Thursday, 9 July 2026
NEWS

‘บอสชาตรี’ โพสต์เอง!! แย้มมีไฟต์เดือดมวย ONE ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ เตรียมปะทะ ‘น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย’

(16 ก.ค. 68) ‘บอสชาตรี’ ชาตรี ศิษย์ยอดธง บอสใหญ่ ONE Championship โพสต์บอกใบ้ถึงไฟต์ถัดไปของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ว่าอาจต้องดวลกับ “น้องโอ๋ ฮาม่ามวยไทย” นักชกจอมเก๋าวัย 38 ปี อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นแบนตัมเวต 

ล่าสุด รถถังโพสต์ถึงว่าที่คู่ชกว่า “นับถือพี่โอ๋มาตลอด เป็นแบบอย่างที่ดีของน้องๆ...เมื่อถึงเวลาต้องเจอกัน ก็ขอให้ต่างคนต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” พร้อมทิ้งท้ายขำๆ ว่า “ถ้าพี่เตะผมแรง ผมจะฟ้องพี่บอย (บอยท่าพระจันทร์) ให้ห้ามพี่เตะบอลอีก” 

ด้านน้องโอ๋ก็คอมเมนต์ตอบด้วยน้ำใจนักกีฬา “ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่...มันจะเป็นไฟต์ที่ทั้งเราและแฟนมวยทั่วโลกสนุกไปด้วยกัน” ทำให้ไฟต์นี้ถูกจับตาว่าจะเป็นอีกหนึ่งศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ทั้งดุเดือดและเต็มไปด้วยความหมายบนเวที ONE Championship

สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ผนึกกำลังแกนนำองค์องค์กรเครือข่าย ขับเคลื่อนงาน ด้านสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาคนพิการทางจิต

(16 ก.ค. 68) สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นำโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย และแกนนำองค์กรเครือข่ายทั่วประเทศ จัดโครงการเสริมพลังแกนนำองค์กรเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพจิตกับการพัฒนาคนพิการทางจิต และประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2567 ระหว่างวันที่ 9 – 12 กรกฎาคม 2568 ณ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ถนนสนามบิน ตำบลป่าแดด อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  และที่ห้องประชุมแกรนด์ภูคำ โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  โดยมีสมาชิกชมรมเครือข่ายของสมาคมทั่วประเทศเข้าร่วมงาน  ทั้งนี้ ได้จัดพิธีเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยมี นายพิสิฐ  พูลพิพัฒน์  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์   เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้  มีทั้งภาครัฐ และเอกชน  รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจในกิจกรรมของงาน

นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ นายกสมาคม ได้กล่าวว่า สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศ มีชมรมเครือข่ายทั่วประเทศจำนวน 157 ชมรม ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 สมาคมจะมีการขยายเครือข่ายในเขตกรุงเทพมหานครอีกจำนวน 12 เขต และอีกจำนวน 15 อำเภอ ใน 8 จังหวัดของภาคใต้  ซึ่งสมาคมจะมีสมาชิกชมรมเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานด้านจิตเช  และมีสมาชิกรายบุคคลทั้งหมด 8,423 คน  เป็นสมาชิกสามัญจำนวน 5,970 คน แบ่งเป็นคนพิการทางจิต 4,282 คน ผู้ดูแล 1,686 คน สมาชิกวิสามัญ  2,453 คน  โดยสมาคมฯ พบว่าคนพิการทางจิตส่วนมากยังไม่ได้รับการจ้างงานตามกฎหมายอีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการประกอบอาชีพอิสระ ผลมาจากการที่คนพิการทางจิตยังขาดการฟื้นฟูทักษะด้านอาชีพ ซึ่งการมีอาชีพมีงานทำของคนพิการทางจิตถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ เพราะการทำงานมีอาชีพและมีรายได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน บทบาทและหน้าที่ที่สำคัญของแกนนำขององค์กรเครือข่าย  จึงมีความจำเป็นอย่างมาก  ที่จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน   พร้อมผลักดันให้คนพิการทางจิตเข้าถึงสิทธิต่างๆที่รัฐจัดให้ได้เพิ่มมากขึ้น กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมการประชุม ,การเสวนา, การบรรยายความรู้ทางวิชาการในหัวข้อต่างๆ อาทิ
 
• บรรยาย “สติปัญญาทุกลมหายใจเพื่อสันติสุขอย่างยั่งยืน”
วิทยากรโดย พระครูสังฆกิจดิลก, ดร. เจ้าอาวาสวัดสารอด กทม.
• เสวนา“แผนยุทธศาสตร์สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ประจำปี 2568-2571 และแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านจิตเวชของชมรมเครือข่าย”
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงเสน
• เสวนา “โอกาสคืนสู่สังคมของผู้ป่วยจิตเวชกับบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว”
วิทยากรโดย 
1.คุณต้นกล้า ชัยอนันต์ ปันชู ผู้ประกาศข่าวช่อง 8 สื่อทีวีดิจิทัล
2.คุณเบนซ์ จิรายุ จันทรวงษ์ อินฟูเรนเซอร์ ชื่อดัง และ ผู้สื่อข่าวโซเชียล
3.คุณบอล ณัฐพล รัตนิพนธ์ ผู้ดำเนินรายการ
• บรรยาย “ปลูกพลังจิตอาสา สร้างเครือข่ายเยียวยาใจในชุมชน”
วิทยากรโดย ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ร่วมด้วยวิทยากรสมทบ และที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ในการแบ่งกลุ่มทำแผนปี 2569   ประกอบด้วย
1.เครือข่ายภาคเหนือ
วิทยากรโดย น.ส.ญาณี ชีวะเจริญ กรรมการบริหารสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
2.เครือข่ายภาคกลาง
วิทยากรโดย นางกัลยา อ่อนจันทร์ ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
3.เครือข่ายภาคอีสาน
วิทยากรโดย นางณัฐกฤตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
4.เครือข่ายภาคตะวันออก
วิทยากรโดย นางฉวีวรรณ ป้องพาล ที่ปรึกษาสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย
5.เครือข่ายภาคใต้
วิทยากรโดย พ.ต.ท.สันติ ลามะ ที่ปรึกษาเครือข่ายสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย 
สาขาภาคใต้ 
6.เครือข่ายเขตกรุงเทพมหานคร 
วิทยากรโดย รศ. ดร.ศุภชัย เหมือนโพธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาคุณภาพชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิททยาเขตกำแพงเสน 
7.ชมรมตะวันทอแสง (ชมรมของคนพิการทางจิตโดยคนพิการทางจิตและเพื่อคนพิการทางจิต) วิทยากรโดย นางนุชจารี คล้ายสุวรรณ  นายกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมออกบูทร้านค้าจากแกนนำชมรมเครือข่ายองค์กรภายใต้สมาคม เพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย จากภาคต่างๆจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้า ที่นำสินค้าจาก ผู้บกพร่องทางจิตเป็นผู้ผลิต  รวมทั้งของแกนนำ อาสาสมัครจากชมรมต่างๆมาจัดจำหน่าย เพื่อเป็นการฝึกอาชีพ ฝึกการขาย ฝึกวิธีการจัดจำหน่ายให้แก่คนพิการและองค์กรเครือข่ายต่างๆทั่วประเทศ  ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก

รฟท. เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอนพ่นสีรถไฟ ย้ำ ดำเนินคดีถึงที่สุดปกป้องสมบัติของประเทศ

(15 ก.ค. 68) รฟท.เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอน พ่นสีหัวรถจักร - ตู้โดยสาร ย้ำดำเนินคดีถึงที่สุด เพื่อปกป้องสมบัติของประเทศไทย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติ ใช้สีสเปรย์พ่นลงบนหัวรถจักรและตู้โดยสารของขบวนรถด่วนที่ 171 เส้นทางกรุงเทพฯ–สุไหงโกลก บริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ ถนนกาญจนาภิเษก เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ทรัพย์สินของการรถไฟฯ ได้รับความเสียหาย และทำให้ขบวนรถต้องเสียเวลา ทั้งนี้ นายสถานีได้รีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุโดยทันที และสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้

ทั้งนี้ จากการตรวจค้นในที่เกิดเหตุ พบกระป๋องสีสเปรย์จำนวน 10 กระป๋องอยู่ในความครอบครองของนักท่องเที่ยวรายดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่สถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑล ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐ และไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต เพราะทรัพย์สินของการรถไฟฯ ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือมี

การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันดูแลรถไฟไทยให้เป็นสมบัติของคนไทยตลอดไป

กระทรวงกลาโหม เปิดตัวทีมโฆษกใหม่ เน้นสื่อสารทันสมัยสร้างความเข้าใจคนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ (7 ก.ค. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำภารกิจด้านความมั่นคงจะเข้มแข็ง ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจและมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐ โปร่งใส เปิดเผย ประชาชนมีส่วนร่วม นี่คือรากฐานใหม่ของการสื่อสารเพื่อความมั่นคงของชาติ

สำหรับทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย  

1. พลโท เทวัญ ตันกุล เป็น หัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
2. พลตรี แรงภูมิ เหมะทัพพะ เป็น รองหัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม 
3. พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
4. พันเอก วีรยุทธ์ น้อมศิริ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
5. พันตรีหญิง องค์กช วรรณภักตร์ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
6. ร้อยเอก บรรลุ ฉลาดปรุ เป็น คณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม

เพื่อให้การสื่อสารของกระทรวงกลาโหมมีความทันสมัย เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด "สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม" 

ทีมโฆษกชุดนี้ได้ถูกปรับโครงสร้างให้มีความกระชับ คล่องตัว และเปิดกว้าง ภารกิจของทีมโฆษก ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแถลงข่าวหรือชี้แจงประเด็นต่าง ๆ แต่ยังรวมถึง การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจของกองทัพอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง การช่วยเหลือประชาชน และบทบาทของทหารในโลกยุคใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของทีมที่พร้อมจะเป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริง” สู่สังคมไทย เพราะการสื่อสารที่ดี... คือพลังเสริมความมั่นคงของประเทศ

กองทัพอากาศไทย–สิงคโปร์ ซ้อมรบทางอากาศ Air ThaiSing 2025 ฉลอง 60 ปีทางการทูต!! ส่งสัญญาณร่วมปกป้องอธิปไตยของชาติ

(15 ก.ค. 68) กองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์เปิดฉากการฝึกผสมทางอากาศ “Air ThaiSing 2025” ณ กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา และสนามฝึกชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ระหว่างวันที่ 14-25 กรกฎาคมนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ทั้งด้านภาษา แนวคิด และวัฒนธรรมทางทหาร

ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต สิงคโปร์ได้ตกแต่งแพนหางเครื่องบิน F-16D ด้วยตราสัญลักษณ์พิเศษ พร้อมร่วมกับไทยปลูก “Friendship Tree” เป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ที่เติบโตและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

การฝึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินแบบ AT-6TH ของไทยจากฝูงบิน 411 กองบิน 41 (เชียงใหม่) เข้าร่วมฝึกกับเครื่องบิน F-16 จากทั้งสองชาติ เสริมประสิทธิภาพการรบทางอากาศและความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้ยังสะท้อนจุดยืนของสิงคโปร์ในเวทีอาเซียน ที่เคยแสดงจุดยืนชัดเจนในการผลักดันประเด็นสำคัญร่วมกับไทย แม้เสียงในสภาอาเซียนจะยังไม่ถึงครึ่ง แต่ภาพความร่วมมือทางทหารในวันนี้คือคำตอบของ “มิตรแท้ประเทศไทย”

ขอนแก่น - "มทบ.23" รับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่อีสานเหนือ

(15 ก.ค. 68) ด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเมล็ดพันธุ์พืชให้กับโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการทหารพันธุ์ดีชุมชนเบิกบานอาหารปลอดภัยในพื้นที่อีสานตอนบนจำนวน 50 โรงเรียนเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารแก่นักเรียน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ กองพลทหารม้าที่ 3 อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น พันโท เรืองฤทธิ์ ศรีโยธา รองผู้บังคับกองพันมณฑลทหารบกที่ 23 เป็นผู้แทนผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 เข้ารับมอบเมล็ดพันธุ์พืชพระราชทาน "เพื่อนช่วยเพื่อน" พื้นที่อีสานเหนือ โดยมีพลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 3 เป็นประธานในการมอบ ที่ กองพลทหารม้าที่ 3 เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนในความพื้นที่รับผิดชอบ 1 โรงเรียน ได้แก่โรงเรียนพระเทพญาณวิศิษฏ์อุดมวิทย์ ตำบลนิคมห้วยผึ้ง อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์

เพื่อใช้เพาะปลูกเป็นอาหารกลางวันให้กับนักเรียน และแบ่งปันผลผลิตให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ตามแนวพระราชดำริ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาสยามบรมราชกุมารี โดยโครงการทหารพันธุ์ดี มณฑลทหารบกที่ 23 จะนำเมล็ดพันธุ์ ไปมอบให้กับโรงเรียน และแนะนำการเพาะเมล็ด การเตรียมเพาะปลูกต่อไป

จเรตำรวจแห่งชาติเตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติ โทษหนักจำคุก 41 ปี บัญชีม้า ล่าสุดสั่งตะครุบตัว 6 คนไทยถูกส่งตัวกลับ ตรวจสอบเกี่ยวข้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์

(14 ก.ค. 68) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบบุคคลที่ทางการกัมพูชาส่งกลับประเทศไทยผ่านทางท่าอากาศยาน เป็นคนไทยจำนวน 6 คน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ นายภูวนัย , นางสาวสุวิมล ส่งตัวมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วน นางสาวปรียา , นางสาววัลลภา , นายจักรกฤษณ์ และ นายพรชัย ส่งตัวมายังท่าอากาศยานดอนเมือง ได้มอบหมายให้สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ , สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี , สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง , สถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก , กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 2 , กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 , กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ควบคุมตัวทั้ง 6 คน สอบสวนปากคำ และตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีการกระทำความผิดจะเข้าสู่การดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย และขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เตือนเข้มอย่าเป็นคนไทยขายชาติที่ไปร่วมขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะการดำเนินคดีคนไทยที่ไปเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีความเด็ดขาดและได้รับโทษสูง เช่น กรณีแก๊งธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า คนไทย 6 ราย ศาลพิพากษาจำคุกสูงสุดถึง 119 ปี 234 เดือน ข้อหา “อั้งยี่ ซ่องโจร ฉัอโกง , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราบปรามการมีส่วนร่วมใบองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการพ่อกเงิน และความผิดต่อพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยรายที่ 1 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 258 เดือน , รายที่ 2 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 243 เดือน , รายที่ 3 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 252 เดือน , รายที่ 4 (บัญชีม้า) จำคุก 41 ปี 249 เดือน , รายที่ 5 และ 6 (ธุระจัดหาฯ) จำคุกคนละ 119 ปี 234 เดือน (คงจำคุกคนละ 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา91(3)) พร้อมยึดทรัพย์สินรถยนต์ 4 คัน และของกลางอื่นๆ คืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย 39 ราย รวมมูลค่าเกือบ 6 ล้านบาท

เชียงใหม่-กองบิน 41  จัดพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตรและนายทหารชั้นประทวน

(14 ก.ค.68) นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีประดับเครื่องหมายยศนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวนที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น โดยมีหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ร่วมเป็นเกียรติในพิธี ณ หอประชุมเดชะตุงคะกองบิน 41
     
ในการนี้ มีนายทหารชั้นสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวน ที่ได้รับการแต่งตั้งและเลื่อนชั้นยศสูงขึ้น จำนวนทั้งสิ้น 26 นาย เป็นว่าที่เรืออากาศเอก จำนวน 1 นาย ว่าที่เรืออากาศโท จำนวน 7 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรี จำนวน 14 นาย เป็นพันจ่าอากาศตรีหญิง จำนวน 1 นาย เป็นจ่าอากาศเอก จำนวน 2 นาย และเป็นจ่าอากาศโท  จำนวน 1 นาย

(สุรินทร์) มทบ.25 เยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 และครอบครัว สร้างขวัญกำลังใจ และพัฒนาคุณภาพชีวิตตามนโยบายของกองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมด้วย คุณสายธาร กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มณฑลทหารบกที่ 25 พร้อมคณะ, มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ,จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน, ได้เดินทางเพื่อเข้าเยี่ยมน้องทหารใหม่ 1/68 คือ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน พร้อมครอบครัว ซึ่งมีฐานะยากจนและมารดาป่วยเป็นโรคไต ณ บ้านเลขที่ 170 บ้านศาลา หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านชบ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ โดยเบื้องต้นได้มอบสิ่งอุปโภค-บริโภค ให้กับน้องทหารใหม่และครอบครัว ทั้งนี้ พัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหาร กองทัพภาคที่ 2 ได้มีโครงการ ซ่อม/สร้าง บ้านให้กับทหารกองประจำการ โดย มณฑลทหารบกที่ 25 ได้สำรวจตรวจสอบและวางแผนที่จะปรับปรุงบ้านของ พลฯณธนกฤต โพธิ์เงิน ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อช่วยเหลือและตอบแทนในความเสียสละในการเข้ามารับใช้ประเทศชาติ และเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องทหารใหม่ ตามนโยบายของกองทัพบก

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า  ข่าว/ภาพ

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดพิธีมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ กองทัพบก

(14 ก.ค. 68) พลตรี ไชยนคร กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 และคุณสายธาร  กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ มี พันเอก พรพิเชษฐ์  เกตุพันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ร่วมมอบ เครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ครอบครัว ตามที่กองทัพบกได้มีนโยบายให้มีการมอบเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ รายละ 3,000 บาท ซึ่งมณฑลทหารบกที่ 25 มีกำลังพลได้รับเงินสงเคราะห์ให้แก่บุพการีที่ทุพพลภาพ งวดที่ 19 จำนวน 8 ราย เป็นเงิน 24,000 บาท ซึ่งมีบุพการีที่ทุพพลภาพ จำนวน 8 ราย ดังนี้ 1.พันเอก สมปอง เปี่ยมศิริกุล บุพการีของ สิบเอกหญิง ปิยะนาถ เปี่ยมศิริกุล 2.นางปัด กระแสโสม บุพการีของ พันตรี สมชาย กระแสโสม 3.นางบุญนาค มะลิลา บุพการีของ ร้อยเอก เทวา มะลิลา 4.นางจงกรณ์ พรายแก้ว บุพการีของ จ่าสิบเอกหญิง อรอนงค์ พรายแก้ว 5.นางวิไล สุกใส บุพการีของ ร้อยตรี ชาญณรงค์ สุกใส 6.นายเปี่ยง พาชื่น บุพการีของ ร้อยเอก ประนอม พาชื่น 7.นางเรณ เงินดี บุพการีของ สิบโท สมคิด เงินดี 8.นายมูล สุทธิสุวรรณ บุพการรีของ สิบตรี นกน้อย สุทธิสุวรรณ  โดยมี พันเอก รณชัย ศรีชนะ หัวหน้ากองกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวรายงาน

ปุรุศักดิ์  แสนกล้า ข่าว/ภาพ

‘ดร.เลอพงษ์’ ชวนร่วมอัปเดตสงครามอิหร่าน-อิสราเอล พบกันพุธที่ 16 ก.ค. นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่

(14 ก.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ชวนร่วมอัปเดตสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อิสราเอล  ในวันพุธที่ 16 กรกฎาคม นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่ เริ่ม 14:00 น. เป็นต้นไป

‘กัมพูชา’ แอบสอดใส้เคลม 22 วรรณกรรมไทย ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จ

(14 ก.ค. 68) กัมพูชา เอาวรรณกรรมไทยพระราชนิพนธ์ในหลวง ร.1 ร.2 ร.5 และ สุนทรภู่ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จเป็นรายล่าสุด..

จากเว็บไซต์ของห้องสมุดยูเนสโก ( Unesco Digital Library ) แสดงให้เห็นถึงเอกสารของกัมพูชาซึ่งอ้างว่าตีพิมพ์เมื่อปี 2004 โดยปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกเป็นรายล่าสุด ว่าแต่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรกันอยู่ !!

นี่คือวรรณกรรมไทย  ที่เขมรนำไปสอดไส้ขึ้นทะเบียนต่อ Unesco และได้รับการขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อย เพราะเราไม่คัดค้าน

รายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นโดยชาวไทย แต่ถูกเขมรนำไปขึ้นทะเบียนต่อ Unesco ในหัวข้อ 'มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Cultural heritage of Cambodia' 

วรรณกรรมไทยเหล่านี้ถูกเขมรเคลมเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการแสดง Royal Ballet of Cambodia โดยเขมรอ้างว่ารายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2545 จากละครเรื่อง "พระทอง นางนาค" (ละครพื้นบ้าน ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปี 2473)ในสมัยของ สมเด็จพระสีสุวัถติ์ มุณีวงศ์

รายชื่อวรรณกรรม ตามหัวข้อ/ผู้แต่งมีดังนี้ 
1. ไกรทอง - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 นิทานพื้นบ้าน
2. พระสมุท - พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระมหาอุปราชวังหน้า ร.5
3. อุณรุท - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 จากบทละครในเรื่องอุณรุท สมัยอยุธยาตอนปลาย 
4. พระสังข์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2  บทละครนอก
5. พระทิณวงศ์ - นิทานพื้นบ้านภาคกลาง จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2458
6. จันทโครพ -  ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
7. พระเวสสันดร - ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
8. อิเหนา - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 บทละครรำ
9. อนิรุทธกินรี - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 มาจากบทละครเรื่องอุณรุทสมัยอยุธยาตอนปลาย
10.  ศุภลักษณ์ - มาจากตอนศุภลักษณ์อุ้มสม เรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
11. รามเกียรติ์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 2
14. พระสุธน-มโนราห์ - บทละครสมัยอยุธยา มาจากพระสุธนชาดก แต่งเป็นคำฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยาอิศรานุภาพ
15. กากี - คำกลอนวรรณคดี เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บทเห่กล่อมพระบรรทม แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
16. สีดาลุยเพลิง - จากรามเกียรติ์ตอนสีดาลุยไฟ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
17. จองถนน -  จากรามเกียรติ์ตอนจองถนน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
20. ทิพสังวาล -  หนังสืออ่านเล่นในสมัยรัชกาลที่ 5
22. ลักษณวงศ์ - แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)

มจธ. มุ่งเป้าพัฒนาวิศวกรรมก่อสร้างชั้นสูง พร้อมปั้นนวัตกรรมตอบโจทย์ "เมกะซิตี้ไทย"

(14 ก.ค. 68) มหานคร (Megacity) คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นตั้งแต่ 10 ล้านคนขึ้นไป การเติบโตของเมืองในระดับนี้มักนำมาซึ่งปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความท้าทายในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ การพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืนได้

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคต กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ หรือ เมกะซิตี้  นอกจากนี้เมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่ เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางภาคตะวันออกมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมกะซิตี้ในอนาคต ซึ่งในการบริหารการก่อสร้างหรือพัฒนาเมกะซิตี้เหล่านี้จำเป็นต้องครอบคลุมการออกแบบและใช้วัสดุอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดคาร์บอน การพัฒนาระบบ Smart Mobility ที่มีทั้งการจราจรอัจฉริยะและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่” 

โครงการฯ นี้ได้รับทุนสนับสนุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 15 ล้านบาท และงบประมาณสนับสนุนจาก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. จำนวน 3 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท มีระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย 3 ปี โดยมีเป้าหมายหลักที่จะมุ่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวัสดุและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการเมกะซิตี้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ 1. เทคโนโลยีวัสดุใหม่และการก่อสร้างแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนา Green Technology สำหรับงานก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มีความยั่งยืน และทนทาน รวมถึงการวิจัยวัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการ เน้นการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และปัญหาขยะ 3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว) และภัยจากความมั่นคง (เช่น การก่อการร้าย) เน้นการประยุกต์ใช้กลศาสตร์การคำนวณขั้นสูงและเทคโนโลยีการตรวจสมัยใหม่ รวมถึงการเก็บข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data) สำหรับการบริหารจัดการเมืองใหญ่และพัฒนาระบบเตือนภัยสำหรับโบราณสถาน และ 4. เทคโนโลยีการสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) เน้นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบราง การขนส่งทางเรือ และการจัดการขนส่งในเมืองใหญ่ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงมาตรฐานในด้านความปลอดภัยสำหรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล ผู้อำนวยการโครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา และรองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. และ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชาติ ตั้งจิรภัทร  หัวหน้าห้องปฏิบัติการคอนกรีต ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้ร่วมกันกล่าวถึงบทบาทของวิศวกรรมโยธาในการพัฒนาเมกะซิตี้ว่ารากศัพท์ของโยธามาจาก Civil Engineering หมายถึง วิศวกรรมพลเรือนที่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนและเมือง ดังนั้นวิศวกรรมโยธามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมกะซิตี้ โครงการนี้จึงมุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านวิศวกรรมชั้นสูงและวิจัยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการปลูกฝังกระบวนการคิดตั้งแต่โจทย์วิจัยไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อให้มีคนทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ แม้มีเงินทุนหรือโจทย์ก็ไร้ประโยชน์หากไม่มีบุคลากร การสร้างคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก และงานวิจัยกลุ่มนี้น่าจะตอบสนองนโยบายระยะยาวของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทยมีบุคลากรที่จบวิศวกรรมโยธาอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคสนามหรืองานก่อสร้างเป็นหลัก แต่คนที่ทำงานด้านวิจัยชั้นสูง (Advanced research) เพื่อสร้างมาตรฐานและกำหนดทิศทาง รวมถึงแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางวิชาการและวิชาชีพยังมีไม่มาก ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องทำงานและพัฒนาวิศวกรรมชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชั้นสูงเป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และครอบคลุมมากกว่างานวิจัยทั่วไปที่ผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะทำได้ 

“ผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคตของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังคนทักษะสูง ด้านนวัตกรรมวัสดุสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการเมือง การประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายเพื่อการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน”

4 ตัวแทนเคมีโอลิมปิกไทย คว้า 4 เหรียญรางวัล จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ได้โพสต์ข้อความว่า ปรบมือดังๆ กับผลงานสุดปังๆๆ ของเหล่าผู้แทนเคมีโอลิมปิกประจำปีนี้ เปิดฉากวิชาแรกด้วย 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-14 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย

1. นางสาวรวิสรา โชคดีพาณิชย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญทอง

2. นายพีรกร ตรีจักรขจร จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญเงิน

3. นายปัญญ์ แซ่จาง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าเหรียญเงิน

4. นายดรัณ แม้นโกศล จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย คว้าเหรียญทองแดง

สำหรับคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น หัวหน้าทีม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2. ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ รองหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ผศ.ดร.ภูมิเดช พู่ทองคำ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. รศ.ดร.จตุรงค์ สุภาพพร้อม ผู้ช่วยหัวหน้าทีม (ผู้แทนมูลนิธิ สอวน.) จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

5. นายเจริญศักดิ์ เมืองแก้ว ผู้จัดการทีม จาก สสวท.

สำหรับคณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 และ สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 20.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สั่งปิดชั่วคราว โรงงานน้ำแข็งแอมโมเนียรั่ว เบื้องต้นไม่พบรอยรั่ว คาดสาเหตุเกิดจากพนักงาน

(14 ก.ค. 68) จาก เหตุการณ์ สารแอมโมเนียรั่ว จากโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เลขที่ 9/16 ม.5 ภายในซอยเนินพลับหวาน ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อเวลา 22.06 น. ของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยไม่ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแต่อย่างใด ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (14 ก.ค.68) นายพัชรพัชร์ ศรีธัญญนนท์ นายอำเภอบางละมุง พร้อมด้วย นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี นายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา นายวันชัย แสนงาม รองนายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นายแพทย์วิชัย ธนาโสภณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหาสาเหตุ และค่าสารแอมโมเนียภายในโรงน้ำแข็งดังกล่าว โดยมี นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์  ค่อยชี้แจงรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่

นางสาววิไลลักษณ์ จีนศรี หัวหน้ากลุ่มนโยบายและแผนงาน ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี  เปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่ว เมื่อช่วงคืนวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมาในช่วงเวลา 22.00น. และในเวลา 22.30น. เจ้าหน้าที่โรงงานสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นกับเจ้าของโรงงานน้ำแข็ง และพนักงาน ทราบว่า ยังไม่ได้ทฃมีการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์เครื่องทำความเย็น จึงเป็นเหตุให้อุตสาหกรรมจังหวัดมีคำสั่งหยุดประกอบกิจการทั้งหมดเป็นการชั่วคราว ตามความในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 จนกว่าจะได้การดำเนินการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.โรงงาน โดยทางเจ้าของโรงงานจะต้องส่งรายงานการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องจักร ซึ่งรายงานดังกล่าวจะต้องมีการรับรองจากวิศวกรควบคุม  ทั้งนี้ หลังได้รับรายงานเอกสารจากโรงงานแล้วทางอุตสาหกรรมจังหวัดจะส่งพนักงานเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบมาตรฐาน ก่อนจะมีการพิจารณาให้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งต่อไป ส่วนสาเหตุนั้นจากข้อสันนิฐานของโรงงานทราบว่า เบื้องต้นเกิดจากความผิดพลาดจากตัวคนงาน ที่อาจจะไม่ได้ดำเนินงานไปตามขั้นตอนวิธีปฏิบัติจึงทำให้ระบบเซฟตี้วาล์วทำงานจนทำให้มีการระบายแอมโมเนียออกไปสู่ชั้นบรรยากาศ

ด้าน ร.ต.อ.หญิงกัญรภา มุกดาสนิท ผู้อำนวยการสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์สารแอมโมเนียรั่วนั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอบางละมุงและ เจ้าสำนักสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเมืองพัทยา ได้บูรณาการร่วมในการตรวจสอบหน้างาน พบว่า ขณะนี้ไม่พบกลิ่นของสารแอมโมเนียในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการยืนยันและให้ได้ค่ามาตรฐานที่ถูกต้อง และเกิดความสบายใจของประชาชนโดยรอบพื้นที่โรงงาน หน่วยงานสาธารณสุขและเจ้าหน้าสคร.6 จะทำการตรวจสอบมวลพิเศษทางด้านอากาศ รวมถึงน้ำดื่ม และน้ำแข็ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับผู้บริโภค ทั้งนี้ จากรายงานจากโรงพยาบาลและผู้นำชุมชน ยังไม่พบการร้องเรียนในเรื่องของการเจ็บป่วยที่รุนแรงแต่อย่างใด และในขณะนี้เหตุการณ์ยังปกติ ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก จากนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมตรวจสอบให้เร็วที่สุด

ขณะที่ นายพิมลธรรม แสงจันทร์ กรรมการบริหารโรงน้ำแข็งมารีน เฟรซเซอร์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทราบว่าเมื่อช่วงเวลา 22.00น.ของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา พบมีกลิ่นแอมโมเนียออกมาจากถังบรรจุขนาด 30 ตัน หลังเกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วออกมา พนักงานก็ได้ทำการปิดวาล์วทั้งหมดทันที เพื่อระงับกลิ่นไม่ใช้ชาวบ้านเดือนร้อน เมื่อระงับกลิ่นเสร็จก็ทำการหยุดการผลิต และมาในช่วงเช้าก็ได้ทำการตรวจสอบหาสาเหตุเพิ่ม โดยให้เจ้าของเครื่องและทีมเอาท์ซอสของโรงงานร่วมตรวจสอบหาสาเหตุ จากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีรอยรั่วจากตัวเครื่องจักร แต่จะเป็นในส่วนความผิดพลาดของพนักงาน ที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนนี้ทางโรงงานจะมีการสอบสวนอีกครั้ง จากนี้ทางโรงงานก็พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของภาครัฐทุกขั้นตอนทั้งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อตรวจสอบมาตรฐานการผลิต และรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top