Sunday, 28 June 2026
NEWS FEED

นักเขียนดัง ยก 'พิธา' ร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ทรงเกียรติ เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่า 'ลิซ่า-มิลลิ' หลายเท่า

(25 ต.ค. 66) จากเฟซบุ๊ก 'Veeraporn Nitiprada' โดย วีรพร นิติประภา นักเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นชาวไทย ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า...

คุณทิมไปร่วมงานกาล่า Time100 ที่ NYC ในฐานะ 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลของโลก ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่และทรงเกียรติที่สุดในโลกค่ะ 

คุณแกไปในฐานะหัวกะทิของโลก เป็นบุคคลสร้างชื่อเสียงให้ประเทศนะคะ ความจริงเรื่องนี้สื่อมวลชนควรตีฟูหรูหราด้วย มันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าลิซ่ากับมิลลิหลายเท่า (จำไม่ผิดลิซ่าก็เคยเป็นหนึ่งใน Time100 ด้วย)

ระหว่างทางยังแวะพูดที่ ม.ชั้นหนึ่ง Harvard กับ MIT ด้วย อันนี้โก้จริงค่ะ หน้าตาประเทศมากมาย

คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หรือไม่ชอบก็เฉย ๆ เถิด ไม่มโนว่าแกไปเดินเล่นถ่ายรูปสร้างภาพ แล้วก็ด่าๆๆ เลอะเทอะนะคะ 

ส่วนน้องบริคช่างภาพเธอก็เป็นนิวยอร์คเกอร์ อยู่ที่นั่นมาตั้งแต่อายุสิบแปด สามอาทิตย์ก่อนตอนเธอรู้ว่าวอนรพีไป NYC เธอก็หลังไมค์มาขอถ่ายรูป…ทางอินบ็อกซ์เฟซบุ๊กนี่แหละ

ช่างภาพพอร์ตเทรตเขาจะชอบคนคาร์แร็คเตอร์ชัดเจน แตกต่าง แล้วเธอยังเป็นแฟนขลับตลก69  ฮ่าๆๆ พอน้องบอกใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที วอนรพีก็ยอม ใครรู้จักจะรู้ว่าชีไม่ชอบปฏิเสธคน ถ่ายจริงน่าจะครึ่งชั่วโมงแค่นั้นจริง ๆ แต่รูปออกมาคือโคตรดี น้องเก่งมาก

พอรู้ว่าคุณทิมไป NYC เธอก็น่าจะอยากถ่ายเหมือนกัน ก็คุณคาร์แร็คเตอร์ขนาดนั้น แล้วเธอก็น่าจะแฟนคลับคุณทิมด้วยอีกคน คนรุ่นใหม่ก็ชอบคุณแกทั้งนั้นนิ ที่แน่ ๆ คือคุณแกไม่ได้ลงทุนเอาช่างภาพไปเองเพื่อการสร้างภาพหรอกค่ะ

คนอย่างคุณพิธาแกไม่ต้องสร้างภาพอย่างใคร ๆ แล้วมั้งคะ

'บิ๊กต้อม' ดึง 'โจ้ สืบศักดิ์' ร่วมบอร์ดบริหารสมาคมกีฬาตะกร้อไทย พร้อมรวมพลคณะกรรมการบริหารครั้งแรก สานต่อภารกิจสมาคมฯ

หลังจากที่สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ได้จัดการประชุมใหญ่ ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยวาระสำคัญคือ เลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาตะกร้อฯ คนใหม่ แทน ‘บิ๊กจา’ พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ อดีตนายกสมาคมฯ วัย 91 ปี ที่ได้ถึงแก่อนิจกรรม ปรากฏว่า ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานคณะกรรมการโอลิมปิคฯ ได้รับความไว้วางใจดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนใหม่นั้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (24 ต.ค. 66) ‘บิ๊กต้อม’ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้มีการแต่งตั้งกรรมการบริหารสมาคมฯ ชุดใหม่ จำนวน 19 คน (รวมนายกสมาคมฯ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนี้ 

อุปกนายกสมาคม : นายสมพงษ์ ชาตะวิถี, นายธวัช กุมุทพงษ์พานิช, นายบุญชัย หล่อพิพัฒน์, ผศ.เฉลิม ชัยวัชราภรณ์, ผศ.วีรศักดิ์ วิศาลาภรณ์, นายวิระเดช สมปิตะ

กรรมการและเลขาธิการ : พล.ร.ท.บุญชิต พูลพิทักษ์

กรรมการและเหรัญญิก : นายสมชาย ประเสริฐศรี

กรรมการและปฏิคม : รศ.พิเศษ ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง

กรรมการและประชาสัมพันธ์ : นางสุธิดา เสียมหาญ

กรรมการและนายทะเบียน นายรัฐชัย ดารากร ณ อยุธยา

กรรมการ : พ.ท.ยอดชาย สุริยันต์, พล.อ.ท.อดินันท์ จารยะพันธุ์, นางมณฑิรา บุญนำ, นายปรัชญา เปลี่ยนสมัย, พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสือ หรือ ‘โจ้หลังเท้า’ อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทยชื่อดัง, นายสุพจน์ ตุ้มประชา และนายอมร ศรีสวัสดิ์

ทั้งนี้ สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชุด ‘บิ๊กต้อม 1’ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งแรก ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคฯ

ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะมาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐น. ที่ผ่านมา นายวัชระ เติมวรรธนภัทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทรงคนอง นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต ได้ต้อนรับ คุณวิคเตอร์ โจน่า ปลัดกระทรวงเหมืองแร่และพลังงาน ประเทศกัมพูชา พร้อมคณะ (Mr. VICTOR JONA Under Secretary of State Ministry of Mines and Energy) ที่มาศึกษาดูงานโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสักการะลานพระบรมรูปทรงงาน ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ณ สวนสุขภาพลัดโพธิ์ บริเวณใต้สะพานภูมิพล 1 สะพานภูมิพล 2 ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง  จังหวัดสมุทรปราการ ในเวลา ๑๑.๐๐ น.

โดยมีหมวดตรีไพศาล เติมวรรธนภัทร์ ได้ทำการต้อนรับ พร้อมเล่าเรื่องราวโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ท่านทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทย ทรงห่วงใยในด้านการใช้ชีวิตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถกล่าวสั้นๆ ได้ว่า "อาจจะไม่ใช่กาแฟที่อร่อยที่สุดในโลกแต่เป็นกาแฟที่ดีที่สุดในโลกเพราะเป็นกาแฟที่มีหัวใจความรักของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทย" ณ ร้านกาแฟลูกกำนัน ตำบลทรงคนอง 

และในเวลา ๑๓.๐๐ น. นายอุตมะ ปภาภูธนะนันต์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์ครุฑฯ ได้พาเยี่ยมชมศึกษาดูงาน สถานที่ที่ได้บอกเล่าเรื่องราว ความเป็นมาของตราพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติและเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์ตามแนวคิดสมมุติเทพ หรือที่เรียกว่า ตราแผ่นดินของไทย 

ทั้งนี้สิ่งที่ปรากฏ อันแสดงถึงความภาคภูมิใจของ ชาวไทยทุกคน คือไม่ว่า คุณวิคเตอร์ โจน่า จะเยี่ยมชมลานพระบรมรูปทรงงาน ณ สวนสุขภาพคลองลัดโพธิ์ และร้านกาแฟลูกกำนัน ต.ทรงคนอง หรือแม้แต่ พิพิธภัณฑ์ครุฑฯ โดยธนาคารทหารไทยธนชาต คุณวิคเตอร์ โจน่า ได้แสดงออกถึงความเคารพอย่างนอบน้อม ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ กษัตริย์แห่งแผ่นดินไทย อย่างซาบซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความรักและความเคารพที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ที่ไม่ใช่เพียงแต่คนไทย ที่รักและเคารพท่าน แต่ยังหมายถึง ผู้คนทั่วทุกมุมโลกไปจนถึงระดับนานาชาติ 

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีงามระหว่าง ๒ ประเทศไทยและกัมพูชา ที่มีร่วมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งนี้นับเป็นความสัมพันธ์ไมตรีต่อเนื่องจาก งานพิธีบวงสรวงสมโภช สมเด็จมหาราชทรงครุฑ ภปร. วาระครบรอบ ๔๑ ปี ณ วัดทุ่งสีกัน(พุทธสยาม) เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ที่ผ่านมามีตัวแทนจากประเทศ กัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ที่ได้เข้าร่วมพิธีอันเป็นมงคลยิ่ง

กระบี่-ทกจ.กระบี่ร่วมกับอบจ.กระบี่ เตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพ กีฬานักเรียน ครั้งที่ 43 "กระบี่เกมส์" ต้นปี 67

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมมรกต ชั้น2 สำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี นายสัจจพร จันทร์ศรีนวล ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ ประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ นายโกมาต แป้นเกิด วัฒนธรรมจังหวัดกระบี่ และคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ฝ่ายพิธีการไฟพระฤกษ์ ร่วมประชุมการดำเนินการเกี่ยวกับพิธีไฟพระฤกษ์ในการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” เพื่อหารือเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนนักศึกษาฯ โดยรับทราบและพิจารณาในวาระการประชุม พิธีการรับไฟพระฤกษ์ พิธีเฉลิมฉลองไฟพระฤกษ์ และพิธีการรับเสด็จผู้แทนพระองค์ในพิธีเปิดการแข่งขัน (จุดไฟพระฤกษ์) (วันที่ 22 มกราคม 2567) และร่วมหารือการกำหนดแนวทางในการจัดจ้างเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับพิธีการไฟพระฤกษ์ในโครงการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 ต่อไป

เชียงใหม่- เปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ จัด“นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง” ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN) ระหว่างวันที่ 24-28 ตุลาคม 2566

วันที่ 24 ตุลาคม 2566 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทย ไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” โดยมีนายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนหน่วยงาน

ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน นักเรียนนักศึกษา ประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ 

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง กิจกรรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการแสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 9 เฉลิมพระเกียรติ ต่างมีความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นที่ได้มารวมพลังแสดงความจงรักภักดี ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทโดยพร้อมเพรียงกันในวันนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงเป็นดั่งแสงนำใจของคนไทย ทั้งชาติ และทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย เพื่อไปสู่เป้าหมายเดียวกัน 

คือ “แผ่นดินไทย ไร้สโตรค” การจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นการรวมพลังของ องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายโรงพยาบาลในจังหวัดเชียงใหม่และประชาชน มีหัวข้อกิจกรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรม ได้แก่  กิจกรรมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ , กิจกรรมให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง , กิจกรรมออกกำลังกาย เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ซึ่งในปีนี้ถือเป็นโอกาสพิเศษได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศระดับเขตสุขภาพ ที่จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้ดีที่สุด 

และกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมออกกำลังกายรักษาสุขภาพมากที่สุด และรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล โดยปีนี้จัดในหัวข้อ “คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค (No STROKE for all Thais by NEW GEN)” ซึ่งคนรุ่นใหม่ (NEW GEN) เป็นกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีพลังกาย พลังใจ ความมุ่งมั่น ซึ่งหากมีการปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมอง สร้างความตระหนักถึงแนวทางปฏิบัติหากคนในครอบครัว หรือในชุมชน เกิดอาการโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ต้องดำเนินการอย่างไรให้ทันท่วงที ซึ่งคนรุ่นใหม่นับได้ว่าเป็นพลังสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนไทยไร้สโตรคในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง สถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของประเทศไทย ในปี 2566 พบว่ามีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองทั่วประเทศจำนวน 917,236 ราย พบเสียชีวิต จำนวน 42,989 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 4.7  สำหรับสถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

จังหวัดเชียงใหม่ ปีงบประมาณ 2564 - 2566 พบว่ามีอัตราตายของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 6.41, 6.55 และ 7.74 ตามลำดับ 
โรคหลอดเลือดสมองเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตและก่อให้เกิดความพิการเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย ซึ่งนอกจากความพิการทางกายแล้ว ยังมีผลทำให้ความจำเสื่อมในภายหลังอีกด้วย ซึ่งจะพบโรคนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าประชาชนขาดความรู้ด้านการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกวิธี 

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดกิจกรรม นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีที่ทรงเป็นดั่งแสงนำใจและทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาสุขภาพและการออกกำลังกายแก่ประชาชนชาวไทย และนิทรรศการให้ความรู้โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ เวทีเสวนา การตอบปัญหาสุขภาพ การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ เผยแพร่แผ่นพับ/โปสเตอร์เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรค การป้องกันและการบริการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันโรคฯ การประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฯ บริการวัดความดันโลหิต และสอนการจับชีพจร จึงขอเชิญชวนประชาชนลงนามเทิดพระเกียรติในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Lime Survey) และประเมินความรู้ในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและความพึงพอใจ

ในการชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ 24 - 28 ตุลาคม 2566 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ทุกแห่ง และศูนย์การค้าเมญ่า ซึ่งได้รับความร่วมมือ จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์โรคสมองภาคเหนือ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โรงพยาบาลนครพิงค์ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์  ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ เชียงใหม่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน 

ทั้งนี้ กิจกรรม “Walk Run Bike Fighting Stroke ครั้งที่ 9” จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 พร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดกิจกรรมวิ่ง MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร และกิจกรรมเดิน - วิ่ง FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ และขอเชิญชวนให้นักวิ่งทุกคนสมัครแอปพลิเคชั่น WIND Training 
เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลไว้ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ดังกล่าวต่อไป อีกทั้งถ้ากรอกข้อมูลให้ครบถ้วนยังสามารถรับผลประโยชน์จากประกันภัยในกิจกรรมวิ่งในวันที่ 29 ตุลาคม 2566 นี้ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีรางวัลสนับสนุนจากภาครัฐอีกหลายรางวัล ดังนี้ 
1. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “ก้าวท้าใจ” ให้แก่เขตสุขภาพที่ได้คะแนนสูงสุด 
2. โล่รางวัลเกียรติยศ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้านการสะสมแคลอรี และจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ผ่านแอปพลิเคชัน “CALORIES CREDIT CHALLENGE (CCC)” ระดับจังหวัด จำนวน 22 รางวัล 
3. โล่รางวัลเกียรติยศ ระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้านการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติได้คะแนนสูงสุด 
4. โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการด้านการจัดกิจกรรม คนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค โล่รางวัลเกียรติยศระดับจังหวัด จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้านการจัดกิจกรรมคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนไทยไร้สโตรค

นภาพร/เชียงใหม่

'หนุ่มอุบลฯ' ใจเด็ด!! เล่าวินาทีสู้มือเปล่ากลุ่มฮามาส  โดน 'มีดปักหัว-ปาดคอ' แต่รอด ลั่น!! ไม่ขอกลับไปอีก

(25 ต.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานที่อิสราเอลทยอยกลับประเทศกันอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดสงคราม โดยหนึ่งในแรงงานไทยที่รอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ นายวิทวัส กุลวงศ์ หรือ 'แจ๊ค' อายุ 34 ปี ชาวอ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ได้เดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ ซึ่งทางครอบครัวจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญและเดินทางมาให้กำลังใจกันทั้งหมู่บ้านอย่างอบอุ่น 

นายวิทวัส โชว์บาดแผลที่ถูกทำร้าย พร้อมกล่าวว่า วันนี้สุขใจและโล่งอกเป็นอย่างมาก เพราะได้กลับมาถึงบ้านภรรยาแล้ว ตนเองขอใช้เวลาพักผ่อนสักระยะกับลูกและภรรยา ก่อนจะเดินทางไปที่ จ.อุบลฯ เพื่อบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่หลังจากที่ยังไม่เคยบวชสักครั้ง

โดยนายวิทวัส เล่าย้อนไปเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในความทรงจำหลังรอดตายมาได้ปาฏิหาริย์ กล่าวว่า ยังจำได้แม้จะผ่านมาเกือบ 2 อาทิตย์กว่าในคิบบุตช์ที่ตนเองทำงาน เช้าวันที่ 7 ต.ค. 66 กลุ่มฮามาสได้บุกเข้ามาในแคมป์ มีทั้งทหารและพลเรือน ค้นหาคนไทยทั้งในออฟฟิศและเล้าไก่ เขาเดินหาคนไม่เจอแล้วก็ออกไป พร้อมทั้งยิงปืนใส่ตามห้องด้วย จากนั้นเขาก็เดินออกไป ผมก็เปิดประตูวิ่งออกไปหลบในอุโมงค์ ปรากฏว่ามีกลุ่มฮามาสชุดที่ 2 เข้ามา เขาเดินมาตามรั้วแล้วบังเอิญมาเจอผมพอดี เขาก็บอกให้ผมนอนคว่ำหน้าและเอามือประสานท้ายทอย ตอนนั้นไม่คิดอะไร สู้ก็ตายไม่สู้ก็ตาย จึงตัดสินใจฮึดสู้ เขามีมีด ผมมือเปล่า สู้กันประมาณ 20- 30 นาที กอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน แต่ผมพลาดท่าเจอมีดของกลุ่มฮามาสปักที่ศีรษะ 

"ตอนนั้นมีสติอยู่ ดึงมีดออกแล้วหักมีด จากนั้นก็สู้กันด้วยหมัด แต่ตอนนั้นผมเสียเลือดมาก ค่อย ๆ สลบไป ตอนนั้นจำได้ตอนที่ผมจะสลบ กลุ่มฮามาสใช้มีดปาดคอผม เขาคิดว่าผมตายไปแล้วเขาก็ตัดเอากระเป๋าคาดเอวผมไป พอห้าโมงผมได้สติ ผมก็เลยคลานไปตามคูดินเพื่อไปหาพี่ที่หลบในห้อง ทั้ง ๆ ที่เลือดเต็มใบหน้า พอคลานไปถึงห้องพี่ที่ทำงานและเคาะประตูให้พี่ช่วยผมไม่คิดว่าผมจะรอด" นายวิทวัส กล่าว

นายวิทวัส กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้กลับถึงบ้านแล้วคงไม่กลับไปอีกแล้ว จากนี้ไปก็หางานทำแถวบ้าน และขออยู่กับลูกและครอบครัว จากนั้นก็จะเดินทางไปบวชทดแทนพระคุณพ่อแม่ที่ จ.อุบลฯ ในความรู้สึกของผมอยากให้ทางรัฐบาลไทยช่วยเรื่องหนี้สินของแรงงานไทยทุกคน เพราะส่วนใหญ่กู้หนี้ยืมสินก่อนไปทำงาน รวมทั้งอยากให้รัฐบาลแนะนำหรือแนะนำงานด้านต่างๆ ให้แรงงานไทยทำด้วยก็จะดี สุดท้ายนี้ผมอยากให้เพื่อนๆ แรงงานไทยที่ยังอยู่ในประเทศอิสราเอล อยากให้กลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน จะกลับไปทำงานหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลัง ส่วนที่นายจ้างเพิ่มค่าแรงให้ก็ดีอยู่ แต่หากเกิดอะไรขึ้นแล้วคงไม่คุ้มกับชีวิตในสภาวะสงครามแน่นอน

รองสุรเชษฐ์ร่วมกับเอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับและกล่าวเปิดการประชุมหารือระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่จังหวัดภูเก็ต

วันที่ 23-24 ต.ค.66 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. และ ผอ.ศพดส.ตร. ร่วมกับ ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย และ คุณเฮเลน ชไนเดอร์ ผู้บังคับการศูนย์ป้องกันปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศเด็กและการแสวงหาประโยชน์จากเด็กของสำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย ให้การต้อนรับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ NGOs จาก 9 ประเทศ ได้แก่ประเทศไทย ออสเตรเลีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่เดินทางมาร่วมประชุมหารือระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือ CSERD 2023 (Countering Child Sexual Exploitation Regional Dialogue) ณ โรงแรมทราย ลากูน่า จ.ภูเก็ต ซึ่งจะมีการประชุมระหว่างวันที่ 23-27 ต.ค.66

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร. กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมเพื่อมุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ การทำงานข้ามพรมแดน เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็กในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย (AFP) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมมือและเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มุ่งพัฒนาศักยภาพในระดับภูมิภาคเพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศเด็กให้มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ได้มีความร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจเครือรัฐออสเตรเลีย (AFP) ในด้านต่างๆ เป็นอย่างดียิ่งมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการ Taskforce Storm, การจัดตั้งเครือข่ายป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน โดยดำเนินการผ่านระบบบริหารจัดการข้อมูลคดีและข่าวกรอง (Case Management and  Intelligence  System –  CMIS) ,การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทย (Thai Centre of Excellence to counter TIP)   และการสนับสนุนหลักสูตรการฝึกอบรมด้านสกุลเงินดิจิทัลและนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การเจรจา และการสอบสวน โดยสนับสนุนบุคคลากรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินทางไปอบรมที่ประเทศออสเตรเลีย หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้คือ การให้ความร่วมมือและสนับสนุนประเทศไทย ในการจัดประชุมเฟิร์สไทยแลนด์ อินเตอร์เนชันแนล ไดอะลอก (1st Thailand International Dialogue) เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน

สำหรับการแก้ปัญหาการต่อต้านการล่วงละเมิดเด็กในประเทศไทย ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการล่วงละเมิดเด็กเป็นอย่างมาก โดยได้จัดตั้ง ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์ขับเคลื่อน และควบคุมการปฏิบัติการดำเนินการแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดเด็กอย่างจริงจัง โดยเน้นการทำงาน 3 ส่วนหลัก คือ การปราบปราม, การป้องกัน และการพัฒนาบุคลากร   

ในส่วนการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีสถิติผลการจับกุม ปราบปรามการล่วงละเมิดเด็ก 9 เดือนแรก ของปี พ.ศ.2566 จำนวน 411 คดี เฉลี่ย 45 คดีต่อเดือน ในปี พ.ศ.2565 จำนวน 482 คดี เฉลี่ย 40 คดีต่อเดือน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5 คดีต่อเดือน คิดเป็น 11.25 เปอร์เซนต์ โดยข้อหาที่มีผลการจับกุมสูงสุด คือ การครอบครองสื่อลามกเด็ก จำนวน 164 คดี รองลงคือ การล่วงละเมิดทางเพศ จำนวน 154 คดี และเป็นคดีค้ามนุษย์ ถึง 75 คดี คิดเป็น 18 เปอร์เซนต์ ซึ่งถือเป็นจำนวนการขยายผลไปสู่ความผิดฐานค้ามนุษย์ได้สูงที่สุดในรอบ 9 ปี และข้อมูลเบาะแสจาก Cybertipline Report 9 เดือนแรกของปี 2566 จำนวน 297,432 CT เฉลี่ย 33,048 CT ต่อเดือน ในปี พ.ศ.2565 จำนวน 523,159 CT เฉลี่ย 43,596 CT/เดือน ลดลงเฉลี่ย 10,488 CT ต่อเดือน คิดเป็น 24 เปอร์เซนต์ เป็นผลมาจากการเจ้าหน้าที่มีความชำนาญมากขึ้นและปราบปรามจริงจังเด็ดขาด  

ในส่วนการป้องกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565  ได้จัดทำโครงการ D.A.R.E 2 C.A.R.E. ซึ่งเป็นโครงการให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาและในปี 2566  ได้มีการขยายไปสู่ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการป้องกันบุตรหลานถูกล่วงละเมิดอีกส่วนนึง  นอกจากนี้ยังได้ทำโครงการ Child Safe Friend Tourism Project เป็นโครงการที่อบรมบุคลากรการท่องเที่ยว และผู้ประกอบการ เพื่อช่วยกันสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชนในสถานที่ที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด และในส่วนการพัฒนาบุคลากร ได้ดำเนินการจัดการฝึกอบรมด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพและความชำนาญให้กับผู้ปฏิบัติ  เช่น อบรมกระบวนการ NRM, อบรมการใช้เครื่องมือพิเศษ เช่น Cellebrite ในการทำ Digital Forensic รวมทั้งการกระจายอำนาจ โดยการจัดตั้งศูนย์ TICAC ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ 

การดำเนินการทั้งหมดนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์มาโดยตลอด โดยเฉพาะการป้องกันปราบปรามการล่วงละเมิดเด็ก โดยได้บูรณาการปฏิบัติกับทุกภาคส่วนในทุกมิติ ทั้งในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล เพื่อขจัดปัญหาการล่วงละเมิดเด็ก อย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับไปสู่ Tier1 ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี

'หมอมนูญ' ย้ำ!! ไข้หวัดใหญ่ยังระบาด ควรรีบไปรับวัคซีน เตือน!! ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว 'ใส่หน้ากาก-ล้างมือ

(25 ต.ค. 66) นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า...

ผู้ป่วยหญิงอายุ 89 ปี มีไข้สูง ไอ มีเสมหะ เหนื่อย 2 วัน เข้าโรงพยาบาลวันที่ 10 ตุลาคม 2566

คนดูแลเพิ่งติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ก่อนหน้าผู้ป่วยไม่สบาย 2 วัน ผู้ป่วยยังไม่ได้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ เป็นโรคหอบหืด หลอดลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดัน เคยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ตรวจร่างกาย อุณหภูมิ 39.5 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนที่ปลายนิ้วต่ำมาก 83% ฟังปอดมีเสียงครืดคราดทั้ง 2 ข้าง แยงจมูกพบติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เอกซเรย์ปอดมีฝ้าขาวเล็กน้อยด้านล่างทั้ง 2 ข้าง และหัวใจโต

ต้องรับเข้าห้องไอซียู ให้ออกซิเจนด้วยอัตราการไหลที่สูงทางจมูก (High-flow nasal cannula) เริ่มยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ชนิดกิน ขนาด 75 มิลลิกรัม เช้า เย็น 5 วัน อาการแย่ลง เหนื่อยมากขึ้น เจาะเลือดเพาะเชื้อไม่พบเชื้อแบคทีเรียในเลือด วันที่ 13 ตุลาคม เอกซเรย์ปอดฝ้าขาวเพิ่มขึ้นทั้ง 2 ข้าง ให้ยาเสตียรอยด์ และยาปฏิชีวนะ อาการค่อย ๆ ดีขึ้น เหนื่อยน้อยลง

วันที่ 16 ตุลาคม 2566 ย้ายออกจากไอซียู เอกซเรย์วันที่ 20 ตุลาคมฝ้าขาวลดลง หยุดยาเสตียรอยด์และยาปฏิชีวนะ

ผู้ป่วยรายนี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะป่วยรุนแรง อายุมาก มีโรคประจำตัวทั้งปอด หัวใจ สมอง ยังไม่ได้ฉีดวัดซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ หลังติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จากคนดูแล ทำให้ป่วยหนัก ต้องเข้าไอซียู เหนื่อยมาก ระดับออกซิเจนต่ำ มีปอดอักเสบทั้ง 2 ข้าง ช่วงนี้มีการขาดแคลนยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ โชคยังดีที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับยาโอเซลทามิเวียร์ในวันที่เข้านอนใน รพ. ให้การรักษาแบบประคับประคองจนคนไข้ดีขึ้น

ไข้หวัดใหญ่กำลังระบาดอย่างหนัก ขอให้ทุกคนระมัดระวังตัว ใส่หน้ากาก ล้างมือ ป้องกันตัวเองให้ดี รีบไปรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เพราะหากติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ช่วงนี้ อาจเข้าไม่ถึงยารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์

ข่าวดียารักษาไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์เริ่มทยอยเข้าโรงพยาบาลต่าง ๆ

รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา จัดงานวันพยาบาลแห่งชาติ และมอบเครื่องหมายตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มีการจัดงานวันพยาบาลแห่งชาติและพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล

โดยนางพรเพ็ญ เมธาจิตติพันธ์ หัวหน้าพยาบาล ได้ติดเข็มกลัดดอกปีป ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของพยาบาลไทย ให้กับผู้ได้เลื่อนตำแหน่งทางการบริหาร จากนั้น รองศาสตราจารย์นายแพทย์โศภณ นภาธร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ได้มอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งทางบริหาร ของที่ระลึกและกล่าวแสดงความยินดีให้กับผู้ที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ในครั้งนี้ จำนวน 8 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และได้ทำคุณประโยชน์ต่อองค์กรมาโดยตลอด

ด้วยเนื่องในวันที่ 21 ตุลาคม 2566 ของทุกปี เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระองค์ท่านทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการพยาบาล และทรงพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนมาโดยตลอด ฝ่ายการพยาบาล จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในฐานะที่พระองค์ท่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชาวไทย ผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ทรงอุทิศตน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการรักษาพยาบาลได้อย่างทั่วถึง สร้างสุขภาพที่ดีให้ประชาชนและถือเป็นโอกาสอันดีในวันพยาบาลแห่งชาตินี้ จึงได้จัดพิธีมอบเครื่องหมายประจำตำแหน่งผู้บริหารทางการพยาบาล จำนวน 8 ท่าน ในวันนี้

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ชลบุรี 0909535645

'สว.วีระศักดิ์' แบ่งปัน!! บรรยายพิเศษ 'ภาวะโลกเดือด' 'ปลูกฝังเยาวชน-แลกเปลี่ยน' ปัจจัยบวก-ลบ กระทบสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษเรื่อง ‘ภาวะโลกเดือด’ ให้กับกลุ่มนักเรียนและเยาวชน ค่ายเยาวชนผู้นำโรตารี่ ภาค 3350 ปี 2566 - 2567 Create Hope for the Future (สรรค์สร้างความหวังให้โลกอนาคต ณ บ้านผู้หว่าน (Pastoral Training Center : ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล) โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 

เยาวชนที่เข้าร่วมในค่ายในครั้งนี้ประกอบด้วยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา จำนวน 200 คนจาก 140 โรงเรียนในเขตภาคกลาง ร่วมกับนักเรียนแลกเปลี่ยนโรตารี่ต่างประเทศ จำนวน 28 คน 

กิจกรรมค่ายอบรมลักษณะนี้ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้เด็กเยาวชนจากหลากระดับชั้นการศึกษา และหลากพื้นฐาน ให้มาร่วมกิจกรรมผ่านกลุ่มวิทยากรและพี่เลี้ยง (รุ่นพี่อาสาสมัคร) ที่จะช่วยสร้างพลังการแบ่งปันประสบการณ์ การคิดบวก การเป็นผู้ให้ การรู้จักบริหารเวลา อารมณ์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยภายในตนเองและที่เกิดจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก สถานการณ์รอบข้างที่มีความหลากหลายและแตกต่าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top