’ ป้องกันแชมป์โลก ‘WBA’ ได้สำเร็จ ที่ออสเตรเลีย

เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 67) น็อคเอาท์ ซีพีเอฟ ชนะคะแนน อเล็กซ์ วินวู้ด ผู้ท้าชิงชาวออสเตรเลีย ป้องกันแชมป์โลกรุ่นมินิมั่มเวทสมาคมมวยโลก (105 ป.) WBA เอาไว้ได้สำเร็จ ที่เมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย น็อคเอาท์ได้ 2 นับ แต่คะแนนไม่เอกฉันท์ 113-113 , 114-112 ,114-112 

‘กัน จอมพลัง’ ประสานตำรวจ ตามรวบตัว ‘ขอทานหน้าเหลว’ สารภาพรับ!! คนไทยใจดี ทำให้มี ‘รายได้วันละ 5 พันบาท’

เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 67) สืบเนื่องมาจากการ ‘กัน จอมพลัง’ ประสานตำรวจตามรวบ ‘ขอทานหน้าเหลว’ ชาวกัมพูชา แกล้งพิการ แกล้งเป็นใบ้ แกล้งตาบอด แกล้งเดินไม่ได้ รายได้ วันละ 5พันบาท  ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.ย 2567 พ.ต.ท.หญิง พรรัมภา พัฒนาวาท สว.กก.ดส.บช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 2  พบเบาะแส มีสามี ภรรยา ‘ขอทานกัมพูชา’ กำลังเดินกลับมาในซอยรามอินทรา 73 เมื่อพบทั้งสองเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปสอบถามข้อมูล ทราบชื่อว่า นางเล้ง กับนายเม้ง กำลังกลับมาจากขอทาน ย่านลาดกระบัง

โดยนางเล้งกล่าวว่า ตนมาอาศัยอยู่ ที่ประเทศไทยประมาณ 20 ปีแล้วโดยตอนแรกทำอาชีพเป็นลูกจ้างธรรมดาทั่วไปแต่กระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ผันตัวมาขอทาน และได้คบหากับสามีมา 8 ปี โดยสามีก็ขอทานเหมือนกัน และมีลูกด้วยกัน 1 คน ก่อนหน้านี้ตนรู้จักกับเพื่อนชาวกัมพูชาชักชวนให้มาขอทานได้เงินวันละ 100 - 800 บาท ต้องทำงานส่งเงินกลับไปบ้าน ที่ประเทศกัมพูชา กู้เงินมาสร้างบ้านกว่า 400,000 บาท ต้องจ่ายเดือนละ 8,000 บาท

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ขอค้นบ้านของสองสามีภรรยาคู่นี้ เมื่อเข้าไปเจอกับ น.ส.เอ (นามสมมติ) หญิงชาวกัมพูชากำลังอุ้มลูกหลบอยู่ด้านหลังภายในห้องเช่า นอกจากนี้ยังมีชาวกัมพูชาอีกหลายครอบครัวมีการเปิดโซเชียลดูไลฟ์สดของ กัน จอมพลัง ที่ กำลังตามหาชาวกัมพูชาอยู่ด้วย ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาเคาะบ้านหลังดังกล่าวแล้ว แต่พบว่ามีการล็อกประตูเอาไว้จากด้านหน้าเพื่อพรางว่า ไม่มีคนอยู่ ภายในบ้านเช่าพบมีไพ่อยู่ในกระเป๋า และพบขวดแอลกอฮอล์ตั้งอยู่หน้าห้อง

โดย น.ส.เอ(นามสมมติ)ที่พิการทางใบหน้า กล่าวว่า ที่ใบหน้าเละแบบนี้เพราะเกิดจากเหตุการณ์แก๊สระเบิดเมื่อ 19 ปีก่อน หลังจากนั้นตัดสินใจมาประเทศไทย โดยมีรถตู้ไปรับที่ชายแดนกัมพูชา คิดค่ารถ 3,000 บาท ยอมรับว่า ไม่ได้มีพาสปอร์ตเข้าประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายและทราบว่าทำสิ่งผิดกฎหมายอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะไปทำอาชีพอะไร เพราะว่าอยู่ที่ประเทศกัมพูชาก็ไม่มีรายได้ แต่อยู่ที่นี่ มีรายได้ดีจากการขอทาน เพราะคนคนไทยเป็นคนใจดี โดยตน ได้รายได้ต่อวัน เป็นเงิน 800-1,000 บาท

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตรวจสอบห้องเช่าข้าง ๆ กัน ยังพบ นายบี ชายพิการหน้าเละ ชาวกัมพูชา อาศัยอยู่มีภรรยาและลูกอีก 1 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นห้องพบเงินสด 3 หมื่นบาท และมีทองคำที่ใส่อยู่ในตัวอีกด้วย 

โดย นายบีอ้างว่า ตนเข้า ๆ ออก ๆ ประเทศไทย 5-6 ปี เนื่องจากมีบ้านอยู่ที่ประเทศกัมพูชาด้วย แต่ไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพอะไร เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ตนทะเลาะกับเพื่อนแล้วถูกเพื่อนสาดน้ำกรดใส่หน้า ทำให้ต้องมาขอทานที่ประเทศไทย เพราะ คนไทยใจดี เวลาเห็นคนพิการก็จะให้เงินตลอด มีรายได้วันละ 1,500 บาท ได้มาก็ให้ภรรยาเก็บ

ทั้งนี้ พ.ต.ท.หญิง พรรัมภา พัฒนาวาท สว.กก.ดส.บช.น. สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.ดส.บช.น. คุมตัว ชาวกัมพูชา 10 คน ไปที่ กก.ดส.บช.น. เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนเทรนด์ใหม่มิจฉาชีพ เปิดบัญชีปลอม ลงโฆษณาผ่าน Reels หลอกขายสินค้าราคาถูก

( 8 ก.ย. 67) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพได้มีการพัฒนารูปแบบวิธีการในการหลอกลวงประชาชน จากเดิมที่มิจฉาชีพจะลงโฆษณาหลอกขายสินค้าราคาถูกผ่านโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ เปลี่ยนเป็นการโฆษณาผ่านการลงคลิปสั้น หรือ Reels ในเฟซบุ๊ก โดยมิจฉาชีพจะสามารถใส่ปุ่มให้กดซื้อสินค้า ซึ่งเป็นลิงก์ที่จะนำไปสู่เว็บไซต์ขายสินค้าปลอม

อีกทั้งมิจฉาชีพยังใช้กลวิธีในการทำให้โฆษณาปลอมดังกล่าวดูน่าเชื่อถือ ด้วยการนำคลิปวิดีโอจริงของอินฟลูเอนเซอร์ มาตัดต่อใส่ข้อความหลอกขายสินค้า อีกทั้งในรูปโปรไฟล์ของบัญชีปลอมดังกล่าว ยังมีการใส่เครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้า หรือ Meta Verified เพื่อหลอกให้หลงเชื่อว่าเป็นบัญชีที่ได้รับการรับรอง พร้อมทั้งยังใส่ข้อความจำนวนผู้ติดตามปลอมไว้ในข้อมูลทั่วไปของเพจ เพื่อหลอกให้หลงเชื่อว่ามีผู้ติดตามเพจจำนวนมากอีกด้วย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกดลิงก์ หรือการสั่งซื้อสินค้าที่มีการลงโฆษณาผ่านคลิปวิดีโอสั้น ในสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่าง ๆ เพราะอาจเป็นคลิปวิดีโอจากเพจปลอมที่มิจฉาชีพสร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงพี่น้องประชาชน

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ และสำหรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ว่าที่ประธานาธิบดีคนดัง’ เยือน ‘ทักษิณ-อุ๊งอิ๊ง’ ถึงบ้าน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ พร้อมเผย!! รอต้อนรับอย่างสมเกียรติ หากไปเยือนที่ประเทศ ‘อินโดนีเซีย’

(7 ก.ย.67) เมื่อประมาณเวลา 10.30 น. นายปราโบโว สุเบียนโต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซีย ผู้ที่กำลังจะสาบานตนเป็นประธานาธิบดีในเดือนหน้า ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Prabowo Subianto  เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาอินโดนีเซีย โดยมีใจความว่า ...

“ขอบคุณ ฯพณฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เชิญผมมารับประทานอาหารเย็นอันอบอุ่นที่บ้านพักของท่านในกรุงเทพมหานคร นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อมิตรภาพระหว่างครอบครัวของเรา ผมตั้งตารอจะได้ต้อนรับท่านในอินโดนีเซีย”

พร้อมโพสต์ภาพ ว่าที่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย คู่กับ ดร.ทักษิณ และมีนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ร่วมเฟรมด้วย 

ทั้งนี้ นายสุเบียนโต ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา มีกำหนดสาบานตนเป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียในวันที่ 20 ต.ค.นี้

‘เลขาฯ ไบโอไทย’ โดนหมายเรียกปม ‘ปลาหมอคางดำ’ ‘สตช.’ แจ้งข้อหา ‘หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา’

(7 ก.ย.67) เฟซบุ๊กเพจ ‘BIOTHAI’ ของ ‘มูลนิธิชีววิถี’ โพสต์ข้อความ ระบุว่าหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแจ้งความดำเนินคดี นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) มาถึงแล้ว โดยแจ้งว่าเป็นการฟ้องในข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

ในหมายเรียกแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางไปที่สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ ในวันที่ 12 กันยายน 2567 เวลา 13.00 น.

อนึ่งเลขาธิการไบโอไทยให้ข้อมูลว่า เพิ่งได้รับหมายเรียกนี้เมื่อเย็นวานนี้ (วันที่ 6 กันยายน 2567 หลังจากประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสงครามพร้อมสภาทนายความเดินทางไปยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายบริษัทเอกชนเมื่อวันที่ 5 กันยายน เพียง 1 วัน) โดยที่หัวจดหมายระบุว่าเป็นหมายเรียกครั้งที่ 2 โดยมีเพียงเอกสารแผ่นเดียว ไม่พบ ‘รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายหมายเรียกผู้ต้องหา’ แต่อย่างใด

โดยเลขาธิการไบโอไทยได้แจ้งรายละเอียดการได้รับหมายเรียกนี้แล้วแก่ทีมทนายความที่นำโดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม(EnLaw) ซึ่งได้รับมอบอำนาจ เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ต่อไป

‘กยศ.’ เผย!! นักศึกษามีความต้องการ ‘กู้เงิน’ เพื่อเรียนต่อเพิ่มมากขึ้น เร่ง!! อนุมัติขยายกรอบ ปรับเพิ่มวงเงินกู้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

(7 ก.ย.67) นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ได้มีมติอนุมัติขยายกรอบการให้กู้ยืมในปีการศึกษา 2567 ส่งผลให้นักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น จากเดิม 769,009 ราย เป็นจำนวน 837,009 ราย พร้อมปรับวงเงินให้กู้ยืมเพิ่มขึ้นจากเดิมจำนวน 48,344 ล้านบาท เป็นจำนวน 51,278 ล้านบาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการศึกษาของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง 

สำหรับความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืม กองทุนฯ ได้ขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้อีก 15 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันที และให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100% หลังจากชำระหนี้เสร็จสิ้น ซึ่งกองทุนฯ ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2567 มีผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 168,000 ราย สำหรับภาพรวมการรับชำระหนี้ในปีนี้ กองทุนฯ ได้รับชำระเงินคืนจำนวน 23,359 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2567) ในโอกาสนี้ กองทุนฯ ขอขอบคุณผู้กู้ยืมทุกท่านที่มีความรับผิดชอบในการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้อง รวมถึงขอขอบคุณหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนสนับสนุนการดำเนินงานกองทุนฯ มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาต่อไป 

พบ ‘ศพชายปริศนา’ อยู่ในฝ้าใต้สกายวอล์ก ข้ามแยก สาทร–นราธิวาส ตร.คาด!! เป็นขโมยเข้ามาก่อเหตุลักสายไฟ ก่อนถูกไฟดูดเสียชีวิต

เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.67) จากกรณี พบศพชายปริศนา อยู่ในฝ้าใต้สกายวอล์ก ข้ามแยก สาทร–นราธิวาส เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 5 กันยายน 67 ที่ผ่านโดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเป็นหัวขโมยเข้ามาก่อเหตุลักสายไฟ ก่อนถูกไฟดูดเสียชีวิตนาน 4-5 เดือน

ที่จุดเกิดเหตุพบว่า ใกล้บริเวณพบศพนั้นมีประตูอยู่โดยมีกุญแจล็อกไว้ จากการสอบถามชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ประตูนี้มีไว้ให้ช่างไฟหรือช่างซ่อมบำรุงขึ้นไปตรวจสอบเท่านั้น และไม่เคยมีใครเห็นว่ามีคนขึ้นไปนอกจากช่าง

นางสาวณี อายุ 50 ปี เจ้าหน้าที่กวาดถนน สังกัด กทม. เขตสาทร เผยว่า ตัวเองทำงานกวาดถนนอยู่บริเวณนี้ช่วงเช้าถึงบ่ายของทุกวัน ซึ่งทุกเช้ามืดตัวเองจะนำมอเตอร์ไซค์มาจอดบริเวณนี้ประจำจน เมื่อช่วงเดือนเมษายน ตัวเองเริ่มเห็นมีเลือดและน้ำหนองไหลออกจากฝ้าเพดานจุดนี้ และเริ่มส่งกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรง จึงได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ดูแลความสะอาดด้านบนสกายวอล์ก เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดบอกว่าด้านบนสกายวอล์กได้กลิ่นแรงกว่าด้านล่าง แต่ก็คิดว่าเป็นเพียงสุนัขหรือสัตว์อื่น ๆ ที่เสียชีวิต และไม่คิดเลยว่าเป็นคน เพราะด้านในนั้นเป็นพื้นที่แคบ

เคยมีคนร้องเรียนไปยัง กทม. ว่าจุดนี้มีเลือดและน้ำหนองไหล เป็นจำนวนมาก ทาง กทม. จึงให้เจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดพื้นบริเวณนี้ แต่หลังทำความสะอาดก็ยังพบว่ามีเลือดและน้ำหนองไหลอยู่แต่ไม่มากเท่าไหร่ หลังเกิดเหตุส่วนตัวรู้สึกกลัวและตกใจที่เป็นคนตาย เพราะตัวเองพักอยู่ตรงจุดนี้เสมอ แต่ก็ไม่กังวลเพราะเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

ขณะที่ นายหนุ่ย อายุ 42 ปี วินมอเตอร์ไซค์ เล่าว่า มีคนเห็นว่าจุดนี้มีไฟฟ้าช็อต จึงเรียกช่างไฟมาดู เมื่อช่างไฟมาตรวจสอบก็พบกะโหลกคนอย่างที่ปรากฏในสื่อ ส่วนตัวได้กลิ่นเหม็นนั้นมาเป็นปีแล้วแต่ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมากลิ่นนั้นเหม็นอย่างมาก แต่ตัวเองก็คิดแค่ว่าเป็นกลิ่นจากน้ำคลองหรือไม่ หลังเกิดเหตุเมื่อพบว่าเป็นคน ส่วนตัวก็คิดว่าเป็นขโมยเพราะมีอุปกรณ์ประแจ และหากเป็นช่างซ่อมบำรุงก็น่าจะมีคนมาตามหาแล้ว

ส่วนบริเวณนี้นั้นส่วนใหญ่จะมีแต่คนเร่ร่อนที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ส่วนขโมยนั้นส่วนตัวไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยเห็น

จากการสอบถาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งมหาเมฆ ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าเป็นใคร เนื่องจากขณะที่เจอตัวผู้เสียชีวิตนั้นไม่พบเอกสารส่วนตัวใด ๆ แต่จะตรวจสอบอีกครั้งว่าลายนิ้วมือของผู้เสียชีวิตที่แห้งสามารถนำไปตรวจสอบได้หรือไม่ หรือตามสิ่งของเครื่องใช้ที่พบในที่เกิดเหตุมีลายนิ้วมือหลงเหลืออยู่หรือไม่ ส่วนนี้จะประสานเจ้าหน้าที่ พฐ. อีกครั้ง นอกจากนี้ก็จะนำโทรศัพท์มือถือของผู้เสียชีวิตไปกู้ข้อมูลเพื่อตรวจสอบอีกครั้งว่าผู้เสียชีวิตมีการติดต่อใครบ้างก่อนจะเกิดเหตุ

ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครที่แสดงตัวเป็นญาติเดินทางมาติดต่อที่ สน. และในช่วงที่ผู้ตายเสียชีวิตนั้น ก็ไม่มีใครเดินทางมาแจ้งคนหายแต่อย่างใด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ขอยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และต้องดูจากผลตรวจสอบอัตลักษณ์จากแพทย์อีกครั้ง

สงขลา-กงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดสงขลาร่วมเสวนาความก้าวหน้าในความ สัมพันธ์ ไทย-จีน ในภาคใต้

เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.67) ที่ห้องรับรองบ้านพัก กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำ จ.สงขลา นางอู่ ตงเหมย กงสุลใหญ่สาธารณประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา ได้เชิญนายไชยยงค๋ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวัฒิสภา จ.สงขลา ร่วมเสวนาถึงความก้าวหน้าของมิตรภาพไทย-จีน ในโอกาสคครบรอบ 30 ปี ของการต่อตั้ง สำนักงานกงสุลประจำจังหวัดสงขลา โดยนางอู๋ ตงเหมย กล่าวว่า 

สถานกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลาก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1994 รวมเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว การก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลาได้สร้างสะพานแห่งใหม่สำหรับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมีอระหว่างจีนและภาคใต้ของไทย และแสดงให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนที่ใกล้ชิดมากขึ้นระหว่างจีนและไทย ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ 30 ปีอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ 30 ปีที่ผ่านมาเป็น 30 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของประเทศจีน และเป็น 30 ปีแห่งความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ของมิตรภาพจีน-ไทย ผมขอใช้โอกาสพิเศษในวาระครบรอบ 30 ปีของการสถาปนานกงสุลใหญ่จีนประจำสงขลาเพื่อย้อนประวัติอันน่าตื่นเต้นและเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราร่วมกัน 30 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของจีน

30 ปีที่แล้ว GDP ของจีนมีมูลค่า 600,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ และให้หลัง คือปี 2023 GDP ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 18% ของเศรษฐกิจโลก ในปี 1994 เศรษฐจีนอยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก มาในปี 2010 จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และเป็นประเทศอุดสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอุตสาหกรรมครบทุกประเภทตามการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมของสหประชาชาติ โดยมีอุตสาหกรรมการผลิตที่ทรงพลังที่สุด และมีการพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

เศรษฐกิจของจีนมีขนาดมหึมา การพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพสูงของเศรษฐกิจจีนย่อมเป็นแรงผลักดันสาคัญสาหรับการเติมโดของเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จีนได้ขยายการเปิดกว้างสู่โลกภายนอกและยกระดับการเปิดกว้างอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดอย่างหนึ่งของจีน ปัจจุบัน จีนเป็นคู่ค้าหลักของประเทศและภูมิภาคต่างๆ มากกว่า 140 ประเทศท้าโลก และเป็นผู้ส่งออกและนำเข้ารายใหญ่อันดับสองของโลก นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหรือ Belt and Road Initiative เมื่อปี 2013 จีนได้ดึงดูดประเทศต่างๆ มากกว่า 150 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 30 องค์กรเข้าร่วม ซึ่งโครงการ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สาธารณะระดับนานาชาติที่ได้รับความนิยมและเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่องจีนยินดีแบ่งปันการพัฒนาของตนเองเพื่อมอบโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 'เค้ก' ของความร่วมมือแบบ win-win ชาติที่หอมหวาน จีนยินดีทำงานร่วมกับมิตรประเทศรวมทั้งประเทศไทยเพื่อสร้าง 'เค้ก' ที่ใหญ่ขึ้นและดีขึ้น และแบ่งปันประโยชน์จากกพัฒนาของจีน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีส่วนร่วมในการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเฉลี่ยปีละกว่า 30% ในปี 2023 ท่ามกลางเศรษฐกิจโลก.ที่ฟื้นตัวอย่างยากลำบากและเผชิญความไม่แม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นของอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก เศรษฐกิจจีนมีส่วนสนับสนนการเต็มโดของเศรษฐกิจโลกถึง 32% และกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง

30 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทยอย่างครอบคลุม จีน-ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่เชื่อมต่อกันด้วยภูเขาและแม่น้ำ เป็นญาติที่ดีด้วยสายเลือด และเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่มีอนาคตร่วมกัน ตั้งแต่ 'แถลงการณ์ร่วม' ปี 2001 ที่รัฐบาลจีนและไทยบรรลุฉันทามติในการส่งเสริมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน จนถึงปี2012 ที่ทั้งสองประเทศได้เริ่มต้นความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน และปี 2022 ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนประเทศไทยและร่วมกับผู้นำรัฐบาลไทยในการสร้างเป้าหมายยุคใหม่ของ 'ประชาดิมที่มีอนาคตร่วมกันจีน-ไทย' จนถึงปี 2023 ที่นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสินเยือนประเทศจีน และได้แลกเปลี่ยนเชิงลึกกับผู้นำจีนเกี่ยวกับความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ และบรรลุฉันทามติอย่างกว้างขวาง 

ทำให้ทั้งสองประเทศมีความไว้วางใจทางการเมืองต่อกันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศมีการเยือนระหว่างกันเหมือนเครือญาติ ผู้นำจีนหลายคนเคยมาเยือนประเทศไทย ราชวงศ์ไทย ผู้นำรัฐบาล รัฐสภา และผู้นำกองทัพของไทยก็ได้เยือนจีนหลายครั้งเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์จีน-ไทยรักษาโมเมนตัมการพัฒนาที่มั่นคงและแข็งแรงมาโดยดลอด และกลายเป็นต้นแบบของการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและพัฒนาร่วมกัน

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขนาดการค้าระหว่างจีนและไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จีนกลายเป็นคู่คำรายใหญ่ที่สุดของไทย เป็นแหล่งเงินทุนต่างประเทศที่สำคัญที่สุด เป็นประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สำคัญที่สุด และเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทย ตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ปริมาณการค้าจีน-ไทยทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญของโครงการ 'หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง' ที่มีคุณภาพสูง ภายใต้กรอบของ 'หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง' การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังจีนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2023 การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังจีนมีมูลค่าร่วม 11,262 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 42% ของการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดของไทย เพิ่มขึ้น 6.19% เมื่อเทียบเป็นรายปีการส่งออกทุเรียนไทยไปยังจีนคิดเป็น 70% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย 

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนปีนี้ไทยส่งออกทุเรียนสดไปยังจีนถึง 225,000 ตัน ธุรกิจจีนมีการลงทุนในไทยอย่างแข็งขัน ในปี2023 การลงทุนโดยตรงของจีนในประเทศไทยมีมูลค่า 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 109% เมื่อเทียบเป็นรายปี และมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการจ้างงานของไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนะไทยมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น ประเทศไทยเป็นหนึ่งใงในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจีน ในปี 2023 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทย 3.52 ล้านคน สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้ไทยกว่า 196,700 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมปีนี้ จีนและไทยได้เข้าสู่ 'ยุคปลอดวีซ่า' จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งจีนมาไทยและไท่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในช่วงสี่เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจีนประเทศไทย 2.352 ล้านคน ซึ่งกว่าชาติอื่น ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว วันที่ 1 มีนาคม มีนักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 3 เท่า เพิ่มขึ้นม60% เมื่อเทียบกับปี 2019 ในช่วงก่อนโควิด นักศึกษาจีนยังคงศึกษาต่างชาติกลุ่มหลักในรั้วมหาวิทยาลัยไทย ในภาคการศึกษาของปีการศึกษา 2023 มีนักศึกษาจีนในสถาบันอุดมศึกษาของ21,906 คน คิดเป็น 60% ของนักศึกษาต่างชาติทั้งหมดในประเทศไทย

30 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงความมีชีวิตชีวาของความร่วมมือระหว่างจีนกับภาคใต้ของไทย ภาคใต้ของไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ จีนมีตลาดขนาดใหญ่และมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ทั้งสองฝ่ายมีส่วนส่งเสริมระหว่างกันอย่างมากในด้านเศรษฐกิจ การสงอองออกเนื่อง ในปี 2023 ไทยส่งออกยางพาราทั้งสิ้น 4.267 ล้านตัน ในจำนวนนี้ 2.057 ล้านต้นส่งออกไปจีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นยางที่ผลิตในภาคใต้ ในปี 2023 ประเทศไทยสงออกทเรียนไปยังจีนจำนวน 945,000 ต้นเฉพาะจังหวัดชุมพรเพียงจังหวัดเดียวก็ส่งออกทเรียนไปยังจีนถึง 400,000 ตัน ผลไม้อื่น ๆ จากภาคใต้ เช่น มะพร้าว สับปะรด กล้วยมะม่วง ฯลฯ ก็เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศจีนเช่นกัน การลงทุนและการสร้างโรงงานของบริษัทจีนในพื้นที่ภาคใต้ของไทยได้ช่วยแก้ปัญหาการดำรงชีพของคนท้องถิ่นจำนวนมาก เช่น การจ้างงาน การกำจัดขยะและแหล่งจ่ายไฟฟ้า เป็นต้น 

อีกทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาคใต้ของไทย การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและภาคใต้ของไทยด่าเนินไปอย่างต่อเนื่อง ชาวใต้มีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมจีนเพิ่มมากขึ้น โรงเรียนจีนในภายได้ได้ผลิตทูดสันถวไมตรีระหว่างจีน-ไทยจำนวนมาก ภาคใต้อุดมไปด้วยทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ภูเก็ดสมย และหลีเป๊ะเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจีน ในสื่อสังคมออนไลน์ของจีน มีนักท่องเที่ยวจีนจำนวนนับไม่ถ้วนได้แบ่งปันความทรงจำดีๆ ขณะไปท่องเที่ยวในสถานที่เหล่านี้ 30 ปีที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันถึงมิตรภาพจีน-ไทยที่เรียกว่า 'ไทยจีนใช่อื่นใกล พี่น้องกัน' 

ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง คนจีนและไทยมีมิตรภาพอันยาวนานและมีความใกล้ชิดเหมือนครอบครัวเดียวกันนับตั้งแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ประชาชนทั้งสองประเทศได้ร่วมทุกร่วมสุขกัน ช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ร่วมกันเอาชนะภัยพิบัติทางธรรมชาติ ร่วมกันตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ทางการเงิน และร่วมกันส่งเสริมการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ เราจะไม่มีวันลืมว่าเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกในปี 2019 รัฐบาลและประชาชนทุกสาขาอาชีพในไทย รวมถึงประชาชนในภาคใต้ ต่างมีความห่วงใยกับความปลอดภัยของประชาชนในเมืองอู่ฮั่น และได้จัดกิจกรรม 'อู่ฮั่นสู้ๆ' 

โดยร่วมกันบริจาคเงินและสิ่งของให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ติดอยู่ในประเทศไทยและรักษาผู้ป่วยชาวจีนที่คิดเชื้อในประเทศไทยโดยทันทีในทำนองเดียวกัน หลังจากเกิดการแพร่ระบาดในประเทศไทย ฝ่ายจีนก็ได้จัดหาอุปกรณ์ป้องกัน แบ่งปันประสบการณ์ในการรับมือ และจัดหาวัคขืนให้กับประเทศไทยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนเกิดเรื่องที่น่าประทับใจครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งสองฝ่ายได้ใช้การปฏิบัติจริงอธิบายถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งสมกับคำกล่าวที่ว่า 'จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน' ตั้งแต่ข้าพเจ้าเข้ารับตำแหน่งที่สงขลา ข้าพเจ้ามักจะไปเยี่ยมสถานที่ต่างๆในเขตรับผิดชอบ ได้พบปะพุดคุยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น นักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล และนักศึกษา ได้รู้จักเพื่อนมากมาย ในทุกพื้นที่เข้าจะได้สัมผัสถึงความกระตือรือร้นอย่างมากของผู้นำท้องถิ่นและระชาชนภาคใต้ต่อความปรารถนาในการสร้างความร่วมมือกัมจีน 

นับตั้งแต่ก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่ประจ่าสงขลา เพื่อนจากทุกสาขาอาชีพในภาคใต้ได้ให้การสนับสนุนเรามากมายอย่างประเป็นค่ามิใต้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลใหญ่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันหลายครั้งแต่มิตรภาพระหว่างเราไม่เคยเปลี่ยน และยังคงสัมผัสได้ถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งที่ทุกท่านมอบให้เราเสมอมา ข้าพเจ้าขอใช้โอกาสนี้ เป็นของเจ้าหน้าที่ทุกคนของสถานกงสุลใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อประชาชนจากทุกสาขาอาชีพในภาคใต้ของประเทศไทยที่ห่วงใยและสนับสนุนการดำเนินงานของสถานกงสุลใหญ่มาโดยตลอดเมื่อย้อนมองความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของความร่วมร่วมมือจีน-ไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา 

เรามีความมั่นใจเต็มเปี่ยมต่ต่ออนาคดข้างหน้า จีนกำลังพัฒนา ความสัมพันธ์จีน-ไทยกำลังเผชิญกับโอกาสครั้งสาคัญในประวัติศาสตร์ ความร่วมมือระหว่างจีนกับภาคใต้ของไทยมีอนาคตที่สดใสนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐปรจีน และเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ปีหน้าจะเป็นวาระครบรอบ 50 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย บนจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ทางประวัติศาสดร์นี้ สถานกงสุลใหญ่จีนประจ่าสงขลายินดีทำงานร่วมกับเพื่อนจากทุกสาขาอาชีพในภาคใต้ของไทย เพื่อดำเนินการตามฉันทามติที่สำคัญของผู้นำผู้น่าทั้งสองประเทศ และมุ่งมันที่จะเร่งสร้างชุมชนที่มีอนาคดร่วมกันระหว่างจีนไทยที่มีความมั่นคง รุ่งเรือง และยังยืนมากขึ้น โปรดจับมือกันต่อไป ร่วมกันต่อสู้เพื่อส่งเสริมมิตรภาพอันดีระหว่างจีน-ไทย ส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ระหว่างจีนและภาคใต้ของไทย

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรสวมบัตรประชาชนไทย พบประวัติฉ้อโกงประชาชน นานกว่า 14 ปี ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท

กก.4 บก.สส.สตม. ได้ทำการสืบสวนคนต่างด้าวทำการสวมบัตรประชาชนไทย พบว่า  Mr.Yu (นามสมมติ) อายุ 59 ปี สัญชาติจีน มีพฤติการณ์ต้องสงสัยสวมบัตรประชาชนไทยในชื่อนายยงยุทธ์ จึงได้มีหนังสือไปยังสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เพื่อสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล อัตลักษณ์ ประวัติการกระทำผิดของ Mr.Yu รับแจ้งว่า Mr.Yu มีประวัติกระทำความผิดในสาธารณรัฐประชาชนจีน ในความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน โดยพฤติการณ์คือ Mr.Yu ได้เปิดบริษัทประกอบกิจการโรงแรม และได้ชักชวนหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายเข้ามาร่วมลงทุน มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท แล้วได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย กก.4 บก.สส.สตม. จึงได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ Mr.Yu ส่งให้กับกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบ ต่อมากรมการปกครอง ได้มีคำสั่งเพิกถอนบุคคลชื่อนายยงยุทธ์ ออกจากฐานระบบทะเบียนราษฎร์ 

จากการสืบสวนของ กก.4 บก.สส.สตม. ทราบว่าหลังจากที่ Mr.Yu ได้เดินทางออกจากประเทศไทยทางจังหวัดสระแก้วเพื่อไปยังประเทศกัมพูชา จากนั้นได้หลบหนีเข้ามายังประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ แล้วได้สวมบัตรประชาชนไทยในชื่อนายยงยุทธ์ อาศัยอยู่ในประเทศไทย มานานกว่า 14 ปี โดยพักอาศัยอยู่บ้านพักแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ส่วนป้องกันและปรามปรามการทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ นำหมายค้นของศาลแขวงพระนครเหนือเข้าตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบ Mr.Yu พร้อมบัตรประชาชนไทยชื่อนายยงยุทธ์ ซึ่ง Mr.Yu ให้การรับสารภาพว่าได้หลบหนีเข้ามาที่ประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติและทำการสวมบัตรประชาชนไทย เมื่อปี พ.ศ.2553 และได้อยู่ในประเทศไทยมาโดยตลอด เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สำหรับในส่วนการกระทำความผิดในเรื่องของการสวมบัตรและการใช้บัตรประชาชนที่ได้มาจากการกระทำความผิด กรมการปกครองได้พิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปแล้ว      

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิด ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top