Friday, 10 July 2026
NEWS

‘ศูนย์คุณธรรม’ ผนึกภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนทั่วปท. จัดอบรมพัฒนาศักยภาพเสริมบทบาทสื่อสร้างสรรค์

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน จัดอบรมหลักสูตร “พัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายสื่อพลังบวก สร้างสรรค์สังคมไทย” เสริมบทบาทสื่อสร้างสรรค์ สร้างสื่อพลังบวก

(28 พ.ค.68) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน จัดอบรมหลักสูตร “พัฒนาศักยภาพแกนนำเครือข่ายสื่อพลังบวก สร้างสรรค์สังคมไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คนจากสื่อส่วนกลาง และสื่อท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ จาก 4 ภูมิภาค ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม กล่าวเปิดอบรมโดยเน้นว่า “สื่อคือพลังเปลี่ยนแปลงสังคม หากสื่อนำเสนอด้วยเจตนาและคุณธรรม สังคมไทยจะแข็งแรงจากภายใน” พร้อมย้ำถึงบทบาทของศูนย์คุณธรรมในการส่งเสริมคุณธรรมผ่านนโยบายและการสร้างเครือข่ายทางสังคม

ขณะเดียวกัน นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ในฐานะประธานเครือข่ายสื่อคุณธรรม ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรมว่า “ในยุคที่ข้อมูลล้นทะลัก เราต้องการ ‘สื่อ’ ที่ไม่เพียงแต่มีความไว แต่ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมในการนำเสนอ” พร้อมเปิดใจว่าการจัดอบรมครั้งนี้คือพื้นที่ในการเชื่อมโยงคนสื่อที่มีอุดมการณ์เดียวกัน

วัตถุประสงค์ของการอบรมครั้งนี้ คือการยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านคุณธรรม จริยธรรม และการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสริมสร้างกลไกเครือข่ายสื่อที่มีพลังบวกและมีอุดมการณ์ร่วมในการขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมในประเด็นสำคัญ อาทิ บทบาทของสื่อในยุค AI และออนไลน์ , กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) , จริยธรรมวิชาชีพและแนวทางสร้างสื่อปลอดภัย , การสื่อสารคุณธรรมและความหวังในบริบทสังคมไทย

กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายระวี ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และกรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ , นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้ก่อตั้ง เว็บไซต์ Pantip.com , นายโกศล สงเนียม เลขาธิการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และการเสวนธุรกิจกับการอยู่รอดขององค์กรสื่อ เช่น นายสกล ถาวรกาญจน์ สถานีวิทยุพิทักษ์สันติราษฎร์ สวพ. FM 91, นายสัมฤทธิ์ เจียมเจริญพรกุล บรรณาธิการ ATV,นายวิรุฬ รัตนปริคณน์ สถานีโทรทัศน์ TNN 2 รวมถึงนักวิชาชีพสื่อมวลชนอีกหลายท่าน โดยมีเวิร์กช็อปกลุ่มย่อย การระดมความคิดเห็น และข้อเสนอระดับพื้นที่และเชิงนโยบายด้านสื่อคุณธรรม เพื่อสร้าง “แกนนำสื่อ” ที่มีอุดมการณ์ในการใช้พลังของสื่ออย่างสร้างสรรค์ต่อไป

การอบรมปิดท้ายด้วยการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม โดย รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม พร้อมร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้างสื่อเพื่อสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืนต่อไป

ทหารกัมพูชา ดับ 1 จากการปะทะทหารไทยที่ ‘เขาช่องบก’ โฆษก ‘ทบ.กัมพูชา’ อ้างไทยเริ่มก่อน ทำเหตุการณ์บานปลาย

(28 พ.ค. 68) จากกรณีเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณชายแดนพื้นที่พิพาท เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยโฆษกกองทัพกัมพูชา เหมา พัลลา ระบุว่า ทหารกัมพูชากำลังลาดตระเวนตามปกติ ก่อนถูกฝ่ายไทยเปิดฉากยิง

ด้านกองทัพไทยชี้แจงว่า ทหารกัมพูชาได้เข้ามาในพื้นที่พิพาท จึงส่งกำลังไปเจรจา แต่เกิดความเข้าใจผิด ทำให้ฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน และไทยจึงตอบโต้ การปะทะยืดเยื้อราว 10 นาที ก่อนที่ผู้บังคับบัญชาท้องถิ่นจะสื่อสารกันและสั่งหยุดยิง

กัมพูชาระบุว่ามีทหารเสียชีวิต 1 นาย และได้เคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่เพื่อประกอบพิธี ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

ไทยและกัมพูชามีประวัติข้อพิพาทเรื่องดินแดนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ซึ่งได้รับสถานะมรดกโลกเมื่อปี 2551 และศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยในปี 2556 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ก็เคยเกิดเหตุปะทะเล็กน้อยจากกรณีกำลังพลกัมพูชานำครอบครัวเข้าพื้นที่และร้องเพลงชาติใกล้ชายแดน ทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น

เสรีแสงอาทิตย์ช็อตธุรกิจโซลาร์! อุปกรณ์-ค่าติดตั้งถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ยกร่างพรบ. ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยความคืบหน้าของกฎหมายว่า

(28 พ.ค. 68) "บริษัทติดโซลาร์จะเก็บเงินลูกค้าได้น้อยลง เพราะการเปิดเสรีโซลาร์จะทำให้ประชาชนมีทางเลือก เกิดการแข่งขันทางการค้า หาซื้อง่าย อุปกรณ์และบริการติดตั้งจะถูกลงมาก แต่ผมเชื่อว่าปริมาณคนติดโซลาร์จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นเช่นกัน บริษัทต้องปรับตัวครั้งสำคัญ

- เสรีโซลาร์คือไม่ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงานอีกต่อไป เหลือให้แค่ “แจ้ง” เพราะรัฐจะได้รู้ปริมาณใช้ไฟฟ้าจริง เพื่อลดการผลิต ลดการสำรองไฟ และลดราคาไฟฟ้าหลักได้

-อุปกรณ์ติดตั้งต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ซึ่งก็คือ “ประกาศกระทรวง” ที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่ใช่การเจาะจงแบบการอนุญาตเฉพาะราย โดยการประกาศกระทรวงเราเทียบเคียงจากมาตรฐานของการไฟฟ้าโดยตัดเรื่องอุปสรรคที่กีดกันประชาชนจากการผลิตไฟได้เอง  

ร่าง “พรบ.ส่งเสริมไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์” จะได้เข้า ครม.ช่วงปลายเดือน มิ.ย.68 และคาดว่าจะผ่านสภาเป็นกฎหมายปลายปีนี้ครับ"

อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมฯ ม.มหาสารคาม โต้ ‘ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส’ ปมโจมตี ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เซลล์ รวบอำนาจ รมต.พลังงาน เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ชี้ เป็นเรื่องปกติของกฎหมายลูกที่ต้องมีรายละเอียด การให้อำนาจสั่งการ เอื้อพวกพ้องตรงไหน

จากกรณีที่นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส อดีตรองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งปัจจุบันผันตัวเป็น CEO บริษัทโซลาร์ชั้นนำ ได้โพสต์เฟซบุ๊กเพจ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส - Treerat Sirichantaropas และแพลตฟอร์มเอ๊กซ์ (X) ส่วนตัว ถึงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ.... โดยกระทรวงพลังงาน โดยมีเนื้อหาว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเจตนารมณ์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่กลับเป็นการขยายอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อย่างไม่สมเหตุสมผล จนเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองและเครือข่ายธุรกิจใกล้ชิดรัฐบาล

ตามโพสต์ https://www.facebook.com/photo?fbid=1215836123326954&set=a.477905157120058

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ผศ.ดร. พลกฤษณ์ จิตร์โต อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แสดงความคิดเห็นผ่านช่องคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า กำหนดที่ตั้งโซลาร์ได้ปกตินิ เขาให้ตั้งตามบ้านไง กำหนดวัสดุ ก็ต้องได้ให้ได้มาตรฐานไม่งั้นไฟไหม้ทำไง ให้อำนาจในการตรวจสอบรื้อถอนปกติไหม ถ้าไม่ให้อำนาจเวลามีปัญหา มันไม่มีคนสั่งการแล้วจะเอายังไง พ.ร.บ. นี้แค่ร่างให้เป็นผู้ดำเนินการ โคตรปกติกฎหมายลูก มันจึงมีรายละเอียดว่า กำหนดยังไง ค่อยโวยวายตรงนั้น ผมกลับมองเป็นเรื่องดี เอื้อพวกพ้องตรงไหน

อุบลราชธานี-ด่วน!!! 'เสียงปืนแตก' ยิงปะทะทหารกัมพูชาที่ช่องบก ล่าสุดทหารไทยปลอดภัย ยังคงตรึงกำลังเข้มในพื้นที่

(28 พ.ค.68) ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ว่าเมื่อเวลา 05.30 น. หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี รายงานว่าได้เกิดเหตุปะทะกับกำลังทหารกัมพูชาที่เข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสองประเทศ

ฝ่ายไทยได้ส่งชุดประสานงานเข้าพูดคุยตามแนวทางปกติ แต่เกิดความเข้าใจผิดจากฝ่ายกัมพูชาที่เข้าใจว่าเป็นการเคลื่อนกำลัง จึงเปิดฉากใช้อาวุธยิงใส่ ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ โดยการปะทะกินเวลาราว 10 นาที

ต่อมาในเวลา 05.55 น. พลตรี ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานกับ พันเอก บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ฝ่ายไทย เพื่อยุติการปะทะ ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังในพื้นที่

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อหาข้อยุติในประเด็นการอ้างสิทธิ์ และวางแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างสันติ โดยกองทัพบกยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยทุกนายปลอดภัย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบในโอกาสต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบกว่า 8 แสนบาท มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้ มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบทในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการประชาชนฟรี

(28 พ.ค.68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยยากไร้จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 32 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 804,530 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน 

โดยมี นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี และคณะมูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี  พร้อมด้วย อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายนพดล ทรงแสง (จิ้ม ชวนชื่น) และนายสวิช เพชรวิเศษศิริ (บี๋) ร่วมในพิธี นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบรถเข็นวีลแชร์ แก่ผู้พิการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ ฝาง แม่วาง สันทราย ดอยเต่า หางดง สันป่าตอง เวียงแหง แม่อาย รวมจำนวน 14 คัน และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จำนวน 2 โรงเรียน รวมจำนวน 20 คัน เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน 

รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวเชียงใหม่ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 876,130 บาท (แปดแสนเจ็ดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยสามสิบบาทถ้วน) โดยมีประชาชน เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  อีกทั้ง มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครลงพื้นที่ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ ณ มูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

จากเหตุมหาอุทกภัยทางภาคเหนือเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งทีมบรรเทาสาธารณภัยลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที โดยได้ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือถึง 2 ครั้ง หลังจากนั้น ทีมสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ จะดำเนินการประสานหน่วยงานในพื้นที่เพื่อบรรเทาทุกข์ ฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยแจกเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงมอบเงินค่าฌาปนกิจศพแก่ญาติผู้เสียชีวิตจากอุทกภัย รายละ 20,000 บาท รวมงบประมาณการฟื้นฟูหลังน้ำลดแก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมากว่า 9 ล้านบาท

โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว โดยในกลุ่มเป้าหมายแรกดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ต่อมาได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 20 จังหวัด จำนวน 485 ครัวเรือน รวมดำเนินการไปแล้ว 3 ภาค รวม 54 จังหวัด  813 ครัวเรือน รวมงบประมาณกว่า 15.6 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน 'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต'

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงพัฒนายารักษามะเร็งสำเร็จ ภายใต้ชื่อ ‘HERDARA’ ผลิตโดยนักวิจัยไทย ผ่าน อย.

เมื่อวันที่ (26 พ.ค.68) ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงประกาศความสำเร็จในการพัฒนายาชีววัตถุ 'ทราสทูซูแมบ' สำหรับรักษาโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งชนิดอื่น ๆ โดยไม่อาศัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ นับเป็นนวัตกรรมยาชีววัตถุผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทยเป็นครั้งแรก

ยาดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ภายใต้ชื่อ 'HERDARA' ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถเข้าถึงยารักษาได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง โดยเฉพาะในบริบทที่โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในไทย ขณะที่ยานำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูง

ภายใต้พระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงริเริ่มโครงการ 'ศูนย์วิจัยและพัฒนาชีววัตถุ' มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองด้านยา พัฒนาศักยภาพนักวิจัยไทย และวางรากฐานความมั่นคงทางยา ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

การวิจัยและผลิตยาดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับระบบสุขภาพไทย และส่งเสริมโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม สะท้อนพระปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ในการนำวิทยาศาสตร์มารับใช้ประชาชนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ปี 2568 

(28 พ.ค. 68) เวลา 08.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดกิจกรรม “Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน” ตามโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ซึ่งเป็นกิจกรรมการเข้าค่ายส่งเสริมความรู้ด้านการวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้ สำหรับข้าราชการตำรวจและครอบครัว โดยมีข้าราชการตำรวจ และคู่สมรส เข้าร่วมโครงการ จำนวน 27 ครอบครัว และบุคคล 6 คน รวม 60 คน ระหว่างวันที่ 28-30 พฤษภาคม 2568 ณ The Cop Seminar & Resort อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล เป็นประธานกล่าวเปิดงาน , คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ Money Management & Investment กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ และ คุณเศรษฐพล ธรรมจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงความร่วมมือส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สมาคมแม่บ้านตำรวจ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมโครงการ ร่วมพิธีเปิดโครงการ 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ตระหนักถึงสภาพปัญหาทางการเงินและหนี้สินของข้าราชการตำรวจ และต้องการส่งเสริมให้มีความรู้ความเข้าใจ มีวินัยทางการเงิน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจของข้าราชการตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดทำโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการลงทุน นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว และการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงานโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตข้าราชการตำรวจและครอบครัว และ คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ เป็นที่ปรึกษาโครงการฯ โดยมีแผนงานการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน แก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว 3 โครงการหลัก ได้แก่

1. โครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ผ่านหลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน เพื่อปลูกฝังแนวคิดและทักษะเรื่องการบริหารเงินและจัดการหนี้สิน ต่อยอดความรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง รับคำปรึกษาจากวิทยากร เพื่อให้สามารถวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างยั่งยืนแก่ข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมทั้ง ต่อยอดความรู้ด้านการเงิน และการลงทุน แก่บุคคลต้นแบบและต้นกล้าผ่านแคมเปญ 21-Day Challenge กองทุนรวม เสริมสร้างนิสัยการเรียนรู้การลงทุนใน 21 วัน เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวผ่านกองทุนรวม

2. โครงการ Happy Money, Happy Young Old ปูนนี้ (ก็) มีใช้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเกษียณแก่ข้าราชการตำรวจ เสริมทักษะและฝึกวางแผนการเงินจริง ผ่าน Workshop ผ่านหลักสูตรบริหารเงินหลังเกษียณ ให้สามารถจัดสรรเงินออมก้อนสุดท้ายได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข

3. การส่งเสริมความรู้ผ่าน SET e-Learning ชุดหลักสูตร “การวางแผนการเงินและบริหารจัดการหนี้” 3 หลักสูตร ได้แก่ 1. หลักสูตรเงินทองต้องวางแผน 2. หลักสูตรรู้ก่อนเป็นหนี้จะได้ไม่รู้งี้ทีหลัง และ 3. หลักสูตรเป็นหนี้แล้ว จัดการยังไง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีแผนจะดำเนินการพัฒนาและเชื่อมต่อระบบ e-Learning เพื่อให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัว นักเรียนนายร้อยตำรวจ และนักเรียนนายสิบตำรวจ ได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่เหมาะสม สามารถบริหารจัดหนี้ วางแผนการออม และมีเงินไว้ใช้จ่ายเพียงพอในยามเกษียณ

พล.ต.ท.อาชยนฯ กล่าวว่า ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินกิจกรรมที่ 1 คือ โครงการ Money Management & Investment “ค่ายส่งสุขทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” ผ่านหลักสูตร Happy Money in Action เส้นทางสร้างสุขทางการเงิน เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อให้ทุกคนเปิดใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง รู้จักวางแผนการใช้จ่าย วางแผนการออมเงิน วางแผนเกษียณอย่างเป็นสุข เก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ มีเงินออมไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับครอบครัว และเพื่อสร้างบุคคลต้นแบบและบุคคลต้นกล้าทางการเงินต่อไป

คุณณฐิกา ปิตะนีละบุตร อุปนายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวว่า การดำเนินโครงการ Money Management & Investment จากปี 2564 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 5 ปี ข้าราชการตำรวจและครอบครัวได้รับความรู้ทางด้านการเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 25,000 นาย คิดเป็นร้อยละ 10 ของข้าราชการตำรวจทั้งหมด และได้สร้างต้นแบบและต้นกล้าทางการเงินประเภทบุคคลและครอบครัวจาก 12 กองบัญชาการ รวมทั้งสิ้น 34 คน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน อาทิ ประหยัดค่าใช้จ่าย 171,000 บาท มีเงินออมเพิ่มขึ้น 375,000 บาท และหนี้สินลดลง 781,000 บาท

โดยในปีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังคงตระหนักถึงสภาพปัญหาทางการเงินและหนี้สินของข้าราชการตำรวจ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างขวัญกำลังใจให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายการบริหารราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะสนับสนุนการส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กระจายอย่างทั่วถึง ให้ทุกกองบัญชาการมีต้นแบบทางการเงิน จึงจัดให้มีโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการตำรวจและครอบครัว และจัดการอบรมโครงการ Money Management & Investment “ส่งสุข ทางการเงิน เพื่อครอบครัวตำรวจไทย” เพื่อปรับทัศนคติในการใช้ชีวิต ให้ความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงิน การออม การลงทุน และการจัดการหนี้สินอย่างถูกต้อง โดยมีที่ปรึกษาทางการเงินประกบระยะเวลา 2 เดือน และสร้างครอบครัวต้นแบบและต้นกล้า เพื่อส่งต่อและแบ่งปันประสบการณ์ความสำเร็จจากการแก้ไขปัญหาการเงินที่ทำให้เค้าชีวิตมีความสุขมากขึ้น ให้กับเพื่อนข้าราชการตำรวจด้วยกัน

อลงกรณ์" ดึง AI สร้างแอปฯ Foundue สู้คอร์รรัปชั่น ประกาศเจตนารมณ์ผนึกภาคีเครือข่าย”ไยแมงมุม” สกัดโกง!

(28 พ.ค. 68) อลงกรณ์ ประกาศนำสถาบัน FKII Thailand ผนึกองค์กรภาคีต่อต้านการทุจริต สร้างเครือข่าย”ใยแมงมุม” สกัดโกง ดึงเทคโนโลยี AI “Corruption Foundue” สร้างช่องทางตรวจสอบข้อมูลที่โปร่งใส ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแส ตรวจสอบ ขยายผลหวังลดปัญหาฉ้อฉลเงินแผ่นดิน

ที่สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand พร้อมด้วย เครือข่ายพันธมิตร อาทิ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ, นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), ดร.มานะ นิมิตมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รรัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผช.ผอ.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), นายชยดิษฐ์ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และผอ.สถาบัน FKII Thailand, พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ, ดร.เอก์ เหลืองสะอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย), ดร.โรจนศักดิ์ แสงธศิริวิไล นายกสมาคมเครือข่ายผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนนานาชาติ, นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ ประธานมูลนิธิยุวไทยสากล และนายกสมาคมธุรกิจค้าไม้ และนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม คอร์รัปชั่น ฟ้องดู (Corruption Foundue) 

นายอลงกรณ์ กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยายหัวข้อ“คอร์รัปชั่นเทคโนโลยี คอร์รัปชั่น ฟ้องดู โครงการใยแมงมุมต้านโกง” ว่า การรวมตัวของภาคีเครือข่ายฯครั้งนี้ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยยึดโยงกับวันแรก (28 พ.ค.) ที่สภาผู้แทนราษฎร กำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ในวาระแรก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปีที่รัฐบาลจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และต้องกู้ยืมเงินมากกว่า 9 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ทั้งยังถือเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในแวดวงราชการ ซึ่งสถาบัน FKII Thailand มองเห็นช่องโหว่ใหญ่ที่เป็นปัญหาของประเทศจากพฤติกรรมดังกล่าว
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง ในยุคของรัฐบาลที่มีอำนาจมากที่สุดยุคหนึ่ง จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีรวมเกือบ 20 คดี แต่ในที่สุดศาลท่านก็ได้ตัดสินให้ผมชนะในทุกคดี แม้จะไม่สามารถเอาผิดคนโกงได้ทุกคดี แต่ก็ทำให้อดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งและเลขานุการของรัฐมนตรีท่านนั้น ถูกจำคุกฐานฉ้อโกงเงินภาษีของประชาชนได้ ซึ่งบทเรียนจากการทำหน้าที่ประธานตรวจสอบการการทุจริตคอร์รัปชั่นในครั้งนั้น ก็น่าจะเป็นบทเรียนและเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่นับจากนี้ไป”

ประธานสถาบัน FKII Thailand กล่าวย้ำว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นภาคีเครือข่ายฯ หรือภาคประชาชน จะต้องกล้าเดินไปด้วยกัน เพื่อต่อต้านและขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น และร่วมกันสร้างแสงสว่างแห่งความดีงาม เพื่อป้องกันความดำมืดของการทุจริตคอร์รัปชั่นให้ลดลงไปจากประเทศไทย

ด้าน ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า การจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นสามารถทำได้ หากเข้าใจกลไกอันเป็นต้นตอของปัญหา กล่าวคือตัวบุคคล ระบบ และบริบทสังคม ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงถึงกัน ทั้งนี้ ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า “สันดานมนุษย์ซื้อได้ด้วยผลประโยชน์” ขอให้จ่ายในสัดส่วนที่มากพอ ก็สามารถจะซื้อคนๆ นั้นได้แล้ว วิธีการแก้ไขคือจะต้องสร้างระบบที่ทำให้ “คนชั่วทำดีโดยไม่รู้ตัว” โดยเฉพาะการสร้างแสงสว่างในที่มืดให้มากที่สุด ส่วนตัวเสนอให้ทุกภาคส่วน เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่ไม่กระทบต่อปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง เพราะหากทุกอย่างเปิดเผย โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้แล้ว เชื่อว่าปัญหาการปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะค่อยๆ ลดลงไปโดยปริยาย

ส่วน นายพิศิษฐ์ กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น นับแต่ที่มี สตง., ต่อมาก็มี ป.ป.ป., ปปท., ดีเอสไอ และ ปปง. ทั้งหมดสะท้อนว่าปัญหาวิกฤติด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงเติบโตและขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง ในฐานะ “อดีตผู้ว่าการ สตง.” มีหลายคนถามตนว่า “ทำไม ตึก สตง.ถึงถล่ม!” คำตอบง่ายๆคือ เพราะเป็น “ของหลวง” แต่หากเป็นตึกของภาคเอกชน ก็จะมีกระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และขั้นตอนการก่อสร้างที่ดีพอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตึกของเอกชนจึงไม่ถล่มพังลงมา ส่วนตัวเคยคิดว่าการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ยาก แต่หลังจากที่มีแอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” แล้ว เชื่อว่าปัญหานี้จะลดลงตามมา

ขณะที่ ดร.มานะ  กล่าวว่า ก่อนหน้านี้การพูดว่าจะแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เสมือนเป็นการพูดใส่กำแพง กล่าวคือพูดให้ตัวเองได้ยิน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย ที่ผ่านมาพบว่าแต่ละปีมีการโครงการก่อสร้างของภาครัฐรวมกันสูงมากถึง 1.7 ล้านล้านบาท และหากมีการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะจากโครงการแค่ 10-20% นั่นก็หมายความว่าประเทศจะสูญเสียเงินไปราวๆ 1.7 - 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินที่สูงมาก เฉพาะหน่วยงานในสังกัด องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นพบว่า การทำหน้าที่ของ อบจ.ทั้ง 76 จังหวัด มีโครงการก่อสร้างถนนในพื้นที่ รวมกันมากถึง 3 แสนล้านบาท แต่กลายเป็นว่า 63% เป็นการซ่อมแซมถนนที่ชำรุดทรุดโทรม ซึ่งไม่ก่อประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด มันสะท้อนว่าที่ผ่านมาภาครัฐไม่ได้ใส่ใจต่อการต่อต้านปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด แต่จากนี้ การมีเทคโนโลยี ฟ้องดู แม้จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น แต่จำเป็นจะต้องสร้างความร่วมมือจากภาคประชาชน รวมถึงนักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้เครือข่ายทุกภาคส่วนสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและทำหน้าฟ้องประชาชนไปด้วย

ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้คิดค้นแอปพลิเคชั่น “Traffy Foundue” ก่อนจะขยายผลและเชื่อมโยงไปสู่แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” กล่าวว่าแนวคิดของการแอปพลิเคชั่นแจ้งเบาะแสหรือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นคือต้องทำ (ใช้งาน) ได้ง่าย และเห็นความก้าวหน้า ที่สำคัญผู้แจ้งเบาะแสจะต้องปลอดภัย ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้กระบวนการทำงานในการตรวจสอบและป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับการแจ้งเบาะแสและผ่านการตรวจสอบแล้วจะถูกใช้และขยายผลเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ พลเอก ดร.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ เลขาธิการภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ระบุว่า ภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ พร้อมจะเข้าร่วมเป็นภาคีต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของ สถาบัน FKII Thailand เพราะไม่ต้องการเห็นการเติบโตของปัญหาดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือในการสร้างสังคม “ธรรมภิบาล” ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

ขณะที่ ดร.เอก์ เหลืองสอาด นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ครั้งหนึ่ง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคยกล่าวปาฐกถาในงานเสวนาของสมาคมฯ ถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเป็นเสมือน “การปล้นชาติ” จำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาที่ “ต้นน้ำ” นั่นจึงเป็นที่มาทำให้ สมาคมฯมุ่งเน้นไปที่สร้างเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ในระดับอุดมศึกษา โดยรวมมือกับมหวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งการเกิดขึ้นของ แอปพลิเคชั่น “Corruption Foundue” จะช่วยทำให้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างเข้มข้นและเข้มแข็ง และทำให้การขับเคลื่อนเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างเกาะป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อีกทางหนึ่ง

แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) ระหว่างวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2568 

(28 พ.ค. 68) พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ประชุมหารือเพื่อนำข้อมูล ไปร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37)  

สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย - เมียนมา ครั้งที่ 37 (RBC-37) จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2 - 4 กรกฎาคม 2568 เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศ ช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในทุกด้านเพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย - เมียนมา ด้วยมาตรการที่ถูกต้อง ผลักดันให้เกิดผลดีบนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การปราบปรามยาเสพติด การต่อต้านขบวนการก่อการร้ายการค้าอาวุธสงคราม การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมายและการค้ามนุษย์ ตลอดจนความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ การบรรเทาสาธารณภัย อันจะเกิดประโยชน์ต่อกองทัพ และประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป 

ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าว

ทบ. แจงเหตุปะทะเดือดทหารไทย - กัมพูชา ชี้ สถานการณ์คลี่คลายทหารไทยไร้บาดเจ็บ

ทบ.แจงเหตุการณ์ปะทะทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนช่องบก อุบลราชธานี ปัจจุบัน สถานการณ์คลี่คลายแล้ว อยู่ระหว่างรอการเจรจา

เช้าวันนี้ (28 พ.ค.68) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยระบุว่าได้รับรายงานจาก กองกำลังสุรนารีเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เวลา 05.30 น. 

โดย หน่วยเฉพาะกิจที่ 1 กองกำลังสุรนารี ได้รับการรายงานว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามาวางกำลังในพื้นที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลง ฝ่ายไทยจึงจัดชุดประสานงานเพื่อเข้าพูดคุยเจรจาตามแนวทางการปฏิบัติที่เคยกระทำมา เมื่อถึงบริเวณดังกล่าว กำลังส่วนระวังเหตุของทหารกัมพูชาได้เข้าใจผิด และเริ่มใช้อาวุธ ฝ่ายไทยจึงใช้อาวุธตอบโต้กลับไป โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที ต่อมาเวลา 05.55 น. พลตรี ทล โซะวัน รองผู้บัญชาการกองพลสนับสนุนที่ 3 ฝ่ายกัมพูชา ได้โทรศัพท์ประสานงานกับ พันเอก บุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติ โดยทั้งสองฝ่ายได้ตกลงหยุดยิงและตรึงกำลังบริเวณจุดปะทะ 

ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านกลไกทวิภาคี เพื่อจัดการกรณีอ้างสิทธิในพื้นที่ และกำหนดแนวทางร่วมกันในการปฏิบัติอย่างสันติ ตามข้อตกลงที่มีอยู่

กองทัพบกขอยืนยันว่า กำลังพลฝ่ายไทยปลอดภัย ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบต่อไป

สมุทรปราการ-กรมทางหลวง เปิดเวทีรับฟังเสียงประชาชนแผนการพัฒนาโครงข่าย ทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และหมายเลข 9 

เมื่อวานนี้ (27 พ.ค.68) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม Green Heart ชั้น 2 โรงแรมเดอะกรีนวิว ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ โดยนายพิชากร ศรีจันทร์ทอง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสมุทรปราการ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม สรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 2) โครงการศึกษา ออกแบบ วิเคราะห์ แผนการพัฒนาโครงข่าย ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 และหมายเลข 9 ของกรมทางหลวง 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของการศึกษาและสรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการที่เหมาะสมให้กลุ่มเป้าหมายได้รับทราบ พร้อมรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่มีต่อการศึกษาของโครงการจากกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้พิจารณาประกอบการออกแบบรายละเอียด รวมทั้งการกำหนดมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ 

โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน และภาคประชาชน เข้าร่วมการประชุม โดยการประชุมในครั้งนี้ บริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ ได้นำเสนอสรุปผลการคัดเลือกรูปแบบการพัฒนาโครงการ 

โดยทางด้าน นายนิรันดร์ จันทร์ชม วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ กรมทางหลวง เปิดเผยว่า สำหรับพื้นที่ศึกษาโครงการตั้งอยู่บริเวณทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 ประมาณกิโลเมตรที่ 25+900 ถึง กิโลเมตรที่ 30+800 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล 2 อำเภอ 1 จังหวัด ได้แก่ บริเวณพื้นที่ตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง ตำบลเปร็ง ตำบลบางบ่อ และตำบลระกาศ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 

ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาโครงการจะเป็นการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับรถเข้าทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 โดยถนนโครงการจะออกแบบเป็นสะพานยกข้ามถนนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 โดยได้มีการคัดเลือกตำแหน่งที่ตั้งทางแยกต่างระดับของโครงการ ซึ่งมีแนวทางเลือกทั้งหมด 3 แนวทาง ได้แก่ 
ตำแหน่งที่ 1 จุดตัดระหว่างถนนสายร่วมพัฒนา-ทล.34 บริเวณกิโลเมตรที่ 26+500 ในเขตตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตำแหน่งนี้มีจุดเด่นที่ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบและมีชุมชนในพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่มีจุดด้อยคือมีตำแหน่งใกล้กับด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการจราจรระหว่างการก่อสร้าง และต้องรอแผนการพัฒนาแนวเส้นทางของกรมทางหลวงชนบทที่ชัดเจน อีกทั้งการขนส่งวัสดุเพื่อการก่อสร้างยาก เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ และเขตทางเดิมเหลือพื้นที่น้อยสำหรับก่อสร้างทางชั่วคราว

ตำแหน่งที่ 2 จุดตัดระหว่างถนน สป.2003 บริเวณกิโลเมตรที่ 27+900 ในเขตตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งตำแหน่งนี้มีจุดเด่นที่ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบและมีชุมชนในพื้นที่ค่อนข้างน้อย แต่มีจุดด้อยคือมีตำแหน่งใกล้ด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรระหว่างก่อสร้าง ต้องรอแผนการพัฒนาแนวเส้นทางของกรมทางหลวงชนบทที่ชัดเจน การขนส่งวัสดุเพื่อการก่อสร้างยาก เนื่องจากไม่มีถนนเชื่อมต่อ และเขตทางเดิมเหลือพื้นที่น้อยสำหรับก่อสร้างทางชั่วคราว

ตำแหน่งที่ 3 จุดตัดระหว่างถนนรัตนโกสินทร์ 200 ปี บริเวณกิโลเมตรที่ 30+200 ในเขตตำบลเปร็ง อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ มีจุดเด่นคือสามารถเชื่อมต่อการเดินทางกับโครงข่ายถนนเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีระยะห่างจากด่านเก็บค่าผ่านทางลาดกระบังที่เหมาะสม ลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบ และพื้นที่ก่อสร้างไม่ผ่านลำน้ำสำคัญ แต่มีจุดด้อยคือมีบ้านเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก

โดยจากการพิจารณาคัดเลือกพบว่า ตำแหน่งที่ 3 มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีแนวเส้นทางที่ชัดเจน สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับปริมาณจราจรได้ดีและเอื้อต่อการเข้าถึงพื้นที่ก่อสร้างอย่างสะดวก ลดความยุ่งยากด้านการก่อสร้างและต้นทุนการขนส่งวัสดุ นอกจากนี้ยังมีต้นทุนจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินต่ำ และให้ประโยชน์ต่อผู้ใช้ทางมากกว่าแนวทางอื่น ส่วนการคัดเลือกรูปแบบทางแยกต่างระดับของโครงการ มีแนวทางเลือกทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่ 

ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 1 Double Trumpet มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทาง ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 2 Partial Cloverleaf with Semi Directional Ramp ฝั่งตะวันตกของแนวทางเลือก มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทางทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 3 Partial Cloverleaf with Semi Directional Ramp ฝั่งตะวันออกของแนวทางเลือก มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทาง 

ทั้งนี้ แม้ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 2 และรูปแบบที่ 3 จะมีลักษณะทางกายภาพและจุดเด่น-จุดด้อยโดยรวมใกล้เคียงกัน แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดด้านทิศทางการเดินทางบางจุดที่แตกต่างกัน 

ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 4 Trumpet with Semi Directional Ramp มีการก่อสร้างสะพานยกระดับ เพื่อรองรับการสัญจรระหว่างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 กับโครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อในทุกทิศทางโดยจากการพิจารณาคัดเลือกพบว่า ทางแยกต่างระดับรูปแบบที่ 4 Trumpet with Semi Directional Ramp มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีจุดเด่นในด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด และยังมีความเหมาะสมด้านวิศวกรรม ทั้งในแง่ความสะดวกในการก่อสร้างและการบริหารจัดการด่านเก็บค่าผ่านทาง สำหรับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ สำรวจและเก็บตัวอย่างด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำมาประกอบการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) โดยมีประเด็นที่ศึกษาครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากรสิ่งแวดลอมทางชีวภาพ คุณค่าการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งจะนำไปศึกษาต่อในขั้นรายละเอียด (EIA) เพื่อเตรียมกำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข และลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป

ภายหลังการประชุมครั้งนี้ กรมทางหลวง จะรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนนำมาพิจารณาประกอบการศึกษาและรายละเอียดของโครงการให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะดำเนินการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดข้อมูลโครงการไปสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่โครงการได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง โดยมีกำหนดจัดการประชุมหารือมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม (กลุ่มย่อย ครั้งที่ 2) ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม - กันยายน 2568 และกำหนดจัดประชุมสรุปผลการศึกษาโครงการ (สัมมนา ครั้งที่ 3) ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม 2568 เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาในทุกด้านให้ประชาชนได้รับทราบรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป โดยผู้สนใจสามารถติดตามความคืบหน้าและรายละเอียดของโครงการฯ ได้ที่ เว็บไซต์ www.m7-m9-interchange-ruamphathana-rd34.com หรือ Line Official : @515fcrum

โรงเรียนนายร้อยตำรวจครบรอบ 124 ปี เปิดเวทีประกาศเกียรติศักดิ์ดาวเงิน เชิดชูเกียรติศิษย์เก่าดีเด่น

โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้จัดการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาสรรหาศิษย์เก่าดีเด่น เพื่อรับรางวัล 'เกียรติศักดิ์ดาวเงิน' วานนี้ (27 พฤษภาคม 2568) เวลา 09.00 น. ณ ห้องเตมียเวส อาคารกองบัญชาการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกในวาระครบรอบ 124 ปี แห่งการก่อตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รร.นรต.

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อคัดเลือกศิษย์เก่าที่ได้รับการเสนอชื่อ 1 นายจากแต่ละรุ่น โดยมีผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด 28 นาย และมีผู้สละสิทธิ์ 5 นาย เหลือจำนวนผู้เข้ารับการพิจารณาคัดเลือกทั้งสิ้น 23 นาย การคัดเลือกมุ่งเน้นไปที่ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม องค์กรตำรวจ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เพื่อยกย่องและเชิดชูศักดิ์ศรีของศิษย์เก่าผู้ทรงคุณค่า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม

สำหรับผลการพิจารณาคัดเลือกเบื้องต้น ศิษย์เก่าที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่
1. พล.ต.อ.วินัย ทองสอง นรต.รุ่น 32 หมายเลข 9 ได้ 24 จาก 27 คะแนน
2. ศ.ร.ต.อ.ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ นรต.รุ่น 25 หมายเลข 4 ได้ 23 จาก 27 คะแนน
3. พล.ต.อ.ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ นรต.รุ่น 20 หมายเลข 2 ได้ 14 จาก 27 คะแนน
4. พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา นรต.รุ่น 28 หมายเลข 6 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
5. พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง นรต.รุ่น 41 หมายเลข 15 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
6. พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย นรต.รุ่น 48 หมายเลข 18 ได้ 13 จาก 27 คะแนน
7. พล.ต.ท.อนันต์ ภิรมย์แก้ว นรต.รุ่น 18 หมายเลข 1 ได้ 11 จาก 27 คะแนน
8. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นรต.รุ่น 30 หมายเลข 7 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
9. พล.ต.อ.สมพงษ์ ชิงดวง นรต.รุ่น 40 หมายเลข 14 ได้ 10 จาก 27 คะแนน
10. พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ นรต.รุ่น 45 หมายเลข 17 ได้ 10 จาก 27 คะแนน

ทั้งนี้ โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าผู้ได้รับการเสนอชื่อทุกท่าน ที่เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จและความมุ่งมั่นอันสูงสุด พร้อมย้ำเจตนารมณ์เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจให้กับศิษย์ปัจจุบันและสังคมโดยรวม

‘เอ ภักดี’ เจ้าของร้านภักดีคาเฟ่ ย้อนความหลัง ได้รับน้ำใจจาก “พระเอกกล้ามโต” รีวิวน้ำพริกให้ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน

(27 พ.ค. 68) นายฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ หรือ เอ ภักดี เจ้าของร้าน “ภักดี คาเฟ่” โพสต์เฟซบุ๊กถึง ‘อาร์ต พศุตม์‘ ว่า มีช่วงชีวิตหนึ่งที่ผมลำบากมากๆไม่มีอะไรทำ ต้องมาขายของออนไลน์ ทำน้ำพริกขาย ก็พอขายได้บ้างแต่ไม่มากครับ แต่แล้ว…

หลังบ้านสิครับ วันดีคืนดีไอ้น้องคนนี้ทักเข้ามาหาพี่(ไม่เคยรู้จักเขาเป็นการส่วนตัวเลยนะครับ) พี่เอครับ ผมขอซื้อน้ำพริกพี่เออย่างละ 5 ครับ เดี๋ยวผมจะช่วยพี่เอรีวิวด้วย เฮ้ย…ไอ้เราก็งงสิครับ อยู่ๆนักแสดงชื่อดัง แถมเราก็ชอบน้องมันด้วย เพราะเห็นน้องทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ เยอะแยะมากมาย หลังจากนั้น…พอน้องเขาได้น้ำพริกของผมไป ตั้งแต่บัดนั้นชีวิตของผมเปลี่ยนเลยครับ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ที่ผมใช้ชีวิตโดยการส่งน้ำพริกทั้งทั้งคืน…นี่แหละครับ…ไอ้พระเอกกล้ามโตของพี่

เชียงใหม่-ผบช.ภ.5 แถลงผลการจับกุมคดีชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยใช้อาวุธมีด

ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยใช้อาวุธมีดหน้าคอนโดฯ กลางเมืองเชียงใหม่ ยึดของกลาง เงินสด 135,000 บาท พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้หลบหนี"ในพื้นที่ สภ.เมืองเชียงใหม่

(27 พ.ค.68) เวลา 11.00 น. ณ.สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่  พลตำรวจโท กฤตราพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เป็นประธานการแถลงข่าว ผลการจับกุมผู้ต้องหาชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยใช้อาวุธมีดหน้าคอนโดฯ กลางเมืองเชียงใหม่ ยึดของกลาง เงินสด 135,000 บาท พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้หลบหนี"ในพื้นที่ สภ.เมืองเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่

เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2568 เวลาประมาณ 13.19 น. สภ.เมืองเชียงใหม่ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุนครพิงค์ว่ามีเหตุชิงทรัพย์ บริเวณลานจอดรถชั้น 1 อาคาร ซิตี้ทาวน์เวอร์ คอนโด ถ.ท่าแพ ต.ช้างม่อย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ และชุดสืบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุดังกล่าว เมื่อเดินทางมาถึงได้พบ Mr.Tan (ตัน ) ผู้เสียหาย อายุ 28 ปี สัญชาติ จีน ได้ให้รายละเอียดผ่านล่ามภาษาจีนว่า ได้มีชายไม่ทราบชื่อ ลักษณะเหมือนคนเอเชีย การแต่งกายสวมใส่เสื้อแขนยาวลายสลับขาวดำ กางเกงขายาวสีดำและสวมใส่ผ้าอนามัยปิดบังใบหน้า ได้ใช้อาวุธมีดข่มขู่ตน เพื่อให้ตนได้ส่งทรัพย์สินเงินสด จำนวน 135,000 บาท เมื่อคนร้ายได้เงิดสดแล้วจึงขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปในทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดและพยานในบริเวณที่เกิดเหตุและเส้นทางหลบหนีโดยรอบ

หลังเกิดเหตุ พบว่า คนร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซูเมอร์ เอ็กซ์ สีส้ม ทะเบียน 2 กณ 3598เชียงใหม่ ซึ่งจากการติดตามกล้องวงจรปิดพบว่าเส้นทางหลบหนีของคนร้ายได้วิ่งไปตามถนนหลัก และมองเห็นได้อย่างชัดเจน

โดยระหว่างหลบหนีคนร้ายได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุ บริเวณ ถ.เจริญประเทศ โดยเปลี่ยนจากชุดเสื้อแขนยาวลายสลับขาวดำ กางเกงขายาวสีดำ มาเป็นสวมเสื้อแขนสั้นคอกลมสีดำ และกางเกงขาสั้นสีดำ สวมใส่หมวกกัน น็อคสีขาว ขับขี่หลบหนีไปทาง ถ.เจริญราษฎร์ ไปยัง อ.สันทราย เข้าสู่คอนโด คานาเล่ (The Canale condo ) ในเวลาประมาณ 16.07 น. ซึ่งเป็นที่พักของคนร้ายและต่อมาเวลาประมาณ 16.30 น. คนร้ายได้ออกจากคอนโด ไปยังบริเวณคูเมืองเชียงใหม่เพื่อหลบการจับกุม จึงได้ไปเช่าหอพักไม่ทราบชื่อ แถวบริเวณ ถ.ราชดำเนิน

ขณะจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ติดตามคนร้ายมาโดยตลอด จนกระทั่งเวลา 12.00 น.ของวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 พบว่าคนร้ายได้กลับเข้ามายังคอนโดที่พักเขต อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ชุดสืบสวนจึงแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและทำการเข้าจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ ทราบชื่อภายหลังว่า คือ Mr.Eng Chee Hon (อิง ซี ฮอน)
สัญชาติ มาเลเซีย จึงได้ตรวจสอบกระเป๋าแบบคาด สีน้ำตาล พบของกลางเงินสดจำนวน 101,160 บาท รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ซูเมอร์ เอ็กซ์ สีส้ม ทะเบียน 2กณ 3598 เชียงใหม่ เสื้อผ้าที่ใช้ก่อเหตุ หมวกกันน็อคสีขาวที่ใช้ก่อเหตุ

โดย Mr.Eng Chee Hon ให้การรับสารภาพว่าได้ใช้มีดที่เตรียมมาด้วยก่อเหตุชิงทรัพย์ Mr.Tan Liaing (ต้น เหลียง)จริง เจ้าหน้าที่ตำรวจฯ จึงได้รวบรวมตรวจยึดของกลางทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน ควบคุมตัว Mr.Eng Chee Hon มายัง สภ.เมืองเชียงใหม่ และตรวจสอบข้อมูลการเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วพบว่า Mr.Eng Chee Hon (อิง ซี ฮอน) วีซ่าสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2568

แจ้งข้อกล่าวหาว่า "ชิงทรัพย์และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยการอนุญาตสิ้นสุด" นำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เหตุจูงใจในการกระทำความผิด เนื่องจาก Mr.Eng Chee Hon (อิง ซี ฮอน) เคยแลกสกุลเงิน ดิจิตอล(USDT) กับผู้เสียหายมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ปัจจุบัน ไม่มีเงินดิจิตอลและเงินสดเหลืออยู่เลย จึงวางแผนก่อเหตุชิงทรัพย์โดยอ้างกับผู้เสียหายว่าจะขอทำการแลกเงินดิจิตอลจำนวน 4,200 USDT ซึ่งคิดเป็นเงินไทยประมาณ 135,000 บาท เมื่อมาถึงคอนโดผู้เสียหายจึงได้ใช้มีดที่เตรียมมาด้วยก่อเหตุชิงทรัพย์ได้เงินจำนวน 135,000 บาทแล้วหลบหนีไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top