Monday, 13 July 2026
NEWS

DIPromCenter10 Boosts Product Development for Global Market Competitiveness in the Home Decor and Souvenir Sectors for 2024

DIPromCenter10, under the Department of Industrial Promotion, has enhanced its efforts to boost the competitiveness of local products in the global market, focusing on home decor, accessories, and souvenir sectors in Nakhon Si Thammarat province. As part of this initiative, three multifunctional products from local enterprises have been developed, each designed for versatile use as a multifunctional product.

One of the standout products is a multipurpose shoulder wrap developed by the 'Kiree Group'. This innovative product can also be used as a scarf and includes a convenient built-in pouch.

For inquiries, please contact:
Kiree Group
Moo 10, Ban Kiriwong, Kamlon Sub-district, Lan Saka District, Nakhon Si Thammarat Province  
Tel: 086-9467786

Another noteworthy enterprise is the 'Sufficiency Economy in Household Community Enterprise', which has developed a mosquito-repellent soy wax incense. This product not only repels mosquitoes but also promotes relaxation and concentration. Made from 100% soybean wax, the melted wax can be applied to the skin as a moisturizing agent.

For inquiries, please contact:
Sufficiency Economy in Household Community Enterprise
64/1 Moo 4, Khun Thale Sub-district Municipality, Lan Saka District, Nakhon Si Thammarat Province  
Tel: 061-1679335

Lastly, the 'Baan Ton Ma-Muang Agricultural Community Enterprise' has developed a mangosteen peel charcoal deodorizer, shaped like a traditional Manora dancer. This product is both functional and decorative, designed to eliminate odors and repel unwanted insects in cars, refrigerators, and living spaces.

For inquiries, please contact:
Baan Ton Ma-Muang Agricultural Community Enterprise
159 Moo 4, Lan Saka Sub-district, Lan Saka District, Nakhon Si Thammarat Province  
Tel: 088-7608209
 

ลูกจ้างผู้รับเหมาช่วงโรงกลั่น TOP ถูกลอยแพ จากเหตุผู้รับเหมาหลักเบี้ยวไม่จ่ายค่าแรง

(18 ต.ค. 67) จากกรณีที่สหพันธ์ผู้รับเหมาโรงกลั่น TOP โครงการพลังงานสะอาด CFP (Clean Fuel Project โรงกลั่นน้ำมันใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่เกิดจากการรวมตัวของ 24 บริษัทผู้รับเหมาช่วงไทย ได้ร่วมกันแถลงถึงผลกระทบที่เกิดจากการจ่ายเงินงวดของผู้รับเหมาหลัก ที่ล่าช้าต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน จนส่งผลกระทบ ต่อทั้งนายจ้างและแรงงานกว่า 2 หมื่นชีวิต พร้อมประกาศเดินเท้ายื่นหนังสือชี้แจงความเดือดร้อน 

รวมทั้ง ข้อเรียกร้องที่ต้องการให้เจ้าของโครงการฯ แสดงความชัดเจนในการเจรจากับบริษัทผู้รับเหมาหลัก เพื่อให้นำเงินที่ได้รับ ออกมาจ่ายค่างวดงานให้กับผู้รับเหมาไทย ก่อนที่สายป่านทางการเงินจะขาด จนต้องลอยแพแรงงานกว่า 20,000 คน

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ ( 18 ต.ค.) นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ได้มอบหมายให้นายชัยพร แพภิรมย์รัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด เดินทางมายังบริเวณโค้งด้านหน้าโรงเรียนบุญจิตวิทยา ซึ่งเป็นจุดนัดรวมตัวของตัวแทนนายจ้างและแรงงานจาก 24 บริษัทผู้รับเหมาช่วงไทย เพื่อร่วมเดินเท้าไปยื่นหนังสือต่อผู้บริหารโครงการพลังงานสะอาด ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  

ขณะที่รูปแบบการเดินขบวนจะแบ่งเป็น 2 เส้นทางคือ ขบวนแรกได้ออกเดินจากประตู 1 โครงการพลังงานสะอาดฯ ไปยังป้ายสามเหลี่ยมด้านหน้าโครงการฯ

ส่วนขบวนที่ 2 เดินเท้าจากโรงเรียนบุญจิตวิทยา ไปยังป้ายสามเหลี่ยมหน้าโครงการฯ เพื่อร่วมบูม PAY PAY PAY เรียกร้องให้ผู้รับเหมาหลักจ่ายเงินงวด  

ทั้ง 2 ขบวน จะมีผู้ร่วมเดินเท้ามากกว่า 3,000 คน โดยจะมีทั้งผู้บริหารบริษัทรับเหมาช่วง และแรงงาน ที่พร้อมใจกันสวมใส่หมวก safety และเสื้อยูนิฟอร์มถือธงสัญลักษณ์ของแต่ละบริษัท รวมทั้งป้ายข้อความต่างๆ อาทิ คนจ่ายใจลอย คนคอยใจจะขาด , รอเงินจาก 10,000 บาทจากรัฐ ยังดูมีความหวังกว่ารอเงินจาก ...,  คนไทยตกงาน บริษัทต่างชาติไม่จ่ายเงิน หรือแม้แต่การระบุชื่อ 3 ผู้ร่วมทุนบริษัทรับเหมาหลักต่างชาติ พร้อมเรียกร้องให้จ่ายเงิน ฯลฯ  

ระหว่างเดินทางยังจัดทีมการ์ดของแต่ละบริษัทช่วยเคลียร์เส้นทาง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ปิดท้ายขบวนด้วยทีมแม่บ้านที่จะช่วยทำความสะอาดจุดที่เดินผ่าน เพื่อลดความเดือดร้อนต่อประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

ส่วนเนื้อหาบางตอนที่ระบุในจดหมายซึ่งยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และผู้บริหารโครงการพลังงานสะอาด อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ระบุว่า

“ปัจจุบันผู้รับเหมาช่วงไทย กำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากการที่ผู้รับเหมาหลักค้างชำระค่าจ้างก่อสร้าง แม้ว่าผู้รับเหมาช่วงได้ส่งมอบงานตามสัญญาเรียบร้อยแล้วซึ่งเป็นผลงานตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2567 รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท และได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทผู้รับเหมาช่วงกว่า 100 กว่าราย และแรงงานกว่า 10,000 คน

นอกจากนี้ ผู้รับเหมาช่วงบางรายยังจำเป็นต้องดำเนินงานต่อโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จนทำให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องเป็นระยะเวลายาวนาน โดยยังไม่ได้รับการเยียวยาหรือความช่วยเหลือที่เพียงพอจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้การค้างชำระค่าจ้างก่อสร้างดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงในวงกว้างทั้งความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ เนื่องจากโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เป็นโครงการสำคัญที่จะเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศการล่าช้าหรือหยุดชะงักของโครงการจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนพัฒนาพลังงานในระยะยาว

และยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานกว่าหลายพันคนและครอบครัวที่ถูกเลิกจ้างและที่กำลังจะถูกเลิกจ้างสถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมที่รุนแรงในวงกว้าง เช่น การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม หรือปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อเจ้าของโครงการในไทย ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเจ้าของโครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งมีกระทรวงการคลังถือหุ้นทางอ้อมในอันดับต้นๆ และอาจส่งผลกระทบระยะยาวในอนาคตฯลฯ ”

และยังได้มีการเรียกร้องให้ภาครัฐ และผู้ถือหุ้นทางอ้อมของเจ้าของโครงการ หาแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในการบรรเทาความเดือดร้อนและรักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อประคองให้โครงการดำเนินต่อไปได้

รวมทั้งขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การค้างชำระค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงในโครงการ และประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อความสำเร็จของโครงการ และจัดหามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน สำหรับกลุ่มบริษัทผู้รับเหมาช่วง รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนฉุกเฉิน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของแรงงานและครอบครัว

ที่สำคัญยังขอให้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดกระบวนการจ่ายค่าตอบแทนที่ค้างชำระ โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการช่วยเหลือทางกฎหมายหากจำเป็น

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้เพิ่มศักยภาพในการพัฒนาในการแข่งขันในตลาดสากล กลุ่มสาขาของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก ปี 2024

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 10 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ดำเนินกิจกรรมเพิ่มศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน สาขาของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และได้สนับสนุนเพิ่มศักยภาพของกลุ่มวิสาหกิจ โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จำนวน 3 ผลิตภัณฑ์ ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์สามารถใช้งานได้หลากหลาย (Multifunction Product) ดังนี้

1. กลุ่มคีรี Kiree  >> พัฒนาผลิตภัณฑ์คลุมไหล่ ที่ยังสามารถใช้งาน ผ้าพันคอ และกระเป๋าได้อีกด้วย
2. วิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงในครัวเรือน >> พัฒนาผลิตภัณฑ์เทียมหอมไล่ยุง สามารถจุดไล่ยุงได้ และช่วยในการผ่อนคลาย ช่วยในการฝึกสมาธิ และผลิตจากไขถั่วเหลือง 100% ที่ยังสามารถนำน้ำตาเทียน มาทาบนผิวหนังให้ชุ่มชื่น
3. วิสาหกิจเกษตรกรชาวสวนบ้านต้นมะม่วง >> พัฒนาผลิตภัณฑ์ถ่านดับกลิ่นจากเปลือกมังคุด เป็นรูปมโนราห์ จัดเป็นนาฏศิลป์พื้นถิ่น เพื่อขจัดกลิ่นและไล่แมลงที่ไม่พึงประสงค์ได้ ในรถ ตู้เย็น ในห้องพัก และยังสามารถวางตกแต่งเพื่อความสวยงาม

ย้อนที่เป็นมาตำนานประเพณี ‘ชักพระ’ สุราษฎร์ธานี หนึ่งในสองประเพณีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้

(18 ต.ค. 67) หากนับตามปฏิทินจันทรคติวันนี้คือวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 วันอาสาฬหบูชาตามความสำคัญในศาสนาพุทธ ที่มีการตักบาตรเทโวโรหณะ ตามคติว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ท่านทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระมารดา ในการเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นได้มีพุทธศาสนิกชนสมัยพุทธกาลเป็นจำนวนมากได้รอใส่บาตรเพื่อเป็นกุศลแก่ชีวิต 

จากคติที่ว่ามานี้ได้นำมาสู่อีกหนึ่งประเพณีที่มีงดงามของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ คือประเพณีชักพระ ที่จะจัดขึ้นทุก ๆ วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 11 ของทุก ๆ ปี

การชักพระในพื้นที่ภาคใต้ของไทยนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ

การชักพระทางบก คือการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนนบพระ หรือบุษบก แล้วแห่แหน ใช้เชือกแบ่งผูกเป็น 2 สาย เป็นสายผู้หญิงและสายผู้ชาย ใช้โพน ฆ้อง ระฆัง เป็นเครื่องตีให้จังหวะในการลากพระ คนลากจะเบียดเสียดกันสนุกสนานและประสานเสียงร้องบทลากพระเพื่อผ่อนแรง วัดส่วนใหญ่ ที่ดำเนินการประเพณีลากพระวิธีนี้ มักตั้งอยู่ในที่ไกลแม่น้ำลำคลอง

การชักพระทางน้ำ เป็นการอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นประดิษฐาน บนบุษบก ในเรือ แล้วแห่แหนโดยการลากไปทางน้ำ ประเพณีลากพระ ที่มักกระทำด้วยวิธีนี้ เป็นของวัดที่ส่วนใหญ่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองการลากพระทางน้ำจะสนุกกว่าการลากพระทางบก เพราะสภาพการเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมอื่น ๆ เช่น สะดวกในการลากพระ ง่ายแก่การรวมกลุ่มกันจัดเรือพาย

ไม่ว่าจะเป็นการชักพระทางบกหรือทางน้ำล้วนแต่มีการตกแต่งที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปอย่างวิจิตร เป็นที่ตื่นตาของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เป็นงานบุญครั้งสำคัญที่มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในทุก ๆ ปี 

สำหรับงานพิธีทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพื้นที่ภาคใต้ประกอบไปด้วย 2 พิธี ได้แก่ พิธีสารทเดือนสิบ และพิธีชักพระ

‘งานสารทเดือนสิบ’ ที่เป็นงานบุญที่รวบรวมบรรดาลูกหลานไม่ว่าอยู่ในพื้นที่ไหนก็ต้องกลับบ้าน เป็นงานพิธีเชิงสัญลักษณ์ที่ผูกร้อยให้เกิดความเชื่อมโยงกันในครอบครัว วงศาคณาญาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช 

และหากกล่าวถึงประเพณีชักพระแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะละเลยการกล่าวถึง ‘สุราษฎร์ธานี’ ที่ประเพณีนี้มีความยิ่งใหญ่ที่สุด จนมีชื่อเสียงระดับประเทศ ทั้งจากประชาชนที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งความวิจิตรของขบวนชักพระ นอกจากนี้ในจังหวัดสุราษฎร์ธานียังได้ผนวกอีกหลายประเพณีรวมกันเป็น ‘งานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาวฯ’

ซึ่งในปีนี้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมยกทีมอันประกอบด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครวมไทยสร้างชาติ 

เป็นการตอกย้ำความเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของพรรครวมไทยสร้างชาติที่สามารถคว้าเก้าอี้ สส. ได้มากที่สุดของพรรค และเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญของพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง ผ่านการมีการมีส่วนร่วมไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข

กทม. รีโนเวท ‘ลุมพินีสถาน’ อาคารยุค 2499 เดินหน้าพัฒนาสู่ ‘โรงละครสาธารณะ’ ใจกลางเมือง

(18 ต.ค. 67) เฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘หวังสร้างเมือง’ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงลุมพินีสถานว่า 

ลุมพินีสถานใกล้ความจริงอีกขั้นแล้วครับ
กำหนดงานปรับปรุง 270 วัน วันนี้เดินทางมา 51 วันแล้วครับ มาตรวจดูวันนี้ โครงสร้างภายในสวยมาก เราเก็บไว้เกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะเวทีไฮโดรลิคตรงกลาง และโครงสร้างหลังคาไม้ พื้นไม้เดิม 
สัญญาเสร็จกลางปี 68 ไว้มาอัปเดตกันอีกครั้ง กรุงเทพฯเรากำลังจะมีโรงละครสาธารณะดีๆใจกลางเมืองแล้วครับ : )

โดยนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “กรุงเทพฯกำลังจะมีโรงละครสาธารณะแล้วครับ”

ทั้งนี้ลุมพินีสถานได้ดำเนินการก่อสร้างช่วงประมาณ พ.ศ.2495 และสร้างแล้วเสร็จก่อนปี พ.ศ.2499 โดย เป็นสถานที่จัดแสดงวัฒนธรรมความบันเทิงแบบสมัยใหม่ เช่น การเต้นลีลาศ ดนตรีแจ๊ส ได้รับอิทธิพลจากอเมริกัน เป็นคุณค่าที่รัฐบาลปรารถนาได้มาครอบครอง แม้ไม่ใช่มาจากรากของเราเอง โดยมีไฮไลต์คือเวทีที่สามารถหมุนได้รอบตัว

‘เอกภพ สายไหมต้องรอด’ เปิดข้อมูลสุดตะลึง เครือข่าย The iCon โยกเงินมหาศาลผ่านคริปโต

(18 ต.ค. 67) นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ หรือ เอกภพ สายไหมต้องรอด ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ความว่า 

พบเส้นเงินผิดปกติกว่า 247,911,936 USDT มูลค่ากว่า 8,223 ล้านบาท ถูกโอนออกไปก่อนที่ 'โค๊ชแล็ป' ดิไอคอน จะถูกจับเพียง 1 ชั่วโมง

ก่อนหน้านี้รองศาสตราจารย์ ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความให้เจ้าหน้าที่ได้ติดตามยึดทรัพย์คริปโตเคอร์เรนซีของเครือข่าย The iCon เพื่อนำมาชดใช้ให้ผู้เสียหาย

พีระพันธุ์-เอกนัฏ นำทีมรวมไทยสร้างชาติร่วมพิธีเปิด ประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว จ.สุราษฎร์ธานี

(18 ต.ค.67) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมในพิธีเปิดงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาว จ.สุราษฎร์ธานี ประจำปี 2567 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-22 ตุลาคม 2567 

โดยมี คณะกรรมการบริหาร สส. และสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติได้ร่วมในงานประเพณีในครั้งนี้ อาทิ นายชุมพล กาญจนะ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร และสส.สุราษฎร์ธานี เขต 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ, รองศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ, นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายธานินท์ นวลวัฒน์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ, นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต พรรครวมไทยสร้างชาติ

ยกระดับทักษะดิจิทัลภาครัฐไทย มุ่งสร้างรากฐานนวัตกรรมเพื่อการบริการประชาชน

กรุงเทพมหานคร – สถาบันพัฒนาบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล (TDGA) ภายใต้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เดินหน้าโครงการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรภาครัฐ โดยได้รับความร่วมมือจาก Google ในการแบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืน

ในฐานะตัวแทนจาก Google ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประสานงานและถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อสนับสนุนพันธกิจของ TDGA โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ ดังนี้:

 - ความเข้าใจในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์: ร่วมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับแนวคิดการเปลี่ยนผ่านด้วย AI (AI Transformation) และแนวทางการใช้ Generative AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐ.

 - การแลกเปลี่ยนมาตรฐานสากล: สนับสนุนข้อมูลด้านสถาปัตยกรรมคลาวด์ (Cloud-native) เพื่อให้บุคลากรภาครัฐสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคงและปลอดภัย.

 - นวัตกรรมเพื่อสังคม: ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษาการใช้เทคโนโลยีเพื่อสาธารณประโยชน์จากทั่วโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน.

"ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนของ Google ในการร่วมสนับสนุนโครงการของ TDGA ในครั้งนี้" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ กล่าว "เรามีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความรู้และเครื่องมือทางเทคโนโลยี เพื่อร่วมเดินทางไปกับบุคลากรภาครัฐไทยในการสร้างสรรค์บริการดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนค่ะ"

‘เกาะช้าง’ คว้าอันดับ 2 เป็นรองแค่ ‘มัลดีฟส์’ จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวเขตร้อนยอดเยี่ยม

(18 ต.ค. 67) Travel + Leisure สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ได้เผยแพร่รายชื่อ 30 สถานที่พักผ่อนเขตร้อนที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึง 3 เกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เกาะช้าง (ประเทศไทย), พาลาวัน (ฟิลิปปินส์), และบาหลี (อินโดนีเซีย) การจัดอันดับครั้งนี้เน้นย้ำถึงศักยภาพทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวของภูมิภาค โดยคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในระยะยาว

รายชื่อ 30 อันดับจุดหมายปลายทางเขตร้อนชื้นที่ได้รับการจัดอันดับมีดังนี้:

1. มัลดีฟส์ - มัลดีฟส์
2. เกาะช้าง - ไทย
3. หมู่เกาะฮาวาย - สหรัฐอเมริกา
4. ฟิจิ - ฟิจิ
5. พาลาวัน - ฟิลิปปินส์
6. หมู่เกาะกัลป์ฟ์ออฟจีน - สหราชอาณาจักร
7. คอสตาริกา - คอสตาริกา
8. โบราโบร่า - เฟรนช์โปลินีเซีย
9. เม็กซิโก - เม็กซิโก
10. บาหลี - อินโดนีเซีย

11. จามีกา - จามีกา
12. สาธารณรัฐโดมินิกัน - สาธารณรัฐโดมินิกัน
13. หมู่เกาะ Tuamotu - เฟรนช์โปลินีเซีย
14. จามากา - จามากา
15. หมู่เกาะวิคตอเรีย - สหราชอาณาจักร
16. เปอร์โตริโก - สหรัฐอเมริกา
17. เกรเนดา - เกรเนดา
18. โดมินิกา - โดมินิกา
19. บาฮามาส - บาฮามาส
20. เซนต์บาร์ตส์ - แอนติกาและบาร์บูดา

21. ปาลาวา - ปาลาวา
22. ลอสกาบอส - เม็กซิโก
23. แคนคูน - เม็กซิโก
24. วิลิซิยานาเกา - ฟิจิ
25. หมู่เกาะเลามู - เคนยา
26. เซเชลส์ - เซเชลส์
27. เกาะ Zakynthos - กรีซ
28. เฟอร์นันโด เด โนโรนยา - บราซิล
29. เกาะฮาม - ออสเตรเลีย
30. อิบิซา - สเปน

“ หม้อแปลงไทย เจริญชัยฯ ” รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ NiA พิสูจน์จริง หม้อแปลงใต้น้ำ (Submersible Transformer) “ ช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ ”

ผ่านการใช้งานในสภาวะน้ำท่วม ต้านทานได้ถึง 5 เมตร ตอบโจทย์พื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมขัง และปลอดภัย
มาตรฐานอเมริกา IEEE Std.C57.12.24-2016 - IEEE Std.C57.12.24-2009

หม้อแปลงใต้น้ำ (Submersible Transformer) รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ NiA ผ่านการทดสอบการจมน้ำ (3 m.) ต้านทานได้ถึง 5 เมตร ตามมาตรฐานอเมริกา IEEE Std.C57.12.24-2016 – IEEE Std.C57.12.24-2009 รับรองโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และติดตั้งใช้งานจริงที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 5 ปี อีกทั้งได้ผ่านการใช้งานในสภาวะน้ำท่วมขังเกือบ 2 เมตร ในขนาดที่จ่ายไฟและสามารถใช้งานได้ปกติไม่พบความเสียหายจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ หม้อแปลงใต้น้ำ สามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หม้อแปลงที่ติดตั้งบนเสาไฟที่มีทัศนียภาพไม่สวยงาม ทำให้มีทัศนียภาพที่สวยงามเป็นประโยชน์ต่อสังคมและพี่น้องประชาชน ทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน ป้องกันการเกิดอัคคีภัย และช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจการค้าขายในพื้นที่ให้แก่ประชาชน ทั้งยังช่วยเพิ่มมูลค่าของที่ดินให้มีราคาเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันหม้อแปลงใต้น้ำ มีการติดตั้งและใช้งานจริงที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์ สยามสแควร์ เพื่อนำร่องความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย ความทันสมัย รวมถึงการจัดการความมั่นคงด้านพลังงาน ตามนโยบายการเพิ่มศักย์ภาพเมือง SMART CITY ของกรุงเทพมหานคร ที่ต้องการยกระดับเป็นมหานครแห่งอาเซียน เป็นเมืองท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

‘ผอ.สำนักงานสลาก’ เผยจำหน่ายสลาก N3 วันแรก ประชาชนสนใจท่วม เก็บข้อมูลก่อนเปิดเต็มตัว เม.ย. 68

(17 ต.ค. 67) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโทหนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมด้วย เรือโทสุภาสชาญ ทัศนกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานฯ ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย ที่ให้ความร่วมมือ และสมัครใจเข้าร่วมโครงการจำหน่าย ‘สลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก’ ซึ่งเปิดจำหน่ายเป็นวันแรก ในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 หรือ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

พันโทหนุน เปิดเผยว่า บรรยากาศการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก ในระบบทดสอบแบบปิด (Sandbox) ในวันแรก เป็นไปด้วยความคึกคัก โดยในระยะการทดสอบนี้ สำนักงานสลากฯ จะเป็นผู้จำหน่ายเอง ไม่เกิน 5 ล้านฉบับต่องวด จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในฟีเจอร์ 'ค้นหาร้านสลากตัวเลขสามหลัก' และสามารถชำระเงินด้วยระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ เท่านั้น ในราคาฉบับละ 20 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ กำหนดให้ในช่วงระยะการทดสอบ ต้องจำหน่ายและซื้อสลากฯ ผ่านจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 จำนวน 647 แห่งทั่วประเทศ ที่ให้ความร่วมมือเข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานว่า จุดจำหน่ายในหลายพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการนำจอสมาร์ททีวีขนาดใหญ่ เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันเป๋าตัง เพื่ออธิบายขั้นตอนการจำหน่ายอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการใช้สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก ที่หลากหลายมาใช้ในการจำหน่าย แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างมาก  

พันโท หนุน กล่าวว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลักเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่จ่ายเงินรางวัลแบบผันแปรตามจำนวนผู้ถูกรางวัลในแต่ละหมายเลขของงวดนั้น ๆ  หากผู้ซื้อต้องการทราบจำนวนเงินรางวัลในแต่ละประเภทรางวัลที่จะได้รับ สามารถตรวจสอบได้ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังในฟีเจอร์ ‘เช็กเลขขายดีและเงินรางวัลงวดนี้’ ซึ่งจะแสดงจำนวนผู้ซื้อ , จำนวนเงินรางวัลทั้ง 1,000 หมายเลข ตั้งแต่ 000-999 ณ เวลาขณะนั้นให้ผู้ซื้อได้รับทราบ ก่อนตัดสินใจทำรายการซื้อ

“สำนักงานสลากฯ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจ และขอบคุณร้านค้าในจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 ที่เข้าร่วมทดสอบการจำหน่ายด้วยความสมัครใจ ซึ่งขณะนี้ระบบการจำหน่ายต่าง ๆ มีความพร้อม และหลังจากนี้ สำนักงานสลากฯ จะติดตาม และเก็บรวบรวมข้อมูล ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้ครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด ก่อนที่จะเปิดให้มีการจำหน่ายเต็มรูปแบบในช่วงเมษายน 2568”

สำหรับการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลตัวเลขสามหลัก จะใช้ผลรางวัลอ้างอิงจากผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก ที่กำหนดออกรางวัลเดือนละ 2 ครั้ง ในทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน หรือตามที่สำนักงานสลากฯ กำหนด โดยรางวัลสามตรงและสามสลับหลัก จะมาจากเลข 3 ตัวท้ายของผลรางวัลที่ 1, รางวัลสองตรงมาจากผลรางวัลเลขท้าย 2 ตัว และรางวัลพิเศษจะสุ่มจากผู้ถูกรางวัลสามตรงเท่านั้น ผู้ที่ถูกรางวัลจะได้รับการเตือนในแอปพลิเคชันเป๋าตัง และสามารถกดรับเงินรางวัลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ทันที

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าว สืบเนื่องจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้จัดพิธีส่งมอบการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ขนาดการติดตั้งรวมทั้งสิ้น 100 กิโลวัตต์ ในโครงการ “สนับสนุนโรงเรียนสลากกินแบ่งสงเคราะห์ ประจำปีงบประมาณ 2567 ทั่วประเทศ ด้วยการจัดหาและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้กับโรงเรียนในกลุ่มภาคเหนือตามแผนการดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคม (CSR) ของสำนักงานสลากฯ

ถอดบทเรียนจากต่างประเทศ อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. แนะ 5 แนวทาง ออกกฎหมายคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’

(17 ต.ค. 67) ผศ.ดร.เอมผกา เตชะอภัยคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวสภาผู้บริโภค ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอินฟลูเอนเซอร์เยอะมาก เนื่องจากเป็นประเทศที่ใช้สื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย เพราะฉะนั้นการใช้อินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นการตลาดที่เข้าถึงคนไทยได้ง่าย และรวดเร็ว รวมถึงคอนเทนต์ที่มีความหลากหลาย และเกินจริง ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นข่าวว่าอินฟลูเอนเซอร์ได้นําแนวคิดหรือความเชื่อบางอย่างที่หมิ่นเหม่ เช่น การลงทุนในการพนันออนไลน์ การดูแลสุขภาพแบบผิด ๆ การชวนลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ หรือเรื่องความเชื่อทางศาสนา

เมื่อถามถึงกฎหมายที่จะเข้ามาควบคุม ผศ.ดร.เอมผกา ได้ยกตัวอย่างกฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์จากในหลายประเทศ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับประเทศไทย โดยถูกแบ่งออกเป็น 5 แนวทาง

แนวทางที่ 1 ‘ให้ข้อมูลว่าเป็นการโฆษณา’ เป็นกฎหมายบังคับว่าอินฟลูเอนเซอร์ต้องแจ้งให้ชัดว่ารีวิวนั้นเป็นโฆษณา ซึ่งกลไกนี้จะถูกระบุอยู่ในกฎหมายทั้งในประเทศแถบเอเชียและยุโรป เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย นิวซีแลนด์ แคนาดา โดยใส่แฮชแท็กระบุชัดเจนว่าเป็นโฆษณาไว้ตั้งแต่ต้นโพสต์หรือต้นคลิปวิดีโอ เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่ารีวิวนั้นเป็นการโฆษณา

แนวทางที่ 2 ‘เปรียบอินฟลูเอนเซอร์ คือผู้ประกอบธุรกิจ’ หลายประเทศมองว่าอินฟลูเอนเซอร์ คือผู้ประกอบธุรกิจ เพราะว่าอินฟลูเอนเซอร์ ทำคอนเทนต์แลกกับยอดวิวซึ่งยอดวิวก็นำมาสู่รายได้ เท่ากับเป็นผู้ประกอบธุรกิจ และในเชิงผู้ประกอบธุรกิจจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคมาบังคับใช้

แนวทางที่ 3 ‘เปิดเผยข้อมูล’ ต้องมีการเปิดเผยตัวตนที่ชัดเจน ที่สามารถเจาะจงไปได้ว่าคนนี้คือใคร เช่น นอร์เวย์ ออกกฎหมายกำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องแจ้งรายละเอียดภาพบุคคลที่ใช้สำหรับการขายและโฆษณาสินค้าบนโซเชียลมีเดียต่อหน่วยงานรัฐ

แนวทางที่ 4 ‘ควบคุมเนื้อหา’ เป็นกลไกที่มองถึงการควบคุมเนื้อหาที่มีความอ่อนไหว หรือข้อมูลที่อาจผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนได้ เช่น ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ ต้องจดทะเบียนและได้รับใบอนุญาตจากสภาสื่อแห่งชาติ (NMC) เพื่อป้องกันการโฆษณาที่ ผิดกฎหมาย และการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรืออันตรายต่อสาธารณะ

“ต้องบอกก่อนว่า ไม่ใช่ว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์แล้วต้องขอใบอนุญาต แต่จะเป็นเฉพาะคอนเทนต์เท่านั้นที่ต้องขอใบอนุญาต เช่น การเงินการธนาคาร การทำเสริมความงาม การรักษาโรค ต้องเป็นคนเฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้นที่จะพูดได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะพูดเรื่องรักษาโรคได้ แต่ต้องเป็นหมอจริง ๆ เท่านั้น” ผศ.ดร.เอมผกากล่าว

แนวทางที่ 5 ‘ทำแนวทางหรือข้อแนะนำ’ ไม่ใช่การบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการทำคู่มือแนะนำอินฟลูเอนเซอร์ สำหรับบางประเทศที่ยังไม่รู้ว่าจะออกกฎหมายรูปแบบไหน โดยทำเป็นคู่มือแนะนำไปก่อนว่าสิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้ ให้เรียนรู้ ตระหนัก จากกฎหมายที่มีในปัจจุบัน

แม้ว่า ประเทศไทยยังไม่มีกฎระเบียบสำหรับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์อย่างชัดเจน จะมีเพียงกฎหมายควบคุม เช่น พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 รวมทั้งอยู่ระหว่างพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. ที่มีความพยายามปรับปรุงการกำกับดูแลการนำเสนอข้อมูลให้เท่าทันสื่อปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีร่าง พ.ร.บ.อาหาร ฉบับสภาผู้บริโภค ที่เพิ่มกำหนดนิยาม ให้ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งครอบคลุมถึงพรีเซนเตอร์ ที่ทำการโฆษณาอาหาร จะต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาด้วย

อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยจะขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์อาจต้องทบทวนการกำหนดนิยามของสื่อออนไลน์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแนวทางการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับการผลิตเนื้อหา อาจต้องศึกษาจากตัวอย่างของกฎหมายและมาตรการของต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทสังคมไทยต่อไป

สำหรับแนวทางที่ทำได้ในประเทศไทย ผศ.ดร.เอมผกาให้ข้อเสนอว่า “แนวทางที่สามารถทำได้ในเลยน่าจะเป็น การเปิดเผยว่าคอนเทนต์นี้คือการโฆษณา เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจ รวมถึงการตีความว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้รับผิดบางอย่างที่กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีกลไกบังคับใช้สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ระมัดระวังในการรับโฆษณาสินค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนการควบคุมเนื้อหาอาจารย์มองว่าเป็นแนวทางที่ดีเพื่อป้องกันข้อมูลข่าวปลอม แต่อาจขัดต่อบริบทสังคมไทย เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ถือว่าเป็นความท้าทายในการควบคุมเนื้อหาและการรักษาสิทธิแสดงความคิดเห็นของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย”

สงขลา-ทัพเรือภาคที่ 2 ตรวจความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 2 ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในฤดูมรสุมในพื้นที่ภาคใต้

(17 ต.ค.67) ที่สถานีการบิน ฐานทัพเรือสงขลา ทัพเรือภาคที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา พล.ร.ท.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 เป็นประธานในพิธีตรวจความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2568 ด้วยในห้วง ต.ค. - ม.ค. ของทุกปี เป็นช่วงฤดูมรสุมในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกในพื้นที่ จว.สงขลา และพื้นที่ใกล้เคียงมีฝนตกหนัก อันเป็นเหตุให้เกิดอุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม เพื่อเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนและเตรียมการรับมือกับเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้น 

ในช่วงมรสุมที่กำลังจะมาถึง เพื่อให้ทันท่วงที ลดการสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนและของภาครัฐจากภัยพิบัติให้ได้มากที่สุด โดยมีการบูรณาการ การทำงานร่วมกันประกอบด้วย ศูนย์บรรเทาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 12 สงขลา สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา เทศบาลนครสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง ศูนย์กู้ภัยสว่างสงขลาร่วมใจ ไทยอาสาป้องกันชาติในทะเลจังหวัดสงขลา และบริษัท ปตท.สผ.จำกัด (มหาชน) 

จากนั้น ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 พร้อมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในทัพเรือภาคที่2 และแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมในพิธี ก็ได้เดินตรวจเยี่ยมหน่วยต่างๆที่มาร่วมในพิธีตรวจความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 2 โดยผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ขอบคุณทุกหน่วยงานที่มาร่วมในพิธีฯในวันนี้ พร้อมเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่กำลังจะมาถึง อย่างเต็มขีดความสามารถและมีประสิทธิภาพสูงสุด พล.ร.ท.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บรรเทา สาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 กล่าวว่า ตามแผนบรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ ได้อนุมัติให้ ทัพเรือภาคที่ 2 จัดตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 มีหน้าที่รับผิดชอบ ในการให้ความช่วยเหลือประชาชน กรณีเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ตามที่กองทัพเรือจะมอบหมาย โดยพื้นที่รับผิดชอบ ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 ทางบกประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอเมืองสงขลา อำเภอจะนะ อำเภอสิงหนครและอำเภอระโนด จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้แก่ อำเภอขนอม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้แก่ อำเภอ เกาะสมุยและอำเภอเกาะพะงัน พื้นที่ทางน้ำประกอบด้วย พื้นที่ทางทะเล เกาะแก่งต่าง ๆ และชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยตอนล่าง มีขั้นตอนการปฏิบัติ ตามแผน 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นเตรียมการก่อนเกิดเหตุ ขั้นการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุและขั้นการฟื้นฟูบูรณะภายหลังเกิดเหตุ

ปัจจุบันในพื้นที่รับผิดชอบ ของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 เริ่มเข้าสู่ห้วงฤดูมรสุม คลื่นลมแรง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่แปรเปลี่ยนไปในภูมิภาค ทำให้มีแนวโน้มที่อาจจะทำให้เกิดภัยพิบัติได้ตลอดเวลา  ดังนั้น เพื่อให้มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ดำเนินการจัดพิธีตรวจความพร้อมหน่วยต่าง ๆ ตลอดจนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 ในวันนี้

ทั้งนี้หากมีเหตุประสบภัย ไม่ว่าเป็นเหตุการณ์อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัยหรือภัยพิบัติอื่น ๆ สามารถแจ้งมายังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 2 ได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 074-325804 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว ปฏิบัติทันต่อเหตุการณ์ มีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชน

ออท.สหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคำนับ รอง นรม.และ รมว.กห.

(17 ต.ค. 67) ณ ห้องสุรศักดิ์มนตรี ภายในศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม พลตรี ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึง นาย Robert F. Godec (รอเบิร์ต เอฟ โกเด็ก) เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย (ออท.สหรัฐฯ/ไทย) ได้เข้าเยี่ยมคำนับ นาย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

(รอง นรม.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กห.) เพื่อแสดงความยินดี ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง รมว.กห. และหารือในหลายประเด็น โดยเฉพาะเกี่ยวกับความร่วมมือ ด้านความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

โดย รอง นรม. และ รมว.กห. ขอบคุณ ออท.สหรัฐฯ/ไทย และชื่นชมในความร่วมมือที่ผ่านมา ทำให้การดำเนินการเกิดผลสัมฤทธิ์ผลเป็นอย่างดี ซึ่งการเข้าพบในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งด้านการศึกษา การพัฒนากองทัพ การแลกเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ ทำให้เกิดความทันสมัยของกองทัพทั้ง 2 ประเทศ อันนำมาซึ่งความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และจะทำให้เกิดความสงบสุขในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก

การหารือ ได้กล่าวถึงพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในหลายมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือน การประชุมระดับต่างๆ การปรับการเกณฑ์ทหาร โดยใช้รูปแบบความสมัครใจเหมือนกับของกองทัพสหรัฐฯ มาเป็นแนวทางใน การพัฒนา เพื่อปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด รวมทั้งการสนับสนุนให้กำลังพลของกองทัพไทย ได้เข้าไปร่วมฝึก/ศึกษา ณ ประเทศสหรัฐฯ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การจัดหายุทโธปกรณ์และส่งกำลังบำรุง รวมทั้งการฝึกร่วม/ผสม Cobra-Gold ที่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการฝึกที่เก่าแก่และยาวนาน รวมทั้งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค นับเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของกองทัพไทย และส่งเสริมขีดความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน

สำหรับประเด็น ความท้าทายด้านไซเบอร์ระหว่างกองทัพไทยกับสหรัฐฯ ได้มีการพูดคุยถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อยกระดับความร่วมมือ การแก้ปัญหาไซเบอร์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาความร่วมมือด้านการข่าวและการก่อการร้าย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับประชาชน

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในการผลิตเพื่อบรรจุการใช้งานให้กับเหล่าทัพบนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ตลอดจนสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นอุตสาหกรรมส่งออกได้ต่อไป ซึ่งสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศชั้นนำของโลก โดยเฉพาะด้าน การจัดโครงสร้างอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งระบบ
ทั้งนี้ การเข้าเยี่ยมคำนับ ถือว่าเป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้มีความแนบแน่นกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

ภายหลังการเข้าพบ ออท.สหรัฐฯ/ไทย ได้ขอบคุณ รอง นรม. และ รมว.กห. ที่กรุณาสละเวลาให้การต้อนรับในวันนี้ และชื่นชมความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความร่วมมือทางทหาร รวมทั้งยินดีอย่างยิ่งหากไทยและสหรัฐฯ จะได้พัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระหว่างกันต่อไป

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี รายงาน 0909535645

‘อัครเดช’ จี้ตรวจสอบถังดับเพลิงแบตรถ EV หลังสืบพบติด มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต

(17 ต.ค. 67) นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวของ กรรมาธิการอุตสาหกรรมฯว่า

จากปัจจุบันประชาชนได้หันมาใช้รถยานยนต์ไฟฟ้าหรือรถ EV ซึ่งใช้แบบเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ การดับเพลิงจะทำได้ยากกว่าเหตุเพลิงไหม้ทั่วไป ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งในเรื่องนี้ จึงได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาประสิทธิภาพการระงับเหตุเพลิงไหม้จากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขึ้นมาโดยเฉพาะ 

คณะทำงานชุดดังกล่าวได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง จากหลายภาคส่วน เช่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร, สมาคมดับเพลิงและช่วยชีวิต พบข้อมูลเบื้องต้นว่าประสิทธิภาพของทั้งอุปกรณ์ และสารเคมีดับเพลิงในการระงับเพลิงไหม้ที่เกิดจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนยังไม่มีความพร้อมเท่าที่ควร

ดังนั้นจึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดับเพลิงที่เกิดจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เพื่อลดการสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน 

นอกจากนี้คณะทำงานชุดดังกล่าว ยังได้พบว่าในท้องตลาดมีผลิตภัณฑ์ดับเพลิง หรือ ถังดับเพลิง ซึ่งอ้างว่าสามารถใช้ดับเพลิงที่เกิดจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนหรือรถ EVได้ และยังมีตรา มอก. กำกับ แต่อย่างไรก็ดีจากการสืบสวนในทางลับของคณะทำงาน พบว่ามีโอกาสที่จะเป็นการลอบประทับตรา มอก. โดยไม่ได้รับอนุญาต คณะทำงานจึงนำเรื่องมาเพื่อหารือกับคณะกรรมาธิการ 

ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม ไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ จึงได้ประสานงานไปยังเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า บริษัทดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองคุณภาพจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย รวมถึงมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปแล้วอีกด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่อาจจะส่งผลร้ายในอนาคตขึ้นได้ เนื่องจากประชาชนที่ใช้อุปกรณ์ดับเพลิงดังกล่าวในการดับเพลิงรถ EV หรือเพลิงไหม้จาก แบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนแต่ไม่สามารถดับได้จริง ย่อมจะทำให้เกิดการสูญเสียในทรัพย์สิน และอันตรายถึงชีวิตของพี่น้องประชาชนได้

นอกจากนี้ยังมีเอกสารหรือ การกล่าวอ้างอีกว่าบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัท ในเครือ ปตท. จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่จะต้องมีธรรมาภิบาลในการดำเนินการ โดยกิจการในกำกับต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด  และ ผู้บริหารต้องมีส่วนรับผิดชอบ

ดังนั้นตนจึงเรียกร้องไปยังบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ว่าบริษัทที่ทำผิดกฎหมายมาตรฐานอุตสาหกรรมเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.หรือไม่ รวมทั้งออกมาชี้แจงให้สาธารณชนทราบโดยเร็ว และหากบริษัทดังกล่าวถือหุ้นโดย ปตท. จริงจะต้องมีมาตรการดำเนินการเพื่อลดความเสียหายให้กับประชาชน และจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฎหมายอย่างไร 

นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าคณะทำงานของกรรมาธิการอุตสาหกรรมที่พิจารณาเรื่องนี้อยู่จะดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องดับเพลิงหรือสารดับเพลิงของบริษัทดังกล่าวที่มีการใช้ตราสินค้ามาตรฐานอุตสาหกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตว่ามีประสิทธิภาพในการระงับเพลิงจาก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าหรือไม่อย่างไร ซึ่งได้มีการทดสอบไปแล้วอยู่ระหว่างการสรุปผล เสนอกรรมาธิการอุตสาหกรรมเพื่อพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วน

คณะกรรมาธิการอุตสาหกรรมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมไฟไหม้รถยนต์เหมือนที่เพิ่งเกิดขึ้นมากับรถแก๊สที่สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศจึงจะเร่งดำเนินการ กรณีดังกล่าวกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วนต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top