Thursday, 9 July 2026
NEWS

ศาลอาญาสั่งจำคุกอ่วม!! แกนนำ กปปส. ชุมนุมขับไล่ รัฐบาล ‘ยิ่งลักษณ์’ สุเทพโดนคุก 5 ปี พุทธะอิสระโดนจำคุก 4 ปี 8 เดือน

ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีกบฏ กปปส. ชุดใหญ่สำนวนหลัก หมายเลขดำ อ.247/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. กับพวกแกนนำและแนวร่วม กปปส. รวม 39 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ, ก่อการร้าย, ยุยงให้หยุดงานฯ, กระทำให้ปรากฏด้วยวาจาหรือวิธีการอื่นใดฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในราชอาณาจักรฯ, อั้งยี่, ซ่องโจร, มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองฯ, บุกรุกในเวลากลางคืนฯ และร่วมกันขัดขวางการเลือกตั้งฯ โดยนายสุเทพกับพวกจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัวทุกคน

คดีนี้ อัยการโจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดพวกจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 23 พ.ย. 2556 - 1 พ.ค. 2557 ต่อเนื่องกัน นายสุเทพ จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งคณะบุคคล ชื่อ ‘คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ หรือกลุ่ม กปปส. มีนายสุเทพเป็นเลขาธิการ โดยร่วมกันมั่วสุมเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร กองกำลังแบ่งหน้าที่กันกระทำก่อความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ฐานเป็นกบฏเพื่อล้มล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ โดยร่วมกันยุยง ปลุกระดมให้ประชาชนทั่วประเทศกระด้างกระเดื่องร่วมชุมนุมขับไล่ ก่อความไม่สงบเพื่อขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ให้ออกจากตำแหน่ง รวมทั้งขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วไป เพื่อมิให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ให้ข้าราชการระดับสูงรายงานตัวกับกลุ่ม กปปส.

จากนั้น กปปส.จะแต่งตั้งคณะบุคคลเข้าบริหารประเทศเป็นรัฐบาลประชาชน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งจะออกคำสั่งแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม. โดยจะนำรายชื่อขึ้นกราบบังคมทูลเอง รวมทั้งจัดตั้งกองกำลังส่วนหนึ่งพร้อมอาวุธเข้าไปบุกยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานสำคัญต่างๆ หลายแห่ง เช่น ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานเขตหลักสี่ ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (สนามกีฬาไทย - ญี่ปุ่น ดินแดง) เพื่อไม่ให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ รวมทั้งการปิดกั้น ขัดขวางเส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นอกจากนี้ ช่วงระหว่างวันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค. 2557 พวกจำเลยได้บังอาจปิดกรุงเทพมหานครด้วยการตั้งเวทีปราศรัยทั่วกรุงเทพฯ รวม 7 จุด ปิดกั้นเส้นทางการจราจร จัดตั้งกองกำลังรักษาพื้นที่ วางเครื่องกีดขวาง ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง การกระทำของพวกจำเลยล้วนไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ เหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร และอีกหลายท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน

โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษพวกจำเลยด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116, 117, 135/1, 209, 210, 215, 216, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 76, 152

สำหรับรายชื่อจำเลยคดีนี้ทั้งหมด 39 คน เรียงลำดับ ประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ 2.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย 3.นายชุมพล จุลใส 4.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 5.นายอิสสระ สมชัย 6.นายวิทยา แก้วภราดัย 7.นายถาวร เสนเนียม 8.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 9.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 10.น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก 11.พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ 12.นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 13.นายยศศักดิ์ โกไศยกานนท์ 14.นายถนอม อ่อนเกตุพล 15.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 16.นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ 17.นายสาธิต เซกัลป์ 18.น.ส.รังสิมา รอดรัศมี 19.พล.อ.ท.วัชระ ฤทธาคนี 20.พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ

21.นายแก้วสรร อติโพธิ 22.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 23.นายถวิล เปลี่ยนศรี 24.เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ 25.นายมั่นแม่น กะการดี 26.นายคมสัน ทองศิริ 27.พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ 28.นายพิภพ ธงไชย 29.นายสาวิทย์ แก้วหวาน 30.นายสุริยะใส กตะศิลา 31.นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด 32.พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ สุปิยะพาณิชย์ 33.นายสำราญ รอดเพชร 34.นายอมร อมรรัตนานนท์ 35.นายพิเชษฐ พัฒนโชติ 36.นายสมบูรณ์ ทองบุราณ 37.นายกิตติชัย ใสสะอาด 38.นางทยา ทีปสุวรรณ 39.นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

วันนี้ นายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. กับพวกจำเลยรวม 37 คน เดินทางมาศาล ส่วน พล.อ.ปรีชา จำเลยที่ 11 เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ พ.ต.ท.ภัทรพงศ์ จำเลยที่ 32 ซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำด้วยคดีอื่น ให้รับฟังคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำ ขณะที่บรรยากาศในศาล มีผู้ชุมนุมอดีต กปปส. จำนวนหนึ่ง มามอบดอกไม้ให้กำลังใจจำเลยคดี กปปส. พร้อมร่วมรับฟังคำพิพากษาผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ที่ศาลจัดแยกไว้ให้ที่ห้องพิจารณา 701 ด้วย ในส่วนการรักษาความปลอดภัย มีเจ้าพนักงานตำรวจศาล และเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.พหลโยธิน ร่วมกันดูแลความสงบเรียบร้อย

ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาเวลา 10.51 น. เสร็จสิ้นในเวลา 17.20 น. พิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว มีผลพิพากษาจำคุกจำเลยสำคัญคือนายสุเทพ จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี, นายชุมพล จำเลยที่ 3 จำคุก 9 ปี 24 เดือน, นายพุทธิพงษ์ จำเลยที่ 4 จำคุก 7 ปี, นายอิสสระ จำเลยที่ 5 จำคุก 7 ปี 16 เดือน, นายวิทยา จำเลยที่ 6 จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท, นายถาวร จำเลยที่ 7 จำคุก 5 ปี, นายณัฏฐพล จำเลยที่ 8 จำคุก 6 ปี 16 เดือน, นายเอกนัฏ จำเลยที่ 9 จำคุก 1 ปี ปรับ 13,333 บาท และนายสุวิทย์ จำเลยที่ 16 จำคุก 4 ปี 8 เดือน เป็นต้น


ที่มา: https://mgronline.com/crime/detail/9640000018524

หอการค้าไทยประเมินเศรษฐกิจช่วงหยุดยาววันมาฆบูชา เชื่อตัวเลขตกเหลือ 2.3 พันล้าน ลดลง 9.38% จากเดิม 2,601 ล้านบาท คาดคนกลัวโควิด แต่โดยภาพรวมเศรษฐกิจยังดีกว่าช่วง ‘ตรุษจีน - วาเลนไทน์’

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุ โควิด-19 ทุบเศรษฐกิจเหลือ 2.3พันล้าน หลังประเมินทัศนคติ พฤติกรรมและการใช้จ่ายของผู้คนในช่วงวันมาฆบูชา

จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,215 ตัวอย่าง สำรวจตั้งแต่วันที่ 10 - 16 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า ในปีนี้กลุ่มตัวอย่างจะเดินทางไปทำบุญไหว้พระในวันมาฆบูชา 40% ไม่ไป 37.3% และไม่แน่ใจ 22.7% ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ไม่ไป ส่วนใหญ่มาจากความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 รายได้ลดลง และภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับมูลค่าเงินสะพัดวันมาฆบูชาในปี 2564 นี้ คาดว่าจะมีเงินสะพัดประมาณ 2,360 ล้านบาท หรือลดลงติดลบ 9.38% ซึ่งน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีเงินสะพัดประมาณ 2,601 ล้านบาท ถือว่ามีเงินสะพัดต่ำสุดในรอบ 6 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากการใช้จ่ายยังติดลบทุกรายการ อาทิ การทำบุญ และการเดินทางท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งโดยรวมประชาชนมีการใช้จ่ายประมาณ 1,311 บาทต่อคน เท่านั้น

“แม้ในวันมาฆบูชาในครั้งนี้ จะได้หยุดยาว 3 วันแต่ประชาชนยังมีความกังวลกับโควิด-19 อยู่ ส่งผลให้เงินสะพัดอาจไม่มากเท่าที่ควร แต่เศรษฐกิจมีทิศทางฟื้นตัวและเติบโตดีกว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ที่ผ่านมา เพราะในครั้งนี้ยังมีประชาชนที่ออกมาใช้จ่าย อาทิ ซื้อสัมฆภัณฑ์ ทำบุญ เวียนเทียน และทำทาน กันมากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อในวันมาฆบูชาไม่ได้สาหัสมาก” นายธนวรรธน์ กล่าว

(Hilight) มองให้เห็นโอกาสจากความบังเอิญ กุญแจลัดสู่ความสำเร็จ | Click on Clear The Word EP.2

Clear The Word สรุปประเด็นคม ๆ จาก Click on Clear the word EP.2 ความบังเอิญ นำไปสู่ความเร็จ โดย ปริม กุญชนิตา กุญชร ณ อยุธยา Head of content editor THE STATES TIMES

.

.

Link คลิปเต็ม : ความบังเอิญ อาจนำไปสู่ความสำเร็จ | Click on Clear The Word EP.2  

สถานการณ์โควิด - 19 ประเทศไทยและอาเซียน ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564

สถานการณ์โควิด - 19 ประเทศไทยและอาเซียน

ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564

มติ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เห็นพ้องลดจำนวน ‘นายพล’ ปิดอัตราผู้ชำนาญการ - นายทหารปฏิบัติการ - ผู้ทรงคุณวุฒิฯ เริ่มโผโยกย้ายกลางปี คาดทุกเหล่าทัพ ลดได้ 5 - 10% พร้อมเดินหน้าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เน้นผลิตเอง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.อ. เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 3 ประจำปีงบประมาณ2564

โดยมี พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาน ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.อ.ธีรวัฒน์ บุณยะวัฒน์รอง ผบ.ทบ. แทน พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ติดภารกิจในการติดตามรับเสด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี เข้าร่วม

โดยภายหลังการประชุม พล.ท. เชาวลิตร สังฆฤทธิ์ โฆษกกองทัพไทย กล่าวว่า พล.อ.เฉลิมพล ผบ.ทสส. ได้เน้นย้ำให้ทุกเหล่าทัพ - สตช. เพิ่มสมรรถนะ และ ขีดความสามารถของหน่วย ในการพึ่งพาตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ และ อุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ ตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายกลาโหม และ เตรียมกำลังพลให้พร้อมตามแผนป้องกันประเทศและการตั้งกองอำนวยการยุทธร่วมในทุกมิติให้ประสานสอดคล้องกัน และการติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติร่วมกับส่วนราชการในพื้นที่ในการช่วยเหลือประชาชนและ ปลูกฝังวัฒนธรรมทัศนคติค่านิยมการเป็นทหารและตำรวจที่ดีของประชาชนมีระเบียบวินัยและรับผิดชอบต่อหน้าที่และปฏิบัติตามข้อบังคับ

ด้านพล.ต.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา รองโฆษกกองทัพไทย กล่าวว่า ในการประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร ว่า ได้หารือ เรื่องการปรับโครงสร้าง ระบบงานของ กองบัญชาการกองทัพไทย ตามแนวทางของกลาโหมหากได้รับภารกิจใหม่ จะให้หน่วยที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน รับทำหน้าที่ไป และให้ยุบหน่วยที่ไม่จำเป็น

และให้ชะลอการตั้งหน่วยใหม่ ที่ผบ.หน่วยระดับ พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี ขึ้นไปลดการแต่งตั้ง นายทหารปฏิบัติการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษอย่างเคร่งครัด เมื่อเกษียณราชการแล้วก็ไม่บรรจุเพิ่มที่คาดว่าจะสามารถลดจำนวน นายทหารชั้นนายพลได้ 5 - 10 %

พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา เตือนเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตของสื่อมวลชนรายใดก็ตาม ที่ยังคงใช้คำว่า 'คณะรัฐประหาร' หรือ​ 'รัฐบาลทหาร' และ 'ระบอบ'

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการสื่อสารของเมียนมาเคยส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงสมาคมสื่อแห่งชาติ ว่ารายงานข่าวด้วยการใช้คำว่า "รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร" กับรัฐบาลทหารนั้น "ไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจรรยาบรรณสื่อ" พร้อมทั้งเตือนการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมาย และการถูกเพิกถอนใบอนุญาต โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 ของกฎหมายด้านข่าวสาร ที่ระบุแนวทางปฏิบัติงานของสื่อมวลชนทุกแขนงในเมียนมา ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของรัฐ "อย่างเคร่งครัด"

ขณะที่สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของเมียนมา รายงานว่า พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และประธานคณะมนตรีการปกครองแห่งรัฐ กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ว่ากองทัพ "ส่งคำเตือน" ไปยังสื่อทุกแห่งในประเทศ ว่าจะใช้มาตรการ "เด็ดขาด" ที่รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาต หากสื่อมวลชนรายใดก็ตามยังคงรายงานว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา "คือการรัฐประหาร"

ทั้งนี้​ มีรายงานด้วยว่า ผู้สื่อข่าวอาวุโสหลายคนของเมียนมา ไทม์ส ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่ฉบับของเมียนมา พร้อมใจยื่นใบลาออก หลังได้รับคำสั่งจากฝ่ายบริหาร ให้ใช้คำว่า "การถ่ายโอนอำนาจ" แทน "การรัฐประหาร"


ที่มา: https://www.dailynews.co.th/foreign/827268

จีนจะเคืองไหม? กลาโหมสหรัฐฯ​ สายตรง​ 'บิ๊กตู่'​ ย้ำยังแน่นสัมพันธ์และความร่วมมือทางการทหาร

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม ได้พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์กับ Gen. Lloyd Austin รมว.กลาโหม สหรัฐอเมริกาคนใหม่ ในรัฐบาลของนายโจ ไบเดิน ประธานาธิบดี ถือเป็นตามธรรมเนียมทางการทูตทางทหารในการแนะนำตัวสร้างความคุ้นเคย เพื่อย้ำความสัมพันธ์ที่แนบแน่น พร้อมพูดถึงนโยบายของนายโจ ไบเดิน และความร่วมมือทางการทหาร

โดยมี พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล. รมช. กลาโหม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกลาโหม และตัวแทน ผบ.เหล่าทัพ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม ร่วมหารือทางโทรศัพท์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เพื่อแนะนำตัวตามธรรมเนียม และตอกย้ำถึงนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ มาแล้ว


เครดิตเพจ : https://www.thaipost.net/main/detail/94028

การบินไทย ประกาศขายทรัพย์สิน 4 รายการ ทั้งหุ้น - เครื่องบิน - ศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ หลังศาลล้มละลายฯ ไฟเขียว หวังนำมาเพิ่มกระแสเงินสด พร้อมสำรองใช้ดำเนินธุรกิจ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รักษาการแทนกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลให้ทุกสายการบิน รวมถึงการบินไทยไม่สามารถทำการบินได้ตามปกติ อีกทั้งธุรกิจการบินทั่วโลกเผชิญอยู่กับวิกฤตการหดตัวอย่างรุนแรง จากข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ส่งผลให้กระแสเงินสดของบริษัทฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนไม่เพียงพอที่บริษัทฯ จะกลับมาเริ่มทำการบินได้

ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัทฯ ได้ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถในการหารายได้จากหลายๆ ทาง เช่น การจัดให้มีเที่ยวบินรับคนไทยกลับบ้าน เที่ยวบินขนส่งสินค้า และการหารายได้เสริมจากหน่วยธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจการบิน (Non-Air) อาทิ รายได้จากธุรกิจภัตตาคารของฝ่ายครัวการบิน การให้บริการสายการบินลูกค้าของฝ่ายบริการลูกค้าภาคพื้นและฝ่ายบริการอุปกรณ์ภาคพื้น ฝ่ายช่าง รวมทั้งรายได้จากการขายสินค้าใน Thai Shop และทัวร์เอื้องหลวงของสายการพาณิชย์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขออนุญาตขายทรัพย์สินบางรายการที่ไม่ได้เป็นทรัพย์สินหลักที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจการบินของลูกหนี้ หรือเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ หรือหากเก็บไว้มีแต่จะเสื่อมค่าเสื่อมราคาลง ตลอดจนก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่เพิ่มขึ้นจำนวน 4 รายการ ได้แก่

1.) หุ้นสายการบินนกแอร์

2.) หุ้นบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

3.) เครื่องยนต์ของเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ที่ไม่ได้ใช้งาน (จำนวน 5 เครื่องยนต์)

และ 4.) อาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ ซึ่งศาลล้มละลายฯได้ไต่สวนและมีคำสั่งอนุญาตให้ขายทรัพย์สิน ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า "บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องประกาศขายอาคารศูนย์ฝึกอบรม หลักสี่ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากในการทำการบินในแต่ละเที่ยวบินนั้น บริษัทฯจำเป็นต้องมีเงินจำนวนหนึ่ง พร้อมไว้เพื่อชำระให้แก่ผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทำการบินในเที่ยวบินนั้น ๆ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 คลี่คลายลง และข้อจำกัดด้านการเปิดน่านฟ้าของประเทศไทยและต่างประเทศเอื้ออำนวยจนมีการอนุญาตให้ทำการบิน"

ทั้งนี้ หากบริษัทฯ ไม่สามารถกลับมาทำการบินได้ นอกจากบริษัทฯ จะเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจการบิน ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่บริษัทฯ มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว ยังอาจเสียสิทธิการบินและตารางการบิน (Flight Slot) ในประเทศต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ประเมินมูลค่าไม่ได้อันเป็นสาระสำคัญของการประกอบกิจการของบริษัทฯ

หากปล่อยให้เกิดความเสียหายดังกล่าวนี้ จะทำให้บริษัทฯ สูญเสียศักยภาพในการแข่งขันไปอย่างถาวร และมีผลกระทบต่อโอกาสในการฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ อย่างแน่นอน ซึ่งความเสียหายดังกล่าวหากปล่อยให้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยากที่จะเยียวยาได้ ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจการบิน เพื่อต่อยอดและสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ หรือนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจภายใต้ขอบเขตที่สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายต่อไป

สำหรับอาคารสำนักงานศูนย์ฝึกอบรมบริเวณหลักสี่ ก็เป็นทรัพย์สินรายการหนึ่งที่ได้ขายตามคำสั่งอนุญาตของศาลล้มละลายในคดีฟื้นฟูกิจการของบริษัทฯ โดยจะดำเนินการขายด้วยวิธียื่นซองเสนอราคา ซึ่งบริษัทฯ เสนอขายที่ดินและอาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ แบบไม่รวมสิ่งที่ไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินและอาคาร และไม่รวมสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของบริษัทฯ ที่อยู่ในบริเวณอาคาร โดยเสนอขายในลักษณะและสภาพปัจจุบัน ("as is-where is") กล่าวคือ ผู้เสนอราคาจะต้องไม่เรียกร้องให้บริษัทฯ ก่อสร้าง ดัดแปลง หรือรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างใดบนที่ดินและศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่

ทั้งนี้ อาคารศูนย์ฝึกอบรมหลักสี่ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 425 ตำบลตลาดบางเขน (ดอนเมือง) อำเภอบางเขน จังหวัดกรุงเทพมหานคร รวมเนื้อที่ทั้งหมด 19 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา หรือ 7,926 ตารางวา ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับ TOR ได้ตั้งแต่วันนี้ - 25 กุมภาพันธ์ 2564 และระหว่างวันที่ 1 - 26 มีนาคม 2564 ทางอีเมล [email protected] และสามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าดูพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ได้ ระหว่างวันที่ 1 - 26 มีนาคม 2564 และจะจัดให้มีการยื่นซองเสนอราคา ในวันที่ 1 เมษายน 2564 เวลา 9.00 - 16.00 น. ณ ศูนย์บริการงานจัดซื้อ อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงานใหญ่ การบินไทย และจะประกาศผลการคัดเลือกให้ทราบในวันที่ 16 เมษายน 2564 ต่อไป


ที่มา : https://www.posttoday.com/economy/news/646196

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คำพิพากษาให้จำเลย บริษัท ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ (ประเทศไทย) จํากัด ล้มละลาย

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง คำพิพากษาให้จำเลยล้มลาย และกำหนดนัดไต่สวนผู้ชำระบัญชีของบริษัทฯ จำเลย โดยเปิดเผย ณ ศาลล้มละลายกลาง ในคดีหมายเลขแดงที่ ล.1923/2560 ศาลล้มละลายกลาง กองบังคับคดีล้มละลาย 6 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม

โดยประกาศดังกล่าวระบุว่า ด้วยคดีเรื่องนี้ ศาลล้มละลายกลางได้พิพากษา เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2563 ให้ บริษัท ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย ล้มละลาย ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483

ผู้ล้มละลาย ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่… ประเภทของธุรกิจไม่ปรากฏ มีสำนักงานอยู่เลขที่ 77 หมู่ที่ 11 ถนนบางนาตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร

อนึ่ง ศาลล้มละลายกลางได้กําหนดนัดไต่สวน นายวรวิทย์ วีรบวรพงศ์ และ น.ส.กัลยกร ศิริรัตน์อัสดร ในฐานะผู้ชําระบัญชีของบริษัทฯ จําเลย โดยเปิดเผย ณ ศาลล้มละลายกลาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A ชั้น2 - 4 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30 ตุลาคม 2563 เวลา 09.00 น.

เจ้าหนี้ที่ได้ยื่นคําขอรับชําระหนี้แล้ว มีสิทธิไปฟังการไต่สวนและซักถามผู้ชําระบัญชีของบริษัทฯจําเลยที่ศาลได้ หรือจะมอบฉันทะเป็นหนังสือให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปแทนก็ได้

‘บิ๊กตู่’ รับวัคซีนโควิดล็อตแรกเรียบร้อย ขอบคุณรัฐบาลจีน ช่วยไทยได้วัคซีนตามกำหนดเวลา วอนสังคมอย่านำวัคซีนมาเป็นปัญหาความขัดแย้ง ด้านรมว.ท่องเที่ยว เล็งใช้ 1 แสนโดส กระจาย 5 จังหวัดท่องเที่ยว ฟื้นความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 24 ก.พ.พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวขอบคุณรัฐบาลจีน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ทำให้ไทยได้รับวัคซีนเป็นล็อตแรก ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเรา หลังจากนี้จะดำเนินการตามแผนกระจายฉีดวัคซีน

โดยจะเริ่มสามารถฉีดได้ในเดือนมีนาคม พร้อมกันนี้ ยังขอบคุณหน่วยงานส่วนราชการที่ช่วยแก้ปัญหาให้ไปเป็นจามขั้นตอนของไทย โดยไม่มีอะไรที่แก้ไขไม่ได้ แน่นนอนการทำงานเพื่อคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศหลายล้านคน ย่อมมีปัญหา ต้องช่วยกันแก้ไขเพื่อความเข้าใจ พร้อมขอบคุณประเทศจีน ที่มาส่งวัคซีนล็อตแรกให้กับไทยในเดือนนี้ และจะได้ล็อตต่อไปตามแผนงาน

สำหรับการฉีดจะเป็นไปตามแผนงาน โดยจะเน้นพื้นที่และกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง ยืนยัน วัคซีนได้มีการทดสอบคุณภาพมาแล้ว แต่จะต้องมีการดูแลเรื่องการขนย้ายด้วย

นายกรัฐมนตรี เปิดเผยด้วยว่า เป็นข่าวดี ที่วันนี้ไทยได้รับวัคซีน แอตตร้าเซเนก้า จึงไม่อยาก ให้นำปัญหาวัคซีน มาเป็นปัญหาความขัดแย้งกัน แต่อยากให้ มีความเป็นหนึ่งเดียวในการแก้ปัญหา

นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้ความสำคัญ ในการเอาใจใส่ กับสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ประสานไว้

ส่วนเรื่องที่ภาคเอกชนจะนำวัคซีนเข้ามาเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายร่วมสร้างรอยยิ้ม รวมกันแก้ปัญหา ร่วมไทยสร้างชาติ และร่วมมือกันทำให้อาเซียนปลอดภัยจากโควิด และถึงแม้จะได้รับวัคซีน อย่าลืมที่จะป้องกันตนเอง ด้วยการสวมใส่หน้ากาก ตามมาตรการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุข

ด้านอุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจ ในความร่วมมือระหว่างจีนและไทย ที่ทำให้สามารถขนส่งวัคซีนล็อตแรกจากจีนมาถึงไทยได้สำเร็จ ซึ่งเป็นประเทศแรกในอาเซียน ขณะที่ล็อตต่อๆ ไปจะทยอยส่งมาตามกำหนด

ทั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ไทย - จีน ที่มีมาช้านาน และสร้างอนาคตร่วมกัน โดยเชื่อมั่นว่าวัคซีนจะช่วยให้ประชาชนปลอดภัยจากโควิด-19 พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ - เอกชน ทั้งของไทยและจีน ที่ทำให้การขนส่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ซึ่งจากความร่วมมือนี้จะทำให้สามารถเอาชนะโควิด-19 และฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างรอยยิ้มให้คืนสู่ชาวไทยได้

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ให้สัมภาษณ์ถึงการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มท่องเที่ยว ว่า วัคซีนล็อตแรกที่มาถึงประเทศไทยวันนี้ ส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้กับโรงแรมที่เสนอตัวเป็นพื้นที่กักตัว เพื่อฉีดวัคซีนให้กับพนักงานต้อนรับทั้งหมดทุกคนในโรงแรม โดยจะกระจายไปให้กับ 5 จังหวัดท่องเที่ยว คือ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต กระบี่ และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ในล็อตแรกและล็อตที่ 2 จังหวัดละหมื่นคน เท่ากับ 2 หมื่นโดส รวมทั้งหมด 1 แสนโดส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว

สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวจะต้องกักตัวในโรงแรมที่ใช้เป็นสถานที่กักตัว ตามที่เราเสนอ ศบค.และกระทรวงสาธารณสุขไปนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวมาแล้วจะให้กักตัวในห้องพักเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นจะอนุญาตให้ออกมาอยู่ภายในบริเวณโรงแรมได้ แต่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของ ศบค.และ กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะให้นักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า "ต้องดูความเหมาะสม และต้องดูว่าภายในสิ้นปีนี้คนไทยจะได้วัคซีนเท่าไหร่ และต้องดูว่ากรมอนามัยได้ออกวัคซีนพาสปอร์ต ออกมาหรือยัง ถ้าออกมาและมีการรับรองแล้วก็ต้องนำเรื่องเสนอเข้าศบค. เพื่อพิจารณาว่ามีข้อขัดข้องหรือไม่ ซึ่งคาดว่าเรื่องนี้จะดำเนินได้ในช่วงไตรมาส 3"

วัคซีนชิโนแวค ล็อตแรก 2 แสนโดส ภายใต้ชื่อ "วัคซีนโควิด-19 คืนรอยยิ้มประเทศไทย’ จัดส่งจากจีนถึงไทย 10 โมงวันนี้ ‘บิ๊กตู่’ เป็นประธานรับที่สุวรรณภูมิ ด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังรับรองวัคซีนโควิด-19 (คลังศรีเพชร DKSH) ว่า

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานรับวัคซีนโควิด-19 จากประเทศจีน ภายใต้ชื่อ "วัคซีนโควิด-19 คืนรอยยิ้ม ประเทศไทย" ซึ่งขนส่งโดยเที่ยวบินขนส่งสินค้าของบริษัทการบินไทย เที่ยงบิน 675 ( TG675) เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพฯ ถึงประเทศไทยเวลา 10.05 น. ณ เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และคลังรับรองวัคซีนโควิด-19 (คลังศรีเพชร DKSH) ถนนบางนา-ตราด กม.ที่ 19

โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย เข้าร่วมพิธีด้วย ทั้งนี้ วัคซีนล็อตแรกจำนวน 200,000 โดส น้ำหนัก 2.6 ตัน เป็นวัคซีนจาก บริษัท ชิโนแวค ไบโอเทค จำกัด โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมากให้ความสนใจ ร่วมติดตามเผยแพร่พิธีการรับวัคซีนอย่างคึกคัก

โดยทันทีที่วัคซีนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมคณะเดินทางเข้ารับวัคซีนจากเครื่องบิน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ลำเลียงตู้ควบคุมอุณหภูมิบรรจุวัคซีนออกจากเครื่อง และลำเลียงตู้ควบคุมอุณหภูมิบรรจุวัคซีนขึ้นรถขนส่งไปจัดเก็บยังคลังสำรองวัคซีนโควิด -19 องค์การเภสัชกรรม (คลังศรีเพชร DKSH) บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด

ขณะเดียวกัน วันเดียวกันนี้วัคซีนจากแอสตร้าเซเนก้า จำนวน 117,000 โด๊ส จะส่งมาถึงไทยเช่นกัน

สำหรับวัคซีนโควิด-19 หลักๆมีการใช้สามเทคโนโลยี คือ

1. เทคโนโลยี mRNA ที่นำสารพันธุกรรม RNA สร้างโปรตีนเอสของไวรัสมาทำวัคซีน แต่ต้องเก็บรักษาวัคซีนไว้ในอุณหภูมิต่ำมาก คือ ลบ 80 องศา ซึ่งประเทศไทยเป็นเมืองร้อนถึงไม่เหมาะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งบริษัท ไฟเชอร์ และโมเดอร์นา ใช้เทคโนโลยีนี้ในการผลิต

2. เทคโนโลยีไวลัสเวคเตอร์ เป็นการประดิษฐ์สารพันธุ์กรรม DNA เพื่อสร้างโปรตีนเอส ของไวรัสโควิด แล้วหุ้มด้วยเปลือกจากไวรัสอีกตัว นำเข้าสู่ร่างกาย จัดเก็บในอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ถึงบอกกับประเทศไทยที่มีอากาศร้อน เทคโนโลยีนี้ มีบริษัทแอสตร้าเซเนก้า และสุปตนิคของรัสเซียที่ผลิต

3. เทคโนโลยีเชื้อตาย ที่มีการนำเชื้อไวรัสมาเพาะเลี้ยง ให้มีจำนวนมากขึ้น แล้วใส่สารบางอย่างให้เชื้อตาย ไม่มีคุณสมบัติก่อโรคได้อีก แล้วนำมาทำวัคซีน โดยเติมสารกระตุ้นภูมิต้านทาน ซึ่งเทคโนโลยีนี้ ใช้มานานทั้งวัคซีนพิษสุนัขบ้า โปลิโอ และตับอักเสบ ซึ่งวัคซีนนี้มีบริษัทชิโนแวคและชิโนฟาร์มจากประเทศจีน

รัฐบาล เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อขบวนการแลกสิทธิ ‘เราชนะ’ และมาตรการอื่นๆ เป็นเงินสด ชี้เป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์เข้าข่ายผิดกฎหมาย ฐานฉ้อโกง

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีประชาชนแจ้งเข้ามาเกี่ยวกับการดำเนินการนำสิทธิของโครงการเราชนะ หรือมาตรการอื่นๆ ไปซื้อขายสิทธิ จึงขอแจ้งเตือนประชาชนว่าขอให้หลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะเช่นนั้น เพราะถือเป็นความผิด โดยกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการฉ้อโกง จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ หากมีการเสนอให้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยนเป็นเงินสด

นอกจากนี้ มีอีกประเด็นที่มีการร้องเรียนเข้ามาคือ ผู้ร่วมโครงการในส่วนของร้านค้าในโครงการเราชนะมีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ขอให้ส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในไปดำเนินการออกตรวจสอบทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ให้ขึ้นป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และห้ามจำหน่ายสินค้าเกินราคา หากใครฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี

“อยากขอประชาสัมพันธ์เรื่องการลงทะเบียนของประชาชนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน นอกจากจะสามารถลงทะเบียนที่ธนาคารกรุงไทยแล้ว ยังสามารถลงทะเบียนได้ที่ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมถึงสามารถลงทะเบียนได้ที่สำนักงานคลังจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานสรรพสามิต และสำนักงานสรรพากรพื้นที่”

ร้านอาหารเมนูกัญชาโผล่พรึ่บ ใคร ๆ ก็เปิดได้หรอ? | News​ มีนิสส​ More​ Minutes Contrast

ร้านอาหารเมนูกัญชาโผล่พรึ่บ ใคร ๆ ก็เปิดได้หรอ?

.

เพิ่งเข้าเมืองมาได้หมาดๆ ก็ถูกไล่เข้าป่าอีกแล้ว หลัง ‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ โดนวิจารณ์แหลกหลังออกมาทวิตเกี่ยวกับทางเดินเท้าไทยที่ยังย่ำแย่

โดยพระเอกหล่ออมตะ ‘ติ๊ก - เจษฎาภรณ์ ผลดี’ แชร์ภาพคนเดินตกท่อ แม่เข็นลูกบนถนนแทนฟุตบาท พร้อมทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ ตั้งคำถามถึงสิทธิพื้นฐานเกี่ยวกับทางเดินเท้า

‘ติ๊ก เจษฎาภรณ์’ โพสต์ทวิตเตอร์ว่า “เรารู้สึกอย่างไรกันบ้างครับที่จะต้องคอยมาสอดส่องเรียกร้องสิทธิพื้นฐานกับผู้ที่มีหน้าที่โดยตรง สวัสดิภาพที่ดีกับบรรยากาศที่ดีย่อมน่าจะได้รับก่อนสิ่งใด ขอบคุณเจ้าของเพจนะครับ #ทางเท้า #ฟุตบาทไทย”

หลังจากนั้นกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ทันที เพราะมีคนแห่แชร์โพสต์ดังกล่าวหลายหมื่นแชร์ในเวลาไม่นาน ซึ่งในนั้นมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ในส่วนที่ไม่เห็นด้วยนั้น ก็เรียกว่ากลายเป็นดราม่าถึงขั้นด่ายับพระเอกหล่ออมตะว่าไม่มีสมอง พร้อมไล่กลับเข้าป่ากันเลยทีเดียว


ที่มา: https://www.facebook.com/141108613290/posts/10159534528253291/

เคาะแล้ว ! บทลงโทษ 4 ส.ส.ก้าวไกล คณะกรรมการวินัยฯ เผย ผิดวินัยร้ายแรง ให้ตัดสิทธิพึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง แจงชัดไม่ขับออกจากพรรค ดักทางการเมืองเก่ารอเก็บผลประโยชน์ ย้ำไม่อยากเตะหมูเข้าปากหมา

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 64 ที่พรรคก้าวไกล มีการประชุมคณะกรรมการวินัยและจรรณยาบรรณสมาชิกพรรคก้าวไกล ครั้งที่ 2/64 โดย นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า การประชุมในวันนี้เป็นวาระปกติ แต่ดังที่ทราบกันดีว่า ในการลงมติตามญัตติอภิปรายไม่ไว้วางในรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล มีสมาชิก 4 ท่าน ได้แก่ นายคารม พลพรกลาง , นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ , นายพีรเดช คำสมุทร และนายขวัญเลิศ พานิชมาท ได้ลงมติไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่พรรคก้าวไกล เป็นผู้อภิปราย และเห็นสอดคล้องกันว่า นายอนุทิน เป็นผู้บริหารจัดการวัคซีนผิดพลาด เอาประชาชนไปกระจุกเสี่ยงจากวัคซีนแหล่งเดียว ไม่สนใจคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถ ขาดความโปร่งใส ขัดขวางกลไกการตรวจสอบ ทั้งที่เงินทุกบาทที่ซื้อวัคซีนล้วนเป็นเงินภาษีที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน

และหากมีการฉีดวัคซีนล่าช้าจะส่งผลให้ปัญหาปากท้องลากยาวไม่จบสิ้น ประชาชนทุกข์ยากแสนสาหัส คนตกงาน สูญเสียอาชีพ รายได้ฝืดเคือง และทำมาหากินด้วยความยากลำบาก จึงทำให้ไม่อาจไว้วางใจได้ ซึ่งการลงมติไว้วางใจดังกล่าวยังขัดกับความรู้สึกของประชาชน สมาชิก และผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลจำนวนมาก จึงทำให้ต้องนำเอาพฤติการณ์ของสมาชิกทั้ง 4 คน เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวินัยฯ ในครั้งนี้ด้วย

สำหรับผลการประชุม คณะกรรมการวินัยฯ ทั้ง 5 คน มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ภายหลังการลงมติดังกล่าว สมาชิกทั้ง 4 มีการให้ข้อมูลต่อสาธารณะและสื่อมวลชนเพิ่มเติมในหลายครั้งหลายวาระ ซึ่งจากการตรวจสอบรายละเอียดพบว่า มีข้อความหลายประการที่ส่งผลเสียหาย โดยเฉพาะต่ออุดมการณ์และแนวทางทำงานของพรรค นอกจากนี้ ยังพบว่า สมาชิกทั้ง 4 ได้ขาดการร่วมกิจกรรมต่างๆของพรรค รวมถึงขาดการเข้าร่วมประชุมพรรคอย่างต่อเนื่องและยาวนานพอสมควร ซึ่งทางพรรคมีข้อมูลหลักฐานที่บันทึกไว้อย่างชัดเจน โดยพฤติกรรมเหล่านี้เข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรงตามข้อบังคับพรรค ข้อ 119 กล่าวคือ

หากเป็นการทำผิดวินัยทั่วไป คณะกรรมการวินัยฯ มีสิทธิลงโทษได้ 4 อย่าง ได้แก่ การตักเตือน การภาคทัณฑ์ การตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง และการให้พ้นสมาชิกภาพจากพรรคการเมือง ส่วนกรณีกระทำผิดวินัยร้ายแรง คณะกรรมการวินัยฯมีสิทธิลงโทษได้ 2 อย่างคือ การตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง และการให้พ้นสมาชิกภาพจากพรรคการเมือง

“สำหรับสมาชิกทั้ง 4 คน คณะกรรมการวินัย เห็นตรงกันว่า ให้ตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนสาเหตุที่ไม่ตัดสินให้พ้นจากสมาชิกภาพพรรคการเมืองนั้น เหตุผลเป็นไปตามที่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคให้เหตุผลก่อนหน้านี้ คือเพื่อไม่ให้มีผลต่อสัดส่วนการทำงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อไม่ให้เป็นการเตะหมูเข้าปากหมาสมประโยชน์นักการเมืองและพรรคการเมืองที่กำลังทำการเมืองแบบเก่าและรอคอยอยู่” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ รายละเอียดบทลงโทษ ในส่วนของพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคจะไม่ส่งสมาชิกทั้ง 4 ลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งถัดไปและจะดำเนินการตามระเบียบพรรคเพื่อให้ถอด นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ออกจากการเป็นรองเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นอำนาจเลขาธิการพรรคดำเนินการ

นอกจากนี้ พรรคก้าวไกล ไม่อนุญาตให้สมาชิกทั้ง 4 เข้าร่วมกิจกรรมและไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อพรรคในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทางการเมือง รวมถึงส่วนที่เป็นโควต้าเวลาของพรรคการเมือง เช่น การปรึกษาหารือ การตั้งกระทู้ถามสด การนั่งเป็นกรรมาธิการคณะต่าง ๆ หรือการอภิปรายในสัดส่วนโควต้าของพรรค พรรคขอตัดสิทธิในสัดส่วนเหล่านี้สำหรับสมาชิกทั้ง 4 และในฐานะรองหัวหน้าพรรค ขอเรียนว่าเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง พรรคจึงขอสงวนสิทธิในการส่ง ส.ส. หรือสมาชิกพรรคลงทำงานในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เชียงราย และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของสมาชิกทั้ง 4 คนทันที

“ขอยืนยันอีกครั้งว่า การกระทำผิดดังกล่าว เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะ มีความชัดเจน มีข้อมูล มีพยานหลักฐาน คณะกรรมการวินัยจึงของตัดสินโทษต่อสมาชิกทั้ง 4 ดังที่แจ้งไว้ต่อสื่อมวลชน” นายณัฐวุฒิ ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top