Friday, 10 July 2026
NEWS

‘หมอเหรียญทอง’ ประกาศแบน ‘ฟู้ดแพนด้า’ ห้ามรถส่งสินค้าเข้าพื้นที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ และเครือโรงพยาบาลสนามทั้งหมด ให้พนักงาน-ผู้ใช้บริการ สั่งอาหารจากแพลตฟอร์มอื่นแทน ล่าสุด ตำรวจขออนุมัติหมายจับ ‘หนุ่มฟู้ดแพนด้า’ แล้ว

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ประกาศ รพ.มงกุฎวัฒนะ และเครือ รพ.สนามทั้งหมดไม่อนุญาตให้มีการสั่งอาหารหรือสินค้าผ่าน FOODPANDA ดังนั้น จึงห้ามรถส่งสินค้า FOODPANDA เข้าสู่พื้นที่ รพ.มงกุฎวัฒนะ และเครือ รพ.สนามทั้งหมด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

พนักงานหรือผู้ใช้บริการ รพ.มงกุฎวัฒนะ กรุณาใช้แพลตฟอร์มอื่นในการสั่งอาหารหรือสินค้าที่จะนำส่ง รพ.มงกุฎวัฒนะ จนกว่า FOODPANDA จะมีนโยบายที่ชัดเจนและเด็ดขาดต่อการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะการดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับพนักงานที่กระทำการเป็นอริราชศัตรูต่อพระเจ้าแผ่นดิน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากแถลงการณ์ล่าสุดของฟู้ดแพนด้า ประเทศไทย ยืนยันจะไม่ไล่ออกพนักงานที่ทำการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ขณะร่วมชุมนุมกลุ่มเยาวชนปลดแอก พร้อมประกาศไม่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกส่วนบุคคลแต่อย่างใด ภายหลังจากถูกฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกดดันอย่างหนัก

ล่าสุด มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ นายสิทธิโชค เศรษฐเศวต ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และพระราชินี, วางเพลิงเผาทรัพย์ฯ ของผู้อื่นและทำให้เสียทรัพย์ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

สำหรับพฤติการณ์การกระทำผิดโดยย่อของ นายสิทธิโชค นั้น พ.ต.ท.อธิชย์ ดอนนันชัย รอง ผกก.(สอบสวน) สน.นางเลิ้ง ผู้ออกหมายระบุว่า “ตามวันเวลาเกิดเหตุ ได้มีกลุ่มมวลชนหลายร้อยคน ซึ่งเรียกกลุ่มของตนเองว่า “เยาวชนปลดแอก” เข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.40 น. ของวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 ได้มี นายสิทธิโชค เศรษฐเศวต ผู้ต้องหา (ทราบชื่อภายหลัง) ใช้ขวดพลาสติกบีบของเหลวคล้ายน้ำมันเชื้อเพลิง พ่นใส่กองเพลิงซึ่งลุกไหม้อยู่บริเวณผ้าประดับพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ซึ่งประดิษฐานอยู่บริเวณเกาะกลางถนนราชดำเนินนอก แขวงบ้านพานถม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ทำให้กองเพลิงดังกล่าว เริ่มลุกไหม้มากขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ได้ฉีดน้ำดับเพลิงดังกล่าวได้ทัน เพลิงจึงไม่ลุกลามไปถึงพระบรมฉายาลักษณ์ พ.ต.ท.จงศักดิ์ ชาญศรี จึงได้มาร้องทุกข์มอบคดีต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาให้ได้รับโทษตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด”


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กห. เสริมจัดตั้ง รพ.สนามเพิ่มในหน่วยทหาร วอนร่วมรับผิดชอบลดภาระแพทย์พยาบาล

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม  กล่าวถึง สถานภาพ รพ.สนาม ที่ กระทรวงกลาโหม โดยทุกเหล่าทัพสนับสนุนจัดตั้งขึ้นปัจจุบัน ได้ใช้อาคารสถานที่ในหน่วยทหาร ที่มีที่ตั้งกระจายอยู่ใน กทม.และปริมณฑล รวมทั้งอีก 24 จว.ทั่วประเทศ จำนวน 34 แห่ง รองรับผู้ป่วยได้ 6,135 เตียง ซึ่งกองทัพได้จัดกำลังพล บุคลากรทางการแพทย์ทหาร ทำงานร่วมกับ สธ.และ กทม. ดูแลประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่างๆที่มีการแพร่ระบาด เพื่อนำเข้าสู่ระบบการรักษาอย่างต่อเนื่องมา ตั้งแต่ เม.ย.63 

นอกจากนั้น กองทัพ ยังได้จัดกำลังทหาร บุคลากรทางการแพทย์ทหาร รวมทั้งเตียง เครื่องนอน และสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปเสริมจัดตั้ง รพ.สนามในพื้นที่ต่างๆ เช่น รพ.สนามบุษราคัม รพ.สนามบางขุนเทียน รพ.สนามวัฒนาแฟคตอรี่ สมุทรสาคร และ รพ.สนามอื่นๆ อีก 5 แห่ง 

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคที่ยังรุนแรง  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นรม.และ รมว.กห. ได้สั่งการให้ทุกเหล่าทัพ ระดมทรัพยากรขยายขีดความสามารถ รพ.สนามที่มีอยู่เดิมและจัดตั้ง รพ.สนามในหน่วยทหารเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับผู้ป่วยสีเขียวที่มีเพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่างๆอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะ กทม.และปริมณฑล  

ซึ่งปัจจุบันทุกเหล่าทัพ อยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่และระดมบุคลากรทางการแพทย์แถว 2 และอาสาสมัครเข้ามาช่วย โดยประสานการทำงานร่วมกับสาธารณสุขในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้มีความจำเป็นต้อง เตรียมพื้นที่ให้เหมาะสมแยกจากทหารและชุมชนในหน่วย เพื่อให้การแยกผู้ป่วยควบคุมโรคออกจากชุมชนสามารถจำกัดได้ใน รพ.สนามของหน่วยทหาร พร้อมกันนี้ ได้เตรียมการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เสนารักษ์ประจำหน่วยทหาร เข้าสนับสนุน กทม.และ จว.พื้นที่สีแดงเข้ม ดูแลสถานที่แยกรักษาตัวชุมชน ( Home Isolation )

พล.ท.คงชีพ กล่าวต่อไปว่า การทำหน้าที่ของกำลังทหารทุกนายในกองทัพว่า ยังสนับสนุนและทำงานร่วมกับ สธ.และหน่วยงานอื่นๆต่อสู้กับโรคระบาดรุนแรงโควิท-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นมา โดยถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีผลกระทบร้ายแรงกับประชาชนในทุกมิติเป็นวงกว้าง และเป็นเวลาที่เราทุกคนต้องการความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสูงสุดจากทุกฝ่าย ช่วยกันดูแลกันและกัน ไม่สร้างปัญหาให้สถานการณ์เลวร้ายลง  รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบตนเองและสังคมมากขึ้น เพื่อหยุดและ ควบคุมวิกฤตสถานการณ์ครั้งนี้ให้ผ่านไปด้วยกัน

ทบ.แจ้ง อย่าหลงเชื่อ มีการปล่อยเอกสารเท็จ ประกาศใช้กฎอัยการศึกใน กทม. เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ วาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ด้วยในขณะนี้มีการ จัดทำเอกสารเท็จและถูกปล่อยออกมาในโซเชียลมีเดีย อ้างว่าเป็น การแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า ก่อนการประกาศใช้กฎอัยการศึกใน กทม. เพื่อป้องกัน อันตรายจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 ในราชอาณาจักร ประกาศโดย ศบค19ทบ. นั้น

“ขอเรียนว่าเป็นข่าวเท็จโดยสิ้นเชิง อย่าได้หลงเชื่อเพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายและไม่มีหน่วยงานใดจัดทำขึ้น หากได้อ่านข้อความก็คงจะประเมินได้ว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ขอย้ำอย่าส่งต่อ เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้ปล่อยข่าวเท็จ ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังดำเนินการต่อข่าวเท็จดังกล่าวตามขั้นตอนต่อไป”รองโฆษกกองทัพบก กล่าว

'บก.ตม.1'​ ห่วงใยต่างชาติ ลดแออัดป้องกันติดเชื้อโควิด-19 แจ้งต่ออายุวีซ่า ก่อนครบกำหนดไม่เกิน 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.64 นี้ เป็นต้นไป

19 กรกฎาคม 2564 พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล รอง ผบก.ตม.1 ในฐานะรอง โฆษก สตม. และโฆษก บก.ตม.1 เปิดเผยว่า กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 โดย พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม. 1 ได้มีความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย และชาวต่างชาติที่มาติดต่อขอรับบริการที่ บก.ตม.1 (ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะฯ)

สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิดในขณะนี้ ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากเพื่อลดความแออัด และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 ทาง บก.ตม.1 จึงขอความร่วมมือผู้ที่จะมายื่นเรื่องขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (เคาเตอร์ J,L,M,N) โดยเป็นการขออยู่ต่อระยะยาว ประเภท Non-Immigrant Visa อาทิเช่น NON-O, NON-B, NON-E, เกษียณอายุ, เยี่ยมคู่สมรส/เยี่ยมบุตร, สามีไทย/ภรรยาไทย/อุปการะบุตร, ธุรกิจ, ครู/นักเรียน, องค์การระหว่างประเทศ มูลนิธิ สมาคม, Tourist Visa (TR-60), Tourist MT Visa, Special Tourist Visa (STV) โดยให้เข้ามาติดต่อยื่นคำร้องขออยู่ต่อฯ ก่อนวันอนุญาตสิ้นสุด ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 วัน เท่านั้น ทั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

พล.ต.ต.ปิติ กล่าวว่า  ช่วงนี้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และตามสั่งการของ​ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร., พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ศิลปคมณ์ เอี่ยมวงศ์ รอง ผบช.สตม. ที่ได้สั่งการให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยทาง บก.ตม.1 ได้มีความห่วงใย และตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงได้คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน 

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความแออัดและลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการรวมกลุ่มคนจำนวนมากในการมายื่นขออยู่ต่อฯ ที่ บก.ตม.1 จึงขอความร่วมมือผู้ที่จะมายื่นเรื่องขออนุญาตอยู่ต่อฯ ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (เคาเตอร์ J,L,M,N) ยื่นคำร้องขออยู่ต่อฯ ก่อนวันอนุญาตสิ้นสุด ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 วัน เท่านั้น โดยได้มีการเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19  โดยจัดให้มีการเว้นระยะห่างในการจัดที่นั่ง และดำเนินตามมาตรการ Social Distancing  มีแผงกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้มารับบริการ รวมถึงมีการตรวจวัดอุณหภูมิคัดกรองก่อนเข้าพื้นที่ สวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกฮอล์ และได้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้มีความเอาใจใส่ระมัดระวังตนเองในการปฏิบัติงานและให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและเต็มความสามารถในการทำงาน 

ทางด้าน พ.ต.อ.ภัคพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ขอฝากประชาสัมพันธ์และช่วยแจ้งข่าวให้ชาวต่างชาติ หรือผู้ที่มีชาวต่างชาติทำงาน หรือเป็นญาติพี่น้อง ให้ส่งต่อข้อมูลเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกันว่า ผู้ที่จะมายื่นเรื่องขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักรที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (เคาเตอร์ J,L,M,N) สามารมาติดต่อยื่นคำร้องขออยู่ต่อฯ ก่อนวันอนุญาตสิ้นสุด ล่วงหน้าได้ไม่เกิน 3 วัน ทั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 20 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อจะได้ดำเนินการให้ถูกต้อง ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางมาติดต่อแต่อย่างใด 

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้มาติดต่อรับบริการให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค เพื่อลดความเสี่ยงและการแพร่ระบาดอขงโรคไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวดและเคร่งครัดต่อไป
และทาง บก.ตม.1 ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อไป

พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา เรียกร้อง แพทย์กองทัพ ทั้งทหาร - ตำรวจ ร่วมกันตั้งโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ช่วยแก้วิกฤตโควิด

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ และผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลสนามหลายแห่ง โพสต์เฟซบุ๊กเรียกร้องให้ทหารแพทย์ทั้ง 3 เหล่าทัพและองค์กรตำรวจ ร่วมกันจัดตั้งโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ในสถานการณ์วิกฤตโควิดระบาด

พล.ต.นพ.เหรียญทอง ระบุว่า เหล่าทหารแพทย์ทั้ง 3 เหล่าทัพและสำนักงานแพทย์ใหญ่ตำรวจ ท่านจะต้องร่วมมือกันจัดตั้ง รพ.สนามขนาดใหญ่กันได้แล้ว โดยไม่มีข้อจำกัดใดใดทั้งสิ้น เพราะนี่คือสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ นี่คือภารกิจช่วยเหลือประชาชนอันเป็นภารกิจทางทหารของเหล่าทหารแพทย์

ผม คือ ทหารเก่าเหล่าแพทย์ ผู้มีกำเนิดชีวิตทหารจากนักเรียนแพทย์ทหาร วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ผมถูกฝึกมาให้พร้อมทุกสถานการณ์ ไม่มีคำว่า 'ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว' จากปากของผม

โคราชเตียงรักษาโควิดเต็ม! ผู้ว่าสั่งทุกอำเภอตั้งโรงพยาบาลสนามด่วน พล.ต.เหรียญทอง ตั้งโรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน 2 รักษาผู้ป่วยโควิด

แม้ผมลาออกจากราชการนานกว่า 14 ปีแล้ว ทั้งยังแก่กว่า 60 ปีด้วย ผมก็ยังสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียวตามพระราชนิพนธ์ขององค์จอมทัพไทยในอดีต ทั้งยังสนองพระราชดำริขององค์จอมทัพไทยในรัชกาลปัจจุบันโดยไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชโองการหรือพระบัญชา...แล้วทหารเหล่าแพทย์ทุกนาย หมายรวมถึงตำรวจด้วย ...ท่านพร้อมแล้วหรือยัง

ผมคาดหวังอย่างสูงว่า ทหารแพทย์ทุกนาย ซึ่งหมายรวมถึงนักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนพยาบาล นักเรียนนายสิบเหล่าแพทย์ทุกเหล่าทัพ จะร่วมแรงกายใจออกมาปฏิบัติหน้าที่ รพ.สนาม อย่างเกินกำลัง เกินกว่าอัตราศึก

ผมรอคอยท่านทั้งหลายว่า เราจะร่วมรบต่อสู้ภัยโควิดอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ ดั่งพี่น้องผองเพื่อนที่พวกเราผูกพันกันมาชั่วชีวิต เราจะสู้ภัยโควิดดั่งนักรบเหล่าแพทย์ของจอมทัพมหาวชิราลงกรณ์กันเพื่อพสกนิกรใต้ร่มพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์เจ้า


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

แบงก์แจ้งปิดสาขาในห้าง 13 จังหวัดเจอล็อกดาวน์

สมาคมธนาคารไทย แจ้งว่า หลังจาก ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 28) ยกระดับเขตพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดในพื้นที่ 13 จังหวัด โดยให้มีผลบังคับใช้วันที่ 20 ก.ค. 2564 เป็นต้นไปนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและตอบรับมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของรัฐบาลอย่างเข้มข้น สมาคมธนาคารไทย ขอประกาศแนวทางในการให้บริการของสาขาเพื่อให้ลูกค้าประชาชนได้รับบริการได้อย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 

1. ธนาคารมีความจำเป็นปิดสาขาในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า และสาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ทั้ง 13 จังหวัดดังกล่าวข้างต้น เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2564 เป็นต้นไป และจะพิจารณาปิดให้บริการสาขาบางแห่งเพิ่มเติมตามความจำเป็น ตามประกาศของจังหวัด หรือรัฐบาล รวมถึงประกาศของเจ้าของพื้นที่ โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาใกล้เคียงที่เปิดให้บริการทาง website ของแต่ละธนาคาร

2.   กำหนดเวลาเปิดให้บริการของสาขา ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. 2564 คือ  
– สาขาในห้างสรรพสินค้า สาขาในศูนย์การค้า หรือ สาขาในคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนอกเขตพื้นที่    ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ยังคงเปิดให้บริการ แต่จะต้องเปิดให้บริการไม่เกิน 17.00 น.
– สาขาทั่วไปที่เป็นสาขา Stand Alone สามารถเปิดให้บริการได้ 5 วัน หรือ 7 วันทำการ ขึ้นกับการ  พิจารณาของแต่ละธนาคาร แต่จะเปิดให้บริการได้ไม่เกินเวลา 15.30 น.
– สาขาใน 3 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เปิดให้บริการเวลาไม่เกิน เวลา 15.00 น.   

3. จำกัดช่องให้บริการและจำนวนลูกค้าในสาขา เพื่อเว้นระยะห่างทางสังคม และลดความแออัด และเพื่อความสะดวกในการใช้บริการ ธนาคารขอแนะนำการทำธุรกรรมผ่านช่องทาง Mobile Banking เช่น พร้อมเพย์ หรือการชำระเงินด้วย QR Code เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยง ลดการเดินทาง และลดการสัมผัส โดยสาขาของธนาคารจะกลับมาให้บริการตามปกติโดยเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

‘หมอทวีศิลป์’ โฆษก ศบค. แจง แผนควบคุม 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ย้ำ ถ้าไร้มาตรการควบคุมเข้มข้น หวั่น ติดสูงสุดกว่า 3 หมื่นรายต่อวัน

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค. กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ทาง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้มีการหารือร่วมกับสื่อมวลชนวิทยุ โทรทัศน์ และออนไลน์ ซึ่งมีการสอบถาม ศบค. ถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์การติดเชื้อในประเทศ โดยมีการคาดการณ์เป็น 2 รูปแบบ จากคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คาดการณ์จุดสูงสุดหากเราไม่ช่วยกัน ปล่อยให้ติดเชื้อไปเรื่อย ๆ หย่อนยานที่สุด จะพบว่ามีผู้ติดเชื้อสูงสุด 31,997 รายต่อวัน

แต่หากเราทำอย่างดีที่สุดตัวเลขจะอยู่ 9,018-12,605 รายต่อวัน ค่ากลางจะอยู่ที่ 9,695-24,204 รายต่อวัน ขณะที่คาดการณ์อีกรูปแบบหนึ่ง เป็นของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่องค์การอนามัยโลก (WHO) นำไปอ้างอิง คาดการณ์การฉีดวัคซีนถึงปลายปี 64 หากเราฉีดได้ดี สถานการณ์ที่ดีที่สุด ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะลงมาในช่วงก่อนเดือนก.ย. คือขึ้นสูงและลงมา ตอนนี้เราเห็นภาพแล้ว ตัวเลข 10,000-15,000 รายต่อวัน ถึงในช่วงส.ค.-ก.ย. แต่กรณีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด อาจสูงถึง 22,000 รายต่อวัน ในช่วง ส.ค.-ก.ย.

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับข้อกำหนดฉบับที่ 28 เป็นปรับระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดจาก 10 จังหวัด เป็น 13 จังหวัด ขณะที่พื้นที่ควบคุมสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 53 จังหวัด จะเห็นว่าพื้นที่สีแดงครอบคลุมไปทั่วประเทศ และจากข้อกำหนดฉบับที่ 28 เป็นการให้งดภารกิจออกนอกเคหสถานโดยไม่จำเป็น คือ นอกจากประกาศเคอร์ฟิวในตอนกลางคืน ช่วงกลางวันก็ขอให้ลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะตั้งด่านในพื้นที่ขอบนอกของ 9 จังหวัดภาคกลางที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงและเข้มงวด โดยจะมีด่านตรวจเข้มแข็งกระจายไปในบริเวณขอบนอกของ 9 จังหวัด จะมีด่านตรวจทั้งเข้าและออก ใครจะเดินทางต้องแสดงหลักฐาน 3 อย่าง คือ เอกสารที่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการเขต ต้องสแกนแอพพลิเคชั่นไทยชนะบริเวณด่านตรวจ และลงทะเบียนในเว็บไซต์ www.covid-19.in.th เพื่อจะได้รับคิวอาร์โค้ด ซึ่งที่ขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบระบบ

ขณะที่การเดินทางภายในพื้นที่สีแดงเข้มก็จะมีการตั้งด่านด้วยเช่นกัน โดยมาตรการนี้จะใช้กับ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นพื้นที่สีแดงเข้มด้วย จึงขอแจ้งให้ประชาชนทราบถึงความไม่สะดวกสบายที่จะเกิดขึ้น เพื่อต้องการลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ขอให้อยู่ในเคหสถาน ตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้วิธีการล็อกดาวน์และมาตรการเหล่านี้ ถือเป็นการหลักการสากลแล้ว ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงตำรวจ ทหาร จะทำงานเข้มข้นมากขึ้น


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นพ.พงศกร เปิด 10 มุมมอง ความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 ระบุ วันนี้ วัคซีน mRNA รับมือเชื้อกลายพันธุ์ได้ดี พร้อมแนะจับตา Novavax ยกเป็นวัคซีนตัวหลักในอนาคต รวมถึงวัคซีนรุ่นที่ 2 ของทุกยี่ห้อ

นพ.พงศกร จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Pongsakorn Chindawatana กล่าวถึง สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการฉีดวัคซีนโควิด ว่า วัคซีนเข็มที่สาม นี่มันยังไงกันนะ มาครับ ผมจะเล่าให้ฟัง

1.) เรื่องนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการฉีดวัคซีนแบบเชื้อตาย จนครบโดสไปแล้วสองเข็ม กลับพบว่าไม่สามารถป้องกันเชื้อที่กลายพันธุ์ได้ หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อหลายคน เมื่อตรวจภูมิคุ้มกันก็พบว่าระดับของภูมิคุ้มกันลดลงอย่างรวดเร็ว

2.) เลยเป็นที่มาว่าควรฉีดวัคซีนกระตุ้นดีหรือไม่ ถ้าฉีด ควรฉีดอะไร คำตอบก็ออกมาว่าการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่สามน่าจะช่วยได้ แต่มีข้อแนะนำว่าควรฉีดวัคซีนที่ผลิตกันคนละวิธี จากการวิจัยเล็ก ๆ ของอาจารย์แพทย์หลายท่าน พบว่าเมื่อฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นเข็มที่สาม ภูมิคุ้มกันจะอยู่ในระดับที่สูงและป้องกันเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีขึ้น

3.) หลักการของวัคซีนเข็มที่สามนี้มีการวิเคราะห์โดยอิงจากหลักวิชาการ และมีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ตัดสินใจใช้วิธีนี้กับบุคลากร จึงยังเป็นอะไรที่ใหม่มากเกินกว่าจะให้คำตอบว่า มันเพียงพอแล้วจริง ๆ หรือไม่ ต้องมีเข็มสี่อีกหรือเปล่า อันนี้ต้องดูกันต่อยาว ๆ และฟังข้อมูลอย่างมีสติ พิจารณาว่าข้อมูลไหนเชื่อได้ ข้อมูลไหน fake นะครับ

4.) สำหรับประเทศไทย ส่วนมากแล้วบุคลากรทางการแพทย์เกือบทั้งหมด ฉีดซิโนแว็กซ์ไปครบสองเข็มตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรก-ไตรมาสที่สองของปี ดังนั้นเข็มที่สามของบุคลากรจึงมีวัคซีนให้เลือกใช้สองชนิด คือ AZ (Virus vector) หรือ Pfizer (mRNA)

สำหรับ AZ เรามีวัคซีนอยู่แล้ว บุคลากรที่เลือกเข็มสามเป็นตัวนี้ จึงสามารถฉีดได้เลย ขณะนี้ก็มีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรหลายท่าน ได้ฉีดเข็มที่สามไปเรียบร้อยแล้ว Pfizer นั้น ในวันนี้ก็ยังมาไม่ถึง และยังกำหนดวันแน่นอนไม่ได้ว่าจะมาเมื่อไร

เดิมที Pfizer 1.5 ล้านโดสนี้ มีแผนจะฉีดให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยง แต่เมื่อสถานการณ์ในประเทศกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ศบค. จึงมีการแบ่งโควตาบางส่วนมาให้บุคลากรด่านหน้า ซึ่งเป็นผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดและต้องดูแลคนไข้ที่ติดเชื้อ

5.) ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าซิโนแวคไม่ดีนะครับ วิจัยทางการแพทย์เกือบทุกแห่งพูดตรงกันว่า สามารถลดความรุนแรงของการติดเชื้อลงและลดอัตราตายได้อย่างชัดเจน แต่การที่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ เป็นเพราะวันนี้ไวรัสได้กลายพันธุ์ไปไกลแล้ว

ซิโนแวคที่ใช้ฉีดกันในวันนี้ ผลิตมาจากไวรัสรุ่นเก่า ตั้งแต่เริ่มมีการระบาด ถ้าวันนี้ไวรัสไม่กลายพันธุ์ ยังเป็นไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม หน้าตาเดิม ๆ ซิโนแวคก็ยังมีประสิทธิภาพที่ดีครับ

6.) การที่ mRNA vaccine เช่น Pfizer และ Moderna ยังรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ได้ดี เป็นเพราะมีการนำเอาไส้ในของไวรัส หรือสารพันธุกรรมมาทำวัคซีน จึงยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายให้จดจำเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีกว่าวิธีอื่น แต่ถ้าไวรัสยังกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ก็มีแนวโน้มว่าในอนาคต ก็อาจจะป้องกันไม่ได้เช่นกัน และอย่างไรก็ตามวัคซีนที่ผลิตด้วยวิธีนี้ยังใหม่มาก ๆ จริง ๆ เราก็ต้องติดตามดูผลข้างเคียงในระยะยาวกันต่อไปด้วยครับ

7.) คำตอบที่แท้จริง จึงอยู่ที่วัคซีนรุ่นที่สองของทุกยี่ห้อ ทุก Platform ที่มีการนำเอาไวรัสกลายพันธุ์มาผลิตเป็นวัคซีนเวอร์ชั่นใหม่ กระบวนการนี้ทำได้ไม่เร็วครับ แต่น่าจะรับมือเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์ได้ดีขึ้น เป็นเรื่องที่เราก็ต้องรอลุ้นกันต่อไปเช่นกัน

8.) สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้วัคซีนอีกหนึ่ง Platform กลายมาเป็นวัคซีนที่ทุกคนต้องจับตามองนั่นก็คือ Novavax

Novavax ผลิตด้วยวิธีที่สี่ เรียกกันว่า Protein subunit คือดึงเอาโปรตีนจากไวรัสมาทำวัคซีน ซึ่งโปรตีนนี้เป็นสารพื้นฐานที่ไวรัสดั้งเดิม หรือไวรัสที่กลายพันธุ์ไปแล้ว ต่างก็มีเหมือน ๆ กัน จากการทดลองในอาสาสมัครพบว่ารับมือกับไวรัสกลายพันธุ์ได้ดี

แถมยังมีผลข้างเคียงน้อยมาก แม้ว่าในอนาคต ไวรัสอาจจะกลายพันธุ์ไปอีก การปรับเปลี่ยนสูตรโปรตีนในวัคซีนก็จะทำได้รวดเร็วและรับมือกับการกลายพันธุ์ได้ดี ดังนั้น นี่จึงเป็นวัคซีนที่อาจจะกลายมาเป็นวัคซีนตัวหลักในอนาคตครับ

9.) แล้ววันนี้ล่ะ สำหรับประชาชนที่ฉีดวัคซีนครบสองเข็มไปแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง ควรจะต้องลงทะเบียนรับวัคซีนเข็มที่สามหรือไม่ จากข้อมูลล่าสุดของศบค. บอกมาว่าเข็มที่สามสำหรับประชาชน ยังไม่เปิดลงทะเบียน เนื่องจาก อยากให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลยแม้แต่เข็มเดียว มีโอกาสได้รับวัคซีนก่อนครับ

อย่างไรก็ตาม ขอให้ติดตามข้อมูลกันต่อไปนะครับ เพราะเรื่องวัคซีนเป็นอะไรที่ใหม่มากจริง ๆ และข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน วันนี้บอกว่า ประชาชนยังไม่ต้องลงทะเบียนเข็มที่สาม แต่อีกสักหน่อยอาจจะมีประกาศให้ลงทะเบียนก็เป็นได้ ยังไงผมจะคอย update ข้อมูลให้ทราบกันเป็นระยะครับ

10.) และสรุปสุดท้ายครับ แม้ว่าในอนาคตเราจะมีโอกาสได้รับวัคซีนเข็มที่สามแล้วก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ของวัคซีนทุกชนิดก็คือ ลดความรุนแรงหากบังเอิญติดเชื้อ และลดอัตราการเสียชีวิต วัคซีนไม่สามารถป้องกันโรคได้ 100% เราจึงควรป้องกันตัวเองให้เต็มที่ต่อไปครับ


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

นายจิตกร บุษบา คอลัมนิสต์ ชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย และการจัดสรรวัคซีนโควิด ที่ยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข

นายจิตกร บุษบา คอลัมนิสต์ ชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทย และการจัดสรรวัคซีนโควิด ที่ยังเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไขว่า...

เรื่องโรคโควิด และวัคซีนโควิดตามข้อมูล ณ ปัจจุบัน คือ

1.) ตอนนี้ประเทศไทยมีการระบาดมาก คนตายวันละหลายสิบราย ระบาดมากใน กทม.และปริมณฑล เตียงรับผู้ป่วย โดยเฉพาะ ICU ไม่พอ

2.) เชื้อไวรัส มีการกลายพันธุ์เรื่อย ๆ ปัญหาของการกลายพันธุ์คือ ทำให้มีการแพร่เชื้อและติดได้ง่ายขึ้น มีการดื้อต่อวัคซีนทุกชนิด

3.) วัคซีนที่กระตุ้นภูมิได้สูงกว่า ก็จะต้านการดื้อต่อวัคซีนของเชื้อกลายพันธุ์ได้ดีกว่า ถ้าพูดถึงความสามารถในการกระตุ้นภูมิของวัคซีนที่มีในตลาดปัจจุบัน

mRNA สูงกว่า viral vector และ viral vector สูงกว่า เชื้อตาย

ซึ่งภูมิที่สูงกว่า ล้อไปกับ ผลข้างเคียงที่มากกว่า

แต่ผลข้างเคียงของวัคซีนทุกชนิด ยังเกิดในอัตราต่ำมาก การฉีด มีประโยชน์มากกว่าการกลัวผลข้างเคียงแล้วไม่ฉีด

4.) สายพันธุ์ที่ระบาดใหญ่ในประเทศไทยเดือนเมษา คือ แอลฟา ตั้งแต่มิถุนายนเริ่มมีเดลตามากขึ้น (ซึ่งติดง่ายและดื้อต่อวัคซีนเพิ่มขึ้น) ตอนนี้เดลตาครองพื้นที่ กทม.แทนแอลฟาแล้ว และกำลังจะครองทั่วประเทศในอีกไม่นาน

5.) วัคซีนที่มีใช้ในประเทศไทยตอนนี้ คือ แอสตร้าฯ และซิโนแวค ตัวที่โดนบูลลี่มาก ๆ คือ ซิโนแวค

ผลการใช้ซิโนแวค ในสถานการณ์จริงของไทยต่อเชื้อสายพันธุ์แอลฟา พบว่าป้องกันการติดเชื้อได้ดี 70-90% ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 51% ที่พูด ๆ กันมาหลายเดือน

6.) ข้อมูลเฟส 3 Pfizer ป้องกันติดเชื้อ 95%, ซิโนแวคป้องกันติดเชื้อได้ 51% ดูเหมือนช่องว่างเยอะ แต่เราจะเอาการศึกษาที่ต่างเวลา ต่างสถานที่ ต่างสายพันธุ์ ต่าง criteria ในการเก็บข้อมูลมาเทียบกันโดยตรงไม่ได้

ที่พอเทียบกันได้ คือ การใช้ในสถานการณ์เดียวกันที่ชิลี ดังนี้

ลดโอกาสการตาย PZ 91.8%, SV 86.4%

ลดโอกาสเข้า ICU PZ 98.4% SV 90%

ลดโอกาสติดเชื้อแบบมีอาการ PZ 90.9%, SV 63.6%

7.) การมาของเดลตา ทำให้ซิโนแวคป้องกันการติดเชื้อได้ลดลง (ลดลงทุกวัคซีน แต่วัคซีนเชื้อตาย ต้นทุนในการกระตุ้นภูมิต่ำกว่าตัวอื่น จึงด้อยลงมากที่สุด) แต่ยังป้องกันอาการหนัก ป้องกันตายได้ดีเหมือนเดิม

8.) ในไทยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่รับวัคซีน 2 โดสแล้ว (ส่วนใหญ่เป็น SV) เกิด breakthrough infection (คาดว่าเป็นผลจากเชื้อเดลตาดื้อวัคซีน และระดับภูมิคุ้มกันหลังฉีดวัคซีน ก็เริ่มต่ำลงตามเวลาที่ผ่านไป) ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง แต่ต้องกักตัวรักษา และขาดกำลังคนทำงาน ยังไม่ทราบตัวเลขในภาพรวมที่แน่ชัด คงรอรวบรวมข้อมูล

มีเสียงเรียกร้องขอกระตุ้นภูมิ (เข็ม 3)ให้บุคลากรการแพทย์ด้วยวัคซีน "ดี ๆ" ซึ่งการศึกษาการกระตุ้นเข็ม 3 ยังไม่เรียบร้อย แต่ใกล้ได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน

ทั่วโลก ก็มีรายงาน vaccine breakthrough infection กันทุกยี่ห้อ แต่ mRNA น่าจะ breakthrough น้อยสุด

9.) เมื่อ 3 วันก่อนมีการแชร์เอกสาร note การประชุมของคณะกรรมการด้านวิชาการ "ชุดเล็ก" 3 คณะ เรื่องการใช้ PZ บริจาค 1.5 ล้านโดส เบื้องต้น เสนอให้ระดมฉีดเข็ม1 ให้กลุ่มเสี่ยงก่อน (โดยยังไม่ฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ให้ HCP)

เมื่อวาน อ.อุดม ในฐานะที่ปรึกษาแก้ไขสถานการณ์โควิดของนายก แถลงหลังประชุมกรรมการ "ชุดใหญ่" ว่าถ้าผลการศึกษาได้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระตุ้นภูมิ จะกระตุ้นภูมิให้ HCP เป็นกลุ่มแรก ด้วย AZ หรือ PZ

10.) เกิด Dilemma ขึ้น ในการบริหารทรัพยากรที่มีจำกัด ระหว่างการฉีดกระตุ้นเข็ม 3 เพื่อกันติดให้ HCP กับ ฉีดเข็ม 1 ให้กลุ่มเสี่ยง เพื่อกันตาย ต่างคนต่างมีเหตุผล แล้วแต่มุมมอง แต่ถ้าพูดในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ ย่อมมีประเด็น conflict of interest แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยุติแล้ว โดยการแถลงของ อ.อุดม

11.) ผู้เชี่ยวชาญของโลกและของไทย พูดตรงกันว่า หน้าที่หลักอันดับแรกของวัคซีนโควิด คือ ป้องกันการตายและอาการรุนแรง ซึ่งปัจจุบัน วัคซีนทุกชนิดยังทำหน้าที่หลักของมันได้ดีมาก คือประมาณ 90% แม้เชื้อจะกลายพันธุ์

12.) ประเทศไทยเตรียมแผนวัคซีน"ฟรี"สำหรับปีนี้ไว้อย่างต่ำ 100 ล้านโดส คร่าว ๆ คือ

AZ 61, PZ 20, JJ 5*2, Sputnik V น่าจะประมาณ 5, SV มากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนวัคซีนไม่ฟรี คือ Moderna ที่รัฐเป็นตัวกลาง ช่วย รพ.เอกชน ซื้อมาขายต่อให้คนที่อยากมีทางเลือกเพิ่มขึ้น (เพราะผู้ผลิตยืนยันไม่ขายให้เอกชนโดยตรง) บริษัทบอกขายให้ได้ 5 ล้านโดส เริ่มทยอยส่งให้ได้เร็วสุดปลายปีนี้

และ Sinopharm ที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์นำเข้ามาขายราคาทุนให้หน่วยงานต่าง ๆ ซื้อไปฉีดให้ประชาชนฟรี นำเข้ามาแล้ว 2 ล้านโดส และน่าจะมีมาอีก

13.) ทั่วโลกขาดแคลนวัคซีนประเทศต่าง ๆ ใช้ทุกสรรพกำลังในการต่อรองแย่งชิงวัคซีนกัน วัคซีนแทบทุกชนิด ส่งล่าช้ากว่าสัญญาที่ทำไว้ทั่วโลก ประเทศที่ไม่ขาดแคลน คือ ประเทศมหาอำนาจที่ร่ำรวย และเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ที่กักตุนยอดวัคซีนไว้ตั้งแต่ช่วงวิจัย ใช้ไม่ทัน มีบางส่วนใกล้หมดอายุ หรือหมดอายุไปแล้วโดยไม่ได้ฉีด และเริ่มมีการบริจาควัคซีนมากขึ้น

14.) ประเทศไทยก็โดนผลกระทบจากการเลื่อนส่ง เช่น AZ วัคซีนหลัก เดิมคาดว่าจะได้ 61 ล้านโดสภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะได้เดือนละ 10 ล้านโดส ตอนนี้บริษัทแจ้งว่าจัดสรรให้ได้เดือนละ 5-6 ล้านโดส ส่วน Pfizer บริษัทแจ้งว่าส่งได้อย่างเร็วสุด ปลายปีนี้

15.) ที่ผ่านมา ในบรรดา 5 วัคซีนในแผนวัคซีนฟรีของไทย มีซิโนแวคยี่ห้อเดียว ที่สามารถขยายจำนวน และเร่งเวลาส่งให้เร็วขึ้นได้ เป็นเหตุให้ต้องสั่งมาเติมส่วนที่ล่าช้าของวัคซีนอื่น

16.) ตอนนี้ตลาดวัคซีนเป็นของผู้ขาย ผู้ซื้อต้องยอมทำสัญญาตามเงื่อนไขที่เสียเปรียบผู้ขาย เช่น ผู้ขายมีสิทธิ์เลื่อนส่งได้, ส่งช้ากว่ากำหนดไม่มีค่าปรับ, ถ้ารอไม่ไหว ยกเลิกได้ แต่ไม่คืนเงิน ถ้าเราไม่รับเงื่อนไข ผู้ขายไม่ง้อ มีแต่ต้องพยายามเจรจาให้เสียเปรียบน้อยที่สุด ผู้ขาย (หรืออาจจะประเทศผู้ขาย) กำหนดคิวเอง ไม่ใช่ระบบบัตรคิวที่เรียงลำดับก่อนหลังเพียงอย่างเดียว ทั่วโลกมีข่าวแซงคิว ข่าวทางลัด

17.) จำนวนและกำหนดส่งวัคซีน mRNA ที่เราจองไว้ กำหนดไว้แล้ว ว่า PZ 20 ล้าน, MDN 5 ล้าน เริ่มทยอยส่งปลายปี การดีลเริ่มต้นนับ 1 มาตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่รอนับ 1 หลังเซ็นสัญญาซื้อ แล้วบวกไปอีก 4 เดือนอย่างที่บางคนพูด

การเซ็นสัญญาต่าง ๆ มีกรอบระยะเวลาแต่แรกแล้ว ไม่ว่าจะเซ็นเดือน พ.ค. มิ.ย. ก.ค. หรือ ส.ค. ก็ได้ของปลายปีเหมือนเดิม มีการต่อรองเพื่อให้เสียเปรียบน้อยที่สุด

18.) สัญญาซื้อ PZ เริ่มจากคุยกันเบื้องต้น แล้วลงนามใน

- confidential disclosure agreement เซ็นแล้ว

- binding term sheet เซ็นแล้ว

- Manufacturing and supply สัญญาสุดท้าย เมื่อวาน ครม. มีมติให้ลงนามแล้ว

สัญญา confidential disclosure agreement เป็นตัวเปิดทาง ไม่เซ็นก็ไม่ขาย เซ็นแล้วก็ห้ามเปิดเผยข้อมูล เพราะผู้ขายเค้าเจรจากับแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ราคา ผลประโยชน์ ต่างกัน ที่ผ่านมา เราจึงแทบไม่รู้ข้อมูลเชิงลึกเลย คนทำงานอยู่ในภาวะพูดไม่ได้

แต่ละประเทศก็มีแนวทางเจรจาของตน เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ จำนวนดีลต่างกัน ดีลเล็กของประเทศประชากรน้อย ดีลได้ง่ายกว่าดีลใหญ่ ๆ ของประเทศประชากรเยอะ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างกัน และการดำเนินนโยบายการเมืองโลกของประเทศมหาอำนาจ ก็มีส่วนอย่างยิ่ง

ประเทศไหนดีลได้ด้วยข้อเสนอแลกผลประโยชน์ใดบ้าง คือสิ่งที่เราไม่อาจรู้ แต่มีข้อสังเกตว่า บางประเทศเจรจาซื้อ mRNA มานาน ไม่คืบหน้า พอมีข่าวสั่งซื้อขีปนาวุธ และฝูงบินจากมหาอำนาจ ดีลก็เร็วขึ้น

19.) (ความเห็นส่วนตัว) ตอนนี้คนไทยติดเชื้อวันละหลายพัน ตายวันละหลายสิบ ถ้าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ ก็ต้องหาวัคซีนกันติดมาให้มาก ๆ และเร็ว ๆ แล้วทุกอย่างจะดีตาม แต่นั่นมันความฝัน ความจริงคือ วัคซีนที่ให้ผลกันติดที่ดีที่สุดตอนนี้ ยังไม่บินมาช่วยเรา ในจำนวนและเวลาที่ทันต่อสถานการณ์

และทุกวัคซีนจะเสื่อมประสิทธิภาพกันติดไปเรื่อย ๆ เพราะไวรัสกลายพันธุ์อยู่เสมอ Herd immunity ไม่ใช่ว่าจะสร้างขึ้นได้ด้วยวัคซีนใดที่มีอยู่ในตอนนี้ แต่วัคซีนทุกชนิดยังป้องกันป่วยหนักได้ดี

ถ้าเรียงลำดับความสำคัญตามสถานการณ์ สิ่งที่ทำได้จริง คือต้องเร่งลดคนอาการหนักก่อน คนตายก็จะลด, ภาระ ICU ก็จะลด ต่อให้ติด ก็มักจะอาการน้อยซึ่งแพร่เชื้อได้น้อยกว่าคนอาการมาก ดังนั้น จึงไม่ควรต่อต้านหรือด้อยค่าการซื้อวัคซีนกันตายที่ส่งมาช่วยเราได้จริง จนกว่าทุกคนจะได้รับการกันตาย และควรจะรับรู้ร่วมกันว่า อย่าฝากความหวังไว้กับวัคซีนทั้งหมด หน้ากาก ล้างมือ ปรับวิถีชีวิต ตั้งสติ ความร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเราได้มาก ๆ

ส่วน mRNA ก็อยากให้รัฐพยายามต่อรองเอาเข้ามาเพิ่มเท่าที่ทำได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เราไม่เสียเปรียบเกินไป ทำได้หรือไม่ได้ ก็ต้องพยายามสื่อสารสร้างความเข้าใจให้ดีกว่าที่ทำมา (แต่ประชาชนควรเข้าใจด้วยว่า การพูดอะไรล่วงหน้าต่อสาธารณะ ก่อนที่การเจรจาจะคืบหน้า จะทำให้การเจรจายากขึ้น) ปัญหาตอนนี้คือ คนส่วนหนึ่ง ไม่เชื่อใจว่ารัฐได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่หรือยัง ในการเอา mRNA เข้ามา รัฐต้องพยายามชี้แจงจุดนี้ให้มากขึ้น

แล้วปีหน้าค่อยไปมองหาวัคซีน generation ใหม่ รวมถึงวัคซีนสัญชาติไทย ที่กำลังพัฒนากันอยู่

20.) (ความเห็นส่วนตัว) วัคซีนทุกชนิดสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยชีวิตคนจากโรคระบาด แต่เรากลับเอาวัคซีนมาเป็นเหตุทะเลาะกัน บางคน แค่อาจารย์ผู้ใหญ่บางท่านพูดไม่ถูกใจ ผสมโรงกับสื่อเสี้ยม ก็ไปคุกคาม เหยียดหยามอาจารย์ซะแล้ว

อยากชวนให้พวกเราขับเคลื่อนประเทศด้วยวิธีสร้างสรรค์ ใช้พลังเชิงบวก การใช้พลังบวก ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการทำเป็นโลกสวย โลกสวยคือ การแสร้งมองสิ่งต่าง ๆ ว่าดีงาม น่าเห็นใจ แต่ไม่อยู่ในข้อเท็จจริงและเหตุผล

พลังบวก เช่น ความรัก ความสามัคคี ความเสียสละ ความรอบคอบ ความมีเหตุผล ความสุภาพ ความอดทน การให้อภัย การให้เกียรติ ความซื่อสัตย์ ความยั้งคิด การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของผู้อื่น พลังเหล่านี้ จะช่วยให้เราแก้ปัญหาในภาวะวิกฤติซึ่งเป็นภัยธรรมชาติได้ดีที่สุด

พลังลบ เช่น ความคิดอคติ ความโกรธ ความเกลียด ความเห็นแก่ตัว ความหยาบคาย ความกร้าวร้าว ความใจร้อน ความไม่ยั้งคิด ความบิดเบือน ความคดโกง ความชวนทะเลาะ พลังเหล่านี้ไม่ช่วยอะไร และทำลายทุกฝ่าย

เราอาจจะเข้าใจผิด ว่าพลังการด่าของเราช่วยขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น ซึ่งไม่จริงเลย การด่า ดูเหมือนจะได้ผลในบางเรื่อง แต่ที่มันได้ผล ไม่ใช่เพราะความกร้าวร้าวหยาบคาย มันได้ผลเพราะพลังบวกอื่น เช่น ความพร้อมเพรียงในการแสดงออก หรือคนรับฟังเค้ามองข้ามเสียงด่าของเรา แล้วเก็บเอาเนื้อความที่ซ่อนอยู่ในคำด่าไปพิจารณา

ในขณะที่เราด่าใคร ถ้าคนที่เราด่า ศีลเสมอหรือต่ำกว่าเรา สิ่งที่เราจะได้รับคือ การด่ากลับ โดยไม่มีใครสนใจเนื้อหา แถมเราก็ยุยงกัน เช่น ดี ๆ ฟาดอีก, ฟาดมากแม่ เอาอีก ๆ

หลาย ๆ ครั้ง เราด่า เพราะเราถูกปั่นให้โกรธ ความโกรธทำให้เราปิดรับข้อมูล ด่าไปโดยที่ตัวเองยังไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งทุกวันนี้ มีสื่อเสี้ยมและบิดเบือนเต็มโลก social

ถ้าเราเชื่อว่าการด่าจะขับเคลื่อนสังคมให้ดีได้ เราก็คงต้องเชื่อว่าการดุด่า ประชดแดกดัน หรือทุบตีเด็ก จะช่วยให้เด็กรับฟังสาระที่เราต้องการบอก และปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นได้ ซึ่งไม่จริง

เราสามารถวิจารณ์ ตำหนิ เสนอแนะได้ตามเหตุผล และข้อเท็จจริงรอบด้าน โดยเลี่ยงการใช้ hate speech ก็สื่อสารได้รู้เรื่อง และดีกว่าการด่าหรือประชดแดกดันกันอย่างแน่นอน


ที่มา : https://www.facebook.com/226733814031758/posts/4304807856224313/


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ตำรวจบุกถึงบ้าน จับมือปล่อยเฟคนิวส์ ‘ศพโควิด’ ถูกทิ้งเรียงราย ระบุเหตุเกิดในต่างประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชน อย่าแชร์ อย่าปล่อยข่าวเท็จ หลังศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมพบข้อมูลเท็จระบาดหนัก

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข่าวบิดเบือน เป็นภาพผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 นอนเรียงราย ไร้การดูแลจากภาครัฐ แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นภาพเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สอท.1 ได้นำหมายศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้โพสต์ภาพดังกล่าว ใน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังการตรวจค้นเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ ยังตรวจพบการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเรื่อง “ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อธนาคารประชาชนสุขใจ ให้กู้ยืม 200,000 บาท ผ่อนเพียง 1,666 บาท” ได้รับการยืนยันจากธนาคารออมสิน และกระทรวงการคลัง ว่า เป็นข่าวปลอม

และกรณีการแชร์ข้อความว่า “ประชาชนอายุต่ำกว่า 60 ปี สามารถโทร.นัดหมายฉีดวัคซีนที่สถานีกลางบางซื่อได้แล้ว” ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า เป็นข่าวปลอมเช่นกัน

จึงขอความร่วมมือประชาชนอย่าแชร์ข่าวดังกล่าว ซึ่งการผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน และยังเสี่ยงถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีโทษทั้งจำและปรับ

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

กล่องรอดตาย! ช่วยคนป่วยติดเชื้อโควิดรักษาตัวเองที่บ้าน

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ (สนจ.) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง กรมควบคุมโรค มูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย และภาคีเครือข่าย ขอชวนพี่น้องนิสิตเก่าจุฬาฯ และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคยาและเวชภัณฑ์เพื่อจัดทำ “กล่องรอดตาย” (Survival Box) พร้อมระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) เพื่อใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง

สามารถสมทบทุนจัดทำกล่องรอดตาย กล่องละ 500 บาท บริจาคเงินผ่านมูลนิธิส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะไทย บัญชี ธ.กสิกรไทย เลขที่ 017-2-88191-2 (ส่งหลักฐานการบริจาคเพื่อขอลดหย่อนภาษีมาที่ LINE ID : @donatesurvivalbox) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณแมค โทร. 096-991-6363 และคุณโอม โทร. 093-698-9336


โปรเด็ด! ถึง 31 ก.ค. นี้ Ford Ranger, MG ZS, Mazda 2 และ Nissan อัลเมร่า ทักไลน์ @THESHOPSTIMES

คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“บิ๊กป้อม”สั่ง “ธรรมนัส-ส.ส.” ช่วยปชช. พื้นที่แดงเข้ม มอบถุงยังชีพ-ข้าวกล่อง บรรเทาผลกระทบปชช.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ระบุว่า จากที่รัฐบาลยกระดับมาตรการขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็น 13 จังหวัด เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเลขาธิการ พปชร.และผู้อำนวยการ ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉินสถานการณ์โควิด 19 (ศปฉ.พปชร.)และส.ส.พรรค ช่วยเหลือโดยมอบถุงยังชีพและสิ่งที่เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน และประสานส่งตัวผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาในรพ.รัฐ-เอกชน รพ.สนาม และสถานพยาบาลในโรงแรม 

ซึ่งนับตั้งแต่เดือนเม.ยที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันศปฉ.พปชร. ช่วยประสานส่งต่อไปรักษากว่า 1,000 ราย มอบถุงยังชีพกล่องและข้าวกล่องไปยังพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง และจะเป็นศูนย์กลางส่งต่อความช่วยเหลือขยายพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่างๆ ขณะนี้มีผู้ประกอบการ ร้านค้า และภาคเอกชน ที่ติดต่อเพื่อให้ความช่วยเหลือผ่านศูนย์ ศปฉ.พปชร.จำนวนมาก

ด้านร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนและทีมสมาชิกพรรคพปชร. ได้เร่งส่งมอบถุงยังชีพ และข้าวกล่อง ไปในพื้นที่ควบคุมสูงสุด และ พื้นที่เฝ้าระวัง อาทิ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี  นครปฐม ปทุมธานี  นครราชสีมา และเชียงใหม่ เป็นต้น และในสัปดาห์นี้ทางศูนย์ ศปฉ.พปชร. จะเร่งกระจายถุงยังชีพและข้าวกล่องเพิ่มเติมตามความต้องการของชุมชนในพื้นที่ต่างๆ หากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน สามารถแจ้งความประสงค์ มาที่ ศปฉ.พปชร. ผ่านสายด่วน 02-939-1111 จำนวน 30 คู่สาย หรือ Inbox มาในเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/PPRPThailand/

คัดสหกรณ์ทั่วไทยระดมปลูก “ฟ้าทะลายโจร” ป้อนตลาดสู้โควิด

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสหกรณ์เข้าโครงการส่งเสริมปลูกสมุนไพรฟ้าทะลายโจรเพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบผลิตยาสมุนไพร ให้กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนี้มีความต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้  จึงเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทเรื่องนี้ หากสามารถทำได้ดีผลเป็นที่น่าพอใจ อนาคตจะขยายไปปลูกสมุนไพรสำคัญตัวอื่น ๆ เพื่อลดการนำเข้าคือขมิ้นและขิง และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสหกรณ์ที่เข้าโครงการ

“โครงการปลูกฟ้าทะลายโจร จะต้องเดินหน้าจริงจัง เพราะขณะนี้มีปริมาณไม่พอต่อความต้องการ ที่สำคัญต้องเป็นชนิดที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง ที่ทางการแพทย์ต้องการซึ่งกรมวิชาการเกษตรมี 2 พันธุ์ ดังนั้นเพื่อให้มีการขยายพันธุ์และขยายผลผลิตจึงต้องจับระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นผู้ใช้ให้เป็นคู่ธุรกิจกัน และอนาคตจะขยายไปยังสมุนไพรตัวอื่น เช่น ขมิ้น ขิง ซึ่งกรมแพทย์แผนไทยจะได้เป็นผู้ชี้ว่า ต้องการสมุนไพรตัวไหน เท่าไหร่ อย่างไร เพื่อที่จะได้คุมคุณภาพการผลิตเพราะต้องปลอดสารเคมี เนื่องจากใช้เป็นยา การจับมือกับกระทรวงสาธารณสุขจะทำให้มีความชัดเจนทั้งด้านการผลิตที่มีคุณภาพและตลาดรองรับ” น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดสมุนไพรของไทยมีมูลค่ามหาศาล เพราะเทรนด์ของโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับการรักสุขภาพมากขึ้น และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ จะเห็นว่าสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมีบทบาทที่สำคัญมาก เบื้องต้นโครงการนี้ จะเริ่มประมาณต้นส.ค. 54 คาดว่าจะได้กล้าพันธุ์ดีที่กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนประมาณ 2 แสนกล้า เพื่อเป็นต้นพันธุ์ให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างการคัดเลือกสหกรณ์ที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร  4  แห่ง ภูมิภาคละ 1 แห่ง พื้นที่ดำเนินการ 500 ไร่ เมื่อได้สหกรณ์เป้าหมายแล้วจะมีการส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์นั้นปลูก พื้นที่เป้าหมายเบื้องต้น 500 ไร่ ซึ่งต้นฟ้าทะลายโจรทั้งหมดของสมาชิกจะต้องขายให้สหกรณ์ทั้งหมด เพื่อให้สหกรณ์รวบรวมส่งให้กับกระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งขณะนี้มีความต้องการมากเพื่อผลิตเป็นยาสมุนไพร แต่ยังขาดตัววัตถุดิบ 

“ประวิตร”กำชับ 5หน่วยงานหลัก  เร่งกำจัด-แปรรูป วัชพืช ปลื้มคนริมคลอง ร่วมมือแก้ปัญหา

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ 

โดยที่ประชุมฯเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนการแปรรูปผักตบชวาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ของม.สงขลานครินทร์ ด้วยรับทราบผลการดำเนินการกำจัดผักตบชวา และวัชพืช ของ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า คณะทำงานฯระดับจังหวัด และกทม.ดำเนินการจัดเก็บผักตบชวาในเดือนมิ.ย.รวมทั้งสิ้น 4,513,836 ล้านตัน และในลุ่มน้ำภาคกลางและภาคตะวันออก 19 จ.จัดเก็บได้ทั้งสิ้น 511,912 ตัน รวมทั้งกำจัดผักตบชวาโดยชมรมคนริมคลอง ซึ่งกรมการปกครอง รับผิดชอบดำเนินกิจกรรม ขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 7,653 ชมรม ดำเนินกิจกรรมแล้ว 20,719 กิจกรรม โดยเรือท้องแบนติดเครื่องยนต์ จำนวน 1,582 ลำ ได้ใช้จัดเก็บผักตบชวาแล้ว จำนวน 1,899 แหล่งน้ำ ตามแผนงานโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงได้รับทราบความคืบหน้า การขอขึ้นทะเบียน สารชีวภัณฑ์ เพื่อนำมาใช้ในการกำจัดผักตบชวาโดย ม.เกษตรศาสตร์ ที่จะต้องผ่านการประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยก่อน จึงจะนำไปใช้ในพื้นที่ได้

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาผักตบชวาและวัชพืช และเน้นย้ำ 5 หน่วยงานหลัก ต้องเร่งรัดกำจัดและการแปรรูป เพื่อนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า ต่อประชาชนชุมชน  และขอบคุณชมรมคนริมคลอง ที่ได้เสียสละร่วมแรงร่วมใจ มาอย่างต่อเนื่อง ที่จะช่วยกันกำจัดผักตบชวาและวัชพืช เพื่อให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทยให้ได้ โดยเร็วที่สุด เพื่อให้สะดวกสัญจร และป้องกันน้ำท่วม พร้อมขอให้ทุกคนปลอดภัยจากโควิด-19 ในขณะปฏิบัติหน้าที่ภายใต้มาตรการที่ ศบค.กำหนด อย่างเคร่งครัด

กองทัพบกอนุเคราะห์ฌาปนสถานในการประกอบพิธีฌาปนกิจแก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วยคลายความเดือดร้อนให้ประชาชน

พันโทหญิง นุชระวี แจ่มจำรัส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่นี้ มีความรุนแรงมากกว่าครั้งที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ กองทัพบกขออาสาเป็นส่วนหนึ่งสู้วิกฤตเคียงข้างประชาชนตราบจนวาระสุดท้าย ในการอนุเคราะห์ฌาปนสถานเพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจให้แก่ผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 รวมถึงอำนวยความสะดวกให้กับญาติและครอบครัว ในการรับศพและเคลื่อนย้ายศพจากโรงพยาบาลมายังฌาปนสถาน เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจสวดหน้าไฟและบังสุกุลให้แก่ผู้เสียชีวิตตามหลักพุทธศาสนา

ทั้งร่วมบริจาคหีบศพและถวายปัจจัยอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้วายชนม์ พร้อมวางพวงหรีดเพื่อแสดงความเคารพและไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งศาสนสถานของกองทัพบก ประกอบไปด้วย วัดอาวุธวิกสิตาราม, วัดโสมมนัสวรวิหาร, วัดศิริพงษ์ธรรมนิมิต และวัดสุทธจินดา (ทภ.2) นั้น มีความพร้อมด้านบุคคลากร และสถานที่ที่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคกำหนด โดยตั้งแต่ 4 พ.ค. 64 ที่ผ่านมากองทัพบกได้อนุเคราะห์ฌาปนสถานในการประกอบพิธีฌาปนกิจให้กับผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จำนวน 414 ราย และจะให้การอนุเคราะห์ต่อไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และคลายความโศกเศร้าให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างดีที่สุด 
 

ทั้งนี้ หากครอบครัวผู้เสียชีวิตมีความประสงค์จะประกอบพิธีฌาปนกิจในศาสนสถานของกองทัพบก สามารถติดต่อผ่านศูนย์ประสานงานต้านภัยโควิด ทบ. ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-270-5685-9 ตลอด 24 ชม. ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top